Everyday knowledge for you
ประกันชีวิต
25/02/2026
เอไอเอ ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านประกันชีวิตและสุขภาพ เปิดตัวโครงการ Club CI 2026 มุ่งสร้างความตระหนักรู้และส่งต่อความห่วงใยแก่คนไทยถึงภัยเงียบอย่างโรคร้ายแรง (Critical Illness: CI) โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อตัง (NCDs) ที่นับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย* ผ่านการเสริมสร้างความรู้ให้แก่ที่ปรึกษาทางด้านการประกันชีวิต สุขภาพ และการเงินของเอไอเอ เพื่อให้มีความพร้อมและศักยภาพในการออกไปส่งมอบความคุ้มครองโรคร้ายแรงให้แก่คนไทยทั่วประเทศ ส่งเสริมให้คนไทยมีความคุ้มครองในกลุ่มผลิตภัณฑ์โรคร้ายแรงถึง 10 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ทุกคนคลายกังวลหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด พร้อมมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’คุณอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “เอไอเอ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวแทนให้มีความรู้และความสามารถในการวางแผนส่งมอบความคุ้มครองทั้งในด้านประกันชีวิต ประกันสุขภาพ รวมถึงประกันโรคร้ายแรง ซึ่งปัจจุบันถือเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่คร่าชีวิตคนไทย ตลอดจนอัตราส่วนประชากรไทยที่มีความคุ้มครองโรคร้ายแรงยังถือว่าต่ำมาก เราจึงตั้งเป้าที่จะส่งเสริมให้คนไทยสามารถเข้าถึงประกันโรคร้ายแรงได้อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งมีวงเงินความคุ้มครองที่เพียงพอต่อการรักษาพยาบาล โดยในปีที่ผ่านมาเราได้เสริมความรู้ ความมั่นใจ และสร้างบรรยากาศเพื่อส่งเสริมการขายประกันโรคร้ายแรงในแก่ตัวแทน ในนามของ Captain CI จำนวนทั้งสิ้น 220 ท่าน ที่ร่วมกันผลักดันตัวแทนของเรากว่า 27,000 ท่าน ให้เข้าร่วมกิจกรรม Club CI และจำนวนตัวแทนที่เข้าร่วมกิจกรรมยังคงเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยเดือนละ 19% ของตัวตัวแทนทั้งหมด และในปีนี้ประกันโรคร้ายแรงยังถือเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ที่เอไอเอให้ความสำคัญและให้การสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง ตลอดจนเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักผ่านโครงการ Club CI ที่ขับเคลื่อนโดยผู้บริหารหน่วยตัวแทนประจำพื้นที่ และ Captain CI 2026 ทั่วประเทศ โดยมี 3 แนวทางหลักที่เราตั้งใจมอบให้พลังที่ปรึกษาทางการเงิน และตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ ส่งต่อแก่ลูกค้า ประกอบด้วย 1) การให้มุมมองและเครื่องมือการขายสำหรับตัวแทนที่ร่วมกิจกรรม Club CI เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ลูกค้า 2) การส่งเสริมความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญด้านประกันโรคร้ายแรง เพื่อส่งมอบข้อมูลที่ตอบโจทย์ลูกค้าผ่าน Captain CI 3) การมอบสิทธิประโยชน์พิเศษให้แก่ลูกค้าทั้งนี้ เอไอเอ ต้องการให้คนไทยทั่วประเทศได้รับการดูแลรักษาพยาบาลที่ดีและเหมาะสมที่สุด เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนของทุกคน”สำหรับลูกค้าที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อตัวแทนบริการของท่าน หรือ AIA Call Center 1581 หมายเหตุ:*ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ณ ปี 2568
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ภาษี
24/02/2026
• กรมศุลกากรศึกษาเก็บภาษีนำเข้าทองคำในอัตรา 1% โดยยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน • มีวัตถุประสงค์เพื่อปิดช่องว่างทางกฎหมายที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงินและเคลื่อนย้ายเงินทุนผิดกฎหมาย (ทุนเทา) • ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีการเก็บอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับทองคำ ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่น เช่น จีนและอินเดียประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะงบประมาณขาดดุลอย่างต่อเนื่องมานานนับทศวรรษ เหมือนครอบครัวที่มีรายจ่ายเกินรายได้มหาศาลมาตลอด 10 ปี เมื่อรายได้จากการเก็บภาษีแบบเดิมไม่เพียงพอต่อรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น กรมศุลกากรซึ่งเป็นหนึ่งในการจัดเก็บรายได้รัฐบาล