คลังความรู้

Everyday knowledge for you

ประกันชีวิต

พี่ (ว่า) ดี...คู่ซี้ “ประกันชีวิต” !!!

19/11/2024

“โห  โชคดีมากเลยนะพี่ ที่รอดมาได้” “คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองนะพี่” “ถือว่าฟาดเคราะห์ไปนะครับ” ฯลฯหลากหลายประโยคที่ให้กำลังใจผู้ป่วย ผู้ซึ่งเพิ่งผ่านพ้นวิกฤติรุนแรงในชีวิต ไม่ว่าจากอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย แม้โชคดีที่รอดชีวิตมาได้ แต่อาจโชคร้ายที่ต้องกลายเป็นบุคคลทุพพลภาพ และใช้ชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป  ลองจินตนาการดูว่า หากต้องอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ จะรับมืออย่างไร เช่น การจัดสรรผู้ที่มาดูแลผู้ป่วย ค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งประเด็นเหล่านี้หลายคนอาจไม่เคยนึกถึง เพราะดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไกลตัว“หลายท่านที่ทำ ‘ประกันชีวิต’ จดจำได้แต่เพียงว่ามีทุนประกันชีวิตเท่าไหร่ แต่ไม่คุ้นกับสัญญาเพิ่มเติมประกันทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ดังนั้น หากเปิดกรมธรรม์ แล้วพบสัญญาแนบท้ายกรมธรรม์นี้ อาจจะเป็นความหวังดีของตัวแทนขาย ที่แนบสัญญานี้เพิ่มเข้าไป เนื่องจากเบี้ยประกันไม่สูงมากนักหรือบางแบบประกัน แถมสัญญาเพิ่มเติมนี้ฟรีด้วย โดยสัญญาเพิ่มเติมต่างๆ ที่แนบกับประกันชีวิต จะเป็นสัญญาปีต่อปี สามารถแจ้งยกเลิกสัญญาเพิ่มเติมในภายหลังได้” “ทุพพลภาพ” อ่านว่า ทุบ-พน-ละ-พาบ ตามความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554  หมายถึง หย่อนกำลังความสามารถที่จะประกอบการงานได้ตามปรกติ“ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง” คือ ไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปรกติอย่างสิ้นเชิง“ประกันภัยทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง” หรือ “TPD” (Total Permanent Disability) เป็นสัญญาประกันภัยเพิ่มเติม (Rider) ที่สามารถซื้อแนบกับสัญญาประกันชีวิต  ซึ่งผู้เอาประกันจะซื้อเพิ่มเติม หรือไม่ก็ได้โดยบริษัทประกันจะจ่ายเงินตามจำนวนเงินเอาประกันของสัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง  ให้แก่ผู้เอาประกันภัย แยกเป็น 2 กรณี คือ1. กรณีผู้เอาประกันภัยตกเป็นบุคคลทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง อันเป็นผลมาจากการบาดเจ็บหรือการเจ็บป่วย ซึ่งการบาดเจ็บหรือการเจ็บป่วยนั้น ทำให้ผู้เอาประกันภัย ไม่สามารถประกอบหน้าที่การงานในอาชีพใดๆ ได้โดยสิ้นเชิง และการทุพพลภาพนั้นต้องเป็นต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 180 วัน นับตั้งแต่วันที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นบุคคลทุพพลภาพ และการบาดเจ็บหรือการเจ็บป่วยนั้น ไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติและทำให้ผู้เอาประกันภัย ไม่สามารถประกอบหน้าที่การงานในอาชีพใดๆ ได้โดยสิ้นเชิงตลอดไป2. กรณีผู้เอาประกันภัยสูญเสียอวัยวะ ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้1. สูญเสียสายตาทั้งสองข้าง และไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้2. สูญเสียมือ สองข้าง หรือ เท้าสองข้าง หรือ มือหนึ่งข้างและ เท้าหนึ่งข้าง โดยการตัดออกตั้งแต่ข้อมือหรือข้อเท้า3. สูญเสียสายตา หนึ่งข้าง และไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้ และสูญเสียมือหรือเท้า ข้างหนึ่ง โดยการตัดออกตั้งแต่ข้อมือหรือข้อเท้า (ที่มา: บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต)ตัวอย่าง นายเอ  ทำประกันชีวิตด้วยทุนประกัน  2 ล้านบาท และซื้อสัญญาเพิ่มเติมทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ด้วยทุนประกัน 2 ล้านบาท ต่อมานายเอ ประสบอุบัติเหตุ จนต้องสูญเสียมือทั้งสองข้างตั้งแต่ข้อมือ สามารถเคลมสินไหม ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงได้ 2 ล้านบาทนาย บี  ทำประกันชีวิตด้วยทุนประกัน 1 ล้านบาท ซื้อประกันภัยโรคร้ายแรง 2 ล้านบาท ซื้อสัญญาเพิ่มเติมทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง 1 ล้านบาท ต่อมานายบีตรวจพบว่าเป็นมะเร็งที่สมอง ระยะรุนแรง และได้ทำการผ่าตัดแล้ว แต่ผลจากการผ่าตัด ทำให้ต้องเป็น อัมพาต นอนติดเตียง เป็นระยะเวลาเกิน 180 วัน    “กรณีของนายบี เคลมสินไหมโรคร้ายแรงได้ 2 ล้านบาท และต่อมา เคลมสินไหมทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงได้อีก 1 ล้านบาทสัญญาเพิ่มเติมโรคร้ายแรงและ สัญญาเพิ่มเติมทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ทั้งสองสัญญาเป็นอันยุติความคุ้มครอง ไม่ต้องชำระเบี้ยต่ออายุประกันอีกต่อไป เหลือเพียงเบี้ยประกันชีวิต ที่คนในครอบครัว ชำระเบี้ยต่ออายุประกันชีวิต หากนายบีเสียชีวิตในเวลาต่อมา สามารถเคลมสินไหมเสียชีวิตได้ 1 ล้านบาท”(หากซื้อสัญญาเพิ่มเติม ยกเว้นเบี้ยประกันชีวิต (WP; wave premium) ก็ไม่ต้องชำระเบี้ยประกันชีวิต)จะเห็นได้ว่า กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุ ถ้าโชคดีที่ไม่เสียชีวิต แต่หากโชคร้าย ที่ต้องกลายเป็นบุคคลทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  ต้องพึ่งพาบุคคลในครอบครัวช่วยเหลือดูแล หรือบางครอบครัว ต้องจ้างบุคคลภายนอกมาดูแล มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้ จะดำเนินต่อไปจนกว่าจะเสียชีวิตกันเลยทีเดียว หากมีโอกาสได้ตัดสินใจทำประกันชีวิตแล้ว แนะนำว่า ควรซื้อสัญญาเพิ่มเติมทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงแนบเข้าไปด้วย ซึ่งเบี้ยประกันภัยทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง (TPD) นั้นไม่ได้สูงมากนัก (ที่มา: บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต)ดังตัวอย่างต่อไปนี้เพศชาย อายุ 25 ปี เบี้ยประกันทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ทุนประกัน 2 ล้านบาท =960 บาทต่อปีเพศชาย อายุ 35 ปี  เบี้ยประกันทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ทุนประกัน 2 ล้านบาท = 960 บาทต่อปีเพศชาย อายุ 45 ปี  เบี้ยประกันทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ทุนประกัน 2 ล้านบาท =1,280 บาทต่อปีเพศชาย อายุ 55 ปี เบี้ยประกันทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ทุนประกัน  2 ล้านบาท =2,400 บาทต่อปีเพศหญิง อายุ 25 ปี เบี้ยประกันทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ทุนประกัน 2 ล้านบาท =260 บาทต่อปีเพศหญิง อายุ 35 ปี เบี้ยประกันทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ทุนประกัน  2 ล้านบาท = 360 บาทต่อปีเพศหญิง อายุ 45 ปี เบี้ยประกันทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ทุนประกัน  2 ล้านบาท =640 บาทต่อปีเพศหญิง อายุ 55 ปี เบี้ยประกันทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ทุนประกัน 2 ล้านบาท =1,540 บาทต่อปีสำหรับ “ความคุ้มครอง” และ “ข้อยกเว้นความคุ้มครอง” ของแต่ละบริษัทประกันก็จะมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกัน ซึ่งสามารถศึกษารายละเอียดก่อนทำประกัน กับ “นักวางแผนประกันชีวิต” ได้ ดังนั้น หากมีโอกาส “วางแผนทำประกันชีวิต” อย่าลืมเพิ่มสัญญาเพิ่มเติม “ประกันภัยทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง” (TPD) ด้วยแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ wealthythaihttps://www.wealthythai.com/en/updates/wealth-management/wealth-ez/23469

