คลังความรู้

Everyday knowledge for you

การวางแผนทางการเงิน

85% ของคนไทย ยังไม่ได้คิดหรือวางแผนการออมเพื่อเกษียณ

27/02/2026

ธปท. เปิดข้อมูล 85% ของคนไทย ยังไม่ได้คิดหรือวางแผนการออมเพื่อเกษียณ ขณะที่วัยทำงาน 31-60 ปี และกลุ่มอาชีพที่มีรายได้ไม่แน่นอน ยังไมได้เริ่มวางแผน สะท้อนความไม่พร้อมต่อการเข้าสังคมผู้สูงอายุธนาคารแห่งประเทศไทย เปิด รายงานปี 2567 ชี้ คนไทยมีทักษะทางการเงินดีขึ้นต่อเนื่อง และอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD แต่ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจเรื่อง “ดอกเบี้ยและดอกเบี้ยทบต้น”  เพราะหลายคนยังไม่วางแผนการใช้เงิน และเลือกกู้ยืม เมื่อเงินไม่พอใช้ขณะที่คนรุ่นใหม่มีทัศนคติและค่านิยมให้ความสำคัญกับความสุขในปัจจุบันมากกว่าการวางแผนระยะยาว ซึ่งทั้งหมดนี้อาจส่งผลต่อความมั่นคงทางการเงินของบุคคลและครัวเรือนระยะยาวธปท. เปิดข้อมูล 85% ของคนไทย ยังไม่ได้คิดหรือวางแผนการออมเพื่อเกษียณ ขณะที่วัยทำงาน 31-60 ปี และกลุ่มอาชีพที่มีรายได้ไม่แน่นอน ยังไมได้เริ่มวางแผน สะท้อนความไม่พร้อมต่อการเข้าสังคมผู้สูงอายุหากมาโฟกัสที่ การออม คนไทยเก็บออมเงิน แต่เงินออมฉุกเฉินไม่พอ และยังไม่ได้คิดวางแผนหรือวางแผนออมเกษียณ พบว่า   •  91.5% ของคนไทยเก็บออมเงิน  •  77.3% มีเงินออมฉุกเฉินไม่ถึง 6 เดือน  •  86% ยังไม่ได้วางแผนเกษียณหรือยังไม่สามารถทำตามแผนออมเกษียณได้สะท้อนว่าหลายคนยังไม่สามารถออมเงินได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่เพียงพอในระยะยาวซึ่งหากดูข้อมูลอีกด้าน พบว่า การใช้บริการทางการเงิน ผู้ใช้บริการพื้นฐานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการฝากเงินและโอนเงิน ขณะที่บริการอื่น เช่น บัตรเครดิต ประกัน และการลงทุน ยังมีผู้ใช้ในระดับต่ำและมีแนวโน้มลดลง อีกทั้งการใช้สินเชื่อมีแนวโน้มลดลงในทุกกลุ่มอาชีพ จากการพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจโดยการฝากเงินของคนไทย 96.1% มีบัญชีเงินฝากในระบบ แต่ในจำนวนนี้ 91.9% มีบัญชีเงินฝากเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และ 56.1% มีบัญชีเงินฝากที่ตั้งใจออม และส่วนใหญ่การออมยังเป็นไปในรูปแบบเงินสด 81.5% ขณะที่มีเพียง 1.9% ที่นำเงินไปลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ มาดูที่การออมเผื่อฉุกเฉิน ในกรณีขาดรายได้ กะทันหัน กว่า 75%  ของคนไทยมีเงินสำรองสำหรับการใช้จ่ายได้ไม่เกิน 6 เดือน  โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น เด็กจบใหม่ และผู้ประกอบอาชีพที่มีรายได้ไม่แน่นอน เช่น กลุ่มลูกจ้างเอกชน หรือ อาชีพอิสระสะท้อนถึงความเปราะบางในการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในวงกว้างต่อมาคือ การออมเผื่อเกษียณ กว่า 85% ของคนไทยยังไม่ได้คิดหรือวางแผนการออมเพื่อเกษียณ โดยพบว่า คนวัยทำงานที่มีอายุ 31-60 ปี และกลุ่มอาชีพที่มีรายได้ไม่แน่นอน มั่นคง ที่ควรให้ความสำคัญกับการ เตรียมตัวเกษียณ กลับเป็นกลุ่มที่ยังไม่เริ่มวางแผน หรือเริ่มแต่ยังทำไม่ได้ ตามแผนมากที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พร้อมของประชาชนต่อการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ  (Aging Society)อย่างไรก็ตาม ข้อมูลยังบอกด้วยว่า ผู้ที่มีระดับเงินออมเผื่อฉุกเฉิน 6 เดือนขึ้นไป มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในการเก็บออมเพื่อเกษียณมากขึ้น รวมทั้งมีความสามารถในการจัดการหนี้สินได้ดีกว่า ซึ่งสะท้อนถึงวินัยทางการเงินที่ดี ซึ่งเพิ่มโอกาสในการบรรลุ เป้าหมายการเก็บออมระยะยาว ลดความกังวลเกี่ยวกับการจัดการภาระหนี้สิน และส่งผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีทางการเงิยอีกด้วยแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ pptvhd36https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/269633

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

กลับมาแล้ว ! Open Call 1 วัน 1,000 ภาพ ครั้งที่ 7: Pawtrait นิทรรศการภาพถ่ายสุดไอคอนิคของ “แมด, มันมัน ศรีนครินทร์” ที่ใคร ๆ ก็เป็นศิลปินได้