กำลังมองหาช่องทางการเพิ่มรายได้รัฐจากส่วนที่ยังเป็นช่องว่างอยู่นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรเตรียมเสนอต่อรัฐบาลใหม่ พิจารณาปรับปรุงอัตราภาษีให้สะท้อนความเป็นจริงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจชาติในระยะยาว แต่จะไม่ไปเพิ่มภาระให้คนรากหญ้า โดยมีแนวคิดที่จะทบทวนอัตราภาษีนำเข้ากระเป๋าแบรนด์เนม เครื่องประดับแบรนด์หรู และเครื่องสำอาง แม้จะมีข้อเสนอจากภาคเอกชนที่ต้องการให้รัฐบาลลดภาษีสินค้าแบรนด์เนม เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างไรก็ตาม การดำเนินการเรื่องดังกล่าวต้องพิจารณาให้รอบคอบ โดยต้องมองถึงความคุ้มค่าและกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงว่า ผู้ที่ซื้อสินค้าเหล่านี้คือ นักท่องเที่ยวจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงคนไทยกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เพราะกระเป๋าแบรนด์เนม เป็น 1 ใน 5 อันดับสินค้า ที่กรมศุลกากรจัดเก็บรายได้ภาษีสูงที่สุด ได้แก่ 1.รถยนต์, 2.ชิ้นส่วนยานยนต์, 3.ยา, 4. เครื่องสำอาง และอันดับที่ 5 คือ กระเป๋าแบรนด์เนม ซึ่งหากมีการยกเลิกหรือลดภาษีส่วนนี้ รายได้ของประเทศจะหายไปอย่างมหาศาล“เราตั้งข้อสังเกตว่า โครงสร้างภาษีในปัจจุบันยังมีความลักลั่นอยู่ ทำไม เครื่องสำอาง ที่ผู้หญิงเกือบทุกระดับต้องใช้ถึงเสียภาษีสูงถึง 30% ขณะที่ กระเป๋าแบรนด์เนม ราคาสูง ซึ่งเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มกลับเสียเพียง 20% และที่หนักกว่านั้นคือ เครื่องประดับหรูและทองคำ กลับเสียภาษี 0%”ขณะเดียวกัน ยังพบว่า ผู้ประกอบการบางกลุ่ม ใช้เขตปลอดอากร (Free Zone) ที่ควรจะเป็นพื้นที่ส่งเสริมการส่งออกเพื่อดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ นำเข้าสินค้ามาขายในเมืองไทยโดยใช้สิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีที่ลักลั่นและส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของรัฐและความเท่าเทียมในการทำธุรกิจนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร“เพื่อแก้ปัญหานี้ กรมศุลกากรเตรียมเดินหน้าหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อกำหนดนิยามและเงื่อนไขการใช้สิทธิ์ใน Free Zone ใหม่ให้ชัดเจน และเกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง”ทั้งนี้ การปรับปรุงเกณฑ์ Free Zone ในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยอุดช่องโหว่การเลี่ยงภาษีแล้ว ยังมุ่งหวังให้เกิดการสร้าง Ecosystem ที่เอสเอ็มอี และผู้ผลิตชาวไทยสามารถแข่งขันได้ในสภาวะที่ต้องเผชิญกับสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ สินค้าราคาต่ำจากจีนเข้ามาทุ่มตลาดในไทยนายพันธ์ทองกล่าวว่า แนวคิดเบื้องต้นที่ร่างไว้ คือ การกำหนดสัดส่วนที่ชัดเจนว่า สินค้าที่จะได้รับสิทธิ์ใน Free Zone ต้องมีมูลค่าวัตถุดิบภายในประเทศบวกกับค่าแรงงานไทย รวมกันแล้วต้องมากกว่าค่า X (ตัวเลขสมมติ) หรือต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์สินค้าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสัดส่วนนี้เราไม่สามารถกำหนดเองได้เพียงหน่วยงานเดียว จึงจะให้สอท.เป็นผู้ช่วยออกแบบว่า ผู้ประกอบการไทยควรได้รับประโยชน์อย่างไร และรูปแบบไหนที่เอื้อต่อการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน “ในสถานะที่รายได้ประเทศไม่เพียงพอต่อรายจ่าย การปล่อยให้มีการใช้สิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีที่ผิดวัตถุประสงค์เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และทุกมาตรการที่ออกมาจะต้องมีเหตุผลรองรับที่ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีที่หายไปจากการยกเว้นสิทธิ์นั้น จะถูกเปลี่ยนเป็นแรงขับเคลื่อน GDP ของประเทศอย่างแท้จริง”ส่วนกรณีที่คณะอนุกรรมการตรวจสอบเส้นทางการเงินและการฟอกเงิน ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (Connect the Dots) ได้มอบหมายให้กรมศุลกากรศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการกลับมาจัดเก็บภาษีนำเข้าทองคำจากต่างประเทศนั้น กรมศุลกากรได้หารือร่วมกับปลัดกระทรวงการคลังในประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้นายพันธ์ทองกล่าวว่า ประเทศไทยยังไม่มีการเก็บอากรขาเข้า และไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทำให้เป็นช่องว่าง