Everyday knowledge for you
ข่าวการเงิน
10/08/2026
ท่ามกลางกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์กรณีพฤติกรรมการเจตนากู้เงินโดยไม่ชำระคืน หรือกระแส “บิดหนี้” ในกลุ่มสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อดิจิทัล การพิจารณาข้อมูลสถิติเชิงตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ถือเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญที่ช่วยสะท้อนภาพรวมโครงสร้างหนี้ภาคครัวเรือนและหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ของประเทศไทยตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2564-2568) บนพื้นฐานข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจ‘ประชาชาติธุรกิจ’ ชวนย้อนเส้นทางสถิติหนี้สินครัวเรือนและหนี้เสียในระบบสถาบันการเงินของไทย นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน มีรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ดังนี้ย้อนรอยเส้นทางหนี้เสีย : จากวิกฤตโควิดสู่การปรับฐานข้อมูล • ปี 2564 (ช่วงโควิด-19) : การแพร่ระบาดอย่างรุนแรงส่งผลให้หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงแตะระดับ 14.5-14.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของ GDP แม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะหยุดชะงัก แต่ตัวเลข NPL ในระบบยังไม่ขยายตัวฉับพลัน เนื่องจากสถาบันการเงินดำเนินมาตรการพักชำระหนี้และมาตรการซอฟต์โลนตามนโยบายของ ธปท. เพื่อประคองสภาพคล่องของลูกหนี้ • ปี 2565 (ระยะทยอยฟื้นตัว) : เมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาดำเนินปกติ สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลดลงมาอยู่ที่ 86.8% ผลจากการขยายตัวของมูลค่า GDP อย่างไรก็ตาม หลังจากการทยอยสิ้นสุดมาตรการผ่อนปรน ลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่รายได้ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่เริ่มส่งสัญญาณค้างชำระจนกลายเป็นกลุ่มหนี้ค้างชำระ 1-3 เดือน (Special Mention : SM) • ปี 2566 (การปรับขอบเขตฐานข้อมูล) : ธปท. ปรับปรุงการจัดเก็บสถิติหนี้สินครัวเรือนให้สะท้อนภาพรวมทั้งระบบ โดยนำข้อมูลหนี้จากกองทุนให้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และสหกรณ์ออมทรัพย์เข้ามาประมวลผล ส่งผลให้ยอดหนี้ครัวเรือนรวมในทางสถิติทะยานขึ้นมาอยู่ที่ 16.36 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 91.3% ของ GDP • ปี 2567-2568 (การกระจายตัวของหนี้เสียและการคุมเข้ม) : ปริมาณหนี้เสียสะสมในระบบเครดิตบูโรขยับขึ้นแตะระดับ 1.1-1.2 ล้านล้านบาท โดยสัญญาณความตึงตัวปรากฏชัดในสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิต ส่งผลให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อใหม่ ควบคู่กับการเร่งปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (DR) และการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา (TDR)โครงสร้าง NPL และกลุ่มสินเชื่อเปราะบางในปัจจุบันสถิติจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) สะท้อนโครงสร้างหนี้เสียในระบบการเงินดังนี้ : • สัดส่วน NPL สะสม : ยอดหนี้เสีย (NPL) ในระบบเครดิตบูโรทรงตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 9.7% ของยอดหนี้รวมในฐานข้อมูล ขณะที่กลุ่มหนี้กำลังจะเสีย (SM หรือค้างชำระ 1-3 เดือน) มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 4.3% • สินเชื่อรายย่อยไม่มีหลักประกัน : สถิติระบุว่าหนี้เสียส่วนใหญ่ของบัญชีลูกหนี้รายย่อย เป็นสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่มีหลักประกัน โดยเฉพาะกลุ่มวงเงินไม่เกิน 100,000 บาทต่อบัญชี ซึ่งมีปริมาณจำนวนบัญชีสูงที่สุด • สินเชื่อเพื่อการซื้อสินค้า : สินเชื่อประเภท “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” (Buy Now Pay Later) มีอัตราการเติบโตของจำนวนบัญชีสูงขึ้นในกลุ่มวัยเริ่มทำงาน สะท้อนพฤติกรรมสะสมภาระหนี้ขนาดเล็กหลายรายการพร้อมกันกลไกระบบการเงินและกฎหมายต่อพฤติกรรม “บิดหนี้”จากกรณีการเผยแพร่เนื้อหาชักชวนให้เจตนาไม่ชำระหนี้สินเชื่อดิจิทัลในโลกออนไลน์ ข้อเท็จจริงเชิงระบบและข้อกฎหมายระบุไว้ ดังนี้1. ระบบการตรวจสอบและการประเมินความเสี่ยง : ผู้ให้บริการสินเชื่อดิจิทัลและสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. ดำเนินการอนุมัติสินเชื่อผ่านการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) และบันทึกสัญญาดิจิทัลที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย พร้อมวิเคราะห์เครดิตสกอร์อย่างเป็นระบบ2. การบันทึกประวัติในระบบเครดิตบูโร : การผิดนัดชำระหนี้เกินกว่ากำหนดจะถูกส่งบันทึกประวัติไปยังบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ตามกฎหมายการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต ซึ่งกระทบต่อการประเมินความน่าเชื่อถือทางการเงินและการเข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินในอนาคต3. ผลกระทบทางกฎหมาย : การกู้ยืมเงินเป็นสัญญาทางแพ่ง ซึ่งมีกระบวนการบังคับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 การฟ้องร้อง ดำเนินคดีไกล่เกลี่ย และการบังคับคดีอายัดเงินเดือนหรือทรัพย์สิน ทั้งนี้ หากสืบทราบพยานหลักฐานว่าผู้กู้แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือมีเจตนาหลอกลวงเพื่อไม่ชำระหนี้ตั้งแต่ก่อนทำสัญญา อาจเข้าข่ายการพิจารณาความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรการกำกับดูแลและการแก้ไขปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนเพื่อบริหารจัดการระดับ NPLs และป้องกันปัญหาหนี้เสียเรื้อรัง ภาครัฐและ ธปท. ได้กำหนดแนวทางขับเคลื่อน ดังนี้ • หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม : กำหนดให้สถาบันการเงินประเมินความสามารถในการชำระหนี้โดยคำนึงถึงเงินคงเหลือที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ (Debt Service Ratio : DSR) • การเร่งรัดปรับโครงสร้างหนี้ : ผลักดันให้สถาบันการเงินเสนอเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้แก่ลูกหนี้ก่อนกลายเป็น NPL และการช่วยเหลือลูกหนี้ NPL รายย่อยให้สามารถผ่อนชำระตามความสามารถจริงเพื่อฟื้นฟูประวัติทางการเงินภาพรวมหนี้ปัจจุบัน ปี 2569หนี้ครัวเรือน สัดส่วนต่อ GDP ทรงตัวอยู่ที่ราว 86.7% ข้อมูลจากเครดิตบูโรระบุว่า สัดส่วน NPL สะสมอยู่ที่ประมาณ 9.7% ของยอดหนี้ในระบบ และกลุ่มหนี้กำลังจะเสีย (ค้างชำระ 1-3 เดือน) อยู่ที่ราว 4.3% โดยกลุ่มที่มีปัญหามากที่สุดยังคงเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อไม่มีหลักประกันวงเงินขนาดเล็ก สะท้อนว่าลูกหนี้ระดับฐานรากยังคงต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูสภาพคล่องแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-2047862
