ข่าวการเงิน
บทความโดย “อภิสิทธิ์ สืบไวย”
ที่ปรึกษาการเงิน AFPTTM
Health And Wellbeing Consultant
Prudential Life Assurance (Thailand)
สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
วันที่ 15 สิงหาคม 2566 เมื่อถึงเทศกาลปีใหม่ หลาย ๆ ท่าน
มักจะขอพรให้ได้สิ่งที่ใจปราถนา และตั้งเป้าหมายกับตนเอง
และเชื่อว่าเป้าหมายที่ทุกคนต้องการ คือ เป้าหมายที่ SMART
1. Specific = ชัดเจน เฉพาะเจาะจง รู้ว่าต้องการอะไร
2. Measurable = สามารถวัดผลเป็นตัวเลขหรือตัวเงินได้อย่างชัดเจน
3. Achievable = สามารถทำสำเร็จตามเป้าหมายได้ และรู้ว่าต้องทำอย่างไร
4. Realistic = มีความเป็นไปได้ สมเหตุสมผล สอดคล้องกับความเป็นจริง
5. Time Bound = มีกรอบเวลาที่แน่ชัด รู้ว่าต้องใช้ระยะเวลาเท่าใด
เป้าหมายทางด้านสุขภาพ
1. อยากลดน้ำหนักเดือนละ 1-2 กิโลกรัม
2. อยากมีสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัย (ไม่เป็นโรค ไม่ไปหาหมอ ให้ได้ทุกเดือน)
3. อยากมีหุ่นดี กระชับ มีมวลกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้น (มีมวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นเดือนละ 1%)
เป้าหมายทางด้านการเงิน
1. เก็บเงินเดือนละ 20,000 บาท ลงทุนในกองทุน SSF/RMF ไว้ใช้ยามเกษียณ
2. อยากมีรายได้เพิ่มขึ้น เดือนละ 20,000 บาท จากการลงทุน/ขายสินค้า
3. อยากมีบ้านหลังใหม่ พื้นที่ 50 ตารางวา ราคา 5 ล้านบาท ภายในเดือนธันวาคม 2566
4. หรืออยากมีคอนโดฯในเมือง ขนาดห้องมากกว่า 35 ตารางเมตร ราคา 5 ล้านบาท ภายในเดือนธันวาคม 2566
5. รถคันใหม่ เป็นรถพลังงานไฟฟ้า (EV) ที่กำลังเป็น Trend พลังงานสะอาด ณ ตอนนี้ ราคา 2,000,000 บาท ภายในเดือนมิถุนายน 2566
6. โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ ราคา 30,000 บาท ภายในเดือนมิถุนายน 2566
7. ท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ในเดือนพฤศจิกายน 2566
ทั้งนี้ เป้าหมายทางการเงินสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ตัวอย่างดังนี้
1. เป้าหมายระยะสั้น (Short-term Goal)
คือเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการทำให้สำเร็จใน 1-3 ปี
เช่นต้องการออมเงินเพื่อซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ราคา 30,000 บาท
ในอีก 6 เดือน
2. เป้าหมายระยะกลาง (Intermediate-term Goal) ที่ต้องการทำให้สำเร็จใน 3-7
ปี เช่น ต้องการออมเงินจำนวน 300,000 บาท เพื่อเรียนต่อระดับปริญญาโทในอีก
2 ปีข้างหน้า หรือเพื่อเป็นเงินดาวน์ ซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์
3. เป้าหมายระยะยาว (Long-term Goal) ที่ต้องใช้เวลามากกว่า 7 ปี เช่น
ต้องการออมเงินจำนวน 10 ล้านบาทเพื่อใช้ในวัยเกษียณอีก 30 ปีข้างหน้า
จะเห็นได้ว่าทุกเป้าหมาย ล้วนต้องใช้เงินทั้งสิ้น เช่น หากคุณอยากลดน้ำหนัก
อยากมีสุขภาพแข็งแรงอยากมีหุ่นดี คุณต้องออกกำลังกาย ควบคุมโภชนาการ
คุณต้องซื้อรองเท้า ชุดออกกำลังกายใหม่
แม้กระทั่งเลือกการรับประทานอาหารเสริม โปรตีน วิตามินต่าง ๆ
หรือแม้กระทั่งซื้อคอร์สออกกำลังกาย จ้างเทรนเนอร์มาดูแลการออกกำลังกาย และ
นักโภชนาการมาวางแผนการรับประทานอาหาร แต่ถ้าเป็นเป้าหมายที่เป็นสินทรัพย์
ตั้งแต่ขนาดเล็ก จนถึงขนาดใหญ่ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์
ท่องเที่ยวในและต่างประเทศ รถยนต์ คอนโดฯ ที่ดิน และบ้านที่อยู่อาศัย
คุณยิ่งต้องใช้เงินจำนวนมากในการซื้อสิ่งที่คุณต้องการ
หากคุณไม่ได้วางแผนการเงิน และเก็บเงิน เพื่อให้ได้บรรลุเป้าหมายต่าง ๆ
ที่ตั้งไว้ ตั้งแต่แรก แต่คุณต้องการสิ่งเหล่านั้นเร็วขึ้น
