Everyday knowledge for you
เด่นออนไลน์
22/02/2025
มิจฉาชีพย้อนรอย ผู้เสียหาย วางแผนล่อเหยื่อ อ้างโดนหลอกเหมือนกัน เอาเงินคืนได้ ก่อนขบวนการมิจฉาชีพอีกเซ็ท หลอกให้เทรดเพื่อเอาเงินคืน เหยื่อรู้ทัน เตือนภัยมิจฉาชีพ ถือเป็นอาชีพที่สร้างความเสียหายอย่างมาก ซึ่งแม้บางครั้งหากไม่เอะใจ หรือ รู้ไม่ทันก็อาจสูญเงินในกระเป๋า ได้ง่าย เพราะมุกที่เอามาหลอกก็ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆล่าสุดเพจ Drama-Addict ได้โพสต์เตือนเรื่องราว ว่า “ลูกเพจฝากเตือนภัย สรุป เขาเจอเพจมิจปลอมเป็นโรงแรม หลอกไปครึ่งปีก่อน หลังจากนั้นมีมิจ ปลอมเป็นนกต่อ ทักมาคุยกับเขา อ้างว่าเคยโดนโกงเหมือนกัน จากเพจเดียวกัน แล้วมีคนช่วยเอาเงินคืนจากนั้นติดต่อให้คุยทนายอาสาและตำรวจไซเบอร์ ซึ่งเป็นมิจฉาชีพปลอมตัวมาทั้งหมด เพื่อหลอกเหยื่อให้หมดตัวแบบหมดจด ซึ่งน่าจะเป็นขบวนการเดียวกับเพจปลอมตอนแรก เพราะมันมีข้อมูลเหยื่อหมดเลย ว่าไปโดนหลอกอะไรยังไงมาจ่าคะ หนูมีเรื่องอยากจะแชร์ค่ะ พอดีเมื่อ 6 เดือนที่แล้วโดยโกง จากการจองที่พักโรงแรม ทำการแจ้งความ และแจ้งอายัดบัญชีแล้ว แต่ไม่ได้ตามเรื่องต่อ คือทำใจแล้วว่าคงไม่ได้เงินคืน แต่เมื่อไม่นานมานี้ มีคนคนนึงทักมา จากช่องทางที่เราไปคอมเม้น โพสต์ผู้เสียหายท่านหนึ่ง ที่โดนโกงค่าจองโรงแรม จากเพจเดียวกัน เธอเม้นตอบกลับว่า “โดนเหมือนกัน แล้วมีวิธีเอาเงินคืน” บอกตามตรงใจนึงก็หวังเงินคืนเลยทักไปค่ะพอทักไปเขาแนะนำทนายอาสาบอกว่าไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงส่งข้อมูลและหลักฐานไป พอส่งข้อมูลกับใบแจ้งความไป ทางทนายให้ลิงค์ที่ติดต่อ เจ้าหน้าที่ ของหน่วยงานตำรวจไซเบอร์ ฝ่าย IT เขาแจ้งให้ยืนยันข้อมูลและจะทำการตรวจเส้นทางการเงินพอตรวจเส้นเขาบอกว่าคนที่โกงเป็นบัญชีม้าและถูกโอนไปบริษัทหนึ่งแล้วบอกว่าเงินยังอยู่ในประเทศและบอกวิธีเอาเงินคืนคือจะทำการไปเทรดหุ้นบริษัทนั้นเพื่อดึงเงินคืนมาเขาจะทำให้โดยใช้ชื่อเราเพียงแค่ให้เราตกลงเราเลยเอะใจค่ะว่าทางรัฐหรือหน่วยงานอะไรแบบนี้ทำไมถึงใช้วิธีดึงเงินของผู้เสียหายคืนโดยใช้วิธีการเทรดหุ้นจริงๆความต้องการคืออยากให้เพจปลอมโดนบล็อกและโดนจับไป มากกว่าได้เงินคืนค่ะ เราเลยปฏิเสธไปไม่ให้เขาช่วย ผลสรุปคือ เขาทักมาเหมือนต่อว่า ว่าเราทักไปทำไมให้เสียเวลาตอนนี้ที่กังวลคือ เขาได้ข้อมูลเราไปคือเบอร์โทร กับมีใบแจ้งความ กับใบแจ้งอายัดบัญชีจากธนาคารค่ะ ไม่แน่ใจเลย เขาจะเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้างกับอีกเรื่องคือ เหมือนผู้หญิงคนนี้ที่ตอบเม้นเรา เขาจะชอบเม้นทุกโพสต์ที่มีข่าวเกี่ยวกับเรื่องผู้เสียหายที่โดนแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับข่าวสดออนไลน์https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_9645637
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันสุขภาพ
21/02/2025
หลายคนอาจมองข้าม “ประกันโรคร้ายแรง” ไป เพราะคิดว่ามีประกันสุขภาพอยู่แล้วก็เพียงพอจากข้อมูลทางสถิติพบว่าในปัจจุบันการเกิดโรคร้ายแรงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหลอดเลือดสมองที่มีอัตราการพิการเป็นอันดับ 1 และอัตราการตายเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย(1) เนื่องจากความเสี่ยงในการเกิดโรคเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นตามอายุที่สูงขึ้น จึงทำให้คนวัยเกษียณมีความเสี่ยงการเกิดโรคเหล่านี้ มากกว่าคนในวัยอื่นๆ และในปัจจุบันพบว่าอัตราการเกิดโรคเหล่านี้ เริ่มพบในคนที่มีอายุน้อยลงมาเรื่อยๆคำถามคือ แล้ว “ประกันสุขภาพ” ที่มีอยู่ไม่เพียงพอหรือ คำถามนี้เกิดจากความไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่าง “ประกันสุขภาพ” และ “ประกันโรคร้ายแรง” รวมถึงอาจจะลืมคำนึงผลสืบเนื่องต่างๆ ที่ตามมาหลังจากเจ็บป่วย โดยก่อนอื่นควรทำความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างประกัน 2 แบบนี้ และผลสืบเนื่องจากการเจ็บป่วยความแตกต่างระหว่าง “ประกันสุขภาพ” และ “ประกันโรคร้ายแรง”1.“ประกันสุขภาพ” จะเป็นประกันที่จะจ่ายค่ารักษาให้กับโรงพยาบาลเมื่อคุณเจ็บป่วยและเข้ารับการรักษา ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยใน หรือผู้ป่วยนอก ทั้งนี้ขึ้นกับเงื่อนไขแบบประกันที่เลือก แต่เมื่อออกจากโรงพยาบาลมา จะไม่สามารถเบิกเคลมในส่วนนี้ได้อีกต่อไป2.“ประกันโรคร้ายแรง” จะเป็นประกันที่จะจ่ายสินไหมเป็นเงินสด เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคร้ายแรงและตรงกับเงื่อนไขในกรมธรรม์ผลสืบเนื่องจากการเป็นโรคร้ายแรง1. ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลจำนวนมากขณะพัก รพ. รวมถึงค่ารักษาต่อเนื่องหลังจากออก รพ.2. อาจจะตกงานและสูญเสียรายได้3. อาจจะต้องมีค่าจ้างคนดูแล หรือค่าใช้จ่ายสถานดูแลผู้ป่วย“จะเห็นได้ว่า เมื่อเจ็บป่วยจะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจำนวนมากพร้อมกับรายได้ที่หายไป ซึ่งหากต้องเจ็บป่วยช่วงก่อนเกษียณ หรือช่วงเกษียณโดยที่ไม่ได้มีการวางแผนหรือเตรียมตัวในส่วนนี้ไว้ให้ดีก่อนแล้ว ก็จะกระทบกับเงินเก็บทั้งหมดทันที ดังนั้น สิ่งที่สำคัญและจำเป็นไม่แพ้ไปกว่าการเก็บออมเงินเพื่อเกษียณ คือ การมีแผนปกป้องเงินเก็บยามเกษียณ ด้วยการทำ ‘ประกันโรคร้ายแรง’ เอาไว้”ปัจจัยที่ควรนำมาคำนวณ “วงเงินคุ้มครองโรคร้ายแรง”1. อายุปัจจุบันและอายุขัยเฉลี่ยคาดการณ์2. รายได้และรายจ่ายต่อเดือนในปัจจุบัน3. รายจ่ายสืบเนื่องขั้นต่ำจากค่ารักษาและดูแลในอนาคต3.1 ค่าคนดูแลหรือค่าบริการสถานดูแลผู้ป่วย 20,000-30,000 บาท/เดือน3.2 ค่ายา ค่ากายภาพ ค่ารักษาสืบเนื่อง 20,000-30,000 บาท/เดือนหมายความว่า หากต้องเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงจะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 40,000-60,000 บาท/เดือน ทีเดียวคำนวณค่าใช้จ่ายคนดูแล 30,000 บาท/เดือน คิดเป็น 360,000 บาท/ปีค่าใช้จ่ายการรักษาต่อเนื่อง 30,000 บาท/เดือน คิดเป็น 360,000 บาท/ปี“หมายความว่า ค่าใช้จ่ายรวมที่เพิ่มขึ้นต่อปีทั้งหมด เป็นจำนวนเงิน 720,000 บาท/ปี ไม่รวมค่าใช้จ่ายปกติประจำเดือน (ในกรณีเป็นคนโสดไม่มีคนช่วยแบ่งเบา) หรือภาระค่าใช้จ่ายครอบครัว (ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นหัวหน้าครอบครัว) และหากเป็นเร็วเกินไป หมายความว่าระยะเวลาการใช้เงิน จนกว่าจะหมดอายุขัยก็มากขึ้นไปอีกทีเดียว หากคิดว่าอยู่ได้อีก 10 ปีหลังจากป่วย จำนวนเงินที่ต้องใช้เพิ่มขึ้นจากเดิม อย่างน้อยก็คือ 7.2 ล้านบาท ไม่รวมภาวะเงินเฟ้อ”จะเห็นได้ว่า ภาระด้านค่าใช้จ่ายต่อปีหลังเจ็บป่วยเป็น “โรคร้ายแรง” ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว ตัวอย่างข้างบนกรณี ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งจะมีภาวะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ไม่สามารถทำงานอาชีพเดิมได้อีกต่อไป ซึ่งค่าใช้จ่ายจริงอาจจะมากกว่าที่ประมาณการณ์ไว้ และในความเป็นจริงอาจจะมีปัจจัยเกี่ยวกับเรื่อง “เงินเฟ้อ” ค่ารักษาพยาบาลร่วมด้วยที่มา • กองยุทธศาสตร์และแผนงานสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, สถิติสาธารณสุข พ.