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
10/08/2026
สมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยผลการจัดงาน “วันประกันชีวิตแห่งชาติ ครั้งที่ 25” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18–19 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี โดยผลการจัดงานชี้ให้เห็นว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวน ค่าครองชีพและค่ารักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ประชาชนยังคงให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินและการบริหารความเสี่ยงผ่านการประกันชีวิต โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งการออมเงิน การสร้างหลักประกัน และการคุ้มครองสุขภาพในระยะยาว ซึ่งตอกย้ำบทบาทของการประกันชีวิตในฐานะเครื่องมือสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับประชาชนผลการรวบรวมข้อมูลจากบริษัทสมาชิกที่รายงานผลการเสนอขายผลิตภัณฑ์ภายในงานจำนวน 13 บริษัท พบว่ามีผู้เอาประกันภัยรวม 298 ราย คิดเป็นเบี้ยประกันภัยรวม 137.33 ล้านบาท และมีทุนประกันภัยรวม 262.48 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าประกันชีวิตยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนการเงินและบริหารความเสี่ยงของประชาชน แม้เศรษฐกิจจะยังเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัยผลสำรวจความคิดเห็นจากผู้ร่วมงานจำนวน 187 คน ยังเผยถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่น่าสนใจ โดยมีผู้ที่ตั้งใจเดินทางมาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต 30.5% ขณะที่ 69.5% เป็นกลุ่มที่เดินผ่านและแวะเข้าร่วมงานภายในศูนย์การค้า ซึ่งแสดงถึงศักยภาพของการจัดกิจกรรมในพื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตามช่วงอายุ พบว่ากลุ่มอายุ 45–54 ปี และ 55 ปีขึ้นไป เป็นกลุ่มที่มีความตั้งใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตสูงที่สุด ส่งสัญญาณว่าประชาชนวัยทำงานตอนปลายและวัยก่อนเกษียณให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้านการเงินเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับตนเองและครอบครัวในระยะยาวทั้งข้อมูลการซื้อผลิตภัณฑ์ภายในงานและผลสำรวจความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมงานชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า "ประกันออมทรัพย์" ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด โดยแบบประกันออมทรัพย์ (Endowment Insurance) มีสัดส่วนสูงถึง 64.77% ของกรมธรรม์ที่ทำภายในงาน ขณะที่ผลสำรวจยังพบว่า ประกันออมทรัพย์และสะสมทรัพย์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้ร่วมงานให้ความสนใจมากที่สุด รองลงมาคือประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง โดยผู้ที่ตั้งใจซื้อส่วนใหญ่มีงบประมาณค่าเบี้ยประกันภัยอยู่ระหว่าง 10,001–30,000 บาทต่อปี บ่งชี้ถึงแนวโน้มที่ประชาชนมุ่งเลือกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงิน ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมรับความเสี่ยงด้านสุขภาพและค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ผลสำรวจพบว่า สื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่ Facebook, LINE และ TikTok เป็นช่องทางที่ประชาชนรับรู้ข่าวสารการจัดงานมากที่สุด รองลงมาคือตัวแทนประกันชีวิต และสื่อประชาสัมพันธ์ภายในพื้นที่จัดงาน ขณะเดียวกันยังมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนไม่น้อยที่ทราบการจัดงานจากการเดินภายในศูนย์การค้า แสดงให้เห็นว่าการบูรณาการการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัลควบคู่กับการจัดกิจกรรมในพื้นที่ที่เข้าถึงประชาชนได้ง่าย เป็นปัจจัยสำคัญในการขยายการรับรู้และส่งเสริมความเข้าใจด้านการประกันชีวิตสู่สาธารณชนได้อย่างมีประสิทธิภาพนอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ยังระบุว่าได้รับทั้งความสนุกสนานจากกิจกรรมภายในงานและได้รับความรู้จากเจ้าหน้าที่ผู้ให้คำแนะนำ ตอกย้ำว่าการจัดกิจกรรมในรูปแบบที่ผสมผสานสาระความรู้กับกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วม ช่วยส่งเสริมให้ประชาชนเข้าใจบทบาทของการประกันชีวิตในฐานะเครื่องมือบริหารความเสี่ยงและการวางแผนทางการเงินได้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นนางนุสรา บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า ผลการจัดงานวันประกันชีวิตแห่งชาติ ครั้งที่ 25 ในปีนี้ ไม่เพียงสะท้อนการตอบรับของประชาชนต่อผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการตื่นตัวของประชาชนในการวางแผนการเงินและการบริหารความเสี่ยง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะความนิยมในผลิตภัณฑ์ประกันออมทรัพย์และความสนใจในประกันสุขภาพ ซึ่งแสดงถึงความต้องการสร้างทั้งความมั่นคงทางการเงินและหลักประกันในการดำรงชีวิตของคนไทยสมาคมประกันชีวิตไทยจะนำข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับจากการจัดงานครั้งนี้ไปใช้ในการพัฒนาการสื่อสาร การจัดกิจกรรม และการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการประกันชีวิตให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในแต่ละช่วงวัย พร้อมผลักดันให้การประกันชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนทางการเงินและการบริหารความเสี่ยงเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนไทยอย่างยั่งยืนแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับซีเคว้ล ออนไลน์https://www.sequelonline.com/?p=209835