27/02/2026

ผ่านมาแล้ว 6 ครั้ง กับ 6,000 ภาพถ่ายจาก “1 วัน 1,000 ภาพ Photo Installation Exhibition” หรือนิทรรศการภาพถ่ายสุดไอคอนิคของ แมด, มันมันศรีนครินทร์ (MMAD, MunMun Srinakarin) ที่เชื่อว่าใคร ๆ ก็เป็นศิลปินได้  ครั้งนี้ ‘1 วัน 1,000 ภาพ ครั้งที่ 7: Pawtrait’ เปิดพื้นที่ให้กับ ‘เจ้าตัวโปรดของคุณ’ไม่ว่าจะเป็นสายป่วน สายซน    สายอ้อน หรือว่าสายเอ็กโซติก ชวนให้มาทบทวนความสัมพันธ์ ความผูกพัน และความหมายของการอยู่ร่วมกันในโลกใบเดียวกัน ระหว่างคนกับสัตว์ที่แตกต่างแต่เชื่อมโยงกันทุกภาพที่ส่งเข้ามามีโอกาสถูกคัดเลือกเป็น MMADclusive Pick ที่จะอยู่ในภาพโปรโมทหลักของนิทรรศการ จำนวน 1 ภาพ และ MMAD Pick อีก 9 ภาพ เพื่อจัดทำเป็นโปสเตอร์สำหรับแจกในงานเปิดนิทรรศการติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://forms.gle/f8sM1Kgrum13fZHg6 ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2569แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/entertainment/detail/9690000020007

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

“ทะเลแหวกสันหลังมังกรเกาะพลอง” สุดอันซีนถนนทรายกลางทะเลพังงา ยาวกว่า 2 กิโลเมตร

27/02/2026

พาไปสัมผัสกับอีกหนึ่งมนต์เสน่ห์ของทะเลพังงาอันน่าตื่นตาตื่นใจ กับ “ทะเลแหวกสันหลังมังกรเกาะพลอง” ที่มีลักษณะคล้ายถนนทรายกลางทะเล ยาวกว่า 2 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งอันซีนพังงาที่ผู้มาเที่ยวเกาะยาวน้อย และพื้นที่ใกล้เคียงไม่พลาดด้วยประการทั้งปวง“เกาะพลอง” เป็นเกาะเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในเขต ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ห่างจากเกาะยาวน้อยไปด้านทิศเหนือประมาณ 3 กิโลเมตรเกาะพลองแม้เป็นเกาะเล็ก ๆ ไม่มีคนอยู่อาศัย แต่ที่นี่มีปรากฏการณ์แปลกตาน่ามหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสรรสร้างขึ้นมา คือ “ทะเลแหวกสันหลังมังกรเกาะพลอง” อันสวยงามสุดอเมซิ่ง ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้พบเห็นกันเป็นจำนวนมากทะเลแหวก เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลของน้ำขึ้น-น้ำลง โดยยามน้ำทะเลลดระดับลงต่ำ จะทำให้เห็นแนวสันทรายที่อยู่ในช่วงน้ำตื้นโผล่ขึ้นมาอยู่กลางทะเล จนกลายเป็นอันซีนดึงดูดให้ผู้คนจากทั่วสารทิศอยากเดินทางไปพบความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์เอาไว้สักครั้งสำหรับทะเลแหวกสันหลังมังกรเกาะพลอง ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับเกาะยาวน้อยนั้น ยามเมื่อน้ำทะเลลดระดับลงต่ำ จะมีลักษณะเป็นสันดอนทรายกลางทะเลระยะทางความยาวกว่า 2 กิโลเมตร ทอดตัวคดเคี้ยวจากเกาะพลองทอดยาวไปหาเกาะยาวน้อย จนหลายคนยกให้เป็นดัง “สันหลังมังกร” กลางทะเลตามรูปลักษณ์ที่พบเห็นนักท่องเที่ยวเมื่อมาเที่ยวที่นี่ (ในช่วงน้ำทะเลลดระดับ) สามารถลงไปเดินบนทะเลแหวกหรือสันดอนทรายกลางทะเล ซึ่งจะให้ความรู้สึกคล้าย ๆ กับเดินบนถนนทรายกลางทะเล ที่บริเวณรอบข้างห้อมล้อมไปด้วยเกาะใหญ่น้อย ถือเป็นบรรยากาศอันซีนพังงาที่ดูน่ามหัศจรรย์ไม่น้อยนอกจากนี้ในระหว่างทางที่เดินบนสันหลังมังกรยังสามารถพบเห็นวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านที่มาหาหอยแถวให้บริเวณนั้น ซึ่งเราสามารถเข้าพูดคุยทักทายกับชาวบ้านผู้เปี่ยมมิตรไมตรีเหล่านี้ได้ด้วยเหตุนี้วันนี้ทะเลแหวกสันหลังมังกรเกาะพลอง จึงเป็นอีกหนึ่งอันซีนพังงา เป็นหนึ่งในจุดท่องเที่ยวอันโดดเด่นไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่มาท่องเที่ยวพักผ่อนที่เกาะยาวน้อย และในจังหวัดพังงาส่วนบรรดาช่างภาพทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ ที่นี่ถือเป็นจุดถ่ายรูปชั้นดีกลางทะเล ที่มีมุมหลากหลายให้เลือกบันทึกภาพ โดยเฉพาะการถ่ายภาพมุมสูงจากอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ที่แต่ละคนถ่ายได้ไม่ซ้ำกันในบรรยากาศของแต่ละเวลาสำหรับผู้ที่สนใจต้องการจะสัมผัสกับความสวยงามแปลกตาน่าทึ่งของปรากฏการณ์ธรรมชาติทะเลแหวกสันหลังมังกรเกาะพลอง เมื่อเดินทางมาถึงที่เกาะยาวน้อย จังหวัดพังงาแล้ว สามารถติดต่อเหมาเรือนำเที่ยวของชาวบ้านในพื้นที่ให้พาไปเที่ยวชมทะเลแหวกที่เกาะพลองได้ หรืออาจจะติดต่อล่วงหน้ากับกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนในพื้นที่เกาะยาวน้อยก่อนเดินทางก็ได้ โดยคนขับเรือในพื้นที่จะรู้เวลาการขึ้น-ลง ของน้ำทะเล และเวลาที่เหมาะสมในการมาเที่ยวชมได้เป็นอย่างดีภาพ : อโนทัย งานดีแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000013928