โดยไม่ต้องการเสียเวลาเก็บสะสมเงิน มีทางเลือกที่หลาย ๆ คนเลือกใช้ คือ
การใช้เงินในอนาคต การกู้ยืมเงิน หรือการขอสินเชื่อ กับสถาบันการเงินต่าง ๆ
หรือการกู้ยืมเงินนอกระบบ
ส่งผลทำให้ภาวะหนี้สินภาคครัวเรือนของไทยสูงขึ้นเป็นอย่างมาก
ส่งผลกระทบกับกำลังการบริโภคของประชาชนในประเทศ
และจะกลายเป็นระเบิดลูกหนึ่งที่เข้ามาทำลายระบบเศรษฐกิจ
หนี้ครัวเรือนคือหนี้ที่ประชาชนกู้ยืมจากผู้ให้กู้ สถาบันการเงิน
ผู้ให้บริการนอกระบบ
หรือแม้แต่คนรู้จักเพื่อนำเงินดังกล่าวไปใช้จ่ายตามความต้องการที่แตกต่างกันไป
โดยการก่อหนี้หรือการกู้ยืมเงินนั้นช่วยให้เราสามารถใช้จ่ายได้ทั้งในชีวิตประจำวัน
และยามจำเป็นเกินกว่ารายได้และเงินออมที่มีอยู่ เช่น
จ่ายค่าอาหารมื้อหรูแม้เงินเดือนยังไม่ออก
ซื้อรถในฝันแม้ยังไม่มีเงินออมก้อนใหญ่ หรือจ่ายค่ารักษาพยาบาลในยามฉุกเฉิน
อย่างไรก็ดี การก่อหนี้เปรียบเสมือนการนำรายได้ในอนาคตมาใช้
แม้จะทำให้เกิดการใช้จ่าย ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวในวันนี้
แต่ในอนาคตเราจำเป็นต้องทยอยชำระหนี้คืนทำให้รายได้ที่หามาเหลือใช้น้อยลง
และหากครัวเรือนส่วนใหญ่ในระบบเศรษฐกิจก่อหนี้มากเกินไปก็จะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจผ่านทาง
1.การบริโภคของครัวเรือนในอนาคตจะลดลง
และ 2.ความสามารถในการรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิดน้อยลง เช่น
หากถูกเลิกจ้างหรือถูกลดค่าจ้างลง ก็อาจจะผิดนัดชำระหนี้ที่มีอยู่เดิม
ซึ่งสร้างความเสี่ยงให้กับระบบสถาบันการเงินหรือผู้ให้กู้ยืม
ในกรณีที่การผิดนัดชำระหนี้มีจำนวนมาก
ระบบการเงินจะได้รับความเสียหายจนไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติและกระทบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
(ที่มา : ธปท.)
สัดส่วนหนี้สินภาคครัวเรือนเป็น ดังนี้
จากตารางจะเห็นได้ว่าสินเชื่อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
อย่างเห็นได้ชัด คือ สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับ หมายถึง
สินเชื่อบุคคลทั้งที่ไม่มีหลักประกัน (สินเชื่ออเนกประสงค์)
และมีหลักประกัน เช่น เช่าซื้อ สินเชื่อทะเบียนรถ (รถแลกเงิน)
ซึ่งเป็นสินเชื่อที่ผู้ขอสินเชื่อนำเงินไปอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล เช่น
ซื้อสินค้าที่อยากได้ รับประทานอาหารมื้อหรู ท่องเที่ยวในและต่างประเทศ
หรือกระทั่งนำเงินไปชำระหนี้ทั้งในและนอกระบบ
จากการใช้จ่ายเงินที่เกินตัว อีกทั้งหลาย ๆ ธุรกิจ
เอื้อให้คนใช้เงินจนเกินตัวแบบง่ายและสะดวกเพิ่มมากขึ้น เช่น ในอดีต
จะซื้อรถยนต์สักคันต้องมีคนค้ำประกัน มีเงินดาวน์ 25–50% ของราคารถ
แต่ปัจจุบันการซื้อรถจักรยานยนต์ หรือรถยนต์สักคัน
บางแห่งไม่ต้องใช้คนค้ำไม่ต้องใช้เงินดาวน์ ทำให้เกิดก่อหนี้เป็นไปได้ง่าย
แต่หลายคนอาจไม่ได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายแฝงที่ตามมา เช่น ค่าน้ำมัน
ค่าบำรุงรักษา ประกัน พ.ร.บ. ภาษี อะไหล่สิ้นเปลือง เช่น ยางรถยนต์ เป็นต้น
ท้ายที่สุดแล้วเมื่อติดกับดักการก่อหนี้
ทำให้ลืมคิดว่าภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รู้ตัวอีกที คือ
เมื่อบิลชำระค่าบัตรเครดิตมา
เมื่อผ่อนชำระต่อเดือนไม่ไหวก็กลายเป็นชำระหนี้ขั้นต่ำ
และทำให้ดอกเบี้ยเพิ่มพูนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกเดือน
จนท้ายสุดแล้วไม่ไหวกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) คือ
หนี้ที่ค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยนานติดต่อกันตั้งแต่ 91 วัน ขึ้นไป
เข้าสู่การปรับโครงสร้างหนี้ต่อไป
30/04/2024
30/04/2024
30/04/2024
10/06/2024
29/04/2024