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
10/08/2026
กลายเป็นอีเวนต์สุดยิ่งใหญ่แห่งปีที่แฟนภาพยนตร์และสายเสพงานศิลป์ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เมื่อ “สมชาย เวชากร” ประธานสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการ “เดวิด เลา” ช่างภาพชื่อดังระดับโลก ร่วมกันเนรมิตโรงภาพยนตร์ใจกลางเมืองให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความทรงจำอันทรงคุณค่า ด้วยการจัด “นิทรรศการประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแต้จิ๋ว” พร้อมจัดแสดงภาพถ่ายประวัติศาสตร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ และคลิปวิดีโอหนังสั้นความยาว 10 นาที ที่ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทาง ความรัก ความผูกพัน และคุณูปการของชาวจีนแต้จิ๋วที่เข้ามาปักหลักสร้างชีวิตในประเทศไทยตลอดระยะเวลากว่า 200 ปี และการฉายภาพยนตร์รอบพิเศษ “จดหมายรักถึงอาม่า” ควบคู่กันไป ณ โรงภาพยนตร์ SF World Cinema ชั้น 7 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์สำหรับบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่นโดย สมชาย เวชากร ประธานสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทยเป็นผู้กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ เหล่าบุคคลสำคัญระดับประเทศและผู้นำองค์กรระดับโลกทั้งฝั่งภาครัฐและภาคธุรกิจอย่างคับคั่ง อาทิ ฯพณฯ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย, ดร.ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์, ดร.ณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานหอการค้าไทย–จีน และ ดร.กิตติ อิทธิภากร ประธานสหสมาคมตระกูลแซ่แห่งประเทศไทย ร่วมขึ้นกล่าวสุนทรพจน์และแสดงความยินดี รวมถึงการเปิดตัวบนเวทีของคณะผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับ ทีมงาน และเหล่านักแสดงจากภาพยนตร์ “จดหมายรักถึงอาม่า” ที่มาร่วมสร้างสีสัน ก่อนปิดท้ายความประทับใจด้วยการถ่ายภาพหมู่ร่วมกันของคณะผู้บริหารประธานกิตติมศักดิ์ นายกสมาคมจีน 9 สมาคม และผู้แทนสมาคมต่างๆ เพื่อบันทึกภาพแห่งมิตรภาพและความภาคภูมิใจร่วมกันไฮไลต์สำคัญ คือ ของนิทรรศการครั้งนี้ คือการจัดแสดงภาพถ่ายประวัติศาสตร์จำนวน 103 ภาพ ที่คัดสรรมาจากภาพถ่ายและเอกสารโบราณที่มีอายุนับร้อยปี นำมารวบรวมและจัดแสดงอย่างประณีต เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้ซึมซับมุมมองและวิถีชีวิตของชาวแต้จิ๋วในอดีต ทั้งวัฒนธรรมการดื่มชา ร้านน้ำชาโบราณ ประเพณีอันงดงาม ตลอดจนวัฒนธรรมอาหารแต้จิ๋วรสเลิศที่หลอมรวมจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยในปัจจุบัน ถือเป็นการเรียงร้อยช่วงเวลาประวัติศาสตร์และความซาบซึ้งใจของภาพยนตร์คุณภาพและภาพถ่ายอันทรงคุณค่าอย่างลงตัว และยังเป็นการร่วมตอกย้ำและเฉลิมฉลองสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น สมดังคำกล่าวที่ว่า “จีน–ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” อย่างแท้จริงนอกจากภาพถ่ายอันทรงคุณค่าที่จัดแสดงในนิทรรศการในครั้งนี้แล้ว ยังมีการจัดฉายภาพยนตร์สั้นฉบับพิเศษความยาว 10 นาทีที่สร้างโดยคุณเดวิด เลา ที่บอกเล่าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาวจีนโพ้นทะเลและชาวจีนแต้จิ๋วที่เดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยเมื่อกว่า 200 ปีก่อน แสดงให้เห็นถึงเส้นทางสู้ชีวิต ความขยันหมั่นเพียร การร่วมสร้างเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมของบรรพชนแต้จิ๋วในประเทศไทย รวมถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างคนจีนแต้จิ๋วกับราชวงศ์ในยุคสมัยพระเจ้าตากสินมหาราชของไทยที่ผูกพันกันมาอย่างยาวนานอีกด้วยและอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการฉายภาพยนตร์รอบพิเศษเรื่อง “จดหมายรักถึงอาม่า” เรื่องราวสุดอบอุ่นหัวใจแห่งปีที่บอกเล่าเรื่องราวของครอบครัวชาวจีนแต้จิ๋ว ถ่ายทอดผ่านภาษา วัฒนธรรม และความทรงจำข้ามรุ่น โดยมีแก่นเรื่องสำคัญอย่าง “เฉียวพี” (โพยก๊วน) หรือหลักฐานจดหมายและใบส่งเงินเก่าแก่ของชาวจีนโพ้นทะเลเป็นตัวเชื่อมโยงความรัก ความกตัญญู และสายใยครอบครัวที่ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลกันแค่ไหนความผูกพันก็ไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลาเลย ดังคำกล่าวที่ว่า “江海有岸,团圆有盼” (ผืนน้ำยังมีฝั่ง การกลับมาอยู่พร้อมหน้าครอบครัวย่อมมีความหวัง) นั่นถือเป็นการสอดผสานศิลปะทั้งสองแขนงทั้งภาพถ่ายและภาพยนตร์ ที่ต่างบอกเล่าเรื่องราวที่ร้อยเรียงเป็นหนึ่งเดียวกันผ่านหน้าประวัติศาสตร์ไทย-จีนได้อย่างลงตัวสำหรับประชาชนที่สนใจ สามารถเข้าชม “นิทรรศการประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแต้จิ๋ว” และการจัดแสดงภาพถ่ายอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ครั้งนี้ได้ ตั้งวันที่ 4 – 14 สิงหาคมนี้ ณ โรงภาพยนตร์ SF World Cinema ชั้น 7 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/entertainment/detail/9690000076761
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
10/08/2026
• เหตุผลที่ทำให้ จอร์เจีย เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่คนไทยไม่น้อยอยากไปเยือนสักครั้ง อันดับแรกคือ ค่าครองชีพไม่สูง ทำให้สามารถสัมผัสบรรยากาศแบบยุโรปได้ในราคาประหยัด • ข้อถัดมาคือ การเดินทางไปท่องเที่ยวได้อย่างสะดวก เพราะสามารถไปเที่ยวได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าและพำนักได้นานถึง 365 วัน และสามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี • จอร์เจียโดดเด่นด้วยภูมิประเทศที่สวยงามของเทือกเขาคอเคซัสและสถาปัตยกรรมโบราณที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นแหล่งกำเนิดไวน์ของโลก และมีวัฒนธรรมด้านอาหารที่น่าสนใจ หากย้อนกลับไปเพียง 4-5 ปีก่อน ชื่อของ "จอร์เจีย" อาจจะยังไม่เป็นที่คุ้นหูนักสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย ในยุคนั้นหากใครอยากไปเที่ยวยุโรป ส่วนใหญ่มักจะมุ่งหน้าสู่ยุโรปตะวันตกอย่างฝรั่งเศสหรือสวิตเซอร์แลนด์ แต่ในปัจจุบัน ประเทศจอร์เจียได้ก้าวขึ้นมาเป็นจุดหมายปลายทางระดับ ‘ปรากฏการณ์’ ที่บูมอย่างมากในกลุ่มวัยทำงานและคนรุ่นใหม่ จนกลายเป็นหมุดหมายที่ต้องไปเยือนสักครั้งในชีวิตอะไรคือความลับที่ซ่อนอยู่ภายใต้ขุนเขาคอเคซัสที่ดึงดูดใจคนไทยได้ขนาดนี้? 