ทั้งนี้ หากดำเนินการจัดเก็บภาษีนำเข้าทองคำมีแนวคิดที่จะจัดเก็บที่อัตรา 1% และจะต้องออกประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อให้มีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุป สำหรับสถิติการนำเข้าทองคำนั้น ในเชิงปริมาณไม่ได้กระโดดมาก แต่ในเชิงมูลค่าเติบโตขึ้นจากราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยปีที่ผ่านมา มีการนำเข้าทองคำมูลค่าสูงถึง 700,000 ล้านบาท และมีการส่งออกประมาณ 400,000 ล้านบาท โดยส่งออกไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์อันดับหนึ่ง และกัมพูชา อันดับสอง โดยมีการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งนี้ กรมและหน่วยงานด้านความมั่นคงกำลังจับตามองว่า การนำเข้า-ส่งออกทองคำที่เสรีเกินไป อาจถูกใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงิน หรือเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมาย เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ตรวจสอบเส้นทางได้ยากกว่าเงินสด ฉะนั้น คณะกรรมการ Connect the Dots จึงศึกษาและจะเข้ามาดูแลในเรื่องนี้“ประเทศกำลังพัฒนาอย่างจีนหรืออินเดีย เก็บภาษีทองคำ 5% ต่างมีมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวด แต่ไทยเป็นประเทศเดียวที่ไม่มีการกับอากรขาเข้า และ VAT และเราเป็นประเทศที่บริโภคทอง 96.5% ซึ่งต้องส่งออกไปสกัดเป็นทอง 99.99% ที่สวิตเซอร์แลนด์หรือออสเตรเลียเพื่อให้ได้มาตรฐานสากล ก่อนจะนำกลับเข้ามาใหม่ กระบวนการนี้จึงควรมีการกำกับดูแลด้านภาษีที่เหมาะสม”นายพันธ์ทองกล่าวทิ้งท้ายแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับฐานเศรษฐกิจhttps://www.thansettakij.com/economy/652146
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
24/02/2026
สมาคมประกันชีวิต ประเมินเบี้ยประกันชีวิตปี’69 โต 2.5-3.5% แตะ 7 แสนล้าน ชี้ประกันสุขภาพ-โรคร้ายแรงเป็นไฮไลต์ ปม “เงินเฟ้อทางการแพทย์/ค่ารักษา” พุ่ง ผลักธุรกิจต้องปรับเงื่อนไขใช้ “Copayment”นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจประกันชีวิตปี 2569 สมาคมประมาณการเติบโตเบี้ยประกันชีวิตขยายตัวอยู่ในกรอบ 2.50-3.50% หรือคิดเป็นเบี้ยรับรวมอยู่ราว 7 แสนล้านบาท จากปี 2568 เบี้ยรับรวมอยู่ที่ 6.76 แสนล้านบาท ที่มีการเติบโตอยู่ที่ 3.45% แบ่งเป็น เบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ (New Business Premium) 1.90 แสนล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 3.60% และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป (Renewal Premium) 4.85 แสนล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 3.40%ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตและผลิตภัณฑ์ที่เป็นไฮไลต์ในปีนี้ คือ ประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ที่เพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 8-10% ซึ่งจากปี 2568 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 10.8% และคาดการณ์ในปี 2569 จะอยู่ที่ 10.8% ส่งผลให้ประชาชนเริ่มมองหาความคุ้มครองที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคตมากขึ้น ซึ่งโดยเฉลี่ยเบี้ยประกันสุขภาพเติบโตอยู่ที่ 1.2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งในปี 2568 ประกันสุขภาพเติบโตสูงถึง 11%นอกจากนี้ ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) ยังเห็นการเติบโตได้ดี ส่วนหนึ่งมาจากดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาลง นักลงทุนมองหาช่องทางการลงทุนใหม่ ที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้นภายใต้ระดับความเสี่ยงที่พอรับได้ รวมถึงได้รับความคุ้มครองจากการประกันชีวิตรวมอยู่ด้วย ส่งผลให้คนหันมาสนใจผลิตภัณฑ์ลงทุนมากขึ้น สะท้อนจากปี 2568 ที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 15.75%ขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่อาจจะเติบโตไม่สูงมากนัก จะเป็นประกันสะสมทรัพย์ (Endowment) จะเห็นการเติบโตน้อยลง โดยเฉพาะที่ไม่ได้การันตีผลตอบแทน รวมถึงประกันกลุ่ม (Group) ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้บริษัทหรือองค์กรขนาดใหญ่มีความระมัดระวังค่าใช้จ่ายกับพนักงานมากขึ้น