ศ. 2564, หน้า 76.แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ wealthythahttps://www.wealthythai.com/en/updates/wealth-management/wealth-ez/23693
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
21/02/2025
โกลบอลเดสติเนชั่นกลุ่มวันสยาม ทั้ง สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ ร่วมสนับสนุนการจัดงาน Bangkok Design Week 2025 (BKKDW2025) จัดโชว์เคสผลงานศิลปินและนักออกแบบทั้งชาวไทยและระดับโลก รวมทั้งกิจกรรมมากมาย สร้างปรากฏการณ์งานอาร์ตและดีไซน์ ที่สะท้อนการเป็นขุมพลังความคิดสร้างสรรค์ (Creative Powerhouse) บุกเบิกการสร้างประสบการณ์แปลกใหม่เหนือระดับและแรงบันดาลใจให้กับผู้มาเยือน ร่วมส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของโลกสำหรับ สยามพารากอน และสยามดิสคัฟเวอรี่ จัดโชว์เคสผลงานศิลปินแถวหน้า เพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติได้สัมผัสประสบการณ์ศิลปะจัดวางที่เต็มไปด้วยสีสันและความลึกซึ้งกับผลงาน “Reflection You” งานศิลปะจัดวางอันน่าตื่นเต้นของ Cheese Arnon หรือ อานนท์ เนยสูงเนิน ศิลปินกราฟิตี้ชาวของไทย ที่ร่วมกับ Art Tank Group นำโดย เสริมคุณ คุณาวงศ์ สร้างสรรค์ผลงานใจกลางสยาม ที่จะพาผู้ชมดำดิ่งสู่มิติใหม่แห่งการสะท้อนตัวตนผ่านกล่องทรงลูกบาศก์ที่นำเสนอภาพสะท้อนในรูปแบบที่ไม่ซ้ำใครนิทรรศการนี้นำเสนอตัวตนที่หลากหลายของผู้ชมผ่านการสะท้อนภาพภายในกล่องอันมีชีวิตชีวา ซึ่งจะเผยให้เห็นตัวคุณในมุมมองที่แตกต่างและเหนือความคาดหมาย โดยมีตัวละครสุนัขจิ้งจอกสุดไอคอนิก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของศิลปิน Cheese Arnon คอยสร้างสีสันและบอกเล่าเรื่องราวผ่านท่วงท่าที่หลากหลาย เชื่อมโยงพื้นที่จาก สยามพารากอน สู่ สยามดิสคัฟเวอรี่ อย่างไร้รอยต่อ เพื่อสะท้อนถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างศิลปะ ผู้คน และไลฟ์สไตล์ที่ไม่จำกัดเพียงแค่การช็อปปิ้ง แต่ยังเปิดพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจให้กับทุกคน โดยพื้นที่จัดแสดง ณ พาร์ค พารากอน สยามพารากอน และดิสคัฟเวอรี่พลาซ่า สยามดิสคัฟเวอรี่ เป็นไพรม์โลเคชั่นในกลางกรุงเทพฯ มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเป็นจำนวนมากที่จะได้สัมผัสกับผลงานชิ้นพิเศษนี้อานนท์ เนยสูงเนิน หรือที่รู้จักในนาม Cheese Arnon เป็นศิลปินกราฟิตี้แนวหน้าของเมืองไทย ผู้ฝากฝีมือไว้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลงานของเขาโดดเด่นด้วยตัวละคร สุนัขจิ้งจอก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจ้าเล่ห์ แสนกล และการปรับตัว ที่สะท้อนถึงแนวคิดของศิลปินในการเรียนรู้ เติบโต และอยู่รอดในทุกสถานการณ์ จากจุดเริ่มต้นในฐานะศิลปินสตรีทอาร์ตสู่การเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ Cheese Arnon ได้สร้างผลงานที่ผสานความสนุกสนานและความหมายลึกซึ้งเข้าด้วยกัน ทำให้ศิลปะของเขาเป็นที่จดจำและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง“Reflection You” เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ตอกย้ำความสามารถของเขาในการนำเสนอศิลปะผ่านสื่อที่แตกต่าง และสร้างบทสนทนาระหว่างศิลปะกับผู้ชมในรูปแบบที่แปลกใหม่และน่าประทับใจ พร้อมเปิดให้เข้าชมฟรี ณ พาร์ค พารากอน สยามพารากอน และดิสคัฟเวอรี่ พลาซ่า สยามดิสคัฟเวอรี่ ตั้งแต่วันนี้ถึง 23 มีนาคม ณ สยามพารากอน และ สยามดิสคัฟเวอรี่แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/business/detail/9680000014460
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
21/02/2025
เคยสังเกตกันบ้างรึเปล่า เวลาที่เราไปเที่ยวทะเลทราย ทำไมคนขับรถถึงต้องจอดแล้วปล่อยลมยาง ก่อนจะลุยเข้าทราย หลายคนอาจสงสัยว่าทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร วันนี้เรามีคำตอบเหตุผลหลักๆ ดังนี้เหตุผลที่ต้องปล่อยยางรถ ก่อนเข้าทะเลทราย1. เพิ่มพื้นที่สัมผัสกับพื้นทราย เมื่อปล่อยลมยาง ความดันในยางจะลดลง ทำให้หน้ายางแผ่กว้างขึ้น ซึ่งจะเพิ่มพื้นที่สัมผัสระหว่างยางกับพื้นทราย ช่วยกระจายน้ำหนักของรถให้เท่าเทียมและลดโอกาสที่รถจะจมลงในทราย2. เพิ่มการยึดเกาะ (Traction)หน้ายางที่แผ่ออกมากขึ้นจะช่วยให้ยางยึดเกาะกับพื้นทรายได้ดีกว่า ลดการลื่นไถลและทำให้การควบคุมรถง่ายขึ้น3. ลดแรงต้านยางที่มีแรงดันต่ำจะดูดซับแรงกระแทกจากเนินทรายได้ดีกว่า ทำให้การขับขี่นุ่มนวลขึ้น และช่วยลดแรงต้านจากทรายได้ดีขึ้น4. ลดความเสี่ยงในการติดทรายการปล่อยลมช่วยให้รถ "ลอย" อยู่บนพื้นทรายมากกว่าที่จะ "จม" ลงไป ทำให้ลดโอกาสที่รถจะติดทรายได้แล้วควรปล่อยลมเท่าไหร่? • ปกติจะปล่อยลมให้เหลือประมาณ 15-20 PSI (จากปกติ 30-35 PSI) แต่ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของรถและสภาพพื้นทรายด้วย • หากเป็นทรายที่นุ่มมาก อาจปล่อยได้ถึง 10-12 PSI แต่ต้องระวังไม่ให้ปล่อยมากเกินไป เพราะเสี่ยงที่ยางจะหลุดออกจากกระทะล้อ (Rim)หลังจากออกจากทะเลทรายแล้วควรทำอย่างไร? • ควรเติมลมยางกลับไปที่แรงดันปกติก่อนขับขี่บนถนนปกติ เพื่อป้องกันการสึกหรอของยางและเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ sanookhttps://www.sanook.com/travel/1451587/
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
20/02/2025