'กรุงเทพธุรกิจ' จะพาไปหาคำตอบที่ทำให้ประเทศนี้กลายเป็น "Hidden Gem" ที่ไม่ลับอีกต่อไป • คนไทยไปจอร์เจียฟรีวีซ่า 365 วัน สิทธิประโยชน์จัดเต็มเหตุผลอันดับต้นๆ ที่ทำให้จอร์เจียชนะใจนักเดินทางชาวไทย คงหนีไม่พ้น นโยบาย "ฟรีวีซ่า" ที่อนุญาตให้คนไทยพำนักอยู่ได้นานถึง 365 วัน หรือ 1 ปี ซึ่งถือเป็นสิทธิประโยชน์ที่พิเศษมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ทำให้สายเที่ยวสามารถวางแผนเดินทางได้แบบไม่ต้องกังวลเรื่องเอกสารที่ยุ่งยาก เพียงแค่มีพาสปอร์ตเล่มเดียว และหลักฐานการฉีดวัคซีนก็สามารถบินไปสัมผัสบรรยากาศยุโรปได้ทันที • นิยามของคำว่า "วิวหลักล้าน ในราคาประหยัด"จอร์เจียถูกขนานนามว่าเป็นประเทศที่ไปเที่ยวแล้วได้บรรยากาศแบบยุโรป แต่จ่ายในราคาเอเชีย ค่าครองชีพที่นี่ถือว่าไม่สูงนัก เมื่อเทียบแล้วใกล้เคียงกับการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ หรือบางอย่างอาจจะถูกกว่าด้วยซ้ำ โดยนักท่องเที่ยวสามารถหาที่พักในราคาเริ่มต้นเพียงคืนละหลักพันต้นๆ และค่าอาหารมื้อหนึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 200-300 บาทเท่านั้น ทำให้นักท่องเที่ยวไทยสามารถสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หรูหราและสวยงามอลังการได้โดยไม่ต้องเก็บเงินจนเหนื่อย • สถาปัตยกรรมพันปี ท่ามกลางอ้อมกอดเทือกเขาคอเคซัสอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมไปเยือนจอร์เจีย ก็คือ ภูมิประเทศของจอร์เจียมีความสวยโดดเด่นสุดปัง ด้วยวิวเทือกอลังการให้เที่ยวชมได้ไม่เบื่อ เนื่องจากภูมิประเทศตั้งอยู่บน เทือกเขาคอเคซัส ซึ่งเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างทวีปยุโรปและเอเชีย ทำให้มีทัศนียภาพที่สวยงามราวกับสวรรค์บนดิน ขณะเดียวกัน ก็มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ไม่แพ้กัน ด้วยการผสมผสานระหว่างกลุ่มอาคารที่สะท้อนถึงอารยธรรมโบราณ กลุ่มอาคารยุคกลาง และกลุ่มอาคารร่วมสมัย สำหรับไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ โบสถ์หินยุคกลางบนยอดเขา, บ้านไม้โบราณลายฉลุ, และสถาปัตยกรรมยุคโซเวียตผสมล้ำยุค • 3 พิกัดต้องเช็กอิน มนต์เสน่ห์ที่หาจากที่ไหนไม่ได้เมื่อพูดถึงที่เที่ยวจอร์เจียที่ห้ามพลาด ข้อมูลจากแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยวหลายแห่งต่างก็ให้คำแนะนำไปในทิศทางเดียวกันว่า ควรไปเยือน สถานที่ท่องเที่ยวที่สุดฮิต 3 แห่งเหล่านี้ หากพลาดไปก็เหมือนมาไม่ถึงจอร์เจีย ได้แก่1. โบสถ์เกอร์เกตี้ (Gergeti Trinity Church)ตั้งอยู่ที่เมืองคาซเบกิ (Kazbegi) นี่คือโบสถ์ที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของประเทศ ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนยอดเขาสูง 2,170 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ท่ามกลางฉากหลังที่เป็นเทือกเขาคอเคซัสอันยิ่งใหญ่ ให้ภาพลักษณ์ที่อลังการและทรงพลังจนกลายเป็นจุดถ่ายภาพยอดฮิตที่สุด 2. ย่านเมืองเก่าทบิลิซี (Tbilisi Old Town)ที่นี่เป็นย่านประวัติศาสตร์ใจกลางเมืองหลวง ที่ผสมผสานความคลาสสิกของสถาปัตยกรรมโบราณเข้ากับคาเฟ่สุดชิคได้อย่างลงตัว จุดเด่นคืออาคารที่มีระเบียงไม้สีสันสดใส และบ่อน้ำแร่กำมะถันที่มีโดมเป็นเอกลักษณ์ การเดินเล่นบนถนนหินโบราณจะทำให้คุณรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในยุโรปยุคกลาง อีกทั้งกลุ่มอาคารสถาปัตยกรรมโบราณที่สะท้อนประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 2,500 ปี ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถถ่ายภาพเก็บความประทับใจได้ทุกมุมเมือง3. หมู่บ้านจูทา (Juta Valley)หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาที่ได้รับฉายาว่าเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่สวยที่สุดในโลก โอบล้อมด้วยทุ่งหญ้าสีเขียวชอุ่มและโตรกผาสูงชัน เหมาะสำหรับนักเดินทางสายกรีน ที่ต้องการสัมผัสความเงียบสงบ ท่ามกลางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ฟ้าใสแดดสวย ราวกับอยู่ในเทพนิยาย • สวรรค์ของสายกินและ "แหล่งกำเนิดไวน์" ของโลกอีกหนึ่งเสน่ห์ที่ขาดไม่ได้คือวัฒนธรรมด้านอาหารที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เช่น Khinkali (เสี่ยวหลงเปาเวอร์ชั่นจอร์เจีย) และ Khachapuri (ขนมปังหน้าชีสและไข่) ที่รสชาติถูกปากคนไทยแต่ที่เป็นไฮไลต์ระดับโลกคือ จอร์เจียได้ชื่อว่าเป็น "The Birth Place of Wine" หรือจุดกำเนิดของไวน์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 8,000 ปี ด้วยกรรมวิธีการหมักในไหดินเผาใต้ดินที่เรียกว่า Qvevri ซึ่งได้รับการรับรองจาก UNESCO โดยประกาศขึ้นทะเบียนให้ไวน์จอร์เจียเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในปี ค.ศ. 2013 ที่สำคัญคือไวน์คุณภาพเยี่ยมเหล่านี้ มีราคาที่จับต้องได้ง่ายมาก เริ่มต้นเพียงขวดละประมาณ 150-200 บาทเท่านั้น • เสน่ห์ของเจ้าบ้านที่เป็นมิตร และเที่ยวได้ครบทุกรสตลอดทั้งปีจอร์เจียเป็นประเทศที่เที่ยวได้ตลอดปีตามความชอบของนักเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นช่วงใบไม้ผลิที่ดอกไม้บานสะพรั่ง ฤดูร้อนที่อากาศไม่ได้ร้อนมาก เหมาะแก่การเดินป่า ฤดูใบไม้ร่วงกับภาพใบไม้เปลี่ยนสีสุดโรแมนติก หรือฤดูหนาวก็ได้ชมวิวธรรมชาติที่ปกคลุมด้วยหิมะหนานุ่ม ประกอบกับอัธยาศัยของคนจอร์เจียที่เป็นมิตรและยิ้มแย้ม ทำให้การเดินทางเต็มไปด้วยการต้อนรับที่อบอุ่นจากเจ้าบ้าน ทั้งนี้ มีคำแนะนำในการท่องเที่ยวแต่ละฤดูกาล ดังนี้- ฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค. - พ.ค.): อากาศเย็นสบาย (10-25°C) ดอกไม้เริ่มผลิบานสดใส และยอดเขาคอเคซัสยังมีหิมะปกคลุมตัดกับสีเขียวของป่า- ฤดูร้อน (มิ.ย. - ส.ค.): เหมาะสำหรับสายเดินป่า เทรคกิ้ง และเที่ยวเมืองชายทะเลดำอย่างเมืองบาทูมี- ฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย. - พ.ย.): ช่วงเวลาสุดโรแมนติกกับใบไม้เปลี่ยนสี และเป็นฤดูเก็บเกี่ยวองุ่นที่แคว้นคาเคติ (Kakheti) เหมาะกับการแพลนทริปเที่ยวชิมไวน์- ฤดูหนาว (ธ.