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ ประเทศไทย ร่วมเปิดโครงการปรับปรุงศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนวัดดาวดึงษารามเพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กเล็ก

27/02/2026

เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นายนิคฮิล แอดวานี (ที่ 5 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นางสาวชลิดา นครชัย (ที่ 4 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด นางสาวรพีพร วงศ์ทองคำ (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ นายราเชนทร์ ขุมนาค (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายอสังหาริมทรัพย์และงานบริการ พร้อมคณะ ร่วมพิธีเปิดโครงการปรับปรุงศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนวัดดาวดึงษาราม ชุมชนบางพลัด ในงานได้รับเกียรติจาก นายศานนท์ หวังสร้างบุญ (ที่ 3 จากขวา) รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นตัวแทนรับมอบโครงการ พร้อมด้วยผู้อำนวยการเขตบางพลัด โดยเอไอเอได้สนับสนุนงบประมาณสำหรับซ่อมแซมพื้นห้องเรียนที่ชำรุดและมอบอุปกรณ์เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ประกอบด้วย ตู้น้ำดื่ม นาฬิกาแขวนผนัง หนังสือ ตุ๊กตา และของเล่นหลากหลายชนิดที่ได้รับบริจาคจากพนักงาน เพื่อร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย เหมาะสมต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย สอดคล้องกับพันธกิจของเอไอเอในการสนับสนุนให้ผู้คนนับพันล้านคนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา “Healthier, Longer, Better Lives”

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ เปิดตัวโครงการ Club CI 2026 เดินหน้าสร้างความตระหนักรู้ ส่งต่อตวามห่วงใย พร้อมเสริมความคุ้มครองโรคร้ายแรงให้แก่คนไทย

25/02/2026

เอไอเอ ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านประกันชีวิตและสุขภาพ เปิดตัวโครงการ Club CI 2026 มุ่งสร้างความตระหนักรู้และส่งต่อความห่วงใยแก่คนไทยถึงภัยเงียบอย่างโรคร้ายแรง (Critical Illness: CI) โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อตัง (NCDs) ที่นับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย* ผ่านการเสริมสร้างความรู้ให้แก่ที่ปรึกษาทางด้านการประกันชีวิต สุขภาพ และการเงินของเอไอเอ เพื่อให้มีความพร้อมและศักยภาพในการออกไปส่งมอบความคุ้มครองโรคร้ายแรงให้แก่คนไทยทั่วประเทศ ส่งเสริมให้คนไทยมีความคุ้มครองในกลุ่มผลิตภัณฑ์โรคร้ายแรงถึง 10 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ทุกคนคลายกังวลหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด พร้อมมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’คุณอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “เอไอเอ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวแทนให้มีความรู้และความสามารถในการวางแผนส่งมอบความคุ้มครองทั้งในด้านประกันชีวิต ประกันสุขภาพ รวมถึงประกันโรคร้ายแรง ซึ่งปัจจุบันถือเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่คร่าชีวิตคนไทย ตลอดจนอัตราส่วนประชากรไทยที่มีความคุ้มครองโรคร้ายแรงยังถือว่าต่ำมาก เราจึงตั้งเป้าที่จะส่งเสริมให้คนไทยสามารถเข้าถึงประกันโรคร้ายแรงได้อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งมีวงเงินความคุ้มครองที่เพียงพอต่อการรักษาพยาบาล โดยในปีที่ผ่านมาเราได้เสริมความรู้ ความมั่นใจ และสร้างบรรยากาศเพื่อส่งเสริมการขายประกันโรคร้ายแรงในแก่ตัวแทน ในนามของ Captain CI จำนวนทั้งสิ้น 220 ท่าน ที่ร่วมกันผลักดันตัวแทนของเรากว่า 27,000 ท่าน ให้เข้าร่วมกิจกรรม Club CI และจำนวนตัวแทนที่เข้าร่วมกิจกรรมยังคงเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยเดือนละ 19% ของตัวตัวแทนทั้งหมด และในปีนี้ประกันโรคร้ายแรงยังถือเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ที่เอไอเอให้ความสำคัญและให้การสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง ตลอดจนเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักผ่านโครงการ Club CI ที่ขับเคลื่อนโดยผู้บริหารหน่วยตัวแทนประจำพื้นที่ และ Captain CI 2026 ทั่วประเทศ โดยมี 3 แนวทางหลักที่เราตั้งใจมอบให้พลังที่ปรึกษาทางการเงิน และตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ ส่งต่อแก่ลูกค้า ประกอบด้วย  1)  การให้มุมมองและเครื่องมือการขายสำหรับตัวแทนที่ร่วมกิจกรรม Club CI เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ลูกค้า  2)  การส่งเสริมความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญด้านประกันโรคร้ายแรง เพื่อส่งมอบข้อมูลที่ตอบโจทย์ลูกค้าผ่าน Captain CI  3)  การมอบสิทธิประโยชน์พิเศษให้แก่ลูกค้าทั้งนี้ เอไอเอ ต้องการให้คนไทยทั่วประเทศได้รับการดูแลรักษาพยาบาลที่ดีและเหมาะสมที่สุด เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนของทุกคน”สำหรับลูกค้าที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อตัวแทนบริการของท่าน หรือ AIA Call Center 1581 หมายเหตุ:*ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ณ ปี 2568