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

ชวนชมนิทรรศการภาพวาด “BAILEMOS" ผสานวัฒนธรรมไทยและโคลอมเบีย

19/11/2024

หากชื่นชอบศิลปะภาพวาดและการผสานวัฒนธรรม ไม่ควรพลาดงานนิทรรศการ “BAILEMOS" จากฝีมือการสร้างสรรค์ของ David Rodriguez (เดวิด โรดริเกซ) ศิลปินลูกครึ่งโคลอมเบีย-ฝรั่งเศส ซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชทูตโคลอมเบียประจำประเทศไทย ร่วมกับกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ เพื่อสานสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและโคลอมเบีย ผ่านภาพเขียนที่เต็มไปด้วยการผสมผสานทางวัฒนธรรม ตั้งแต่วันนี้ถึง 24 พฤศจิกายน 2567 ณ Art Exhibition Space ชั้น 5 สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรียมนิทรรศการ BAILEMOS เป็นโปรเจกต์งานศิลปะของศิลปินชื่อดัง David Rodriguez ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ผ่านผลงานภาพวาดที่สะท้อนถึงเรื่องราวของการผสมผสานความรุ่มรวยของวัฒนธรรมไทยเข้ากับวัฒนธรรมโคลอมเบียDavid Rodriguez (เดวิด โรดริเกซ) ศิลปินลูกครึ่งโคลอมเบีย-ฝรั่งเศสโดยการนำความงดงามของนาฏศิลป์ไทย อย่างรำไทย และโขน มาผสมผสานกับการเต้นรำอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโคลอมเบีย ออกมาเป็นผลงานภาพวาดล่าสุดที่นำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรก ที่สะท้อนผ่านการสร้างสรรค์ที่ศิลปินสะท้อนให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวอย่างมีจังหวะของการร่ายรำนั้นไม่แตกต่างจากลายเส้นของภาพวาดบนผืนผ้าใบที่ต่างทิ้งร่องรอยของสีสันและรูปทรงอันสดใสไว้เบื้องหลัง เมื่อลายเส้นและรูปทรงหลอมรวมกันคือจังหวะของการเต้นรำ โดยมีองค์ประกอบที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม และที่สุดแล้ว BAILEMOS คือการเคลื่อนไหวอย่างรื่นเริง เป็นการแสดงออกที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความมีชีวิตชีวาของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และประสบการณ์ของศิลปินนอกจากนั้นยังมีผลงานภาพวาดอันเป็นผลงานศิลปะที่นำพาให้ David ได้เดินทางไปจัดแสดงนิทรรศการมาแล้วทั่วโลก ซึ่งเป็นผลงานที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันและความอยากรู้อยากเห็นที่นำไปสู่การตั้งคำถามเชิงลึกเกี่ยวกับการสำรวจตนเองและการแสดงตัวตนของมนุษย์ภายในงานเปิด David ยังได้โชว์ Live Painting ยกสตูดิโอจัดแสดงการวาดภาพผสมผสานทางวัฒนธรรมสุดพิเศษให้แขกที่มาร่วมงานได้ชมอย่างใกล้ชิด ร่วมสัมผัสประสบการณ์การถ่ายทอดเรื่องราวที่เต็มไปด้วยการผสมผสานความงดงามทางวัฒนธรรมของไทยและโคลอมเบียด้วยผลงานภาพวาดอันทรงคุณค่าในงานนิทรรศการ BAILEMOS ได้ในวันที่ 14-24 พฤศจิกายน 2567 ณ Art Exhibition Space ชั้น 5 สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรียมแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับไทยรัฐออนไลน์https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2826238

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

ฝูงนกฟลามิงโกแห่งทะเลสาบ “ลาร์นาคา” ไซปรัส

19/11/2024

ทะเลสาบลาร์นาคา หรือ ลาร์นากา (Larnaka, Larnaca) เป็นทะเลสาบน้ำเค็มขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในประเทศไซปรัส ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองลาร์นาคา ครอบคลุมพื้นที่ราว 2.2 ตารางกิโลเมตรภาพ: สำนักข่าวซินหัวความสำคัญของทะเลแห่งนี้ ได้รับการประกาศให้เป็นพื้นที่คุ้มครองภายใต้กฎหมายไซปรัสเพื่อการคุ้มครองและการจัดการธรรมชาติและสัตว์ป่า และภายใต้คำสั่งที่อยู่อาศัยของยุโรป ในปี ค.ศ. 1997ทะเลสาบลาร์นาคา จึงนับเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญอีกแห่งของยุโรป เป็นหนึ่งในแหล่งที่อยู่อาศัยสำหรับนกน้ำ นานาชนิดภาพ: สำนักข่าวซินหัวในช่วงฤดูหนาว ทะเลสาบจะเต็มไปด้วยน้ำและเป็นที่อยู่อาศัยของบรรดานกอพยพ รวมถึง “นกฟลามิงโก” จำนวนหลายพันตัวที่จะมาอาศัยอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม พร้อมด้วยเป็ดป่าและนกน้ำชายฝั่งอื่นๆภาพ: สำนักข่าวซินหัวองค์ประกอบพื้นฐานที่สุดของห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศของทะเลสาบ คือ กุ้งน้ำเค็มขนาดเล็ก ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเมื่อนกฟลามิงโกและนกน้ำอื่นๆ ไม่สามารถหากุ้งเจอได้ พวกมันจะอพยพและเดินทางต่อไปยังทะเลสาบแห่งอื่นแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9670000110371