"เก็บเงินสด" หรือ "นำเงินไปลงทุน" แบบไหนดีกว่ากัน? คำถามนี้ไม่มีคำตอบตายตัว เพราะแม้การเก็บเงินสดจะให้ความรู้สึกปลอดภัย ใช้จ่ายได้ทันที แต่ต้องระวังเงินเฟ้อที่ทำให้มูลค่าเงินลดลง ส่วน “การลงทุน” จะช่วยให้เงินเติบโตได้ แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่ต้องบริหารให้ดีเมื่อพูดถึงอนาคตทางการเงิน หลายคนมักตั้งคำถามว่า "เก็บเงินสดไว้" หรือ “นำเงินไปลงทุน” แบบไหนดีกว่ากัน โดยเฉพาะเมื่ออยากวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณ ซึ่งต้องบอกว่าทั้งสองทางเลือกมีข้อดีและจุดเด่นที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางการเงินและความเสี่ยงที่แต่ละคนรับไหวอย่างไรก็ตาม ในภาวะที่ตลาดหุ้นผันผวนอย่างหนัก ทำให้หลายคนไม่กล้าตัดสินใจลงทุน “Thairath Money” จะพาไปหาคำตอบว่าเราจะมีวิธีการลงทุนอย่างไร เพื่อให้เงินในกระเป๋าของเราเติบโต“เก็บเงิน vs ลงทุน”การเก็บเงินไว้ มักเป็นวิธีที่หลายคนเลือก เพราะให้ความรู้สึก "ปลอดภัย" เพราะเงินไม่หายไปไหน แถมยังสามารถนำออกมาใช้ได้เมื่อจำเป็น อย่างไรก็ตาม การเก็บเงินไว้เฉยๆ ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ และแม้จะมีเงินจำนวนมากแต่มูลค่าจริงๆ อาจลดลงเมื่อเวลาผ่านไปจากอัตราเงินเฟ้อทุกปีส่วนการลงทุน เป็นวิธีในการช่วยให้เงินที่มีอยู่เติบโตขึ้น ด้วยผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากในระยะยาว ซึ่งหากเลือกลงทุนอย่างเหมาะสม ยังสามารถสร้าง Passive Income ได้แม้ในช่วงเกษียณ เช่น หุ้นปันผล หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ที่ให้ดอกเบี้ยต่อเนื่องดังนั้น เมื่อต้องการใช้เงินหลังเกษียณ แค่มีเงินก้อนใหญ่อาจไม่พอ สิ่งสำคัญคือ การออกแบบกระแสเงินสดให้เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน โดยไม่ต้องพึ่งพารายได้จากการทำงาน ซึ่งการลงทุนที่ดีจะช่วยให้ "มีเงินใช้โดยไม่ต้องถอนเงินต้น"ตลาดหุ้นร่วงหนัก จะลงทุนอย่างไร?ช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวน หรือปรับตัวลดลงแรงๆ หลายคนเริ่มลังเลว่าจะยังลงทุนต่อไปดีไหม เพราะเห็นกันชัดๆ ว่ามีความเสี่ยงขาดทุนสูงขึ้น ซึ่งบางคนเลือกที่จะชะลอการลงทุน หรือถอนเงินออกมาทั้งหมดแต่ในความเป็นจริง แม้ตลาดจะผันผวน การลงทุนก็ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ หากมีการวางแผนที่เหมาะสม และเลือกกลยุทธ์ที่ช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาวรัฐพล วชิรเมฆากุล นักวางแผนการเงิน CFP® เผยแพร่บทความผ่านสมาคมนักวางแผนการเงินไทย เรื่อง “จัดพอร์ตอย่างไรให้ Stay Invest แม้ในภาวะวิกฤติ” โดยระบุว่า หนึ่งในวิธีการที่นักลงทุนทำโดยทั่วไป เพื่อลดหรือป้องกันการสูญเสีย คือ การปรับพอร์ตตามสถานการณ์ (Tactical Asset Allocation) ออกจากสินทรัพย์เสี่ยงสูง ไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำแทน เช่น เงินฝาก ตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยงในการลงทุนกับภาวะวิกฤติได้ดีอย่างทองคำแต่การปรับพอร์ตตามสถานการณ์นั้น ต้องอาศัยการคัดเลือกตัวชี้วัดที่เหมาะกับแต่ละสินทรัพย์ ความแม่นยำของการตัดสินใจเข้า-ออกจากการลงทุน หากตัดสินใจผิดพลาด อาจยิ่งทำให้เกิดความสูญเสียมากขึ้น หรือเสียโอกาสในการลงทุนอีกวิธีที่เริ่มนิยมคือ การลงทุนใน Futures / Options เพื่อลดการสูญเสียเงินลงทุน หรือแม้แต่ได้กำไร แต่ก็เป็นวิธีการที่ซับซ้อน และมีต้นทุน รวมถึงเป็นเครื่องมือที่มีความผันผวนไม่แพ้หุ้นหากนักลงทุนไม่อยากใช้วิธีการซับซ้อน ไม่อยากจับจังหวะเข้า-ออกจากการลงทุน แต่ยังคาดหวังการเติบโตของเงินในระยะยาว อยากวางแผนการลงทุนเพื่อรับมือกับความเสี่ยงอย่างรอบคอบ สามารถใช้เทคนิคด้านล่าง ดังนี้1. เตรียมใจก่อนจัดพอร์ต - เมื่อลงทุนแล้ว นักลงทุนคาดหวังให้พอร์ตลงทุนมีผลตอบแทนที่ดีต่อเนื่อง แต่ความเป็นจริงในโลกการลงทุนเต็มไปด้วยความผันผวน ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนควรเตรียมใจกับผลลัพธ์ที่ไม่เป็นใจด้วย2. เตรียมเวลาลงทุนให้ยาว - วิธีการลดความเสี่ยงจากการลงทุนที่ดีวิธีหนึ่ง คือ การลงทุนระยะยาว รายงานจาก JP Morgan ศึกษาสถิติการลงทุนใน S&P 500 ช่วงปี 1950-2023 ระบุว่า • หากลงทุน 1 ปี ช่วงของผลตอบแทนอยู่ระหว่าง -39% ถึง 47% • หากลงทุน 10 ปี ช่วงของผลตอบแทนอยู่ระหว่าง -1% ถึง 19% • หากลงทุน 20 ปี ผลตอบแทนที่อาจได้อยู่ระหว่าง 6% ถึง 17% ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 11.2% ต่อปี3. เพิ่มสินทรัพย์เสี่ยงต่ำเข้าไปในพอร์ต - การผสมผสานการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งการลงทุนในพอร์ต (หุ้น) 60/40 (ตราสารหนี้) เพียงระยะเวลา 5 ปี ก็ช่วยปิดโอกาสขาดทุนได้ รวมถึงช่วยลดความผันผวนด้วย4. จัดพอร์ตโฟลิโอ - การลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายมากขึ้น เช่น ทองคำ หรือเงินสด จะช่วยลดความเสี่ยงได้ โดยเฉพาะทองคำได้รับการยอมรับว่าเป็น Crisis Hedging Asset ที่ดีการลงทุนต่อเนื่อง หรือ Stay Invest เป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลังและสามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจในระยะยาวได้ แม้ในช่วงเวลาตลาดผันผวนหรือเกิดวิกฤติ หากมีเป้าหมายการลงทุนระยะยาวและสามารถรับความเสี่ยงได้ การลงทุนต่อเนื่องเป็นกลยุทธ์ที่ไม่ควรมองข้ามแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับไทยรัฐออนไลน์https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2842933
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
20/02/2025
19 กุมภาพันธ์ 2568 : นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยถึงปี 2568 สมาคมประกันชีวิตไทยประมาณการอัตราการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตอยู่ที่ในช่วงร้อยละ 2-3 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละ 8 – 10% โดยบางปีสูงมากถึง 15% สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ และการขยายช่วงอายุการรับประกันสุขภาพออกไปจนถึง 80 ปี จึงเป็นแรงผลักดันที่ทำให้การประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงเติบโตต่อไปได้ และจะมีผลขยายไปถึงการประกันชีวิตอื่นๆ โดยเฉพาะประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance) ที่เป็นสัญญาหลักด้วยอีกทั้งยังมีการเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ การเพิ่มขึ้นของแรงสนับสนุนและมาตรการจากภาครัฐ การผ่อนคลายกฎเกณฑ์การกำกับดูแลและส่งเสริมภาคธุรกิจผ่านโครงการนวัตกรรมต่างๆ การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและระบบ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ และการดำเนินงานปรับปรุงช่องทางการจำหน่ายที่มีอยู่ในปัจจุบันและผสานรูปแบบการขาย ไปจนถึงการส่งมอบบริการและธุรกรรมหลังการขายที่เกี่ยวข้องกับกรมธรรม์ เพื่อยกระดับความพึงพอใจของผู้เอาประกันภัยจนสามารถขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น อีกทั้งยังมีการร่วมมือกันอย่างแข็งขันในทุกด้านของธุรกิจผ่านสมาคมประกันชีวิตไทย เพื่อผลักดันให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจประกันชีวิตยังคงต้องติดตามปัจจัยท้าทายที่จะส่งผลต่อการเติบโตอย่างสภาวะเศรษฐกิจทั้งเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก และเศรษฐกิจภายในประเทศไทยที่มีการเติบโตแบบหดตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสถานการณ์เงินเฟ้อและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ที่ส่งผลกระทบต่อการออม การลงทุน นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 17 ซึ่งมีผลเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 รวมถึงต้องติดตามสถานการณ์สงครามการค้าโลกหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจ กระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งด้านการค้าและบริการ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะยังไม่ยุติ ก่อให้เกิดความผันผวนและความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมากขึ้น"ธุรกิจประกันมักจะเติบโตไปตามอัตราการเติบโตของ GDP ซึ่งประชาชนยังอยากซื้อสินค้าประกันแบบออมทรัพย์ ยิ่งการันตีดอกเบี้ยก็ยิ่งชอบ แต่สำหรับในมุมของบริษัทประกันแล้วไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องมีการบริหารความเสี่ยงตามสถานการณ์ว่าจะสามารถนำไปลงทุนเพียงพอที่จะนำมาคืนให้กับผู้เอาประกันภัยในอนาคตหรือไม่ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่บริษัทประกันหลายแห่งหันมาขายประกันที่เรียกว่า ประกันลงทุนโดยอาจจะการันตีขั้นต่ำน้อยๆ และแบ่งไปลงทุนจำนวนมากหน่อย เช่นสินค้าประเภทยูนิตลิงค์ แบบประกันที่ลูกค้าสามารถบริหารความเสี่ยงเองเพิ่มขึ้น หรือสินค้าประเภทสะสมทรัพย์ส่วนใหญ่เบี้ยประกันจะมีขนาดใหญ่กว่าเบี้ยประเภทคุ้มครองดังนั้นระยะหลังบริษัทประกันก็หันมาขายแบบประกันแบบตลอดชีพ (Whole life policy) ควบคู่กับประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง เป็นต้น และแน่นอนเศรษฐกิจทั่วโลกเชื่อมต่อกัน หากต่างประเทศมีปัญหาเกิดภาวะสงคราม ทางด้านประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบเช่น ก่อนหน้านี้สถานการณ์ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบทำให้อัตราดอกเบี้ยพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วซึ่งเกี่ยวเนื่องกันโดยตรง" นางนุสรากล่าวนายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า สมาคมประกันชีวิตไทยมีแผนดำเนินงานเพื่อเตรียมพร้อมรับมือต่อปัจจัยท้าทายรอบด้าน โดยนำแนวคิดการพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน (ESG) มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานที่คำนึงถึงความรับผิดชอบ ESG ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ สิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และการกำกับดูแล (Governance) ซึ่งเป็นกรอบการกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้ธุรกิจประกันชีวิตมีความยั่งยืนในระยะยาวนางนุสรา กล่าวต่อไปถึง ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตของปี 2567 ระหว่าง มกราคม - ธันวาคม มีเบี้ยประกันภัยรับรวม (Total Premium) อยู่ที่ 653,923 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.23 เมื่อเทียบกับปี 2566 จำแนกเป็น เบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ (New Business Premium) 184,331 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.28 และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป (Renewal Premium) 469,592 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.21 คิดเป็นอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ร้อยละ 83สำหรับเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ ประกอบด้วย1.) เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (First Year Premium) 120,026 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.812.) เบี้ยประกันภัยจ่ายครั้งเดียว (Single Premium) 64,305 ล้านบาท เติบโตลดลงร้อยละ 2.71โดยสาเหตุสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของธุรกิจมาจากปัจจัยเอื้อทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกระแสใส่ใจสุขภาพของประชาชนที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพและโรคร้ายแรงเติบโตเพิ่มขึ้น และยังช่วยเสริมให้สัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง (Health+CI) มีเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 124,786 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.66 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 19.08 และยังช่วยผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance) และผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ซึ่งเป็นสัญญาหลักเติบโตขึ้นตามไปด้วยส่วนแบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance) มีเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 110,777 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.93 หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.94 ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance) มีเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 282,302 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.76 หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 43.17นอกจากนี้ยังมีเหตุจากความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจโดยเฉพาะการรักษาฐานลูกค้าเดิม โดยเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป (Renewal Premium) มีสัดส่วนร้อยละ 72 มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.2 คิดเป็นอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ร้อยละ 83 ส่วนเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ (New Business Premium) มีสัดส่วนร้อยละ 28 เติบโตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากการเติบโตของประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ และสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงโดยจำแนกเบี้ยประกันภัยรับรวมแยกตามช่องทางการจำหน่าย ดังนี้ • 1. การขายผ่านช่องทางตัวแทนประกันชีวิต (Agency) เบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 346,791 ล้านบาทอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.32 เมื่อเทียบกับปี 2566 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 53.03 • 2. การขายผ่านช่องทางธนาคาร (Bancassurance) เบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 245,498 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.67 เมื่อเทียบกับปี 2566 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 37.54 • 3. การขายผ่านช่องทางนายหน้าประกันชีวิต (Broker) เบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 34,484 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.93 เมื่อเทียบกับปี 2566 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5.27 • 4. การขายผ่านช่องทางโทรศัพท์ (Tele Marketing) เบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 12,910 ล้านบาท อัตราการเติบโตลดลงร้อยละ 5.49 เมื่อเทียบกับปี 2566 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.97ซึ่งที่ผ่านมา สมาคมฯ มีนโยบายที่มุ่งให้แต่ละบริษัทประกันชีวิต มีแนวทางการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงการบริหารและจัดการความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ทั้งก่อนและหลังการรับประกันภัย และมีฐานะทางการเงินที่มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนตามความเสี่ยง (CAR Ratio) สูงกว่าระดับเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามเกณฑ์ที่กำหนด (Supervisory CAR) เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยมั่นใจว่า บริษัทประกันชีวิตสามารถปฏิบัติตามภาระผูกพันของกรมธรรม์ประกันภัยได้ทุกกรมธรรม์ที่ออกให้แก่ผู้เอาประกันภัย และพร้อมที่จะให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันภัยจนกว่าจะครบกำหนดสัญญาดังจะเห็นได้จาก ในไตรมาสที่ 3/2567 จากข้อมูลบนเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.)ภาคธุรกิจประกันชีวิตมีอัตราส่วนความพอเพียงของเงินกองทุนตามความเสี่ยงอยู่ที่ 373.30 ล้านล้านบาทซึ่งสูงกว่าอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนที่ใช้ในการกำกับ (Supervisory CAR)แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับซีเคว้ล ออนไลน์https://www.sequelonline.com/?p=178589
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
20/02/2025
MOCA BANGKOK ภูมิใจนำเสนอ "Mammals" หรือ “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม” นิทรรศการเดี่ยวโดย วิษณุพงษ์ หนูนันท์ ศิลปินไฟแรงผู้พลิกทุกโจทย์ธรรมดาให้กลายเป็นผลงานเหนือความคาดหมาย นิทรรศการนี้สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และความหมายของการดำรงอยู่ เปิดให้เข้าชมฟรี! ตั้งแต่วันนี้ถึง 2 มีนาคม 2568 ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น G, MOCA BANGKOKวิษณุพงษ์ หนูนันท์ ศิลปินอิสระแนวร่วมสมัย ผู้ที่รู้จักกันในวงการว่า “หนูนันท์” ร่วมกับ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ MOCA BANGKOK เปิดงานนิทรรศการเดี่ยว "Mammals" จัดแสดงผลงานศิลปะสื่อผสม ประเภทประติมากรรมสื่อผสม ที่จะนำพาผู้ชมเข้ามาสัมผัสกับสุนทรียภาพความงดงามของผลงานศิลปะที่จำลอง ธรรมชาติผ่านกรรมวิธี Mixed Media พร้อมทั้งฉุกคิดและตั้งคำถามถึงความหมายที่แอบแฝงอยู่ เพื่อค้นหาคำตอบ ผ่านหัวใจคณชัย เบญจรงคกุล ผู้อำนวยการ MOCA BANGKOK กล่าวถึงนิทรรศการครั้งนี้ว่า “ทาง MOCA BANGKOK ภูมิใจที่ได้มีส่วนสนับสนุนกับนิทรรศการเดี่ยวของ วิษณุพงษ์ หนูนันท์ ในครั้งนี้ นิทรรศการนี้เป็น จุดเชื่อมต่อระหว่างศิลปินกับผู้ชม ในรูปแบบที่ลึกซึ้งและมีความหมาย ทั้งยังเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองที่อาจ นำไปสู่แรงบันดาลใจใหม่ๆ ซึ่งผลงานของ “หนูนันท์” ใช้วิธีการเล่าเรื่องและแสดงมุมมองของศิลปินที่ถ่ายทอด ออกมาอย่างเป็นเอกลักษณ์ เปรียบเหมือนกระจกที่สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของเราว่าตัวเรานั้นเป็นใคร ทั้งในแง่ ของร่างกาย จิตใจ และวัฒนธรรม และในยุคที่โลกหมุนไวและเปลี่ยนแปลงเร็ว นิทรรศการนี้จะช่วยให้เราได้หยุดคิดแล้วกลับมาพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ เป็นการใช้ศิลปะเป็นเลนส์ที่ช่วยให้เราได้เห็นความเชื่อมโยงลึกๆ ของชีวิต และชวนให้เราคิดว่าจะทำยังไงให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น เพราะเราทุกคนเป็นส่วนหนึ่ง ของโลกใบเดียวกันMOCA BANGKOK อยากให้ทุกคนได้รับแรงบันดาลใจ ความสงบ และความเชื่อมโยงกับสิ่งรอบตัวกลับไปหลังจากที่ได้ชมนิทรรศการนี้ ทำให้เรามองสัตว์ มนุษย์ และโลกธรรมชาติในมุมมองที่เปลี่ยนไปจากเดิม และรู้สึกต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสมดุลและความยั่งยืนให้กับชีวิตรอบตัวเราทุกคน รวมถึงอยากเชิญชวนแฟนผลงาน ของหนูนันท์ รวมถึงคนรักศิลปะทั่วไป ไม่ควรพลาดชมนิทรรศการนี้”วิษณุพงษ์ หนูนันท์ เผยว่า จุดเริ่มต้นของผลงานชุดนี้เกิดจากการสำรวจหัวใจตนเอง เนื่องจากเขาชื่นชอบ การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นการวาดหรือการปั้น ที่มี “ผู้หญิง” เป็นองค์ประกอบหลัก จนเกิดเป็น คำถาม และต่อยอดสู่การค้นหาคำตอบจากศาสตร์และศิลป์หลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ความเชื่อ ตลอดจนสื่อสังคมต่างๆ จนนำมารังสรรค์เป็นผลงาน 12 ชิ้น ที่ร้อยเรียงกันด้วยคำว่า “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม” ที่ต้องการเชิดชูสตรีเพศ นำเสนอถึงความสวยงามและแง่มุม ชวนขบคิดเกี่ยวกับ “เพศแม่” ทั้งจากมุมมองของมนุษย์ และสะท้อนผ่านบรรดาสิงสาราสัตว์ ที่แต่ละชนิดล้วนเป็น สัญลักษณ์แทนประสบการณ์บางอย่างที่ผู้ชมต้องเป็นผู้ค้นหาและตีความด้วยตนเอง“แม้ว่า “Mammals” จะเป็นชื่อนิทรรศการ แต่ธีมหลักของผลงานทั้ง 12 ชิ้นนี้ แท้จริงแล้วคือ “หัวใจ” ทั้งใน ความหมายเชิงชีววิทยา ถึงอวัยวะที่สูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกาย และความหมายเชิงจิตวิญญาณ ที่สื่อถึง ความรัก สายใยความผูกพัน เพราะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีความแตกต่างอย่างมากจากสัตว์ประเภทอื่น ๆ บนโลก ทั้งการตั้งครรภ์ที่ยาวนานกว่า และการวิวัฒนาการที่ทำให้ร่างกายของ “แม่” กลั่นสารอาหารในร่างกายออกมา เป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสายใยความผูกพันของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแน่นแฟ้นยิ่งกว่า สัตว์ประเภทอื่น” วิษณุพงษ์ หนูนันท์ กล่าว"Mammals" ประกอบด้วยผลงานทั้งหมด 12 ชิ้นงาน โดยที่แต่ละชิ้นงานประกอบด้วย 2 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ สตรี และ สัตว์ โดยที่ทั้งสองจะสะท้อนความหมายถึงกันและกัน เพื่อเปิดทางสู่การสร้างความเข้าใจใหม่ เกี่ยวกับ “ชีวิต” และ “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม”ตัวอย่างเช่น “วาฬ” ผลงานที่ วิษณุพงษ์ หนูนันท์ เลือกมาเป็นตัวเอกบนหน้าโปสเตอร์ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่แม้ว่าจะวิวัฒนาการจนสามารถหายใจเหนือน้ำได้แล้ว ก็ยังคงอาศัยอยู่ในมหาสมุทร ซึ่งวาฬไม่ได้เพียงแค่เอาชีวิตรอดไปวัน ๆ เท่านั้น แต่กลับสามารถเติบโตจนกลายเป็นเจ้าสมุทรผู้ยิ่งใหญ่ได้ สะท้อน สู่ภาพของสตรีที่มักถูกมองเป็นเพศที่อ่อนแอ ต้องหาทางเอาชีวิตรอด ทั้งที่วิวัฒนาการธรรมชาติทำให้ผู้หญิงเป็น ผู้ที่ต้องเสียสละในการตั้งครรภ์ ผ่านความเจ็บปวดในการนำมนุษย์อีกคนมาสู่โลกใบนี้“กระทิง” ผลงานที่ดูหวือหวาที่สุดในนิทรรศการนี้ กับภาพสตรีเปลือยพร้อมผ้าสีแดง ยืนอยู่ต่อหน้ากระทิงดุ ซึ่งสื่อถึง มาทาดอร์ (Matador) วัฒนธรรมการสู้วัวกระทิงของสเปนที่มีชื่อเสียงระดับโลก แต่กีฬาที่มี ประวัติยาวนานนี้กลับยังไม่เปิดรับความเท่าเทียมให้กับเพศหญิง ทำให้ปัจจุบันในประเทศสเปนมีมาทาดอร์หญิง เพียง 4 คนเท่านั้น สะท้อนภาพโลกการทำงานที่หลายครั้งผู้หญิงยังไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมในบางอาชีพ“ช้าง” อีกหนึ่งผลงานที่กลั่นกรองออกมาจากประสบการณ์ส่วนตัวของ วิษณุพงษ์ หนูนันท์ เอง ที่ได้ประสบกับ ความสูญเสียภายในครอบครัว นำมาสู่ผลงาน “ช้าง” สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ตั้งท้องนานที่สุดในโลกคือ 22 เดือน ที่เขาตั้งใจสื่อถึงสุภาษิตไทย "ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวปิดไม่มี” ซึ่งผู้ชมต้องค้นหาเองว่า สิ่งที่ปิดบังไว้ไม่มิด ในผลงานชิ้นนี้คืออะไรกันแน่นอกจากผลงานทั้งสามชิ้นนี้ ในนิทรรศการ “Mammals” ผู้ชมจะได้พบกับผลงานสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอันน่า ตื่นตาตื่นใจอื่นๆ อีกมากมาย เช่น แมว สิงโต ม้าลาย กระทิง และแรด ซึ่งผู้ชมแต่ละท่านจะได้รับสารแบบใด ตั้งคำถามอะไรกับผลงานแต่ละชิ้น และตีความออกมาอย่างไร ล้วนขึ้นอยู่กับมุมองและประสบการณ์ของ แต่ละคนเอง ซึ่ง “หนูนันท์” อยากให้ผู้ที่ชื่นชอบผลงานศิลปะทุกท่านได้มาสัมผัสด้วยตาและหัวใจตนเองที่ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น G, MOCA BANGKOK ทุกวัน ฟรี! ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ - 2 มีนาคม 2568 เวลา 10:00 - 18:00 น. (ยกเว้นวันจันทร์ โดยพิพิธภัณฑ์ปิดทำการ) สำหรับผู้ที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเบอร์ 02-016-5666 หรืออีเมล info@mocabangkok.comแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/celebonline/detail/9680000013913
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
20/02/2025
อำเภอวังน้ำเขียว ภูมิใจเสนอ 'เบญจมาศ' บานในม่านหมอก ณ ตำบลไทยสามัคคี จ.นครราชสีมา หลากหลายสายพันธุ์และสีสัน รอให้ทุกคนมาเก็บภาพกลับไปการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับ จังหวัดนครราชสีมา จัดงาน เทศกาลดอกเบญจมาศบานในม่านหมอก ครั้งที่ 23 ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 6-23 กุมภาพันธ์ 2568ณ แปลงดอกเบญจมาศ ตำบลไทยสามัคคี อำเภอวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมาเชิญชวน ผู้รักดอกไม้ทุกคน โดยเฉพาะดอกเบญจมาศ ไปชมทุ่งดอกเบญจมาศมากกว่า 20 สายพันธุ์ที่บานสะพรั่ง พร้อมกับถ่ายรูปเก็บความสวยงามและความสดใสกลับไปไว้ดูชมให้จิตใจเบิกบานพร้อมจับจ่ายซื้อสินค้า ของฝาก ที่มาออกบูธกันมากมาย และมุมถ่ายรูปที่ล้นหลาม เข้าชมฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายCr. Kanok Shokjaratkul • ดอกเบญจมาศ กำลังเบ่งบานเต็มท้องทุ่งประกอบ สิริวงศ์เทาสะอาด นายก อบต.ไทยสามัคคี กล่าวว่า การจัดงานเทศกาล เบญจมาศบานในม่านหมอก ในปีนี้ เป็นครั้งที่ 23 แล้ว"ทำไมต้องเป็นดอกเบญจมาศ ย้อนกลับไปปี 2520 เราอยู่ในซอกเขา มูนหลง มูนสามง่าม บ้านคลองรำ สมัยนั้น ผกค.เยอะ พวกเราถูกยิงตายมาก พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ก็ของบประมาณมาอพยพพี่น้อง 4-5 หมู่บ้านข้างในมารวมกันเป็นบ้านไทยสามัคคี ขึ้นอยู่กับปักธงชัย ตำบลวังน้ำเขียวCr. Kanok ShokjaratkulCr. Kanok ShokjaratkulCr. Kanok Shokjaratkulในปี 2535 พวกเราที่จะไปทำบัตรประชาชน ต้องไปนอนค้างคืน ทำให้ไม่สะดวก เลยทำเรื่องขอแยกเป็นกิ่งอำเภอวังน้ำเขียว ในปี 2536 ก็แยกเป็นตำบลไทยสามัคคีมีคนมาสำรวจอากาศ พบว่า ที่นี่อากาศดี เป็นโอโซนระดับ 7 ของโลก ททท.และหน่วยงานราชการก็สนับสนุนให้เป็นหมู่บ้านโฮมสเตย์Cr. Kanok ShokjaratkulCr. Kanok ShokjaratkulCr. Kanok Shokjaratkulชาวบ้านเริ่มปลูกเบญจมาศ เราเลยจัดงาน เบญจมาศบานในม่านหมอก นักท่องเที่ยวก็ให้ความสนใจปัจจุบัน เบญจมาศเหลือน้อย เพราะมันดูแลยาก ใช้เวลานาน 4 เดือนถึงจะได้ผลผลิต เกษตรกรก็หันไปปลูกผักไร้สารกัน จาก 40-50 ราย ตอนนี้เหลือประมาณ 20 รายCr. Kanok ShokjaratkulCr. Kanok ShokjaratkulCr. Kanok Shokjaratkulอีกอย่างสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง เมื่อก่อนวังน้ำเขียว อากาศเย็น หนาว ตลอด พออากาศเปลี่ยน ถ้าร้อนจัด ๆ มันก็จะบานก่อน แล้วก็มีแมลงเยอะงานเบญจมาศเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ของอบต.