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ภาษี

ศุลกากรจ่อเก็บภาษี ‘ทองคำ’ 1% ปิดช่องโหว่ฟอกเงิน-สกัดทุนเทา

24/02/2026

  •  กรมศุลกากรศึกษาเก็บภาษีนำเข้าทองคำในอัตรา 1% โดยยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน  •  มีวัตถุประสงค์เพื่อปิดช่องว่างทางกฎหมายที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงินและเคลื่อนย้ายเงินทุนผิดกฎหมาย (ทุนเทา)  •  ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีการเก็บอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับทองคำ ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่น เช่น จีนและอินเดียประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะงบประมาณขาดดุลอย่างต่อเนื่องมานานนับทศวรรษ เหมือนครอบครัวที่มีรายจ่ายเกินรายได้มหาศาลมาตลอด 10 ปี เมื่อรายได้จากการเก็บภาษีแบบเดิมไม่เพียงพอต่อรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น กรมศุลกากรซึ่งเป็นหนึ่งในการจัดเก็บรายได้รัฐบาล กำลังมองหาช่องทางการเพิ่มรายได้รัฐจากส่วนที่ยังเป็นช่องว่างอยู่นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรเตรียมเสนอต่อรัฐบาลใหม่ พิจารณาปรับปรุงอัตราภาษีให้สะท้อนความเป็นจริงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจชาติในระยะยาว แต่จะไม่ไปเพิ่มภาระให้คนรากหญ้า โดยมีแนวคิดที่จะทบทวนอัตราภาษีนำเข้ากระเป๋าแบรนด์เนม เครื่องประดับแบรนด์หรู และเครื่องสำอาง แม้จะมีข้อเสนอจากภาคเอกชนที่ต้องการให้รัฐบาลลดภาษีสินค้าแบรนด์เนม เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างไรก็ตาม การดำเนินการเรื่องดังกล่าวต้องพิจารณาให้รอบคอบ โดยต้องมองถึงความคุ้มค่าและกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงว่า ผู้ที่ซื้อสินค้าเหล่านี้คือ นักท่องเที่ยวจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงคนไทยกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เพราะกระเป๋าแบรนด์เนม เป็น 1 ใน 5 อันดับสินค้า ที่กรมศุลกากรจัดเก็บรายได้ภาษีสูงที่สุด ได้แก่ 1.รถยนต์, 2.ชิ้นส่วนยานยนต์, 3.ยา, 4. เครื่องสำอาง และอันดับที่ 5 คือ กระเป๋าแบรนด์เนม ซึ่งหากมีการยกเลิกหรือลดภาษีส่วนนี้ รายได้ของประเทศจะหายไปอย่างมหาศาล“เราตั้งข้อสังเกตว่า โครงสร้างภาษีในปัจจุบันยังมีความลักลั่นอยู่ ทำไม เครื่องสำอาง ที่ผู้หญิงเกือบทุกระดับต้องใช้ถึงเสียภาษีสูงถึง 30% ขณะที่ กระเป๋าแบรนด์เนม ราคาสูง ซึ่งเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มกลับเสียเพียง 20% และที่หนักกว่านั้นคือ เครื่องประดับหรูและทองคำ กลับเสียภาษี 0%”ขณะเดียวกัน ยังพบว่า ผู้ประกอบการบางกลุ่ม ใช้เขตปลอดอากร (Free Zone) ที่ควรจะเป็นพื้นที่ส่งเสริมการส่งออกเพื่อดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ นำเข้าสินค้ามาขายในเมืองไทยโดยใช้สิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีที่ลักลั่นและส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของรัฐและความเท่าเทียมในการทำธุรกิจนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร“เพื่อแก้ปัญหานี้ กรมศุลกากรเตรียมเดินหน้าหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อกำหนดนิยามและเงื่อนไขการใช้สิทธิ์ใน Free Zone ใหม่ให้ชัดเจน และเกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง”ทั้งนี้ การปรับปรุงเกณฑ์ Free Zone ในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยอุดช่องโหว่การเลี่ยงภาษีแล้ว ยังมุ่งหวังให้เกิดการสร้าง Ecosystem ที่เอสเอ็มอี และผู้ผลิตชาวไทยสามารถแข่งขันได้ในสภาวะที่ต้องเผชิญกับสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ สินค้าราคาต่ำจากจีนเข้ามาทุ่มตลาดในไทยนายพันธ์ทองกล่าวว่า แนวคิดเบื้องต้นที่ร่างไว้ คือ การกำหนดสัดส่วนที่ชัดเจนว่า สินค้าที่จะได้รับสิทธิ์ใน Free Zone ต้องมีมูลค่าวัตถุดิบภายในประเทศบวกกับค่าแรงงานไทย รวมกันแล้วต้องมากกว่าค่า X (ตัวเลขสมมติ) หรือต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์สินค้าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสัดส่วนนี้เราไม่สามารถกำหนดเองได้เพียงหน่วยงานเดียว จึงจะให้สอท.เป็นผู้ช่วยออกแบบว่า ผู้ประกอบการไทยควรได้รับประโยชน์อย่างไร และรูปแบบไหนที่เอื้อต่อการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน  “ในสถานะที่รายได้ประเทศไม่เพียงพอต่อรายจ่าย การปล่อยให้มีการใช้สิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีที่ผิดวัตถุประสงค์เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และทุกมาตรการที่ออกมาจะต้องมีเหตุผลรองรับที่ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีที่หายไปจากการยกเว้นสิทธิ์นั้น จะถูกเปลี่ยนเป็นแรงขับเคลื่อน GDP ของประเทศอย่างแท้จริง”ส่วนกรณีที่คณะอนุกรรมการตรวจสอบเส้นทางการเงินและการฟอกเงิน ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (Connect the Dots) ได้มอบหมายให้กรมศุลกากรศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการกลับมาจัดเก็บภาษีนำเข้าทองคำจากต่างประเทศนั้น กรมศุลกากรได้หารือร่วมกับปลัดกระทรวงการคลังในประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้นายพันธ์ทองกล่าวว่า ประเทศไทยยังไม่มีการเก็บอากรขาเข้า และไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทำให้เป็นช่องว่าง ทั้งนี้ หากดำเนินการจัดเก็บภาษีนำเข้าทองคำมีแนวคิดที่จะจัดเก็บที่อัตรา 1% และจะต้องออกประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อให้มีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุป สำหรับสถิติการนำเข้าทองคำนั้น ในเชิงปริมาณไม่ได้กระโดดมาก แต่ในเชิงมูลค่าเติบโตขึ้นจากราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยปีที่ผ่านมา มีการนำเข้าทองคำมูลค่าสูงถึง 700,000 ล้านบาท และมีการส่งออกประมาณ 400,000 ล้านบาท โดยส่งออกไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์อันดับหนึ่ง และกัมพูชา อันดับสอง โดยมีการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งนี้ กรมและหน่วยงานด้านความมั่นคงกำลังจับตามองว่า การนำเข้า-ส่งออกทองคำที่เสรีเกินไป อาจถูกใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงิน หรือเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมาย เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ตรวจสอบเส้นทางได้ยากกว่าเงินสด ฉะนั้น คณะกรรมการ Connect the Dots จึงศึกษาและจะเข้ามาดูแลในเรื่องนี้“ประเทศกำลังพัฒนาอย่างจีนหรืออินเดีย เก็บภาษีทองคำ 5% ต่างมีมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวด แต่ไทยเป็นประเทศเดียวที่ไม่มีการกับอากรขาเข้า และ VAT และเราเป็นประเทศที่บริโภคทอง 96.5% ซึ่งต้องส่งออกไปสกัดเป็นทอง 99.99% ที่สวิตเซอร์แลนด์หรือออสเตรเลียเพื่อให้ได้มาตรฐานสากล ก่อนจะนำกลับเข้ามาใหม่ กระบวนการนี้จึงควรมีการกำกับดูแลด้านภาษีที่เหมาะสม”นายพันธ์ทองกล่าวทิ้งท้ายแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับฐานเศรษฐกิจhttps://www.thansettakij.com/economy/652146