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

การทำงาน

ผลสำรวจเผย Gen Z น่ารำคาญที่สุดในที่ทำงาน แต่ก็คิดสร้างสรรค์กว่ารุ่นก่อน

19/11/2024

  •  เพื่อนร่วมงาน 29% มองชาว Gen Z เป็นคนที่น่ารำคาญที่สุดในการทำงาน โดย 3 อันดับแรกของลักษณะที่น่ารำคาญของวัยทำงานรุ่นนี้คือ ขาดจรรยาบรรณ พฤติกรรมขี้บ่น และการเรียกร้องสิทธิ  •  แต่ไม่ใช่ผู้ใหญ่ทุกคนที่มองวัยทำงานรุ่นใหม่เป็นแบบนั้น มีคนออกมาโต้แย้งว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป พวกเขาไม่ใช่คนเกียจคร้าน แต่มีวิสัยทัศน์มากกว่ารุ่นก่อนๆ  •  โดยทั่วไปแล้ว คนรุ่นก่อนๆ มักจะมีแนวโน้มที่จะทำมากกว่าที่เจ้านายคาดหวังไว้ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความเหนื่อยล้าก็ตาม แต่คนรุ่น Gen Z ไม่ยอมทำงานหนักเกินไปทำไมวัยทำงานคนรุ่นใหม่มักถูกมองว่าแปลกประหลาดในที่ทำงาน โดยที่ผ่านมามีการศึกษาวิจัยและผลสำรวจจำนวนไม่น้อยที่ชี้ว่า Gen Z ซึ่งมีอายุระหว่าง 18-27 ปี (ในปี 2024) นั้น มักจะใช้วิธีสื่อสาร วิธีทำงานที่ต่างออกไป หรือแม้แต่นำพาวัฒนธรรมแปลกๆ มาสู่ที่ทำงาน ล่าสุดมีรายงานจาก New York Post อ้างถึงผลสำรวจอีกชิ้นหนึ่งของ LLC.org (ผู้ให้บริการดูแลโครงสร้างทางธุรกิจในสหรัฐฯ) ที่สำรวจเกี่ยวกับลักษณะของวัยทำงานชาว Gen Z เช่นกัน โดยเผยผลสำรวจพบว่า เพื่อนร่วมงาน 29% มองชาว Gen Z เป็นคนที่น่ารำคาญที่สุดในการทำงาน ทั้งนี้ นักวิจัยจาก LLC.org ระบุด้วยว่า 3 อันดับแรกของลักษณะที่น่ารำคาญของวัยทำงานรุ่นนี้ก็คือ การขาดจรรยาบรรณในการทำงาน พฤติกรรมขี้บ่น และการเรียกร้องสิทธิตลอดเวลายิ่งไปกว่านั้น วัยทำงานคนรุ่นใหม่ยังจัดอยู่ในกลุ่มคนที่ “มีประสิทธิผลการทำงานน้อยที่สุด” เมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมงานในกลุ่มคนรุ่นมิลเลนเนียล (Gen Y), Gen X , Baby Boomerแซม เทย์เลอร์ (Sam Taylor) ผู้เชี่ยวชาญของ LLC.org กล่าวในแถลงการณ์ว่า “คนทุกเจเนอเรชันต่างก็มีนิสัยและทัศนคติที่แตกต่างกันไปในสถานที่ทำงาน แต่สำหรับคนรุ่น Gen Z ความหงุดหงิดบ่อยๆ ของพวกเขา ดูเหมือนจะมาจากแนวทางการรักษาสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน รูปแบบการสื่อสาร และความรู้สึกว่าตนมีสิทธิ์ในสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ”  •  พฤติกรรมของวัยทำงานคนรุ่นใหม่ ที่คนรุ่นก่อนไม่เข้าใจ-มองว่าแปลก  วัยทำงานชาว Gen Z เป็นกลุ่มเด็กจบใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ไม่กี่ปี พวกเขามักจะได้รับผลกระทบจากที่ทำงาน เช่น ความเครียด ความเหนื่อยหน่าย เนื่องจากแนวทางการทำงานที่แปลกใหม่ของพวกเขา อาจเข้ากันไม่ได้กับวัฒนธรรมองค์กรส่วนใหญ่ พวกเขาตกเป็นเป้าล้อเลียนในหลายๆ กรณี ยกตัวอย่างเช่น มีเด็กจบใหม่หลายคนที่พาพ่อแม่ไปสัมภาษณ์งานด้วย (เพื่อขอการสนับสนุน), พวกเขาขอออกจากงานก่อนเวลาเมื่อทำภารกิจทั้งหมดเสร็จแล้ว, พวกเขาอยากได้ความยืดหยุ่นในการทำงาน, พวกเขามีทัศนคติที่ไม่ใส่ใจ, ขาดประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริง ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้คนรุ่นก่อนๆ บางคนมองว่าพวกเขาขี้เกียจ บริษัทบางแห่งถึงขั้นไล่พวกเขาออกจากงานแต่ไม่ใช่ผู้ใหญ่ทุกคนที่มองวัยทำงานรุ่นใหม่เป็นแบบนั้น มีคนเจนอื่นๆ ที่เป็นเพื่อนร่วมงานกับ Gen Z หลายคนออกมาโต้แย้งว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป ยกตัวอย่างเช่น แซม ฮาร์ต (Sam Hart) คอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้านโลกการทำงานและองค์กร รุ่น Gen Y ยืนกรานว่า เพื่อนร่วมงานของเธอกลุ่มคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่คนเกียจคร้าน พวกเขามีวิสัยทัศน์มากกว่าเพื่อนร่วมงานรุ่นก่อนๆ แต่วัฒนธรรมการทำงานบางอย่างผลักให้พวกเขาไม่เข้ากับตลาดงาน “คนรุ่น Gen Z มีสิ่งสวยงามในตัว พวกเขาไม่ได้มีจรรยาบรรณในการทำงานที่แย่เสมอไป แต่เนื่องจากคนรุ่นนี้เกิดมาในยุคเศรษฐกิจตกต่ำและต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในชีวิตประจำวัน คนหนุ่มสาวเหล่านี้จึงเรียนรู้ว่าไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการดูแลตัวเอง” เธออธิบาย  •  คนรุ่นก่อนทำงานหนักเกินไปในสายตาชาว Gen Zฮาร์ต ได้เปรียบเทียบวิธีคิดของคนรุ่น Gen Z กับกลุ่มคนรุ่นมิลเลนเนียล กลุ่มคนที่มีอายุระหว่าง 28-42 ปี ที่มุ่งมั่นทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักจะมีแนวโน้มที่จะทำมากกว่าที่เจ้านายคาดหวังไว้ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความเหนื่อยล้าก็ตาม “โลกการทำงานของยุคก่อน มันเป็นสถานที่ที่บ้าคลั่งที่สุดจริงๆ” ฮาร์ตกล่าว เอริก้า เบิร์กเก็ตต์ (Erica Burkett) วัย 27 ปี เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เธอเล่าว่า การที่ผู้ใหญ่หลายคนมองว่าคนรุ่นใหม่ขี้เกียจนั้นไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง แทนที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงทัศนคติที่แปลกประหลาด แต่คนรุ่นใหม่ควรได้รับการเคารพในแง่ของการแสวงหาชีวิตที่มีสุขภาพดี นอกเหนือจากการตรากตรำทำงานเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว “เราไม่ได้ผูกมัดชีวิตของเราทั้งหมดไว้กับงานประจำ ที่นายจ้างไม่สนใจว่าเราจะอยู่หรือตาย คนรุ่นใหม่หลายคนก็ทำงานหนัก แถมมีความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานมากกว่าคนรุ่นก่อนๆ ซึ่งเป็นพวกคลั่งงานที่ทำงานหนักเกินไป คนรุ่นใหม่เพียงแค่พยายามก้าวออกจากกรอบชีวิตแบบนั้น” เธอ อธิบาย  •  Gen Z เติบโตมาในโลกที่ต่างออกไป ไม่แปลกที่พวกเขามองโลกการทำงานเป็นอีกแบบเทย์เลอร์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในโลกธุรกิจ มองตรงกันและบอกว่า วัยทำงานคนรุ่นใหม่เติบโตมาโดยเห็นคนรุ่นเก่าหมดไฟในการทำงาน ไม่แปลกที่พวกเขาจะต่อต้านความคิดแบบนั้น คนรุ่น Gen Z เติบโตมาในโลกที่แตกต่างออกไป และพวกเขากำลังนำค่านิยมและความคาดหวังใหม่ๆ มาสู่ที่ทำงาน ซึ่งทุกฝ่ายควรปรับตัวเข้าหากันหนึ่งในวิธีที่จะช่วยสร้างความกลมกลืนระหว่าง “วิถีการทำงานยุคใหม่” และ “วัฒนธรรมการทำงานดั้งเดิม” ให้ได้นั้น เทย์เลอร์แนะนำว่า นายจ้างต้องส่งเสริมให้เกิดการสนทนาเชิงบวกระหว่างพนักงานด้วยกัน รวมไปถึงการสนทนาที่น่ารำคาญด้วย ซึ่งทุกกลุ่มอายุต้องอดทนและพยายามเข้าใจกัน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและส่งเสริมการเข้าใจกันให้มากขึ้นแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1153078

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

จุดนัดพบคนรักงานศิลปะแห่งใหม่กับ “THM ART SPACE”