ค. - ก.พ.): สวรรค์ของคนรักหิมะและสกีรีสอร์ตอย่างเมืองกูเดาริ ที่จะเปลี่ยนทั้งเมืองให้กลายเป็นสีขาวโพลน • ข้อควรรู้ คำแนะนำ และสิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนไปเยือนจอร์เจียเพื่อให้ทริปของคุณราบรื่นและปลอดภัย นี่คือรายละเอียดสำคัญที่นักท่องเที่ยวไทยควรรู้ ได้แก่การเดินทาง: ปัจจุบันยังไม่มีเที่ยวบินตรงจากไทย ต้องต่อเครื่องที่เมืองอย่างดูไบ, อิสตันบูล หรืออัลมาตี้ โดยใช้เวลาเดินทางรวมเฉลี่ย 11-12 ชั่วโมงภาษาและการสื่อสาร: ภาษาหลักคือจอร์เจียและรัสเซีย แม้ตามแหล่งท่องเที่ยวจะมีเจ้าหน้าที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ แต่ควรเตรียมแผนการเดินทางให้พร้อมหรือดาวน์โหลดแอปแปลภาษาไว้สกุลเงิน: จอร์เจียใช้สกุลเงิน ลารี (Lari - GEL) ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถแลกจากไทยได้โดยตรง แนะนำให้แลกเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) หรือยูโร (EUR) ไปแลกเป็นเงินลารีที่นั่นอาหารท้องถิ่นชื่อดัง: เมนูยอดฮิตอย่าง Khinkali (เสี่ยวหลงเปาจอร์เจีย) และ Khachapuri (ขนมปังหน้าชีส) เป็นสิ่งที่ต้องลองชิม แต่ควรระวังว่าอาหารท้องถิ่นส่วนใหญ่มักมีรสชาติค่อนข้างเค็มการเตรียมเสื้อผ้า: ควรเช็กฤดูกาลให้ดี หากไปฤดูหนาวที่หนาวจัดต้องเตรียมอุปกรณ์กันหนาวให้พร้อม และต้องมีรองเท้าเดินหิมะ หากไปฤดูใบไม้ผลิหรือร้อน ควรเตรียมครีมกันแดดและแว่นตาเพราะแดดอาจจะแรงในบางช่วงไม่มีสถานกงสุลไทยในจอร์เจีย: ประเทศจอร์เจียไม่มีสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยประจำอยู่ (อยู่ในการดูแลของ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี) ดังนั้น หากเกิดเหตุฉุกเฉิน เอกสารหาย หรืออุบัติเหตุ การติดต่อขอความช่วยเหลืออาจใช้เวลานาน เนื่องจากต้องประสานงานข้ามประเทศ นักท่องเที่ยวควรบันทึกข้อมูลติดต่อฉุกเฉินของ สถานทูตฯ ตุรกี และเครือข่ายคนไทยในพื้นที่ไว้ล่วงหน้าความปลอดภัยและข้อควรระวัง: แม้คนจอร์เจียจะขึ้นชื่อเรื่องความใจดีและเป็นมิตร แต่ควรระวังกลุ่มมิจฉาชีพ และควรซื้อประกันการเดินทางเพื่อได้รับความคุ้มครองหากเกิดเหตุไม่คาดคิดอย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุผลด้านความสะดวกในการเดินทาง การได้ฟรีวีซ่า ค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่า ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ และวัฒนธรรมที่น่าค้นหา จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมวันนี้ จอร์เจีย จึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับต้นๆ ในใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ต้องหาโอกาสไปเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิตแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/travel/1245315
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
การวางแผนทางการเงิน
08/08/2026
"ถ้าวันนี้คุณหยุดทำงานทันที ... เงินที่มีอยู่จะใช้ได้นานแค่ไหน?" เกษียณแบบคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่แค่มีเงินพอ ... แต่ต้องใช้ชีวิตในแบบที่ชอบได้ด้วย"ถ้าวันนี้คุณหยุดทำงานทันที ... เงินที่มีอยู่จะใช้ได้นานแค่ไหน?"คำถามนี้อาจฟังดูไกลตัว แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ การวางแผนเกษียณไม่ใช่เรื่องของวัย 60 ปีอีกต่อไป เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่มีเงินพอใช้ในบั้นปลายชีวิต แต่คือการมีอิสระในการเลือกใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเปลี่ยนงาน พักจากงานประจำ เดินทางรอบโลก หรือทำในสิ่งที่รัก โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเกษียณแบบคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่แค่มีเงินพอ ... แต่ต้องใช้ชีวิตในแบบที่ชอบได้ด้วยเกษียณแบบคนรุ่นใหม่การมีเงินเก็บในบัญชีจึงอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด หากเงินก้อนนั้นเติบโตไม่ทันค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นทุกปี การวางแผนเกษียณจึงไม่ใช่แค่ "การออม" แต่เป็นการบริหารเงินให้เติบโต เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตและไลฟ์สไตล์ที่เราต้องการในอนาคตเงินออมอย่างเดียว อาจสู้ "เงินเฟ้อ" ไม่ไหวหลายคนรู้สึกอุ่นใจเมื่อเห็นตัวเลขเงินออมเพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริง อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นทุกปีสามารถค่อย ๆ ลดอำนาจซื้อของเงินลงได้ แม้จำนวนเงินจะยังเท่าเดิมนั่นจึงเป็นเหตุผลที่การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) กลายเป็นหัวใจสำคัญของการวางแผนเกษียณในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการกระจายการลงทุนไปยังหุ้นคุณภาพ กองทุนรวมดัชนีระดับโลก หรือสินทรัพย์ที่เหมาะกับเป้าหมายของแต่ละคน เพื่อเพิ่มโอกาสให้เงินเติบโตและรักษามูลค่าได้ในระยะยาวการลงทุนไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแสวงหาผลตอบแทนสูงที่สุดเสมอไป แต่เพื่อให้เงินสามารถเติบโตสอดรับกับค่าครองชีพในอนาคต และช่วยให้แผนเกษียณเดินหน้าได้ตามเป้าหมายใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีให้เป็น เปลี่ยนภาษีให้กลายเป็นเงินลงทุนหลายคนมองกองทุนลดหย่อนภาษีเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับลดภาระภาษีปลายปี แต่ในมุมของการวางแผนการเงิน เครื่องมือเหล่านี้สามารถเป็นตัวช่วยสำคัญในการสร้างเงินเกษียณได้การลงทุนผ่านกองทุน SSF, RMF, ThaiESG หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ช่วยให้การออมมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะนอกจากจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว เงินส่วนที่ประหยัดจากภาษียังสามารถนำไปต่อยอดการลงทุนในอนาคตได้อีกโดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้สูง การวางแผนใช้สิทธิประโยชน์เหล่านี้อย่างเหมาะสม ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของพอร์ตการลงทุนในระยะยาวอย่าคิดแค่ "ค่าใช้จ่ายวันนี้" แต่ต้องคิดถึง "ชีวิตที่อยากมี"หนึ่งในข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อย