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

ประกันชีวิตลุ้นรัฐปลุกเศรษฐกิจหนุนกำลังซื้อ คาดเบี้ยรับรวมปี’69 แตะ 7 แสนล้าน

24/02/2026

สมาคมประกันชีวิต ประเมินเบี้ยประกันชีวิตปี’69 โต 2.5-3.5% แตะ 7 แสนล้าน ชี้ประกันสุขภาพ-โรคร้ายแรงเป็นไฮไลต์ ปม “เงินเฟ้อทางการแพทย์/ค่ารักษา” พุ่ง ผลักธุรกิจต้องปรับเงื่อนไขใช้ “Copayment”นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจประกันชีวิตปี 2569 สมาคมประมาณการเติบโตเบี้ยประกันชีวิตขยายตัวอยู่ในกรอบ 2.50-3.50% หรือคิดเป็นเบี้ยรับรวมอยู่ราว 7 แสนล้านบาท จากปี 2568 เบี้ยรับรวมอยู่ที่ 6.76 แสนล้านบาท ที่มีการเติบโตอยู่ที่ 3.45% แบ่งเป็น เบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ (New Business Premium) 1.90 แสนล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 3.60% และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป (Renewal Premium) 4.85 แสนล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 3.40%ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตและผลิตภัณฑ์ที่เป็นไฮไลต์ในปีนี้ คือ ประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ที่เพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 8-10% ซึ่งจากปี 2568 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 10.8% และคาดการณ์ในปี 2569 จะอยู่ที่ 10.8% ส่งผลให้ประชาชนเริ่มมองหาความคุ้มครองที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคตมากขึ้น ซึ่งโดยเฉลี่ยเบี้ยประกันสุขภาพเติบโตอยู่ที่ 1.2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งในปี 2568 ประกันสุขภาพเติบโตสูงถึง 11%นอกจากนี้ ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) ยังเห็นการเติบโตได้ดี ส่วนหนึ่งมาจากดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาลง นักลงทุนมองหาช่องทางการลงทุนใหม่ ที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้นภายใต้ระดับความเสี่ยงที่พอรับได้ รวมถึงได้รับความคุ้มครองจากการประกันชีวิตรวมอยู่ด้วย ส่งผลให้คนหันมาสนใจผลิตภัณฑ์ลงทุนมากขึ้น สะท้อนจากปี 2568 ที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 15.75%ขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่อาจจะเติบโตไม่สูงมากนัก จะเป็นประกันสะสมทรัพย์ (Endowment) จะเห็นการเติบโตน้อยลง โดยเฉพาะที่ไม่ได้การันตีผลตอบแทน รวมถึงประกันกลุ่ม (Group) ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้บริษัทหรือองค์กรขนาดใหญ่มีความระมัดระวังค่าใช้จ่ายกับพนักงานมากขึ้น เช่นเดียวกับประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Mortgate) ที่ได้รับผลกระทบจากทิศทางของธนาคารที่มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น“ตอนนี้เราต้องรอดูเศรษฐกิจว่ารัฐบาลจะสามารถขับเคลื่อนได้แค่ไหน เพราะเรื่องของเศรษฐกิจมีผลโดยตรงต่อธุรกิจประกัน เพราะหากคนไม่มีเงินการคิดถึงประกันจะเป็นเรื่องรอง ๆ และไม่ใช่ปัจจัยเร่งด่วน แต่เชื่อว่ายังมีปัจจัยหนุนธุรกิจได้ เช่น สังคมสูงวัย ภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามเงินเฟ้อทางการแพทย์ จะทำให้คนหันมาสนใจประกันมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันสัดส่วนจำนวนกรมธรรม์ต่อประชากรอยู่ที่ 40% และเหลืออีก 60% ที่ยังไม่มีประกัน ซึ่งปีนี้เราคาดเบี้ยประกันอยู่ที่ 7 แสนล้านบาท น่าจะสอดคล้องกับตัวเลขสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ต้องการเห็นเบี้ยประกันภัยรวมกว่า 1 ล้านล้านบาท”นางนุสรากล่าวว่า ผลกระทบจากการนำ Copayment และการยกเลิกประกันเหมาจ่ายนั้น จะเห็นว่าภายหลังประกาศนำประกันแบบ Copayment มาใช้ ตัวเลขเบี้ยประกันในไตรมาสที่ 1/2568 มีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูงถึง 28% เพราะคนกังวลจึงเร่งซื้อประกัน และต่อเนื่องมายังไตรมาสที่ 2 เติบโต 18% และไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 14% และสิ้นปี 2568 อยู่ที่ 11.7% ถือว่าขยายตัวดีดังนั้น หากมองไปข้างหน้าการยกเลิกประกันแบบเหมาจ่าย คงขึ้นแต่ละบริษัทในการพิจารณา แต่เชื่อว่าหากเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ปรับเพิ่มขึ้น อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมี Copayment ตั้งแต่ปีแรก หรือเบี้ยประกันอาจปรับเพิ่มขึ้น หรือถ้าลูกค้ามีการจ่ายส่วนแรก อาจทำให้เบี้ยปรับลดลงได้อย่างไรก็ดี สิ่งที่สมาคมดำเนินการคือ การร่วมมือกับโรงพยาบาลรัฐขยายการบริการ หากโรงพยาบาลรัฐสามารถทำได้ดี บริการสะดวกแบบไร้รอยต่อ สมาคมอยากเห็นการร่วมมือกับโรงพยาบาลรัฐมากขึ้น จากปัจจุบันร่วมมือไปแล้ว 27 แห่ง เพราะโรงพยาบาลรัฐต้องการเพิ่มรายได้เช่นกัน ดังนั้น ในอนาคตโรงพยาบาลรัฐจะมาเป็นอีกกำลังหนึ่งของธุรกิจประกัน จากปัจจุบันสัดส่วนการใช้โรงพยาบาลรัฐมีประมาณ 5% ของการเคลมทั้งหมด“ผลกระทบจาก Copayment น่าจะรู้ภายในเดือน มี.ค.นี้ เพราะจะดูจากสัญญาปีที่ 2 แต่จากเดิมมีการคาดการณ์ว่ามีสัดส่วน 4% ที่มีการเคลมไปแล้ว 25% แต่มีคนถือกรมธรรม์อีก 96% มีการเคลม 75% หากเราไม่ทำอะไรการเคลมจะเพิ่มขึ้น และบริษัทประกันจะไม่ขายก็ไม่ได้ อาจจะมีการปรับเพิ่มเบี้ย แต่เชื่อว่าหากมี Copayment สัดส่วน 4% จะปรับลดลงได้ แต่ไม่รู้จะลงเท่าไร”แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1968045

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

ผสานพลัง 2 ศิลปินแห่งชาติ น้อมรำลึกถึงพระพันปีหลวง

24/02/2026

สยามพารากอน เปิดพื้นที่ Art Jewel แกลอรี่แสดงงานศิลปะ ขนาด 500 ตร.ม. ภายใต้แนวคิด การพัฒนาแพลตฟอร์มแห่งโอกาส มุ่งสนับสนุนความสามารถของศิลปินไทย ให้ได้แสดงผลงานเป็นที่รู้จักแก่คนไทยและชาวต่างชาติยิ่งขึ้น โดยมี 2 ศิลปินแห่งชาติ นำโดย ศ.เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง และศ.เกียรติคุณ ถาวร โกอุดมวิทย์ พร้อมด้วยศิลปินชั้นนำของไทย 20 ท่าน ร่วมกันจัดนิทรรศการภายใต้ชื่อ “น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ แห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ถ่ายทอดผ่านนิทรรศการศิลปกรรมอันวิจิตร งดงาม และร่วมสมัย วันนี้-25 มี.ค. 69 ณ Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอนอ.ปรีชา เถาทองพิธีเปิดงานมีบุคคลสำคัญในแวดวงต่างๆ ตลอดจนศิลปิน อาทิ ท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ, ท่านผู้หญิงกอบกุล อุบลเดชประชารักษ์, จรสิริ สุกรเกยูร, กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูล, สัณหพิศ โพธิรัตนังกูร, จรรยา สว่างจิตร, พล.ท.ดร. พีระพงษ์ มานะกิจ, สลิล ล่ำซำ, ศ.ดร. อภินันท์ โปษยานนท์, ผศ.ดร. อนุชา ทีรคานนท์, นิติกร กรัยวิเชียร และเสริมคุณ-วาดฝัน คุณาวงศ์ ร่วมชมนิทรรศการ “ศิลป์สดุดี พระบารมีคู่แผ่นดิน” โดย อ.ปรีชา เถาทอง และนิทรรศการ “กราบ/สักการะ” โดย อ.ถาวร โกอุดมวิทย์ ซึ่งร่วมถ่ายทอดความหมายแห่งการน้อมรำลึกให้ปรากฏเป็นรูปธรรม ชวนผู้ชมสัมผัสความซาบซึ้งทั้งในมิติของ “ความงาม” และ “ความหมาย” ที่ประณีตลึกซึ้งชฎาทิพ จูตระกูล, ท่านผู้หญิงกอบกุล อุบลเดชประชารักษ์ และ 2 ศิลปินจรรยา สว่างจิตร และพล.ท.ดร. พีระพงษ์ มานะกิจสัณหพิศ โพธิรัตนังกูร และกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูรณัฏฐวรรณ ตันหยงมาศ และสลิล ล่ำซำแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/celebonline/detail/9690000018521