18/11/2024

ธีร์วริศ วิกรัยชยากูร และวิชิตพงศ์ นิธิเลิศวิวัฒน์เพราะศิลปะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจและแนวคิดการใช้ชีวิตให้กับใครหลายคนได้ โดยล่าสุด วิชิตพงศ์ นิธิเลิศวิวัฒน์ และธีร์วริศ วิกรัยชยากูร ผู้ก่อตั้ง “THE HAPPY MAISON” และ “THM ART SPACE” ได้จัดงานเปิดตัว “THM ART SPACE” จุดนัดพบคนรักงานศิลปะแห่งใหม่ ย่านศรีนครินทร์ สมุทรปราการ พื้นที่สำหรับศิลปินและผู้ที่รักในงานศิลปะทุกเพศทุกวัยให้ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยน และสร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับคนรักงานศิลปะทุกคนประภัสสร กาญจนสูตรโดยนิทรรศการเฉลิมฉลองการเปิดตัว “THM ART SPACE” จะพาทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษกับนิทรรศการศิลปะที่ชื่อว่า “จบแบบนี้ดีที่สุด” จากศิลปินแห่งยุค “เตยยี่” (teayii) หรือ เตย-ประภัสสร กาญจนสูตร ศิลปินชื่อดังที่มาสะบัดปลายปากกาสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกให้กับผู้ชมผลงานได้อย่างลึกซึ้งและเชื่อว่าคำภาษาไทยจะสามารถสร้างสรรค์ให้เป็นงานศิลปะได้ธีร์วริศ วิกรัยชยากูร , ประภัสสร กาญจนสูตร และวิชิตพงศ์ นิธิเลิศวิวัฒน์วิชิตพงศ์ นิธิเลิศวิวัฒน์ กล่าวถึงจุดเด่นของอาร์ตสเปซแห่งนี้ว่า “เรามีความตั้งใจที่อยากจะให้ศิลปะเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าเมืองเพื่อไปชมอาร์ตแกลลอรี่เสมอไป จึงเปิดอาร์ตสเปซแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นหนึ่งในตัวเลือกของคนรักงานศิลปะ ด้วยการนำเสนอพื้นที่ให้ศิลปินสามารถแสดงผลงานได้ โดยไม่ต้องเดินทางไปยังแกลเลอรี่ในกรุงเทพฯ พร้อมมอบบรรยากาศที่เป็นมิตรและสร้างสรรค์ ช่วยให้ผู้คนได้ใช้เวลาร่วมกัน ไม่ว่าจะมาเป็นครอบครัว เพื่อน หรือคู่รัก ภายในอาร์ตสเปซแห่งนี้ ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างความสุขและส่งต่อแรงบันดาลใจผ่านงานศิลปะได้ นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ในการแสดงผลงานและสร้างพื้นที่การแสดงออกทางศิลปะที่หลากหลายยิ่งขึ้น”สำหรับนิทรรศการ “จบแบบนี้ดีที่สุด” ผลงานศิลปินชื่อดัง “เตยยี่” (teayii) ที่มีผลงานอันโดดเด่นในการใช้คำเป็นสื่อกลางในการสะท้อนความรู้สึกภายในผลงาน โดยครั้งนี้จะนำเสนอการเล่าเรื่องความรักที่จบลงผ่านศิลปะประเภท Text Art ที่จะพาผู้ชมสัมผัสกับจุดจบของความรักผ่านเรื่องราวที่หลากหลาย จากการสัมภาษณ์บุคคลจำนวน 15 คนที่ยังเก็บของใช้แฟนเก่าเอาไว้ และนำของเหล่านั้นมาจัดแสดงร่วมกับของศิลปินอีก 5 ชิ้น พร้อมสร้างสรรค์ Text Art ขึ้นมา โดยของจัดแสดงทั้ง 20 ชิ้นนี้ ได้เล่าถึงความทรงจำที่เคยงดงามผ่านปลายปากกา ผู้ชมจะได้สำรวจความเปลี่ยนแปลงและความผูกพันที่แม้จะจบลงแต่ก็ยังสร้างความรู้สึกใหม่ที่ดีขึ้นได้เตยยี่ (teayii) กล่าวถึงคอนเซ็ปต์ของงานครั้งนี้ว่า “แนวคิดงานครั้งนี้มาจากคำว่า เคารพในความรักที่จบลงแล้ว เคารพในห้วงเวลาหนึ่งที่เราต่างได้รู้สึกผูกพัน และบางครั้งความทรงจำไม่จำเป็นต้องเจ็บปวดเสมอไป โดยทุกเรื่องราวในนิทรรศการนี้ล้วนเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับผู้คนรอบตัวเรา ทุกคนจะได้สัมผัสกับของใช้ที่เต็มไปด้วยความทรงจำ และได้รับแรงบันดาลใจในการก้าวผ่านความเจ็บปวดและเริ่มต้นชีวิตใหม่”ด้าน สานุพัฐ ศิริเสาร์ ผู้อำนวยการศิลป์ “THM ART SPACE” และ “Happy Group (1988)” ได้ร่วมออกแบบการจัดสรรพื้นที่กว่า 300 ตารางเมตร ร่วมกับศิลปินให้ตรงตามคอนเซ็ปต์และประสบการณ์ความรักในรูปแบบต่างๆ ผ่านนิทรรศการครั้งนี้ด้วยไปรยา อนันตรทรัพย์ด้าน มิ้วกี้-ไปรยา อนันตรทรัพย์ คนดังที่มาร่วมชมนิทรรศการครั้งนี้ได้เผยถึงมุมมองที่มีต่อความรักว่า “ส่วนตัวเรายังคงเชื่อว่าความรักคือสิ่งที่สวยงามอยู่เสมอ แม้ว่าเราจะผ่านเรื่องราวต่างๆ มาทั้งดีและไม่ดี หรือไม่ได้ประสบความสำเร็จในเรื่องของความรักอย่างที่คิด แต่ความรักในแต่ละครั้งก็ถือเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องราวมากมายอยู่เสมอ อย่างตอนนี้แม้จะโสดสนิทเราก็ได้เรียนรู้หลายสิ่งในความสัมพันธ์ที่หลากหลาย ทำให้เข้าใจว่าคนเรามีลักษณะที่แตกต่างกันก็ย่อมมีความคิดที่แตกต่างกันออกไป และเข้าใจถึงมุมมองความรักที่เปิดกว้างมากขึ้น ว่าความรักไม่ได้มีแค่เธอกับฉัน มันมีอะไรที่มากกว่านั้น และเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าบทสรุปของความรักอาจไม่ได้ลงเอยแบบแฮปปี้เสมอไป ซึ่งงานที่จัดขึ้นนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นนิทรรศการที่เราจะได้สัมผัสเรื่องราวความรักที่ผ่านมาของใครหลายคน และจะทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่า ไม่ว่าความสัมพันธ์จะจบแบบไหนก็อยากให้ทุกคนยอมรับในสิ่งที่ได้ตัดสินใจไปแล้ว และอยู่กับปัจจุบันที่เราเป็นคนเลือกเอง อยากให้ทุกคนมาดูนิทรรศการครั้งนี้เพราะคิดว่าน่าจะช่วยสร้างมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับความรักได้”ธนายุทธ ฐากูรอรรถยา และพงศกร พลสันติกุลนิทรรศการแห่งนี้จะพาผู้ชมดำดิ่งสู่โลกของความรู้สึกและความทรงจำผ่านตัวอักษรที่ถ่ายทอดเรื่องราวของความรักที่จบลง โดยเปิดให้เข้าชมฟรีตลอด 2 เดือนส่งท้ายปี ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ถึง 27 ธันวาคม 2024 ในเวลา 10.00 น. - 18.00 น. ปิดทุกวันพุธมรุวุตม์ บูรณศิลปินสำหรับผู้ที่สนใจไม่ควรพลาดโอกาสที่จะได้ชื่นชมผลงานศิลปะที่เต็มไปด้วยความรู้สึกและกลับบ้านไปพร้อมกับความเข้าใจใหม่ใน ‘การเปลี่ยนแปลง’ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและนิทรรศการใหม่ๆ ได้ทาง Social Media ของ THM Art Space และ The Happy Maison ได้แก่ Instagram/Facebook: thehappymaison, THM.artspace, Official Line: @thehappymaison, Call: 06-4138-5566 และทาง Website: www.thehappymaison.comอาภากร ฮ้อแสงชัยแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/celebonline/detail/9670000105946