คือการคำนวณเงินเกษียณจากค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน โดยลืมไปว่ารูปแบบการใช้ชีวิตมักเปลี่ยนแปลงไปตามรายได้และช่วงวัยหรือที่เรียกว่า "Lifestyle Creep" เมื่อรายได้มากขึ้น หลายคนก็อยากเดินทางมากขึ้น ใช้เวลากับงานอดิเรก ลงทุนกับสุขภาพ หรือเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพมากขึ้นหากต้องการรักษามาตรฐานการใช้ชีวิตเดิมไว้หลังเกษียณ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ควรถูกนำมาคำนวณตั้งแต่วันนี้ ทั้งค่าเดินทาง ท่องเที่ยว งานอดิเรก ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว เพื่อให้แผนการเงินสะท้อนชีวิตจริงมากที่สุดเป้าหมายของการเกษียณ ไม่ใช่การหยุดใช้เงิน แต่คือการมีอิสระในการเลือกใช้ชีวิตคนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ได้ฝันถึงการเกษียณเพื่อหยุดทำงาน แต่ต้องการมีอิสระในการเลือกว่าจะทำงานแบบไหน ใช้ชีวิตอย่างไร และใช้เวลากับสิ่งที่มีความหมายได้โดยไม่ถูกจำกัดด้วยเรื่องการเงินการเริ่มวางแผนตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้มีเวลาในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน และใช้พลังของการเติบโตระยะยาวเข้ามาช่วยสร้างความมั่นคงที่สุดแล้ว การเก็บเงินเกษียณไม่ใช่การเตรียมตัวสำหรับชีวิตที่ต้องประหยัดทุกอย่าง แต่คือการเตรียมพร้อมเพื่อให้ในวันที่ไม่ต้องทำงานประจำ เรายังสามารถใช้ชีวิตในแบบที่เลือกได้อย่างมั่นใจเพราะการเกษียณที่ดี ไม่ได้วัดจากจำนวนเงินในบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่คือการมีเงินมากพอที่จะใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการ โดยไม่ต้องลดทอนความสุขหรือไลฟ์สไตล์ที่สร้างมาตลอดชีวิต แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ pptvhd36https://www.pptvhd36.com/wealth/trick-trend/280341
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
07/08/2026
มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ขอเชิญชวนประชาชนร่วมออกเดินทางสู่โลกรักษ์ทะเล ผ่านงาน YOUNG รักษ์ทะเล : SEA THE CHANGE สร้างโลกทะเลใหม่ ด้วยมือเรา มหกรรมนิทรรศการด้านการอนุรักษ์ทะเลครั้งใหญ่แห่งปี ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้เรียนรู้ ลงมือทำ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูทะเลไทย ระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม – 12 สิงหาคม 2569 ณ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เข้าชมฟรีกระแสตอบรับล้นหลาม ผู้เข้าชมหลั่งไหลต่อเนื่องหลังเปิดงานเพียงไม่กี่วัน บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก มีประชาชน นักเรียน นักศึกษา ครอบครัว นักท่องเที่ยว และผู้สนใจด้านสิ่งแวดล้อม เดินทางเข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน หลายโซนได้รับความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะโรงภาพยนตร์ Immersive 360°, โซนแมงกะพรุนเรืองแสง, จุดถ่ายภาพโลกใต้ทะเล และกิจกรรม Workshop ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือเรียนรู้จริงเสียงตอบรับจากผู้เข้าชมสะท้อนให้เห็นว่า งานนี้ไม่ใช่เพียงนิทรรศการ แต่เป็นประสบการณ์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนทุกวัยตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรทางทะเล และเห็นว่าการอนุรักษ์สามารถเริ่มต้นได้จากพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันดำดิ่งสู่โลกใต้ทะเล ผ่านประสบการณ์ Immersive 360°เริ่มต้นการเดินทางด้วย Immersive Experience 360 องศา ที่พาผู้ชมดำดิ่งสู่โลกใต้ทะเลผ่านภาพและเสียงรอบทิศทางสุดสมจริง พบฝูงสัตว์ทะเลและแมงกะพรุนยักษ์เรืองแสง ก่อนเข้าสู่เรื่องราวของวิกฤติทะเลไทย พร้อมเรียนรู้ว่าทุกคนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงได้เปิดโลกเบื้องหลังการกอบกู้ทะเลไทยภายใน Exhibition Area ผู้เข้าชมจะได้เรียนรู้การทำงานของนักวิจัย นักอนุรักษ์ และหน่วยงานพันธมิตร ผ่านนิทรรศการที่เข้าใจง่ายและสามารถทดลองได้จริง อาทิ- การส่องไมโครพลาสติกด้วยตนเอง- การฟื้นฟูแนวปะการัง- ห้องฉุกเฉินช่วยสัตว์ทะเล- เทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์ทะเล- พระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทะเลของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาสนุกกับกว่า 30 กิจกรรม ตลอด 15 วันผู้เข้าชมสามารถร่วมกิจกรรมและเวิร์กชอปมากกว่า 30 กิจกรรม ที่ออกแบบให้เหมาะกับทุกวัย ไม่ว่าจะเป็น- เวิร์กชอปปลูกปะการัง- การเตรียมตัวสำหรับการดำน้ำเชิงอนุรักษ์- การลดขยะสู่ทะเล- กิจกรรมสำหรับเด็กและครอบครัว- เวทีเสวนาจากนักวิจัย นักอนุรักษ์ และผู้เชี่ยวชาญด้านทะเล- นิทรรศการเทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์ทะเลชอปอย่างมีความหมาย สนับสนุนชุมชนและทะเลไทยอีกหนึ่งไฮไลต์คือ Community Market ที่รวบรวมสินค้าชุมชน ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก และสินค้าจากเครือข่ายด้านการอนุรักษ์ทั่วประเทศ ให้ผู้ร่วมงานได้เลือกซื้อพร้อมร่วมสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน และร่วมสร้างคุณค่าให้ทะเลไทยอย่างยั่งยืนเพราะการเปลี่ยนแปลง เริ่มต้นจากทุกคนไม่ว่าคุณจะเป็นเด็ก เยาวชน นักเรียน นักดำน้ำ ครอบครัว หรือผู้ที่ไม่เคยคิดว่าทะเลเกี่ยวข้องกับชีวิต งาน SEA THE CHANGE จะทำให้ทุกคนค้นพบว่า “ทุกการใช้ชีวิตของเราล้วนเชื่อมโยงกับมหาสมุทร” และทุกคนสามารถร่วมสร้างโลกทะเลใหม่ได้ด้วยสองมือของตัวเองยังมีเวลา! เชิญร่วมสัมผัสประสบการณ์ด้วยตัวคุณเองผู้ที่ยังไม่ได้มาเยี่ยมชม ยังสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์โลกใต้ทะเลแบบ Immersive 360° พร้อมกิจกรรมกว่า 30 รายการ ได้จนถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ณ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เปิดให้เข้าชมฟรีตลอดงาน📍 สถานที่: NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน🗓 วันที่: 29 กรกฎาคม – 12 สิงหาคม 25698🎟 เข้าชมฟรีลงทะเบียนเข้าร่วมงานhttps://forms.gle/2zkKCb7M94x7j2DX8แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/celebonline/detail/9690000077234