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

บานสวยสะพรั่ง! “ดอกชมพูพันธุ์ทิพย์” หน้าโรงเรียนสาธิตฯ กำแพงแสน

24/02/2026

อัพเดตการบานของดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ วันที่ 21 ก.พ. 69 บริเวณถนนวัฒนา เสถียรสวัสดิ์ หน้าโรงเรียนสาธิตฯ เริ่มทยอยบานสะพรั่งสวยงามแล้ว และคาดว่าถ้าฝนไม่ตกต่อเนื่อง น่าจะบานสะพรั่งกว่านี้ภาพจากเฟซบุ๊กเพจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนเฟซบุ๊กเพจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้อัปเดตการบานของดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ บริเวณหน้าโรงเรียนสาธิตฯ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 69 ว่าภาพจากเฟซบุ๊กเพจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนวันนี้อากาศค่อนข้างร้อน ดอกชมพูพันธุ์ทิพย์เริ่มทะยอยบานสะพรั่งสวยงามแล้ว และคาดว่าถ้าฝนไม่ตก วันพรุ่งนี้น่าจะบานสะพรั่งกว่านี้ เนื่องจากยังมีดอกตูมที่รอบานอีกจำนวนหนึ่งค่ะ แนะนำว่ามาช่วงเช้าดอกจะสีสดและอากาศไม่ร้อนค่ะภาพจากเฟซบุ๊กเพจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนพี่ๆเพื่อนๆที่จะเดินทางมาเยี่ยมชม โปรดพิจารณาภาพก่อนการเดินทางด้วยนะคะ ทั้งนี้ การบานของดอกอาจมีการเปลี่ยนแปลงจากสภาพอากาศ หากมีการเปลี่ยนแปลงจะแจ้งให้ทราบโดยทันทีค่ะภาพจากเฟซบุ๊กเพจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนสำหรับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ที่มาเยี่ยมชม พกร่ม หมวก มาด้วยนะคะ อากาศเริ่มร้อนแล้ว และขอความกรุณาเป็นอย่างยิ่ง "อย่าดึง! อย่ารั้ง! อย่าหักกิ่งน้อลๆน๊า " น้อลฯกิ่งเปราะและหักง่ายมากๆ ให้เพื่อนที่มาทีหลังได้ถ่ายรูปกะน้องด้วยนะจ๊ะ‼️‼️‼️สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ☎️034-351540 (จ-ศ / 08.30-16.30) จากใจ แอดมินกำแพงแสนคนดีคนเดิม มีเรื่องอะไรเพิ่มเติมจะมาบอกอีกน๊าาา XOXO 😘ภาพจากเฟซบุ๊กเพจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000017870