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

“แกรนด์แคนยอน” สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของอเมริกา ฤดูหนาวก็น่าเที่ยว

18/11/2024

อุทยานแห่งชาติแกรนด์แคนยอน (Grand Canyon National Park) นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของอเมริกา มีผู้มาเยือนเกือบ 5 ล้านคนในแต่ละปี และในบรรดานักท่องเที่ยวเหล่านั้น มีจำนวนราว 270,000 คน มาเที่ยวในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากผู้คนไม่มาก และไม่ต้องกังวลกับความร้อนระอุแกรนด์แคนยอน ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากเมืองวิลเลียมส์ รัฐแอริโซนา ประมาณ 96 กิโลเมตร เป็นสถานที่ที่เหล่านักท่องเที่ยวรู้จักกันดีในเรื่องทัศนียภาพอันน่าทึ่ง ด้วยขนาดของโตรกผา และขุนเขาสูงตระหง่านPhoto: Facebook Grand Canyon National Parkภูเขาที่มียอดแบนและลาดชัน จะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะในฤดูหนาว เป็นการเปลี่ยนแปลงทิวทัศน์ตามฤดูกาลที่โดดเด่น สภาพอากาศอาจคาดเดาไม่ได้ ดังนั้นกรมอุทยานแห่งชาติจึงแนะนําให้นักท่องเที่ยวตรวจสอบรายงานสภาพอากาศบ่อยๆ และเตรียมพร้อมสําหรับสภาพหิมะ น้ําแข็ง และ/หรือโคลนการเที่ยวชมส่องสัตว์ป่าในหุบเขา ก็เป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมตลอดทั้งปี และสัตว์จํานวนมากยังคงปรากฏตัวในช่วงฤดูหนาว ดังนั้นจึงมีโอกาสที่ดีที่จะได้เห็นกวางเอลค์ หรือแร้งแคลิฟอร์เนียในช่วงนอกฤดูPhoto: Facebook Grand Canyon National Parkโดยปกติแกรนด์แคนยอน แบ่งออกเป็น 3 พื้นที่หลักที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ได้แก่ Grand Canyon West, South Rim และ North Rim (ปิดช่วงฤดูหนาว)ในขณะที่ North Rim ปิดในช่วงฤดูหนาว Grand Canyon West หรือฝั่งตะวันตก ยังเปิดให้บริการ และคงความงดงาม และเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวจะพบ Grand Canyon Skywalk ที่มีชื่อเสียง หนึ่งในสะพานกระจกที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นสะพานรูปเกือกม้าสูงประมาณ 150 ถึง 240 เมตร เหนือพื้นหุบเขาด้านล่าง เป็นจุดที่สามารถเพลิดเพลินกับทัศนียภาพอันงดงามได้hoto: Facebook Grand Canyon National Parkอย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่าส่วนที่สวยงามที่สุดของหุบเขา คือ South Rim และนั่นคือภาพที่คนส่วนใหญ่คาดหวังที่จะได้เจอเมื่อมาเยือนอุทยานแห่งชาติแห่งนี้South Rim เปิดให้เที่ยวชมในฤดูหนาว โดยมีตัวเลือกมากมายสําหรับการพักผ่อนหย่อนใจ รวมถึงเส้นทางเดินป่า การดูดาว รวมถึงพิพิธภัณฑ์ในสถานที่ และศูนย์บริการนักท่องเที่ยวผู้เข้าชมยังสามารถขึ้นรถไฟแกรนด์แคนยอนได้อีกด้วย ตามที่ระบุไว้ในเว็บไซต์ Grand Canyon Railway & Hotel รถไฟออกเดินทางทุกวันจากวิลเลียมส์ โดยมีรถรางโบราณพาผู้โดยสารไปยัง South Rim ของแกรนด์แคนยอน นักดนตรีและตัวละครคาวบอยคอยมอบความบันเทิงตลอดการเดินทางซึ่งใช้เวลา 2 ชั่วโมง 15 นาทีข้อมูลเพิ่มเติม https://www.nps.gov/grca/index.htmhoto: Facebook Grand Canyon National Parkแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9670000110605

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

สุขภาพ

เปิด 10 อันดับ โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในประเทศไทย ประจำปี 2024 มีที่ไหนบ้าง

18/11/2024

"เปิด 10 อันดับ โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในประเทศไทย ประจำปี 2024 มีทั้งรัฐบาลและเอกชน มีที่ไหนติดโผบ้าง เช็กกันเลย"ทางด้าน นิตยสาร Newsweek ร่วมกับ Statista เว็บไซต์วิจัยและเก็บสถิติชั้นนำ มีการเผยผลการจัดอันดับโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในประเทศไทย ปี 2024 ซึ่งมีทั้งโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน พิจารณาจากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ที่ร่วมตอบแบบสำรวจออนไลน์มีการให้เกณฑ์การตัดสินการจัดอันดับโดยวัดจาก Online Survey, Patient Satisfaction, Hospital Quality Metrics และ PROMs Implementation Survey ประกอบด้วยโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน ดังนี้1. โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์                           93.00%     กรุงเทพมหานคร2. โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์       87.34%     กรุงเทพมหานคร3. โรงพยาบาลสมิติเวช                                84.15%     กรุงเทพมหานคร4. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย   83.92%     กรุงเทพมหานคร5. โรงพยาบาลรามาธิบดี                              83.72%     กรุงเทพมหานคร6. โรงพยาบาลเมดพาร์ค                              76.54%     กรุงเทพมหานคร7. โรงพยาบาลกรุงเทพ                                75.32%     กรุงเทพมหานคร8. โรงพยาบาลธนบุรี                                    71.90%     กรุงเทพมหานคร9. โรงพยาบาลพระรามเก้า                            71.79%     กรุงเทพมหานคร10. โรงพยาบาลราชวิถี                                 71.77%     กรุงเทพมหานครแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับไทยนิวส์ออนไลน์https://www.thainewsonline.co/news/877720