ไทยสามัคคี ได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดงานตั้งแต่วันที่ 6 – 23 กุมภาพันธ์ 2568 บนพื้นที่กว่า 50 ไร่Cr. Kanok ShokjaratkulCr. Kanok ShokjaratkulCr. Kanok Shokjaratkulเปิดงานวันที่ 8 วันที่ 9 มีกิจกรรมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งในแปลงเบญจมาศ วันที่ 14 กุมภา วันแห่งความรัก มีกิจกรรมจดทะเบียนสมรสในแปลงเบญจมาศบานในม่านหมอกมีคู่รักจากท้องที่ต่าง ๆ มาจดทะเบียนสมรส ลงทะเบียนไว้แล้ว 18 คู่ พิเศษในปีนี้มีจดทะเบียนสมรสเท่าเทียมด้วย 2 คู่ เราจัดขบวนแห่เหมือนแต่งงานจริง มีรถแห่ มีกลองยาว แล้วก็จดทะเบียนในแปลง มีท่านนายอำเภอมามอบทะเบียนสมรสให้Cr. Kanok ShokjaratkulCr. Kanok Shokjaratkulวันที่ 16 มีกิจกรรม เดิน วิ่ง ปั่น เริ่มจากแปลงเบญจมาศ ไปผาเก็บตะวัน แล้วกลับมาจบที่แปลงเบญจมาศ มีผู้สนใจลงทะเบียนแล้ว 500 คน มีถ้วยรางวัลมอบให้ด้วยวันที่ 8, 15, 21, 22 กุมภาพันธ์ มีการแข่งขันมวยพื้นบ้านCr. Kanok ShokjaratkulCr. Kanok Shokjaratkulขอเชิญชวนผู้ที่สนใจมาเที่ยวในแปลงเบญจมาศของเรา นักท่องเที่ยวบางส่วนมาตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม ตั้งแต่ดอกไม้เริ่มบานดอกไม้จะบานไปจนถึงวันที่ 2 มีนาคม เราจะไม่เก็บ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ แต่ส่วนของตลาดเปิดถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2568 ดอกเบญจมาศของเรามี 26 สายพันธุ์"สอบถาม โทร. 044 - 228 - 888, 089 - 280 - 5494พิกัด : maps.app.goo.gl/2i5i1fSMkxjHGi9cAแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/travel/1167142
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
18/02/2025
กรุงเทพฯ, 18 กุมภาพันธ์ 2568 – เอไอเอ ประเทศไทย จัดงานมอบรางวัลแห่งเกียรติยศ “AIA Hospital Awards 2024 – Recognition of Healthcare Excellence” แก่สุดยอดโรงพยาบาลคู่สัญญาทั่วประเทศซึ่งมีความเป็นเลิศในด้านการบริการทางการแพทย์ พร้อมส่งเสริมความยั่งยืนด้านสุขภาพ รวมถึงส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้าซึ่งมีโรงพยาบาลที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้จำนวนทั้งสิ้น 20 โรงพยาบาลจากทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย ในงานได้รับเกียรติจาก นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เป็นประธาน ร่วมด้วย นางมยุรินทร์ สุทธิรัตนพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ โดยมีผู้บริหารเอไอเอ ประเทศไทย ให้การต้อนรับ นำโดย นายนิคฮิล แอดวานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นายเอกรัตน์ ฐิติมั่น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจประกันสุขภาพ ในงานยังได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารโรงพยาบาล แพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลที่ได้รับรางวัลเข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม ซึ่งรางวัล “AIA Hospital Awards 2024” ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 นับได้ว่าเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเอไอเอ ประเทศไทย ที่ต้องการสร้างเครือข่ายด้านสุขภาพและบริการทางการแพทย์ที่แข็งแกร่งร่วมกับโรงพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’ ซึ่งงานมอบรางวัลฯ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 ณ โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพ สุขุมวิทนายนิคฮิล แอดวานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในนามของเอไอเอ ประเทศไทย ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับโรงพยาบาลทั้ง 20 แห่งจากทั่วประเทศ ที่ได้รับรางวัลเกียรติยศ AIA Hospital Awards 2024 และขอขอบคุณทุก ๆ โรงพยาบาลที่ให้การดูแลลูกค้าเอไอเออย่างยอดเยี่ยมมาโดยตลอดซึ่งเอไอเอ ถือเป็นผู้นำในตลาดประกันสุขภาพ เรามีลูกค้าผู้ถือสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพมากที่สุดจำนวนกว่า 2.8 ล้านรายทั่วประเทศ* และในปีที่ผ่านมา เอไอเอได้ให้การบริการเคลมสินไหมสุขภาพมากกว่า 10,000 เคสต่อวัน และจ่ายค่าสินไหมสุขภาพให้แก่ผู้เอาประกันไปแล้วกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ผู้เอาประกันมีให้กับเอไอเอ และมอบความไว้วางใจให้เราได้ดูแลในด้านประกันสุขภาพ ในฐานะผู้นำ เอไอเอพร้อมที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งมอบความคุ้มครองด้านสุขภาพ อีกทั้งยังพร้อมร่วมมือกับโรงพยาบาลทั่วประเทศในการบูรณาการทางด้านบริการดิจิทัลเพื่อการดูแลสุขภาพ และนำเสนอโซลูชันด้านสุขภาพที่ดียิ่งขึ้นให้กับคนไทยทั่วประเทศต่อไป”นายเอกรัตน์ ฐิติมั่น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจประกันสุขภาพ เอไอเอ ประเทศไทย เผยว่า “ปัจจุบันเอไอเอมีโรงพยาบาลและสถานพยาบาลคู่สัญญากว่า 1,200 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งนับว่าเป็นเครือข่ายการให้บริการด้านสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และสำหรับทั้ง 20 โรงพยาบาลที่ได้รับรางวัล AIA Hospital Awards 2024 ในครั้งนี้ ผมขอแสดงความยินดีและขอขอบคุณทุกโรงพยาบาลที่ให้ความร่วมมือกับเอไอเอมาอย่างต่อเนื่อง เราได้เห็นถึงความทุ่มเทและความตั้งใจของทุก ๆ โรงพยาบาลที่มุ่งมั่นพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการ ทั้งการบริการหน้าบ้านและระบบปฏิบัติการหลังบ้านเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้า และในปีนี้เรามีเป้าหมายชัดเจนที่จะเดินหน้าร่วมมือกับทุก ๆ โรงพยาบาล โดยได้เริ่มนำร่องด้วยโครงการ AIA Smart Network กับโรงพยาบาลในเครือข่าย เพื่อการดูแลและส่งเสริมสุขภาพให้กับลูกค้าของเราอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกทั้งการพัฒนาบริการด้านสุขภาพในหลากหลายมิติ ซึ่งเอไอเอในฐานะผู้นำธุรกิจประกันสุขภาพ เราอยากเข้าไปมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจประกันสุขภาพและโรงพยาบาลทุกแห่งสามารถเดินหน้าและร่วมกันสร้างความยั่งยืนเพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกค้า รวมทั้งส่งเสริมให้คนไทยเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานได้อย่างทั่วถึง” สำหรับรางวัล AIA Hospital Awards 2024 ที่มอบให้กับโรงพยาบาลทั้ง 20 แห่งประกอบด้วย • รางวัลผู้ส่งมอบประสบการณ์ยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้า (Most Satisfactory Patient Experience Award) • กรุงเทพมหานคร ได้แก่ โรงพยาบาลธนบุรี • ภาคกลาง ได้แก่ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ • ภาคเหนือและภาคตะวันตก ได้แก่ โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม • ภาคตะวันออก ได้แก่ โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา • ภาคใต้ ได้แก่ โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต • รางวัลผู้ส่งเสริมความยั่งยืนด้านสุขภาพยอดเยี่ยม (Clinical Excellence and Sustainability Award) • กรุงเทพมหานคร ได้แก่ โรงพยาบาลปิยะเวท • ภาคกลาง ได้แก่ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต • ภาคเหนือและภาคตะวันตก ได้แก่ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ • ภาคตะวันออก ได้แก่ โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ โรงพยาบาลกรุงเทพอุดร • ภาคใต้ ได้แก่ โรงพยาบาลกรุงเทพสิริโรจน์ • รางวัลกำกับและบริหารกิจการยอดเยี่ยม (Excellence in Healthcare Leadership Award) • กรุงเทพมหานคร ได้แก่ โรงพยาบาลนครธน • ภาคกลาง ได้แก่ โรงพยาบาลพิษณุเวช พิษณุโลก • ภาคเหนือและภาคตะวันตก ได้แก่ โรงพยาบาลกรุงเทพเมืองราช • ภาคตะวันออก ได้แก่ โรงพยาบาลสมิติเวชศรีราชา • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ โรงพยาบาลขอนแก่นราม • ภาคใต้ ได้แก่ โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ • รางวัลสุดยอดผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพยอดเยี่ยม (Most Outstanding Healthcare Provider Award) • รางวัลผู้ให้บริการด้านสุขภาพยอดเยี่ยม ได้แก่ โรงพยาบาลสมิติเวชสุขุมวิท • รางวัลผู้ให้บริการด้านสุขภาพดีเด่น ได้แก่ โรงพยาบาลกรุงเทพหมายเหตุ:*ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
17/02/2025
หลายครั้งที่เราได้ยินเรื่องราวของคนที่ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง หรือคนที่ทำธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว แต่สุดท้ายพวกเขากลับต้องเผชิญกับปัญหาทางการเงินและกลับไปอยู่ในสถานะที่ยากจนเหมือนเดิม ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบส่วนใหญ่มาจาก การขาดความรู้และทักษะในการบริหารจัดการเงิน[เงินไม่ใช่ทุกอย่าง]เงินเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายในชีวิตได้ง่ายขึ้น แต่เงินไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย หากเราไม่รู้จักวิธีใช้เงินอย่างถูกต้อง เงินก็อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ทำร้ายเราได้[ปัญหาหลักของคนที่มีเงินแต่บริหารไม่เป็น]หลายคนคงเคยได้ยินคำว่าบริหารเงินไม่เป็น = กลับไปจนคนที่ขาดความรู้ในการบริหารเงิน มักจะใช้เงินไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น ฟุ่มเฟือย หรือลงทุนผิดพลาด นอกจากนี้ พวกเขายังอาจไม่รู้จักการออมเงิน หรือการวางแผนอนาคต ทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ตกงาน หรือเจ็บป่วย ก็ไม่มีเงินสำรองไว้ใช้ ส่วนแล้วมักเกิดจากหลายสาเหตุ1. การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินตัว เมื่อมีเงินมาก มักเกิดความรู้สึกว่าเงินไม่มีวันหมด จึงใช้จ่ายอย่างไม่ยั้งคิด ซื้อของฟุ่มเฟือย รถยนต์ราคาแพง บ้านหลังใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาในระยะยาว2. ขาดความรู้ในการลงทุน การนำเงินไปลงทุนโดยขาดความรู้ความเข้าใจ เช่น หลงเชื่อคำชักชวนให้ลงทุนในธุรกิจที่ไม่มั่นคง หรือการเก็งกำไรในตลาดหุ้นโดยไม่มีความรู้ อาจทำให้สูญเสียเงินก้อนใหญ่ได้3. ไม่มีการวางแผนการเงิน การไม่แบ่งสัดส่วนเงินสำหรับการใช้จ่าย การออม และการลงทุนอย่างเหมาะสม ทำให้ไม่มีเงินสำรองยามฉุกเฉิน และไม่มีการสร้างรายได้เพิ่มเติม4. มีภาระหนี้สินมากเกินไป การก่อหนี้โดยไม่จำเป็น เช่น การผ่อนสินค้าฟุ่มเฟือย หรือการกู้ยืมเงินมาลงทุนโดยไม่มีแผนการชำระหนี้ที่ชัดเจน[แนวทางการแก้ไขและป้องกัน]1. พัฒนาความรู้ทางการเงิน ควรศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการบริหารการเงิน การลงทุน และการวางแผนภาษี อาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการเงินเพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสม2. สร้างวินัยทางการเงิน กำหนดงบประมาณการใช้จ่ายที่ชัดเจน แยกบัญชีสำหรับการใช้จ่าย การออม และการลงทุน มีการจดบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ3. วางแผนการลงทุนระยะยาว กระจายความเสี่ยงในการลงทุน ไม่เอาเงินทั้งหมดไปลงทุนในที่เดียว และเลือกการลงทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้4. สร้างรายได้หลายทาง ไม่พึ่งพารายได้จากแหล่งเดียว พยายามสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการลงทุนหรือธุรกิจเสริม5. มีเงินสำรองฉุกเฉิน ควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 6-12 เดือนของค่าใช้จ่าย เพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้น[สรุป]การมีเงินเพียงอย่างเดียวไม่ใช่หลักประกันความมั่งคั่งที่ยั่งยืน สิ่งสำคัญคือต้องมีความรู้และทักษะในการบริหารจัดการการเงินที่ดี มีวินัยในการใช้จ่าย และวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ การพัฒนาความรู้และทักษะเหล่านี้จะช่วยให้รักษาและต่อยอดความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืน ไม่ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่เพราะความไม่รู้หรือการบริหารที่ผิดพลาดแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ stock2morrowhttps://stock2morrow.com/article/6177
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
30/04/2024
29/04/2024
11/02/2025
30/04/2024
29/04/2024