เช่นเดียวกับประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Mortgate) ที่ได้รับผลกระทบจากทิศทางของธนาคารที่มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น“ตอนนี้เราต้องรอดูเศรษฐกิจว่ารัฐบาลจะสามารถขับเคลื่อนได้แค่ไหน เพราะเรื่องของเศรษฐกิจมีผลโดยตรงต่อธุรกิจประกัน เพราะหากคนไม่มีเงินการคิดถึงประกันจะเป็นเรื่องรอง ๆ และไม่ใช่ปัจจัยเร่งด่วน แต่เชื่อว่ายังมีปัจจัยหนุนธุรกิจได้ เช่น สังคมสูงวัย ภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามเงินเฟ้อทางการแพทย์ จะทำให้คนหันมาสนใจประกันมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันสัดส่วนจำนวนกรมธรรม์ต่อประชากรอยู่ที่ 40% และเหลืออีก 60% ที่ยังไม่มีประกัน ซึ่งปีนี้เราคาดเบี้ยประกันอยู่ที่ 7 แสนล้านบาท น่าจะสอดคล้องกับตัวเลขสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ต้องการเห็นเบี้ยประกันภัยรวมกว่า 1 ล้านล้านบาท”นางนุสรากล่าวว่า ผลกระทบจากการนำ Copayment และการยกเลิกประกันเหมาจ่ายนั้น จะเห็นว่าภายหลังประกาศนำประกันแบบ Copayment มาใช้ ตัวเลขเบี้ยประกันในไตรมาสที่ 1/2568 มีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูงถึง 28% เพราะคนกังวลจึงเร่งซื้อประกัน และต่อเนื่องมายังไตรมาสที่ 2 เติบโต 18% และไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 14% และสิ้นปี 2568 อยู่ที่ 11.7% ถือว่าขยายตัวดีดังนั้น หากมองไปข้างหน้าการยกเลิกประกันแบบเหมาจ่าย คงขึ้นแต่ละบริษัทในการพิจารณา แต่เชื่อว่าหากเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ปรับเพิ่มขึ้น อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมี Copayment ตั้งแต่ปีแรก หรือเบี้ยประกันอาจปรับเพิ่มขึ้น หรือถ้าลูกค้ามีการจ่ายส่วนแรก อาจทำให้เบี้ยปรับลดลงได้อย่างไรก็ดี สิ่งที่สมาคมดำเนินการคือ การร่วมมือกับโรงพยาบาลรัฐขยายการบริการ หากโรงพยาบาลรัฐสามารถทำได้ดี บริการสะดวกแบบไร้รอยต่อ สมาคมอยากเห็นการร่วมมือกับโรงพยาบาลรัฐมากขึ้น จากปัจจุบันร่วมมือไปแล้ว 27 แห่ง เพราะโรงพยาบาลรัฐต้องการเพิ่มรายได้เช่นกัน ดังนั้น ในอนาคตโรงพยาบาลรัฐจะมาเป็นอีกกำลังหนึ่งของธุรกิจประกัน จากปัจจุบันสัดส่วนการใช้โรงพยาบาลรัฐมีประมาณ 5% ของการเคลมทั้งหมด“ผลกระทบจาก Copayment น่าจะรู้ภายในเดือน มี.ค.นี้ เพราะจะดูจากสัญญาปีที่ 2 แต่จากเดิมมีการคาดการณ์ว่ามีสัดส่วน 4% ที่มีการเคลมไปแล้ว 25% แต่มีคนถือกรมธรรม์อีก 96% มีการเคลม 75% หากเราไม่ทำอะไรการเคลมจะเพิ่มขึ้น และบริษัทประกันจะไม่ขายก็ไม่ได้ อาจจะมีการปรับเพิ่มเบี้ย แต่เชื่อว่าหากมี Copayment สัดส่วน 4% จะปรับลดลงได้ แต่ไม่รู้จะลงเท่าไร”แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1968045
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
24/02/2026
สยามพารากอน เปิดพื้นที่ Art Jewel แกลอรี่แสดงงานศิลปะ ขนาด 500 ตร.ม. ภายใต้แนวคิด การพัฒนาแพลตฟอร์มแห่งโอกาส มุ่งสนับสนุนความสามารถของศิลปินไทย ให้ได้แสดงผลงานเป็นที่รู้จักแก่คนไทยและชาวต่างชาติยิ่งขึ้น โดยมี 2 ศิลปินแห่งชาติ นำโดย ศ.เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง และศ.เกียรติคุณ ถาวร โกอุดมวิทย์ พร้อมด้วยศิลปินชั้นนำของไทย 20 ท่าน ร่วมกันจัดนิทรรศการภายใต้ชื่อ “น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ แห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ถ่ายทอดผ่านนิทรรศการศิลปกรรมอันวิจิตร งดงาม และร่วมสมัย วันนี้-25 มี.ค. 69 ณ Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอนอ.ปรีชา เถาทองพิธีเปิดงานมีบุคคลสำคัญในแวดวงต่างๆ ตลอดจนศิลปิน อาทิ ท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ, ท่านผู้หญิงกอบกุล อุบลเดชประชารักษ์, จรสิริ สุกรเกยูร, กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูล, สัณหพิศ โพธิรัตนังกูร, จรรยา สว่างจิตร, พล.ท.ดร. พีระพงษ์ มานะกิจ, สลิล ล่ำซำ, ศ.ดร. อภินันท์ โปษยานนท์, ผศ.ดร. อนุชา ทีรคานนท์, นิติกร กรัยวิเชียร และเสริมคุณ-วาดฝัน คุณาวงศ์ ร่วมชมนิทรรศการ “ศิลป์สดุดี พระบารมีคู่แผ่นดิน” โดย อ.ปรีชา เถาทอง และนิทรรศการ “กราบ/สักการะ” โดย อ.ถาวร โกอุดมวิทย์ ซึ่งร่วมถ่ายทอดความหมายแห่งการน้อมรำลึกให้ปรากฏเป็นรูปธรรม ชวนผู้ชมสัมผัสความซาบซึ้งทั้งในมิติของ “ความงาม” และ “ความหมาย” ที่ประณีตลึกซึ้งชฎาทิพ จูตระกูล, ท่านผู้หญิงกอบกุล อุบลเดชประชารักษ์ และ 2 ศิลปินจรรยา สว่างจิตร และพล.ท.ดร. พีระพงษ์ มานะกิจสัณหพิศ โพธิรัตนังกูร และกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูรณัฏฐวรรณ ตันหยงมาศ และสลิล ล่ำซำแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/celebonline/detail/9690000018521