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ธุรกิจไทย ในยุคโลกเปลี่ยน

15/11/2024

Beautiful architecture in bangkok city skyline at night in Thailand - Filter effectคอลัมน์ : Smart SMEsผู้เขียน : ดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์ กรุงศรี SMEเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ธนาคารกรุงศรีได้มีการจัดสัมมนาเพื่อลูกค้าธุรกิจ Krungsri Business Forum 2024 ในธีม Business Titans : Breaking the Ground to Win ซึ่งดิฉันได้มีโอกาสเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเสวนาย่อยบนเวทีในหัวข้อ “ธุรกิจไทยในยุคที่โลกเปลี่ยน (Resilience Strategies in a Changing Business Landscape)” ร่วมกับคุณพลพัฒน์ อัศวะประภา ผู้ก่อตั้ง อาซาว่า กรุ๊ป และคุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ CEO บริษัท PaySolutions, Creden, Fino Efra Fundซึ่งทั้งสองเป็นผู้ประกอบการธุรกิจที่ผ่านร้อนผ่านหนาวจนสามารถประสบความสำเร็จในปัจจุบัน เลยถือโอกาสมาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งในเสวนาเราได้พูดคุยกันถึงความท้าทายที่ SMEs ในประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ รวมถึงแนวทางที่สามารถช่วยให้ธุรกิจพัฒนาและก้าวข้ามอุปสรรคที่พบได้ทั้งนี้ ปัญหาหลักที่ SMEs ไทยต้องเผชิญตลอดมานั้นมีอยู่สองปัจจัยคือ ต้นทุนที่สูงและการแข่งขันที่รุนแรง เริ่มต้นจากปัญหาต้นทุนที่สูง SMEs ไทยส่วนใหญ่เมื่อเริ่มต้นธุรกิจมักจะใช้แรงงานเป็นหลัก ซึ่งทำให้ค่าแรงงานกลายมาเป็นภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอยู่เสมอขณะที่การนำเทคโนโลยีหรือเครื่องจักรมาใช้ตั้งแต่เริ่มต้นอาจไม่ใช่ทางเลือกที่เป็นไปได้สำหรับหลาย ๆ ธุรกิจ การต้องเผชิญกับต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นนี้ ทำให้ SMEs ต้องหาวิธีลดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน อีกทั้งเริ่มมีการกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ หรือ ESG ที่จะเข้ามากดดันให้ธุรกิจต้องปฏิบัติตามแม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่ดีในการรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ในมุมมองของ SMEs มันก็เป็นต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อมาคือเรื่องของการแข่งขัน ซึ่งเป็นอีกปัญหาหลักที่ SMEs ไทยต้องเผชิญ การแข่งขันในตลาดมาจากทุกทิศทาง ทั้งการแข่งขันระหว่าง SMEs ด้วยกันเอง การแข่งขันจากผู้เล่นรายใหญ่ และการแข่งขันจากตลาดออนไลน์ทั่วโลกโดยเฉพาะสินค้าจากประเทศจีนที่เข้ามาทำตลาดในราคาที่ถูกมาก จนบางครั้งทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ ผู้ประกอบการบางรายพยายามลดราคาสินค้าเพื่อตอบโต้กับการแข่งขันนี้ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาในระยะยาว การลดราคาจนถึงจุดที่ไม่สามารถรักษาคุณภาพได้อาจทำให้ธุรกิจเสียฐานลูกค้าและในที่สุดก็สูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดไปอย่างถาวรซึ่งในเสวนา ก็ได้มีการเสนอแนวทางเพื่อการพัฒนา SMEs ไทยในระยะยาว ได้แก่ การสร้างแบรนด์และเพิ่มมูลค่าสินค้า แทนที่จะเน้นการแข่งขันด้านราคา ควรเปลี่ยนจากการผลิต OEM ไปสู่การสร้างแบรนด์ของตนเองมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการ มีการลงทุนใน R&D เพื่อสร้างสินค้าที่มีคุณภาพและตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น และเพิ่มมูลค่าผ่านการสร้างความผูกพันกับลูกค้ารวมทั้งควรนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้ เช่น AI และการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อปรับปรุงธุรกิจ ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันสุดท้ายนี้ อยากจะย้ำถึงความสำคัญของการทำให้ธุรกิจ SMEs ไทยสามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในตลาดที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนอกจากจะต้องมีการสร้างแบรนด์ที่มีคุณค่า การใช้เทคโนโลยีในการขับเคลื่อนธุรกิจ จะต้องมีการร่วมมือและสร้างเครือข่ายธุรกิจ รวมการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ให้กับทั้งตนเองและพนักงานอยู่เสมอล้วนเป็นแนวทางสำคัญที่ SMEs ไทยควรนำมาใช้เพื่อสร้างความยั่งยืนและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวในโลกที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ความสามารถในการปรับตัวและการสร้างความแตกต่างคือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการอยู่รอดของ SMEs ไทยแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1694310

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

สุขภาพ

4 เหตุผล ‘โรคอ้วน’ เสี่ยงมะเร็ง 13 ชนิด แพทย์ดังเผยน้ำหนักตัวเหมาะสม ลดการเป็นได้จริง!

