คนรวยใช้ “พันธบัตร” บริหารความเสี่ยง มือใหม่เพิ่งลองซื้อ ต้องรู้อะไรถึงไม่เจ๊ง
พันธบัตรคือตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือบริษัทต่างๆ เพื่อระดมทุน• นักลงทุนสามารถซื้อพันธบัตรได้ในตลาดแรก (ซื้อโดยตรง) หรือตลาดรอง (ซื้อขายระหว่างนักลงทุน)• พันธบัตรมีความเสี่ยง แม้จะต่ำกว่าสินทรัพย์อื่น แต่ราคาอาจผันผวน• การเลือกอายุพันธบัตรให้เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญ• กลยุทธ์ Ladder Strategy ช่วยกระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนในพันธบัตรหลายช่วงอายุทุกการลงทุนมีความเสี่ยง… แต่ถ้าอยากเสี่ยงต่ำ สิ่งแรกที่คนมักนึกถึง คือ พันธบัตร นักลงทุนผู้มั่งคั่งมักจัดพอร์ตโดยมีพันธบัตรเพื่อบริหารความเสี่ยง แต่ล่าสุดมีข่าวว่าเกิดการเทขายครั้งใหญ่ จน Bond Yields หรือผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึง ราคาพันธบัตรจะลดลงจนบางคนเรียกว่าขาดทุนจากพันธบัตร ถ้าซื้อพันธบัตรยังเสี่ยงขาดทุน ทำไมคนรวยยังต้องมีสิ่งนี้ในพอร์ต ถ้าเพิ่งเริ่มต้นลงทุนในพันธบัตรต้องทำยังไง หาคำตอบได้ในบทความนี้ พันธบัตรคืออะไรพันธบัตร คือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐซึ่งจะใช้ระดมทุนเพื่อพัฒนาประเทศ โดยภาครัฐจะเสนอ “ดอกเบี้ย” ให้กับผู้ที่ซื้อพันธบัตร เมื่อครบระยะเวลาที่กำหนดจะคืนเงินต้นให้สรุปแบบให้เข้าใจง่ายคือ ใครซื้อพันธบัตรถือเป็นเจ้าหนี้ของรัฐบาล คนเลยมองว่าความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ถือว่าต่ำมาก (ขึ้นอยู่กับว่าลงทุนกับประเทศไหน)พันธบัตรรัฐบาลมีให้เลือกหลายแบบ และมีหลายประเทศให้เลือก เช่น สหรัฐฯ, ญี่ปุ่น เยอรมัน รวมถึงประเทศไทย ซึ่งกระทรวงการคลังจะเป็นผู้ออกพันธบัตรรัฐบาล, หรือในบางช่วงอาจมีการออกพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รูปแบบหลักๆ คือ จะมีการกำหนดระยะเวลา และอัตราดอกเบี้ยต่อปีให้อย่างชัดเจน เช่น พันธบัตรออมทรัพย์ รุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยที่ 2.49% ต่อปี (เฉลี่ย) เป็นต้นแน่นอนว่า การซื้อพันธบัตรหรือตราสารหนี้ ในกรณีถือครองจนครบอายุ จะได้เงินต้นคืน ดังนั้นแม้ว่าระหว่างทางราคาจะเปลี่ยนไปทางไหน ผู้ที่ซื้อพันธบัตรไปยังได้เงินคืนนั่นเอง (ยกเว้นกรณีผิดนัดชำระหนี้) ดังนั้นพันธบัตรรัฐบาล อาจเหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้น้อย หรือ อยากได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและแน่นอนนอกจากนี้ สิ่งที่นักลงทุนควรรู้ ไม่ใช่แค่รัฐบาลที่ออกตราสารหนี้ได้ แต่บริษัทต่างๆ ก็สามารถออกได้เช่นกัน โดยเรามักเรียกว่า หุ้นกู้ ซึ่งจะระบุระยะเวลาและอัตราดอกเบี้ยให้ชัดเจน แต่ระดับความเสี่ยงจะขึ้นอยู่กับ อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ตัวอย่างเช่น หุ้นกู้อันดับ AAA มีความเสี่ยงต่ำสุดในการจัดอันดับ ส่วนอันดับ B มีความเสี่ยงสูงกว่าซื้อพันธบัตรได้ที่ไหน?