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
07/08/2026
แอร์ฯ เฉลยเอง! ทำไมต้อง "เปิดม่านหน้าต่าง" ตอนเครื่องบินขึ้น-ลง 5 เหตุผลลับที่ช่วยชีวิตคนทั้งลำเชื่อว่าหลายคนคงเคยสงสัยหรือรู้สึกขัดใจเล็กๆ เวลาที่กำลังนอนหลับสบายบนเครื่องบิน แต่กลับถูกปลุกให้ "เปิดม่านหน้าต่าง" ในช่วงที่เครื่องบินกำลังจะขึ้นหรือลงจอดรู้หรือไม่ว่าคำสั่งเล็กๆ นี้มีความสำคัญถึงขั้นชี้เป็นชี้ตาย เพราะช่วงเวลาดังกล่าวคือ "นาทีวิกฤต 13 นาที" (Black 13 Minutes) ซึ่งประกอบด้วย 6 นาทีหลังทะยานขึ้น และ 7 นาทีก่อนแตะพื้นรันเวย์ ซึ่งเป็นช่วงที่เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุมากที่สุดไขข้อข้องใจ 5 เหตุผลที่ต้องเปิดม่านโซฟี (Sophie) แอร์โฮสเตสสาวจากสายการบิน Scoot ได้ออกมาแชร์ความรู้ผ่าน Threads ถึงเบื้องหลังคำสั่งนี้ว่าไม่ได้ทำเพื่อกวนใจผู้โดยสาร แต่มีเหตุผลด้านความปลอดภัยที่ซ่อนอยู่ถึง 5 ข้อ ดังนี้:1. ปรับสายตาให้ชินแสง: การเปิดม่านช่วยให้สายตาของผู้โดยสารปรับสภาพเข้ากับแสงภายนอกได้ทันที หากเกิดเหตุฉุกเฉินที่ต้องอพยพ จะได้มองเห็นเส้นทางชัดเจน ไม่ต้องเสียเวลาปรับโฟกัสสายตา ป้องกันการเหยียบกันหรือสะดุดล้มในความวุ่นวาย2. ช่วยกันเป็นหูเป็นตา: ผู้โดยสารริมหน้าต่างคือกล้องวงจรปิดที่ดีที่สุด โซฟีเล่าว่าเคยมีกรณีที่ผู้โดยสารมองออกไปเห็น "ควันไฟ" พุ่งออกมาจากเครื่องยนต์และรีบแจ้งลูกเรือ ทำให้กัปตันทราบเรื่องและแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที ช่วยชีวิตคนทั้งลำไว้ได้3. แสงสว่างยามฉุกเฉิน: ในไฟลต์ดึกที่ห้องโดยสารมีการหรี่ไฟ การเปิดม่านจะช่วยให้แสงจากดวงจันทร์หรือไฟจากเมืองส่องเข้ามา ทำให้ภายในเครื่องไม่มืดสนิทหากระบบไฟขัดข้อง ช่วยลดความตื่นตระหนกและทำให้พอมองเห็นทางหนีทีไล่ได้4. เพื่อทีมกู้ภัยและลูกเรือ: ข้อมูลจากหนังสือ Cockpit Confidential ระบุว่า หากเกิดอุบัติเหตุ ทีมกู้ภัยภายนอกต้องมองผ่านหน้าต่างเข้ามาเพื่อประเมินสถานการณ์ไฟไหม้หรือควันภายใน ในขณะเดียวกัน ลูกเรือก็ต้องมองออกไปข้างนอกเพื่อเช็กว่าฝั่งไหนปลอดภัย ก่อนตัดสินใจกางสไลด์ฉุกเฉิน5. รู้ทิศทางเมื่อลงน้ำ: หากเครื่องบินต้องลงจอดฉุกเฉินบนผิวน้ำ การมองเห็นวิวภายนอกจะช่วยให้ผู้โดยสารรู้ทิศทางของเส้นขอบฟ้าและแผ่นดิน ทำให้มีสติและรู้ว่าควรหนีไปในทิศทางใดความปลอดภัยต้องมาก่อนดังนั้นในการเดินทางครั้งต่อไป หากได้ยินประกาศให้เปิดม่านบังแสง โปรดให้ความร่วมมือด้วยความเต็มใจ เพราะการกระทำเพียงเล็กน้อยนี้ อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้คุณและเพื่อนร่วมทางรอดชีวิตหากเกิดเหตุไม่คาดฝันแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ sanookhttps://www.sanook.com/travel/1453387/
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
07/08/2026
เอไอเอ ประเทศไทย ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นเจ้าภาพ ในการบำเพ็ญกุศลในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นำโดย นายนิคฮิล แอดวานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอ ประเทศไทย ร่วมด้วยคณะผู้บริหาร พนักงาน และตัวแทน รวมกว่า 200 คน พร้อมได้วางพวงมาลาถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ เพื่อร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันพฤหัสที่ 6 สิงหาคม 2569
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ภาษี
05/08/2026
By วิชชุดา จิตจันทร์ • การพลาดโอกาสซื้อหุ้นส่งผลกระทบทางจิตใจต่อนักลงทุน เช่น ความเสียดาย ความสงสัยในตนเอง และความกลัวตกรถ (FOMO) • ผลกระทบทางอารมณ์อาจนำไปสู่การตัดสินใจลงทุนที่ผิดพลาดในอนาคต เช่น การรีบร้อนซื้อหุ้นโดยขาดการวิเคราะห์ หรือการลังเลจนพลาดโอกาสซ้ำ • แนวทางรับมือคือการยอมรับความจริง เรียนรู้จากข้อผิดพลาด และทำความเข้าใจว่าตลาดยังมีโอกาสใหม่ๆ เสมอ • การสร้างแผนการลงทุนที่ชัดเจนและมีวินัย รวมถึงการใช้เครื่องมือช่วยตัดสินใจ จะช่วยลดอิทธิพลของอารมณ์และพัฒนาการลงทุนในระยะยาวการพลาดจังหวะซื้อหุ้นเป็นประสบการณ์ที่นักลงทุนแทบทุกคนต้องเผชิญ แต่สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่การเสียโอกาสเพียงครั้งเดียว หากเป็นผลกระทบทางจิตใจที่อาจนำไปสู่การตัดสินใจผิดพลาดในอนาคต คอลัมน์ Investing Tactic โดย กนิษฐา รอดดำ (ครูไก่) ชวนทำความเข้าใจอารมณ์หลังพลาดโอกาสลงทุน พร้อมแนะ 5 วิธีรับมืออย่างมีวินัย เพื่อเปลี่ยนความเสียดายให้เป็นบทเรียนและเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนในระยะยาวภาวะทางจิตใจที่เกิดขึ้นเมื่อถึงจุดซื้อหุ้นแล้วไม่ได้ซื้อหุ้นเป็นเรื่องที่นักลงทุนแทบทุกคนเคยประสบ บทความนี้จะอธิบายถึงความรู้สึกและผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์นี้ พร้อมเสนอแนวทางจัดการกับอารมณ์เพื่อให้พร้อมสำหรับการตัดสินใจที่ดีขึ้นในอนาคตความรู้สึกเมื่อพลาดการซื้อหุ้นเมื่อถึงจุดที่ควรซื้อหุ้น แต่กลับลังเลหรือไม่สามารถตัดสินใจซื้อได้ทัน นักลงทุนมักจะประสบกับความรู้สึกหลายอย่าง เช่น:1. เสียใจและเสียดาย: ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเนื่องจากรู้ว่าหุ้นที่ควรจะซื้อมีการเคลื่อนไหวขึ้นหลังจากนั้น ทำให้รู้สึกว่าพลาดโอกาสในการทำกำไร2. สงสัยในการตัดสินใจของตนเอง: นักลงทุนบางคนอาจเริ่มสงสัยในทักษะและวิจารณญาณของตนเอง เมื่อพลาดการซื้อหุ้น ทำให้ขาดความมั่นใจในการตัดสินใจครั้งถัดไป3. กลัวการสูญเสียโอกาส (Fear of Missing Out - FOMO): ความรู้สึกกลัวการสูญเสียโอกาสทำให้เกิดความกังวลและแรงกดดันเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้อีกครั้งผลกระทบทางจิตใจต่อการลงทุนในอนาคตภาวะทางจิตใจจากการพลาดการซื้อหุ้นอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนในอนาคต เช่น: • ความรีบร้อนในการตัดสินใจ: นักลงทุนอาจรีบเข้าซื้อหุ้นโดยขาดการวิเคราะห์อย่างรอบคอบเพื่อแก้ตัวจากการพลาดโอกาสในครั้งก่อน ซึ่งอาจนำไปสู่ความผิดพลาดที่มากกว่าเดิม • ลังเลมากขึ้น: ความไม่มั่นใจอาจทำให้นักลงทุนลังเลมากขึ้นในสถานการณ์ถัดมา ทำให้พลาดโอกาสซ้ำซาก • ความเครียดและการวิเคราะห์มากเกินไป: นักลงทุนอาจรู้สึกเครียดและต้องการวิเคราะห์ข้อมูลให้ละเอียดเกินจำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในครั้งต่อไป