15/11/2024

4 เหตุผล ‘โรคอ้วน’ เพิ่มเสี่ยงมะเร็งกว่า 13 ชนิด แพทย์ดังเผยยิบ พฤติกรรมสาเหตุ ‘น้ำหนักตัวเหมาะสม’ ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้จริง!ท่ามกลางเทรนด์รักสุขภาพที่ใครๆ ก็ต่างจับตามองว่าเป็นเทรนด์ที่กำลังจะมาเปลี่ยนพฤติกรรมให้ผู้คนทั่วโลก ในอีกมุมหนึ่ง โรคที่ยังคงขยายตัวมากขึ้นทั่วโลกและยังไม่มีท่าที่ว่าจะมีเทรนด์ไหนมาล้มล้างได้คือ ‘โรคอ้วน’โรคอ้วนเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของผู้คนทั่วโลก เพราะภาวะน้ำหนักเกินเพิ่มความเสี่ยงในโรคหลายชนิด เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea; OSA) ปัญหาข้อต่อ ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ โรคเบาหวานประเภทที่สอง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง และโดยเฉพาะ เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งกว่า 13 ชนิดอ้างอิงจากข้อมูลในปี พ.ศ.2563 จากสหพันธ์โรคอ้วนโลก (World Obesity Federation) ผู้คนราว 1 พันล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาโรคอ้วน และสำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าปี พ.ศ.2566 คนไทยมีปัญหาน้ำหนักเกินและอ้วน 48.35% แถมตัวเลขเหล่านี้ยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วยนายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และบีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และนายกสมาคมแพทย์ฟื้นฟูสุขภาพและส่งเสริมการศึกษาโรคอ้วน กรุงเทพ (BARSO) และ ศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพวัฒโนสถขอรณรงค์ให้สังคมตระหนักเห็นภัยร้ายของโรคอ้วน และหยุดการเพิ่มขึ้นของวิกฤตโรคอ้วน เพื่อเป็นอีกหนึ่งวิธีในการลดจำนวนผู้ป่วยมะเร็ง โรคที่คร่าชีวิตของผู้คนไปมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเพราะแม้ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งจะมีหลายปัจจัย แต่การรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้จริงแล้วโรคอ้วนสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งขนาดนั้นจริงหรือ?นายแพทย์ธีรวุฒิกล่าวว่า ทั่วโลกพบโรคอ้วนเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง 3.9% คิดเป็น 544,300 ราย และโรคอ้วนยังมีผลต่อการรักษาในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งแล้ว โดยผู้ป่วยมะเร็งที่มีภาวะอ้วนมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นกว่าผู้ป่วยที่ไม่อ้วน 17% และผลแทรกซ้อนจากการรักษาก็มากขึ้นด้วย รวมถึงมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำ สูงขึ้น 13% โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่โรคอ้วนก่อให้เกิดมะเร็งได้อย่างไรนายแพทย์ธีรวุฒิอธิบายกลไกเกี่ยวกับโรคอ้วนต่อความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง ดังต่อไปนี้ ว่า1. เนื้อเยื่อไขมัน (Adipose tissue) ทำหน้าที่ปล่อยสารเคมีและเอนไซม์ออกมาเป็นฮอร์โมนเพศชายและหญิง (Estradiol และ Androgen) การที่มีการสร้างฮอร์โมนมากเกินไปกว่าฮอร์โมนเดิม จึงสัมพันธ์กับการเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งรังไข่ และมะเร็งอื่นๆ2. โรคอ้วนทำให้เกิดภาวะอินซูลินสูง (Hyperinsulinemia) และสาร Insulin-like growth factor 1 (IGF-1) สูงขึ้นผิดปกติ และคนอ้วนมักมีภาวะดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin-resistance) จึงเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานและมะเร็ง3. เนื้อเยื่อไขมัน (Adipose Tissue) จะปล่อยสารเคมี ชื่อว่าอดิโพไคน์ (Adipokine) มาหลายชนิด เช่น สารเลปติน (Leptin) ทำให้เกิดการอักเสบ และเร่งการเจริญเติบโตของเซลล์ ยับยั้งการตายโดยธรรมชาติอย่างเป็นระบบของเซลล์ (Apoptosis) แต่ในขณะเดียวกันโรคอ้วนกลับทำให้สาร อะดิโพเนคติน (Adiponectin) ซึ่งมีหน้าที่ยับยั้งการขยายตัวของเซลล์กลับลดน้อยลง ดังนั้นเซลล์จึงมีการเติบโตผิดปกติจนกลายเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด4. เนื้อเยื่อไขมันยังเป็นตัวการทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง เช่น มะเร็งในท่อน้ำดี มะเร็งตับ และมะเร็งอื่นๆ นอกจากนี้ สารอดิโพไคน์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันมะเร็งอ่อนแอลง และเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของเนื้อเยื่อที่ทำให้เกิดมะเร็งได้ง่ายแม้โรคอ้วนจะไม่ได้ทำให้เกิดมะเร็งโดยตรง แต่ก็ส่งผลต่อร่างกายจนทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นนายแพทย์ตนุพลเสริมว่า การหลั่งฮอร์โมนไขมันที่ผิดปกติส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันลดประสิทธิภาพลง การทำงานเซลล์เพชฌฆาต หรือ NK-cell (Natural Killer cell) เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ตรวจจับและทำลายเซลล์มะเร็ง ก็ได้รับผลกระทบด้วยนั่นเอง จึงเป็นสาเหตุที่ความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งนั้นจะเพิ่มสูงขึ้นตามน้ำหนักตัวพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพเป็นสาเหตุให้ความเสี่ยงมะเร็งเพิ่มสูงขึ้นการบริโภคพลังงานมากเกินกว่าความต้องการของร่างกายเป็นระยะเวลานาน เป็นสาเหตุของโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อื่นๆ นอกจากพลังงานส่วนเกินแล้ว อาหารบางประเภทมีความสัมพันธ์ชัดเจนต่อการเกิดโรคเบาหวานประเภทที่สอง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคมะเร็งข้อมูลจาก The International Agency for Research on Cancer (IARC) หรือแผนกวิจัยเรื่องโรคมะเร็งขององค์การอนามัยโลก (WHO)  จัดให้ เนื้อสัตว์แปรรูป (Processed Meat) หรือเนื้อสัตว์ทุกประเภทที่ได้รับการเก็บรักษาโดยการรมควัน การหมักเกลือ การบ่ม หรือการบรรจุกระป๋อง เช่น ไส้กรอก ซาลามี่ แฮม เบคอน กุนเชียง ลูกชิ้น หมูยอ เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ (กลุ่มที่ 1)โดยมีหลักฐานที่เพียงพอในมนุษย์ว่าการบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูปทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ และกระเพาะอาหาร  และจัดให้ เนื้อแดง (Red Meat) ได้แก่ เนื้อวัว เนื้อแกะ เนื้อหมู อยู่ที่กลุ่ม 2A มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์ผู้ร้าย คือ สารกันเสีย ‘ไนเตรท’ หรือ ‘ไนไตรท์’ ซึ่งถูกเติมลงไปในขั้นตอนแปรรูปเนื้อสัตว์ เพื่อถนอมอาหาร ปรุงแต่งสีและรสชาติ แต่สารนี้กลายเป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogen) ภายในร่างกายเกิดเป็น สารไนโตรซามีน (Nitrosamines) เป็นกลุ่มของสารประกอบเอ็นไนโตรโซ (N-nitroso-compounds; NOCs) อีกทั้ง สารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons; PAHs) ที่เกิดระหว่างกระบวนการแปรรูป และการปรุงอาหารโดยการอบ ปิ้ง ย่าง เป็นต้นในเนื้อแดงเองมีสารสีแดงในเม็ดเลือดแดง หรือ ฮีม (Heme Iron) ซึ่งสามารถเร่งการสร้างสารก่อมะเร็งอย่างสารประกอบเอ็นไนโตรโซ (NOCs) ได้เช่นกัน รวมทั้งการประกอบอาหารที่ใช้ความร้อนสูง เช่น การทอด การปิ้งย่าง ในอาหารประเภทเนื้อสเต๊ก เบอร์เกอร์ หมูกระทะ สามารถทำให้เกิดสารก่อมะเร็งจำพวก เฮเทอโรไซคลิกแอโรแมติกเอมีน (Heterocyclic Aromatic Amines; HAA) และสารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) ได้เช่นกัน ซึ่งพบว่าสารเหล่านี้สามารถทำลายเซลล์ผนังลำไส้ได้มีข้อมูลชี้ให้เห็นว่า การรับประทานเนื้อสัตว์แปรรูปวันละ 50 กรัม หรือเพียงแค่ 3 ช้อนกินข้าว เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ถึง 18% และเพิ่มความเสี่ยงการเกิดเบาหวานประเภทที่ 2 ได้สูงถึง 51%นอกจากนี้ การบริโภคเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปในปริมาณที่สูงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคอ้วน เนื้อแดงและเนื้อแปรรูป ถูกจัดเป็นเนื้อสัตว์พลังงานสูง มีคอเลสเตอรอล และไขมันอิ่มตัวปริมาณมาก รวมถึงวิธีปรุงประกอบเนื้อแดงและเนื้อแปรรูป มักใช้น้ำมัน เนย น้ำตาล หรือรับประทานคู่กับคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ผู้ที่บริโภคเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปมีแนวโน้มรับประทานอาหารพลังงานสูง และน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นนายแพทย์ตนุพลแนะนำให้รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ควบคู่กับการออกกำลังกาย พฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อดูแลน้ำหนักตัวให้เหมาะสมและลดความเสี่ยงมะเร็งจะมีหลายอย่างด้วยกัน โดยเริ่มต้นด้วยการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดความเสี่ยงโรคอ้วน และป้องกันการเกิดมะเร็งได้  •  เริ่มต้นจากอาหารที่ดีต่อสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง นายแพทย์ตนุพลแนะนำให้ลดการบริโภคเนื้อแดงและเนื้อสัตว์แปรรูปให้น้อยที่สุด และเลือกรับประทานโปรตีนจากพืช เช่น กลุ่มถั่วเมล็ดแห้ง (ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา ถั่วลูกไก่) เต้าหู้ขาว เทมเป้ และโปรตีนเนื้อขาวไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ไม่ติดหนัง ไข่ขาว เป็นต้น แต่สิ่งสำคัญคือการรับประทานผักหลากหลายชนิด ธัญพืชไม่ขัดสี เห็ดต่างๆ และเลือกแหล่งโปรตีนจากเต้าหู้หรือถั่วหลากชนิดนายแพทย์ตนุพลแนะนำแนวทาง การรับประทานอาหารแบบ Plant-based diet ซึ่งเน้นการรับประทานอาหารจากพืชที่ไม่ผ่านการแปรรูป (Whole food, plant-based diet) ซึ่งเคร่งครัดน้อยกว่าการรับประทานมังสวิรัติและไม่มีรูปแบบตายตัว แต่มุ่งเน้นในเรื่องสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารจากพืชเป็นหลักมีงานวิจัยมากมายชี้ให้เห็นว่าการรับประทาน Plant-based diet ไม่เพียงแต่ช่วยลดอัตราการเกิดโรคมะเร็ง แต่ยังลดความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ (NCDs) ด้วย ทั้งโรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานประเภทที่สอง เป็นต้นการลดปริมาณไขมันจากเนื้อสัตว์ ยังช่วยให้การรักษาน้ำหนักตัวทำได้ดีขึ้น และการรับประทานใยอาหารที่เพิ่มขึ้น ทำให้รู้สึกอิ่มท้องยาวนาน มีการศึกษาในผู้สูงอายุ 9,633 คน ตีพิมพ์ในวารสาร Epidemiology ปี ค.ศ.2019 โดยจัดทำเป็นคะแนนการบริโภคพืชผัก รายงานว่าผู้สูงอายุที่มีคะแนนการบริโภคพืชผักเพิ่มขึ้น ทุก 10 คะแนน จะมีรอบเอวลดลง 2 เซนติเมตร และมีไขมันลดลง 1.1%  •  การออกกำลังกายช่วยลดเซลล์มะเร็งในกระแสเลือดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งหลายชนิด เช่น ช่วยควบคุมฮอร์โมนที่มีส่วนในการเกิดมะเร็ง ส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เร่งการเคลื่อนผ่านของอาหารในลำไส้ จึงสามารถลดการสัมผัสต่อสารก่อมะเร็งในทางเดินอาหาร และช่วยควบคุมน้ำหนักตัวและป้องกันโรคอ้วนงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสารทางการแพทย์ PLoS One ในปี ค.ศ.2018 แสดงให้เห็นถึงผลดีของการออกกำลังกาย แบบแอโรบิก (Aerobic Exercise) อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ช่วยลดเซลล์มะเร็งในกระแสเลือดของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 1-3 ซึ่งการพบเซลล์มะเร็งในกระแสเลือด แสดงถึงความเสี่ยงของการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งที่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า และความเสี่ยงของการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า สอดคล้องกับงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสารทางการแพทย์ Journal of Clinical Oncology ปี ค.ศ.2006 รายงานว่า ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3 ที่มีกิจกรรมทางกายดี ช่วยลดความเสี่ยงของการกลับมาเป็นซ้ำได้ถึง 40% และลดการเสียชีวิตได้ 63%การดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคมะเร็ง ต้องอาศัยการดูแลสุขภาพองค์รวม ทั้งเรื่องของอาหาร การออกกำลังกาย อารมณ์ การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ และการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่มีมลพิษ ด้วยการใช้ชีวิตประจำวันที่ดีต่อสุขภาพ (Healthy Lifestyle)“เพราะสุขภาพดีคือสมบัติที่สำคัญที่สุด”แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับมติชนออนไลน์https://www.matichon.co.th/lifestyle/news_4767979