ตลาดแรก (Primary Market)คือการซื้อพันธบัตร “ออกใหม่ครั้งแรก” และซื้อจากผู้ออกพันธบัตรโดยตรง เช่น รัฐบาลหรือหน่วยงานที่ออกพันธบัตร ในประเทศไทย นักลงทุนรายย่อยหรือบุคคลทั่วไป สามารถจองและซื้อได้ที่ธนาคารพาณิชย์มักเริ่มต้นที่ 1 - 1,000 บาท/หน่วย ซึ่งพันธบัตรแต่ละรุ่นอาจมี เงื่อนไขเฉพาะ หรือ การจำกัดวงเงินการซื้อ ขึ้นอยู่กับผู้ออกพันธบัตร ข้อดีของการซื้อพันธบัตรตลาดแรกคือ ซื้อในราคาหน้าตั๋วตลาดรอง (Secondary Market)คือการซื้อขายพันธบัตร “ที่ออกขายมาแล้ว” ระหว่างนักลงทุนด้วยกันเอง ไม่ได้ซื้อจากผู้ออกโดยตรง ส่วนมากมักเป็นการขายก่อนครบกำหนดสัญญา ซึ่งราคาพันธบัตรจึงเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ขึ้นอยู่กับราคาตลาดหรือการตกลงซื้อขาย สามารถซื้อผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาตข้อดีคือ ตลาดรองราคาจะยืดหยุ่นกว่า, มีโอกาสทำกำไรจากส่วนต่างราคาได้ เช่น กรณีการซื้อต่ำกว่าราคาหน้าตั๋ว, ถ้าต้องการสภาพคล่องก็อาจขายออกได้เทคนิคการลงทุนในพันธบัตรในโลกการลงทุน คนรวยมักจัดพอร์ตให้มี พันธบัตรหรือตราสารหนี้ (Bond) อยู่เสมอ เพื่อกระจายความเสี่ยงหรือเพื่อเป้าหมายส่วนตัวที่วางไว้ จากรายงาน Wealth Report ประจำปี 2566 พบว่า กลุ่มบุคคลที่มีความมั่งคั่งสุทธิสูงพิเศษ (UHNWIs) มี Bond อยู่ในพอร์ตเฉลี่ยถึง 17%แต่ถึงพันธบัตรจะดูมีความเสี่ยงต่ำกว่าสินทรัพย์อื่นๆ แต่ก็มีความเสี่ยงหรืออาจขาดทุนได้เช่นกัน อย่างใครซื้อพันธบัตรไว้ แต่เกิดร้อนเงินต้องขายในตลาดรองช่วงที่ราคาตกก็อาจขาดทุนได้ดังนั้นปัจจัยอะไรบ้างที่เราต้องนำมาวางแผนก่อนซื้อพันธบัตร Thairath Money สรุปข้อมูลที่น่าสนใจจาก บล. หยวนต้ามาให้แล้ว 1. เลือกอายุพันธบัตรที่เหมาะกับเป้าหมายของชีวิต• อายุ 1-3 ปี: เหมาะสำหรับเป้าหมายระยะสั้น เช่น เก็บเงินดาวน์บ้าน, เงินก้อนสำหรับแต่งงาน เป็นต้น• อายุ 5-10 ปี: เหมาะสำหรับการออมเพื่อการศึกษาบุตร• อายุ 15-20 ปี: เหมาะสำหรับการออมเพื่อเกษียณ2. ก่อนซื้อประเมินอันดับความน่าเชื่อถือ• AAA, AA: ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนปานกลาง• A, BBB: ความเสี่ยงปานกลาง ผลตอบแทนสูงขึ้น• ต่ำกว่า BBB: ความเสี่ยงสูง ควรศึกษาอย่างละเอียดนอกจากนี้ยังแนะนำกลยุทธ์สำคัญคือ Ladder Strategy คือ ไม่ซื้อพันธบัตรอายุยาวเพียงตัวเดียว แต่กระจายซื้อพันธบัตรหลายอายุ เช่น ซื้ออายุ 2 ปี, 5 ปี, และ 10 ปี เมื่อพันธบัตรอายุสั้นครบกำหนด ก็นำเงินไปซื้อพันธบัตรอายุยาวใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่จะเกิดขึ้นระหว่างทางพันธบัตร เป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ แต่ทุกการวางแผนการเงินต้องเริ่มที่ตัวเราเสมอว่า เป้าหมายต้องการอะไร จะลงทุนไปเพื่ออะไร จะใช้เงินในช่วงเวลาไหน ถ้าเข้าใจเรื่องเหล่านี้จะทำให้เราจัดพอร์ตได้ตรงใจมากขึ้นแน่ๆอ้างอิงข้อมูล SET, บล.หยวนต้า, CIMBT, KTB, KBank, บล.บัวหลวงแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับไทยรัฐhttps://www.thairath.co.th/money/investment/stocks/2933967