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
24/02/2026
อัพเดตการบานของดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ วันที่ 21 ก.พ. 69 บริเวณถนนวัฒนา เสถียรสวัสดิ์ หน้าโรงเรียนสาธิตฯ เริ่มทยอยบานสะพรั่งสวยงามแล้ว และคาดว่าถ้าฝนไม่ตกต่อเนื่อง น่าจะบานสะพรั่งกว่านี้ภาพจากเฟซบุ๊กเพจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนเฟซบุ๊กเพจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้อัปเดตการบานของดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ บริเวณหน้าโรงเรียนสาธิตฯ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 69 ว่าภาพจากเฟซบุ๊กเพจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนวันนี้อากาศค่อนข้างร้อน ดอกชมพูพันธุ์ทิพย์เริ่มทะยอยบานสะพรั่งสวยงามแล้ว และคาดว่าถ้าฝนไม่ตก วันพรุ่งนี้น่าจะบานสะพรั่งกว่านี้ เนื่องจากยังมีดอกตูมที่รอบานอีกจำนวนหนึ่งค่ะ แนะนำว่ามาช่วงเช้าดอกจะสีสดและอากาศไม่ร้อนค่ะภาพจากเฟซบุ๊กเพจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนพี่ๆเพื่อนๆที่จะเดินทางมาเยี่ยมชม โปรดพิจารณาภาพก่อนการเดินทางด้วยนะคะ ทั้งนี้ การบานของดอกอาจมีการเปลี่ยนแปลงจากสภาพอากาศ หากมีการเปลี่ยนแปลงจะแจ้งให้ทราบโดยทันทีค่ะภาพจากเฟซบุ๊กเพจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนสำหรับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ที่มาเยี่ยมชม พกร่ม หมวก มาด้วยนะคะ อากาศเริ่มร้อนแล้ว และขอความกรุณาเป็นอย่างยิ่ง "อย่าดึง! อย่ารั้ง! อย่าหักกิ่งน้อลๆน๊า " น้อลฯกิ่งเปราะและหักง่ายมากๆ ให้เพื่อนที่มาทีหลังได้ถ่ายรูปกะน้องด้วยนะจ๊ะ‼️‼️‼️สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ☎️034-351540 (จ-ศ / 08.30-16.30) จากใจ แอดมินกำแพงแสนคนดีคนเดิม มีเรื่องอะไรเพิ่มเติมจะมาบอกอีกน๊าาา XOXO 😘ภาพจากเฟซบุ๊กเพจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000017870
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
การวางแผนทางการเงิน
23/02/2026
คอลัมน์ : คุยฟุ้งเรื่องการเงินผู้เขียน : พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน (ทอมมี่)ความแตกต่างระหว่างคนรายได้สูงกับคนรายได้ต่ำไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งงานหรือโอกาสเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่อุปนิสัยเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน จากการศึกษาพฤติกรรมของคนทำงานประจำที่มีรายได้สูงโดยนิตยสารธุรกิจชั้นนำของญี่ปุ่น พบว่า สิ่งที่สร้างความต่างอย่างชัดเจนคือวิธีคิด วิธีใช้เวลา และทัศนคติที่มีต่อการเรียนรู้ ซึ่งสามารถสรุปออกมาได้เป็น 3 อุปนิสัยอุปนิสัยที่หนึ่ง : คิดเรื่องงานในวันหยุดคำว่า “คิดเรื่องงานในวันหยุด” อาจฟังดูขัดกับแนวคิด Work-Life Balance ในปัจจุบัน สำหรับความหมายของคนรายได้สูงการคิดเรื่องงานในวันหยุดไม่ใช่การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ตลอดวันเสาร์-อาทิตย์ แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้สมองได้คิดอย่างสร้างสรรค์ โดยไม่กดดันตัวเองจนเครียด แต่ปล่อยให้ความคิดไหลอย่างเป็นธรรมชาติในขณะที่กำลังพักผ่อนหลายคนยังคงไปเที่ยว พักผ่อน ใช้ชีวิตตามปกติ แต่ในระหว่างนั้นกลับสังเกตสิ่งรอบตัวมากขึ้น เดินห้างแล้วเห็นวิธีจัดร้านใหม่ ๆ ดูหนังแล้วได้ไอเดียเรื่องการสื่อสาร อ่านหนังสือแล้วเชื่อมโยงกับงานที่ทำอยู่ แม้แต่การสังเกตพฤติกรรมผู้คนในร้านกาแฟ หรือการฟังบทสนทนาในที่สาธารณะ ก็อาจกลายเป็นแรงบันดาลใจในการแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่งานจุกจิก แต่เป็นการสะสม “วัตถุดิบทางความคิด” เพื่อกลับมาใช้จริงในวันทำงานคนที่มีรายได้สูงมักไม่แยกชีวิตออกเป็นสองส่วนแบบตัดขาด แต่เชื่อมโยงประสบการณ์ชีวิตเข้ากับการทำงานอย่างเป็นธรรมชาติ พวกเขาไม่ได้ทำให้งานกลายเป็นภาระที่ต้องหนีในวันหยุด แต่กลับทำให้การพักผ่อนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์งาน