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

3 ศิลปินไทย ถ่ายทอดผลงานธีม “ฤดูกาลสีสัน” ในนิทรรศการ อาร์ต พรอเมอนาด ครั้งที่ 2

15/11/2024

โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ มีความยินดีที่จะนำเสนอนิทรรศการ ‘อาร์ต พรอเมอนาด’ ครั้งที่ 2 ภายใต้ธีม “ฤดูกาลสีสัน” ที่จะจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ จนถึง 15 มกราคม 2568 โดยนิทรรศการครั้งนี้ได้รวบรวมผลงานของศิลปินไทยผู้มีชื่อเสียง 3 ท่าน ได้แก่ ศาสตราจารย์ อริยะ กิตติจรูญวิวัฒน์ ดาว วสิษฐ์ศิริ และ ปุณยนุช มหาสม (เกรซี่) ซึ่งแต่ละท่านมีมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ในการถ่ายทอดความงามของวัฒนธรรมไทยผ่านผลงานศิลปะนิทรรศการ ‘อาร์ต พรอเมอนาด’ นี้เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของโรงแรมในการสนับสนุนศิลปะและเชิดชูศิลปินไทย ซึ่งนับตั้งแต่วันแรกที่โรงแรมแห่งนี้เปิดทำการได้รวบรวมงานศิลปะเป็นส่วนสำคัญในการตกแต่งและมอบความเพลิดเพลินแก่แขกผู้เข้าพัก โดยมีผลงานศิลปะมากกว่า 2,000 ชิ้น ความมุ่งมั่นนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของแบรนด์เคมปินสกี้ในการสนับสนุนพื้นที่สำหรับศิลปินในการจัดแสดงผลงาน เพื่อแสดงความคิดสร้างสรรค์และเพิ่มคุณค่าทางวัฒนธรรม ให้แก่ทั้งแขกและชุมชนท้องถิ่นได้มีโอกาสในการเข้าชมผลงานรวมถึงนำเสนอผลงานโดยตัวศิลปินเองอีกด้วยศิลปินและไฮไลท์ของนิทรรศการศาสตราจารย์อริยะ กิตติเจริญวิวัฒน์ ประติมากรไทยผู้มีชื่อเสียงและนักการศึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ได้สร้างสรรค์ผลงานที่เน้นการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ รูปปั้นของศาสตราจารย์อริยะสื่อถึงวัฏจักรของการเติบโต การเสื่อมสลายและการเกิดใหม่ ผสมผสานความอ่อนโยนและโครงสร้างที่ทรงพลัง เพื่อสะท้อนถึงความกลมกลืนระหว่างมนุษย์และธรรมชาติดาว วาสิกศิริ ช่างภาพไทยผู้ได้ใช้ชีวิตในหลายประเทศและหลากหลายวัฒนธรรม ถ่ายทอดมุมมองอันลึกซึ้งต่อวัฒนธรรมไทยผ่านประสบการณ์ที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นทั้งคนนอกและคนใน ผลงานของคุณดาวเน้นดอกบัว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์และความเข้มแข็ง สะท้อนถึงความสามัคคี สันติภาพและความเชื่อมโยงกัน ภาพถ่ายของคุณดาวเป็นการบอกเล่าเรื่องราวที่เผยให้เห็นถึงพลังของธรรมชาติและความงดงามของความผูกพันปุญณ์ยนุศ มหาโสม หรือที่รู้จักกันในนาม เกรซี่ ศิลปินวัย 7 ขวบ ถ่ายทอดมุมมองที่สดใสและเต็มไปด้วยชีวิตชีวาของเธอต่อโลก ผลงานของเธอได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติรอบตัวในจังหวัดตราด ซึ่งเป็นสถานที่แห่งความทรงจำในวัยเด็กของเธอ ภาพวาดสีสันสดใสของเกรซี่ อาทิ เดอะ ทรี ออฟ เคอริออซิตี้ (The Tree of Curiosity) และ เดอะ สตรอม ออฟ แทงคิวริตี้ (The Storm of Tranquility) เชิญชวนให้ผู้ชมได้สัมผัสมุมมองอันสดใสและงดงามของเธอต่อธรรมชาตินิทรรศการนี้จัดขึ้นเพื่อให้โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เป็นเวทีให้ศิลปินไทยได้แสดงผลงานสู่สายตาชาวต่างชาติ หลังจากประสบความสำเร็จในครั้งแรก ‘อาร์ต พรอเมอนาด’ ยังคงเดินหน้าต่อเพื่อเฉลิมฉลองความคิดสร้างสรรค์และความหลากหลายของศิลปะไทย“เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมจัดงานนิทรรศการ ‘อาร์ต พรอเมอนาด’ เพื่อให้แขกและผู้เยี่ยมชมได้สัมผัสวัฒนธรรมไทยผ่านงานศิลปะ” มร. มานิช นัมเบียร์ รองประธานฝ่ายปฏิบัติการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เครือโรงแรมเคมปินกี้ และกรรมการผู้จัดการโรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ กล่าว “การจัดงานครั้งที่สองนี้ได้ยกระดับแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ รวมถึงเชิญศิลปินตัวน้อย ซึ่งแน่นอนเธอจะเป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการศิลปะ เราหวังว่าทุกท่านที่มาเยี่ยมชมจะได้รับความสุขและเชื่อมโยงกับผลงานอันยอดเยี่ยมเหล่านี้” กล่าวเพิ่มเติม “ขอขอบคุณศาสตราจารย์อริยะ กิตติเจริญวิวัฒน์ คุณดาว วาสิกศิริ และเกรซี่ เด็กหญิงปุญณ์ยนุศ มหาโสม เป็นอย่างยิ่งที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการในครั้งนี้”นิทรรศการ ‘อาร์ต พรอเมอนาด’ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2567 ถึง 15 มกราคม 2568 ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือการนัดหมายการเข้าชมส่วนตัว กรุณาติดต่อโรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ โทร. +66 2 162 9000 หรืออีเมล info.siambangkok@kempinski.com สามารถติดตามได้ที่ Facebook: Siam Kempinski Hotel Bangkok, Instagram: siamkempinski หรือทางบัญชี LINE ออฟฟิเชียล แอคเคาท์ @Siamkempinskihotelแหล่งที่มาข่าวแลพภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/celebonline/detail/9670000106804

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

X