ซึ่งบางครั้งอาจทำให้ไม่สามารถตัดสินใจได้ทันเวลาวิธีการจัดการภาวะทางจิตใจเมื่อพลาดการซื้อหุ้นเพื่อจัดการกับภาวะทางจิตใจที่เกิดขึ้นเมื่อพลาดการซื้อหุ้น นักลงทุนสามารถปฏิบัติตามแนวทางดังนี้:1. ยอมรับความจริง: การพลาดโอกาสเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการลงทุน แม้แต่นักลงทุนมืออาชีพก็ยังมีช่วงเวลาที่พลาด การยอมรับความเป็นจริงจะช่วยลดความเครียดและไม่ทำให้อารมณ์เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจครั้งถัดไป2. ทำความเข้าใจว่าตลาดหุ้นมีโอกาสเสมอ: ตลาดหุ้นมีโอกาสมากมาย หากพลาดโอกาสในวันนี้ ก็ยังมีโอกาสอื่น ๆ รออยู่ข้างหน้า การคิดเช่นนี้จะช่วยให้นักลงทุนรู้สึกผ่อนคลายและไม่กังวลเกินไป3. วิเคราะห์และเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น: หลังจากพลาดโอกาส ให้วิเคราะห์เหตุผลว่าเหตุใดจึงไม่สามารถตัดสินใจซื้อได้ในขณะนั้น และเรียนรู้จากมันเพื่อพัฒนากลยุทธ์และการตัดสินใจในอนาคต4. ตั้งแผนการซื้อขายและปฏิบัติตามอย่างมีวินัย: การมีแผนการซื้อขายที่ชัดเจนและปฏิบัติตามอย่างมีวินัยจะช่วยให้นักลงทุนไม่ปล่อยให้ความรู้สึกหรืออารมณ์มาแทรกแซงการตัดสินใจ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสในการพลาดการซื้อที่ควรทำ5. ใช้เครื่องมือช่วยในการตัดสินใจ: นักลงทุนสามารถใช้เครื่องมือเช่น การตั้งคำสั่งซื้ออัตโนมัติ (Buy Limit Order) เพื่อให้การซื้อหุ้นเป็นไปตามแผนที่วางไว้โดยไม่ต้องพึ่งพาอารมณ์ในช่วงเวลานั้นสรุปการพลาดการซื้อหุ้นและความรู้สึกทางจิตใจที่ตามมาเป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกคนต้องเจอ การยอมรับและการเรียนรู้จากความผิดพลาดเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาความสามารถในการลงทุนในระยะยาว การปฏิบัติตามแผนการซื้อขายอย่างมีวินัยจะช่วยให้นักลงทุนลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจที่ไม่รอบคอบ และพร้อมรับมือกับโอกาสใหม่ในตลาดได้อย่างมั่นใจแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับฐานเศรษฐกิจhttps://www.thansettakij.com/finance/665123
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
สุขภาพ
05/08/2026
ลูกสาวร้อง แม่ต้องผ่าตัดด่วน ถูกรพ.เรียกเงินค่ามัดจำ 3 หมื่น ไม่งั้นเข้าห้องผ่าตัดไม่ได้ ต้องวิ่งหากู้เงินวุ่น เตรียมเข้าร้องเรียน สสจ.ยะลา เผย มีญาติผู้ป่วยเจอเหมือนกันหลายรายวันที่ 5 ก.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงาน สมาคมสื่อมวลชนเพื่อพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับเรื่องร้องเรียน ผู้สูงอายุวัย 76 ปี ป่วยวิกฤตต้องผ่าตัดใหญ่ด่วนที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.ยะลา แต่ถูกเจ้าหน้าที่สั่งให้วางเงินมัดจำล่วงหน้า 30,000 บาท ไม่งั้นเข้าห้องผ่าตัดไม่ได้ ทำให้ลูกหลานซึ่งมีอาชีพรับจ้างกรีดยางรายได้วันละ 300 บาท ต้องวิ่งกู้เงินมาจ่ายสมาคมสื่อมวลชน เพื่อพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและโทรศัพท์สัมภาษณ์ลูกสาวของผู้ป่วยรายนี้ เปิดเผยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า แม่เป็นอดีตแม่บ้าน ปัจจุบันเป็นผู้สูงอายุชราภาพ เพิ่งเข้ารับการผ่าตัดด่วนเมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมาเนื่องจากมีอาการป่วยวิกฤตเกี่ยวกับโรคเส้นเลือดแดงใหญ่ก่อนที่แม่จะถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดเวลาประมาณ 10.00 น. ของวันที่ 4 ก.ค. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลได้แจ้งกับญาติอย่างกระชั้นชิดว่า ก่อนเข้าห้องผ่าตัด ญาติจะต้องนำเงินสด 30,000 บาท มาจ่ายเป็นค่ามัดจำล่วงหน้าให้แก่โรงพยาบาลก่อน หากไม่มีเงินมัดจำก้อนนี้โรงพยาบาลจะไม่สามารถดำเนินการผ่าตัดให้ได้“ตอนนั้นพวกเราตกใจและมืดแปดด้านมาก เพราะแม่ต้องผ่าตัดด่วน ครอบครัวเราลำบากมาก ลูกๆ ทุกคนทำงานรับจ้างกรีดยางสวนคนอื่น มีรายได้รวมกันแค่เฉลี่ยวันละ 200–300 บาท แต่ต้องเลี้ยงดูคนในบ้านรวมถึง 7 ชีวิต พอเจอเรียกเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ในเวลาจำกัด ต่างคนต่างต้องรีบโทรศัพท์หาคนรู้จัก จนสามารถกู้มาได้ครบ 30,000 บาท นำมาวางมัดจำเพราะอยากให้แม่ได้มีโอกาสรอดชีวิต”ลูกสาวบอกด้วยว่า หลังจากที่ญาติๆ หาเงินมาจ่ายมัดจำและได้รับเพียงใบเสร็จรับเงินมัดจำ 30,000 บาทมาแล้ว มารดาจึงได้เข้าห้องผ่าตัด ระหว่างนั้นมีแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่ในห้องผ่าตัดเดินออกมาสอบถามญาติด้วยความแปลกใจว่า “น้องต้องจ่ายเงินด้วยหรือ” เมื่อญาติยืนยันว่าจ่ายไปแล้วตามที่เจ้าหน้าที่แจ้ง แพทย์ท่านนั้นกล่าวถึงกับแสดงความเห็นใจ ตอนนี้ครอบครัวเตรียมเดินทางไปร้องเรียนกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา วันอังคารที่จะถึงนี้“ตอนที่นั่งเฝ้าแม่ อยู่หน้าห้องผู้ป่วยวิกฤต ญาติผู้ป่วยรายอื่นๆ ที่นั่งอยู่ด้วยกันบ่นและคุยกันแต่เรื่องนี้ ว่าถูกเรียกเก็บเงินส่วนเกินค่ามัดจำก่อนผ่าตัดเหมือนกัน เจ้าหน้าที่บอกแค่ว่าเป็นเงินมัดจำ ถ้าใช้ไม่หมดจะคืนให้ แต่ก็ไม่มีใครรู้เลยว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดเท่าไหร่ และจะได้คืนจริงไหม” ลูกสาว ระบุผู้สื่อข่าวติดต่อสอบถามคุณหมอ ท่านหนึ่งทำงานอยู่จ.ยะลา ได้สะท้อนถึงปัญหาว่า ขณะนี้เริ่มมีการเรียกเก็บเงินเพิ่มจากคนไข้ในระบบสิทธิบัตรทอง 30 บาทอย่างผิดเงื่อนไข เป็นปัญหาที่ขยายวงกว้างไปในหลายแผนก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประชาชน มีผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัดสมองอย่างเร่งด่วน แต่ถูกโรงพยาบาลเรียกเก็บเงินเพิ่มจนคนไข้รายนั้นต้องดิ้นรนไปกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายเพื่อรักษาชีวิต คนไข้รายล่าสุดที่ต้องผ่าตัดด่วน คงไปกู้เงินมาน่าจะเดือดร้อนจริง ไม่รู้เขายืมเงินมาจากไหน ทราบว่าจะไปยื่นเรื่องกับ สสจ. อีกทางแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับข่าวสดออนไลน์https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_10311837
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
29/04/2024
30/04/2024
29/10/2024
14/11/2025
27/04/2026