ทำให้วันจันทร์ไม่ใช่วันที่เริ่มต้นอย่างหมดแรง แต่เป็นวันที่พร้อม “ลงมือทำ” จากไอเดียที่สั่งสมไว้แล้วอุปนิสัยที่สอง : ทำให้ทุกวันคือการเรียนรู้ของตัวเองอีกหนึ่งนิสัยที่พบได้ชัดในกลุ่มคนรายได้สูง คือการตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า “วันนี้เราเรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน” แนวคิดนี้อาจดูเรียบง่าย แต่กลับเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาระยะยาว เพราะการเติบโตที่แท้จริงไม่ได้มาจากการรอคอยโอกาสใหญ่ ๆ แต่มาจากการพัฒนาตัวเองทีละเล็กทีละน้อยในแต่ละวันแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจคือ การมองว่า “วันนี้เราเป็นครูของตัวเราเองในเมื่อวาน” หากย้อนกลับไปถามตัวเองว่า มีอะไรอยากสอนตัวเองในเมื่อวานบ้าง คำตอบนั้นจะกลายเป็นทิศทางการพัฒนาของเราในวันนี้ และเมื่อทำเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง คนในวันนี้ก็จะไม่เหมือนคนเมื่อวานอีกต่อไป การสะสมความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละวัน เมื่อเวลาผ่านไปจะกลายเป็นทักษะและความเชี่ยวชาญที่แตกต่างอย่างชัดเจน นี่คือเหตุผลที่คนบางคนเติบโตเร็วกว่าคนอื่นแม้จะเริ่มต้นจากจุดเดียวกัน เพราะพวกเขาไม่ได้ใช้เวลาแค่ผ่านไปแต่ใช้เวลาเพื่อเรียนรู้อุปนิสัยที่สาม : สร้างความสนุกให้กับงานที่ทำหลายคนบอกว่างานของตนเองน่าเบื่อ และเชื่อว่างานที่สนุกมักไม่สามารถทำเงินได้ แต่จากการสังเกตคนที่ประสบความสำเร็จ กลับพบว่าพวกเขาไม่ได้รอให้งานสนุกเอง แต่เป็นฝ่าย “สร้างความสนุกให้กับงาน” ความแตกต่างนี้อาจดูเล็กน้อย แต่กลับส่งผลอย่างมากต่อแรงจูงใจและผลลัพธ์ในระยะยาวการสร้างความสนุกไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนอาชีพเสมอไป แต่อาจเป็นการตั้งโจทย์ใหม่ ๆ ให้กับตัวเอง ปรับวิธีทำงาน ทดลองแนวทางที่แตกต่าง หรือมองงานเดิมในมุมใหม่ บางคนอาจลองใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อทำงานซ้ำ ๆ ให้เร็วขึ้น บางคนอาจท้าทายตัวเองด้วยการตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้น หรือบางคนอาจหาวิธีช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานในขณะที่ทำงานของตัวเอง เมื่อความสนุกเกิดขึ้น ความตั้งใจและพลังในการทำงานก็ตามมา และผลลัพธ์ด้านรายได้ก็มักตามมาในระยะยาวคนรายได้สูงจำนวนมากจึงไม่ได้เก่งเพราะถูกบังคับให้ทำงานหนัก แต่เพราะพวกเขาหาวิธีทำให้งานกลายเป็นพื้นที่ของการพัฒนาและการทดลองอย่างต่อเนื่อง ความสนุกนี้ไม่ได้เกิดจากภายนอก แต่เกิดจากทัศนคติและการเลือกมุมมองที่พวกเขามีต่องาน แทนที่จะบ่นว่างานซ้ำซาก พวกเขากลับมองหาโอกาสที่จะทำให้งานนั้นดีขึ้น แทนที่จะรอให้ถูกมอบหมายงานที่น่าสนใจ พวกเขากลับสร้างความน่าสนใจให้กับงานที่มีอยู่ นี่คือความแตกต่างที่สำคัญระหว่างคนที่รู้สึกว่างานเป็นภาระกับคนที่รู้สึกว่างานเป็นโอกาส เมื่ออุปนิสัยเล็ก ๆ สะสมกลายเป็นความต่างที่ยิ่งใหญ่หากพิจารณาทั้ง 3 อุปนิสัยร่วมกัน จะพบว่าคนรายได้สูงไม่ได้ใช้เวลามากกว่าคนอื่นเสมอไป แต่ใช้เวลา “ต่างกัน” พวกเขาเชื่อมโยงชีวิตกับงาน เรียนรู้จากทุกวัน และสร้างแรงจูงใจจากภายในมากกว่าการรอแรงผลักจากภายนอกอุปนิสัยเหล่านี้อาจไม่สร้างผลลัพธ์ทันทีในระยะสั้น แต่เมื่อสะสมต่อเนื่องจะสร้างความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดในระยะยาว ทั้งในด้านรายได้ ความก้าวหน้า และคุณภาพชีวิต สุดท้ายแล้วความแตกต่างระหว่างคนรายได้สูงกับคนรายได้ต่ำอาจไม่ได้อยู่ที่โอกาสเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีคิดและอุปนิสัยในชีวิตประจำวันของแต่ละคนด้วยหากวันนี้ยังไม่สามารถเปลี่ยนตำแหน่งหรือรายได้ได้ทันที การเริ่มจากการปรับอุปนิสัยทั้งสามข้อ อาจเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงินและชีวิตการทำงานในระยะยาว เช่นเดียวกับการคำนวณผลประโยชน์พนักงานที่ต้องอาศัยการคำนวณอย่างรอบคอบจากนักคณิตศาสตร์ประกันภัย การสะสมอุปนิสัยเล็ก ๆ เหล่านี้ก็ต้องการความต่อเนื่องและการมองภาพระยะยาว สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติม สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ ABS.แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1967679
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
23/02/2026
‘เซ็นทรัลพัฒนา’ ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น ปั้น ‘8 Local-Art Horses’ ประติมากรรมร่วมสมัย ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 8 สาขาทั่วประเทศเมื่อวัฒนธรรมที่งดงามสามารถสร้างมูลค่าและรายได้กลับสู่ชุมชนอย่างแท้จริง เซ็นทรัลพัฒนา สานต่อ Authentic Thai Soft Power สู่เวทีโลกในทุกเฟสทีฟ ต่อยอดวัฒนธรรมท้องถิ่นให้เป็น Local Wealth ร่วมมือกับชุมชน หน่วยงาน และศิลปินท้องถิ่น สร้างสรรค์ประติมากรรม “8 Local-Art Horses” แลนด์มาร์กตรุษจีนปีมะเมีย ภายใต้แคมเปญ ‘The Great Chinese New Year 2026’ โดยถ่ายทอดเรื่องราวและ City DNA ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นใน 8 พื้นที่ทั่วไทย สู่ผลงานศิลปะร่วมสมัยที่ทรงพลัง ผสานความหมายมงคลของ “ม้า”สัญลักษณ์ความก้าวหน้าและความรุ่งเรือง ผสานเสน่ห์วัฒนธรรมไทย–จีนอย่างร่วมสมัย ตอกย้ำแลนด์มาร์กฉลองตรุษจีนที่ดีที่สุด จับจ่าย-ไหว้-กิน-เที่ยว ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่วันนี้ถึง 1 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ และเอสพละนาด รัชดาเช็คอิน ‘8 Local-Art Horses’ งานคราฟต์ประติมากรรมมหามงคล· เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต: ร่วมกับ Chiangmai City Craft Space และ WASOO นำวัสดุรีไซเคิลทางการเกษตรแปรเปลี่ยนเป็นดอกไม้มงคล แห่งความหวังและอนาคตแห่งความสำเร็จ ผลิบานบนตัวม้าสูงกว่า 2.5 เมตร ในคอนเซ็ปต์ ‘Ride the Blooming Future’ ก้าวสู่อนาคตที่เบ่งบานกับม้ามงคลแห่งการเกิดใหม่ จากผืนดินสู่ลมหายใจของเมือง ต่อยอดคุณค่าจากธรรมชาติสู่เมืองที่ไร้หมอกควัน ม้ามงคลตัวนี้จึงไม่เพียงนำพาความโชคดีในเทศกาลตรุษจีน แต่ยังพาทุกคนก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน· เซ็นทรัล ภูเก็ต: ชมความงดงามอัตลักษณ์ภูเก็ต ผ่านงานผ้า ‘เพอรานากัน’ ที่มีความโดดเด่นเรื่องการผสมผสานศิลปะจีนและท้องถิ่นมลายูเข้าด้วยกันอย่างวิจิตรบรรจง เน้นความหมายอันเป็นมงคลสีสันที่สดใส และรายละเอียดที่ซับซ้อน ดอกไม้ที่มีความหมายดีตามความเชื่อของจีน ดอกโบตั๋น ดอกเบญจมาศ ดอกกล้วยไม้ ผสานความงามและทรงพลังรับปีม้า· เซ็นทรัล นครสวรรค์: ร่วมมือกับศิลปินท้องถิ่น ผ่านงานศิลปะเพ้นท์ลายพู่กัน ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Power in Motion, Prosperity Blooms’ ออกแบบลวดลายดอกไม้บนตัวม้าที่สื่อถึงพลังแห่งความก้าวหน้า พร้อมความมั่งคั่งที่เติบโต งอกงาม และยั่งยืน· เซ็นทรัล ลำปาง: ประติมากรรมร่วมสมัย ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Enter the Blue Carriage – ลำปางเมืองแห่งรถม้าและเซรามิก’ ถ่ายทอดตัวตนผ่านงานศิลปะลงบนรถม้าลำปาง สัญลักษณ์แห่งกาลเวลา ที่ถูกแต่งแต้มด้วยโทนขาวและน้ำเงินอันเป็นเอกลักษณ์ สร้างสรรค์โดยศิลปินท้องถิ่น ‘อารมณ์ดิน สตูดิโอ’ ที่เลือกใช้ลายเส้นและโทนสีที่สะท้อนตัวตนงานเซรามิก· เซ็นทรัล ชลบุรี: สร้างประติมากรรมร่วมสมัยจากภูมิปัญญาพนัสนิคม ในคอนเซ็ปต์ ‘ม้าสานศิลป์ กำแพงจีนเมืองสาน’ เปลี่ยนงานศิลปะเส้นไผ่ธรรมดาผสานศรัทธาจีน เป็นแลนด์มาร์กแห่งศรัทธา ความหวัง และต่อยอด Soft Power ไทย-จีน เพื่อปกป้องรากวัฒนธรรมและนำทางสู่พลังความรุ่งเรืองตลอดเทศกาลตรุษจีนปีมะเมีย· เซ็นทรัล ศาลายา: ร่วมกับคณาจารย์ นักศึกษา ม.ศิลปากร และ รร.สาธิต ศิลปากร สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ บนประติมากรรมม้ามงคล กว่า 60 ตัว ในคอนเซ็ปต์ ‘Flower of Chinese New Year 2026’ เพื่อมอบเป็นของขวัญแทนคำอวยพรในตรุษจีนปีมะเมีย· เซ็นทรัล กระบี่: จับมือศิลปินท้องถิ่นแนว Eco Art ‘ณรงค์ สัญจร’ สร้างสรรค์งานคราฟต์แนว Eco Art ในคอนเซ็ปต์ ‘Twin Horses of Love - ม้าคู่เคียง รักคู่ใจ’ สื่อถึงคู่แท้ที่ ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน เป็นสัญลักษณ์ของความสง่างาม เข้ากับความสมบูรณ์ของโลกใต้ท้องทะเล Ocean Elements ผ่านลวดลายแนว Illustrative ที่ดูร่วมสมัย เน้นความรู้สึกของการเคลื่อนไหวพลังอำนาจ และความอิสระ ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติทุกส่วนเชื่อมถึงกัน· เซ็นทรัล ขอนแก่น: ร่วมมือกับศิลปินท้องถิ่น Dulyawat Rakdecha สร้างสรรค์ ‘Lucky Red Horse ม้าไฟกับพลังแห่งโชคลาภ’ โดยลวดลายโค้งเว้าของม้าที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเปลวไฟ ถูกดีไซน์ร่วมสมัย ถ่ายทอดความละเอียดอ่อน ความสดใส รับโชคลาภปีม้าทอง พร้อมมอบความโชคดีในเทศกาลตรุษจีนให้กับทุกคนแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000017336