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

การวางแผนทางการเงิน

3 อุปนิสัยลับของคนรายได้สูง ที่ไม่มีใครรู้

23/02/2026

คอลัมน์ : คุยฟุ้งเรื่องการเงินผู้เขียน : พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน (ทอมมี่)ความแตกต่างระหว่างคนรายได้สูงกับคนรายได้ต่ำไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งงานหรือโอกาสเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่อุปนิสัยเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน จากการศึกษาพฤติกรรมของคนทำงานประจำที่มีรายได้สูงโดยนิตยสารธุรกิจชั้นนำของญี่ปุ่น พบว่า สิ่งที่สร้างความต่างอย่างชัดเจนคือวิธีคิด วิธีใช้เวลา และทัศนคติที่มีต่อการเรียนรู้ ซึ่งสามารถสรุปออกมาได้เป็น 3 อุปนิสัยอุปนิสัยที่หนึ่ง : คิดเรื่องงานในวันหยุดคำว่า “คิดเรื่องงานในวันหยุด” อาจฟังดูขัดกับแนวคิด Work-Life Balance ในปัจจุบัน สำหรับความหมายของคนรายได้สูงการคิดเรื่องงานในวันหยุดไม่ใช่การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ตลอดวันเสาร์-อาทิตย์ แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้สมองได้คิดอย่างสร้างสรรค์ โดยไม่กดดันตัวเองจนเครียด แต่ปล่อยให้ความคิดไหลอย่างเป็นธรรมชาติในขณะที่กำลังพักผ่อนหลายคนยังคงไปเที่ยว พักผ่อน ใช้ชีวิตตามปกติ แต่ในระหว่างนั้นกลับสังเกตสิ่งรอบตัวมากขึ้น เดินห้างแล้วเห็นวิธีจัดร้านใหม่ ๆ ดูหนังแล้วได้ไอเดียเรื่องการสื่อสาร อ่านหนังสือแล้วเชื่อมโยงกับงานที่ทำอยู่ แม้แต่การสังเกตพฤติกรรมผู้คนในร้านกาแฟ หรือการฟังบทสนทนาในที่สาธารณะ ก็อาจกลายเป็นแรงบันดาลใจในการแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่งานจุกจิก แต่เป็นการสะสม “วัตถุดิบทางความคิด” เพื่อกลับมาใช้จริงในวันทำงานคนที่มีรายได้สูงมักไม่แยกชีวิตออกเป็นสองส่วนแบบตัดขาด แต่เชื่อมโยงประสบการณ์ชีวิตเข้ากับการทำงานอย่างเป็นธรรมชาติ พวกเขาไม่ได้ทำให้งานกลายเป็นภาระที่ต้องหนีในวันหยุด แต่กลับทำให้การพักผ่อนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์งาน ทำให้วันจันทร์ไม่ใช่วันที่เริ่มต้นอย่างหมดแรง แต่เป็นวันที่พร้อม “ลงมือทำ” จากไอเดียที่สั่งสมไว้แล้วอุปนิสัยที่สอง : ทำให้ทุกวันคือการเรียนรู้ของตัวเองอีกหนึ่งนิสัยที่พบได้ชัดในกลุ่มคนรายได้สูง คือการตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า “วันนี้เราเรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน” แนวคิดนี้อาจดูเรียบง่าย แต่กลับเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาระยะยาว เพราะการเติบโตที่แท้จริงไม่ได้มาจากการรอคอยโอกาสใหญ่ ๆ แต่มาจากการพัฒนาตัวเองทีละเล็กทีละน้อยในแต่ละวันแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจคือ การมองว่า “วันนี้เราเป็นครูของตัวเราเองในเมื่อวาน” หากย้อนกลับไปถามตัวเองว่า มีอะไรอยากสอนตัวเองในเมื่อวานบ้าง คำตอบนั้นจะกลายเป็นทิศทางการพัฒนาของเราในวันนี้ และเมื่อทำเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง คนในวันนี้ก็จะไม่เหมือนคนเมื่อวานอีกต่อไป การสะสมความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละวัน เมื่อเวลาผ่านไปจะกลายเป็นทักษะและความเชี่ยวชาญที่แตกต่างอย่างชัดเจน นี่คือเหตุผลที่คนบางคนเติบโตเร็วกว่าคนอื่นแม้จะเริ่มต้นจากจุดเดียวกัน เพราะพวกเขาไม่ได้ใช้เวลาแค่ผ่านไปแต่ใช้เวลาเพื่อเรียนรู้อุปนิสัยที่สาม : สร้างความสนุกให้กับงานที่ทำหลายคนบอกว่างานของตนเองน่าเบื่อ และเชื่อว่างานที่สนุกมักไม่สามารถทำเงินได้ แต่จากการสังเกตคนที่ประสบความสำเร็จ กลับพบว่าพวกเขาไม่ได้รอให้งานสนุกเอง แต่เป็นฝ่าย “สร้างความสนุกให้กับงาน” ความแตกต่างนี้อาจดูเล็กน้อย แต่กลับส่งผลอย่างมากต่อแรงจูงใจและผลลัพธ์ในระยะยาวการสร้างความสนุกไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนอาชีพเสมอไป แต่อาจเป็นการตั้งโจทย์ใหม่ ๆ ให้กับตัวเอง ปรับวิธีทำงาน ทดลองแนวทางที่แตกต่าง หรือมองงานเดิมในมุมใหม่ บางคนอาจลองใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อทำงานซ้ำ ๆ ให้เร็วขึ้น บางคนอาจท้าทายตัวเองด้วยการตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้น หรือบางคนอาจหาวิธีช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานในขณะที่ทำงานของตัวเอง เมื่อความสนุกเกิดขึ้น ความตั้งใจและพลังในการทำงานก็ตามมา และผลลัพธ์ด้านรายได้ก็มักตามมาในระยะยาวคนรายได้สูงจำนวนมากจึงไม่ได้เก่งเพราะถูกบังคับให้ทำงานหนัก แต่เพราะพวกเขาหาวิธีทำให้งานกลายเป็นพื้นที่ของการพัฒนาและการทดลองอย่างต่อเนื่อง ความสนุกนี้ไม่ได้เกิดจากภายนอก แต่เกิดจากทัศนคติและการเลือกมุมมองที่พวกเขามีต่องาน แทนที่จะบ่นว่างานซ้ำซาก พวกเขากลับมองหาโอกาสที่จะทำให้งานนั้นดีขึ้น แทนที่จะรอให้ถูกมอบหมายงานที่น่าสนใจ พวกเขากลับสร้างความน่าสนใจให้กับงานที่มีอยู่ นี่คือความแตกต่างที่สำคัญระหว่างคนที่รู้สึกว่างานเป็นภาระกับคนที่รู้สึกว่างานเป็นโอกาส เมื่ออุปนิสัยเล็ก ๆ สะสมกลายเป็นความต่างที่ยิ่งใหญ่หากพิจารณาทั้ง 3 อุปนิสัยร่วมกัน จะพบว่าคนรายได้สูงไม่ได้ใช้เวลามากกว่าคนอื่นเสมอไป แต่ใช้เวลา “ต่างกัน” พวกเขาเชื่อมโยงชีวิตกับงาน เรียนรู้จากทุกวัน และสร้างแรงจูงใจจากภายในมากกว่าการรอแรงผลักจากภายนอกอุปนิสัยเหล่านี้อาจไม่สร้างผลลัพธ์ทันทีในระยะสั้น แต่เมื่อสะสมต่อเนื่องจะสร้างความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดในระยะยาว ทั้งในด้านรายได้ ความก้าวหน้า และคุณภาพชีวิต สุดท้ายแล้วความแตกต่างระหว่างคนรายได้สูงกับคนรายได้ต่ำอาจไม่ได้อยู่ที่โอกาสเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีคิดและอุปนิสัยในชีวิตประจำวันของแต่ละคนด้วยหากวันนี้ยังไม่สามารถเปลี่ยนตำแหน่งหรือรายได้ได้ทันที การเริ่มจากการปรับอุปนิสัยทั้งสามข้อ อาจเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงินและชีวิตการทำงานในระยะยาว เช่นเดียวกับการคำนวณผลประโยชน์พนักงานที่ต้องอาศัยการคำนวณอย่างรอบคอบจากนักคณิตศาสตร์ประกันภัย การสะสมอุปนิสัยเล็ก ๆ เหล่านี้ก็ต้องการความต่อเนื่องและการมองภาพระยะยาว สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติม สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ ABS.แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1967679

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

X