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
23/02/2026
ยลความงดงามของปราสาทโบราณ “ปราสาทนครหลวง” พระนครศรีอยุธยา สักการะพระพุทธบาทสี่รอยในมณฑป ชมปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองอยุธยา สายมูห้ามพลาด ขอพรองค์พระพิฆเนศ ปางชนะมาร ประทับบัลลังก์กะโหลก อายุกว่า 300 ปีไปไหว้พระที่ “อยุธยา” ปกติแล้วเราก็มักจะนึกถึงวัดเก่าแก่ในตัวเมือง หรือโซนเมืองเก่าอยุธยา แต่ในครั้งนี้จะชวนออกมาที่ อ.นครหลวง มาไหว้พระและชมความงามของโบราณสถาน ที่สำคัญใครเป็นสายมูต้องห้ามพลาดปราสาทนครหลวงปราสาทนครหลวงที่นี่คือ “ปราสาทนครหลวง” อีกหนึ่งโบราณสถานแห่งสำคัญคู่เมืองพระนครศรีอยุธยา อยู่ริมแม่น้ำป่าสักฝั่งทิศตะวันออก สันนิษฐานว่า สร้างในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แต่มาสร้างเป็นที่ประทับก่ออิฐถือปูนในรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ในแผ่นดินนี้พระองค์โปรดให้ช่างไปถ่ายแบบปราสาทศิลาที่เรียกว่า "พระนครหลวง" ในกรุงกัมพูชาเมื่อ พ.ศ. 2147 มาสร้างใกล้วัดเทพจันทร์ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติที่ได้กรุงกัมพูชากลับมาเป็นประเทศราชอีก แต่สร้าง ไม่เสร็จสมบูรณ์ด้วยประการใดไม่ปรากฏ ต่อมาจึงมีผู้มาสร้างวัด สร้างมณฑป และพระพุทธบาทสี่รอยขึ้นบนปราสาทนี้ ส่วนตำหนักที่สร้างข้างปราสาทนี้ได้ปรักหักพังหมดแล้วในอดีต ที่นี่เคยเป็นตำหนักที่ประทับของกษัตริย์ในระหว่างเสด็จไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรี และเป็นที่ประทับแรมในระหว่างเสด็จไปลพบุรีสิ่งที่น่าสนใจของ “ปราสาทนครหลวง” นั่นก็คือ ก่อด้วยอิฐทั้งหลัง ตั้งอยู่บนเขา ซึ่งทำขึ้นโดยนำดินมาถมให้สูง มีระเบียงล้อมรอบเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนลดหลั่นกันสามชั้น แต่ละชั้นมีประตูเข้าสู่ชั้นสูงสุดนับสิบประตู ระเบียงคดแต่ละชั้นสร้างปรางค์ประจำทิศทั้งสี่มุม และที่กึ่งกลางก็มีปรางค์ด้วยระเบียงคดระเบียงคดภายในมีปรางค์ประมาณ 30 องค์ รูปทรงคล้ายปรางค์ขอม แต่ก่อด้วยอิฐ ไม่ใช่ศิลาแลง องค์ปรางค์มีการย่อมุมไม้ยี่สิบ หมายถึงมุมหนึ่งทำเป็นมุมเล็กได้ห้ามุม (สี่มุมคูณด้วยห้าจึงมี 20 มุม) จากการบูรณะของกรมศิลปากรพบว่า การสร้างปรางค์ของเดิมใช้โครงไม้ขึ้นรูปก่อนแล้วก่ออิฐล้อตามบริเวณฐานชั้นบนสุดจะเป็นที่ตั้งของมณฑปจตุรมุข ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทเอาไว้ข้างใน ล้อมรอบด้วยระเบียงคด ซึ่งระเบียงคด คือส่วนที่เชื่อมต่อปรางค์แต่ละองค์ ปัจจุบันเหลือแต่ผนังของระเบียงคด ถ้าสังเกตดูจะเห็นว่าช่างได้ทำช่องหลอกไว้เป็นซี่คล้ายลูกกรง เรียกว่า “ลูกมะหวด” ช่องดังกล่าวนี้ตัน อากาศและแสงไม่สามารถผ่านเข้ามาได้ เป็นลักษณะศิลปะแบบขอม คล้ายกับโบสถ์วัดหน้าพระเมรุ วัดมหาธาตุ วัดไชยวัฒนาราม ฯลฯมณฑปจตุรมุขพระพุทธบาทสี่รอยสำหรับผู้มาเที่ยวปราสาทนครหลวงจะต้องไม่พลาดไปสักการะ “พระพุทธบาทสี่รอย” ที่ประดิษฐานในมณฑปจตุรมุข ตามข้อมูลระบุว่านายปิ่นหรือตาปะขาวปิ่นเป็นผู้สร้างขึ้นในคราวเดียวกับวัดนครหลวง มีลักษณะเป็นพระพุทธบาทซ้อนกันสี่รอย ลึกลงไปในเนื้อหิน รอยที่ใหญ่ที่สุดกว้างประมาณ 2.50 เมตร ยาว 5.50 เมตร ประดิษฐานในมณฑปบนชั้นสูงสุดของปราสาทนครหลวง มณฑปมีจารึกที่หน้าบันว่า ปฏิสังขรณ์เมื่อ ร.ศ. 122 (พ.ศ.2446 ในสมัยรัชกาลที่ ๕)และบริเวณด้านหน้ามณฑป ยังเป็นที่ประดิษฐานของ “พระพิฆเนศ” ปางชนะมาร ประทับบนบัลลังก์กะโหลก อายุกว่า 300 ปีพระพิฆเนศ ปางชนะมารขอพรองค์พระพิฆเนศความเป็นมาขององค์พระพิฆเนศ มี 2 เรื่องที่เล่าสืบทอดกันมา คือ ทางแรก พระพิฆเนศองค์นี้ อายุกว่า 300 ปี ได้ประดิษฐานอยู่ในบริเวณนี้มานานแล้ว แต่ไม่มีผู้รู้ความเป็นมาว่าสร้างเมื่อใดและมาประดิษฐานเมื่อใดทางที่สอง คือ ในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๕ พระองค์ได้เสด็จประพาสเมืองชวา และได้รับการถวายองค์พระพิฆเนศ ประทับนั่งบนบัลลังก์กะโหลก (ปัจจุบัน ประดิษฐานในห้องศิลปะชวา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) และในช่วงนั้นก็กำลังมีการปฏิสังขรปราสาทนครหลวงแห่งนี้ จึงได้มีการสร้างองค์พระพิฆเนศจำลองมาจากพระพิฆเนศจากชวา และได้นำองค์จำลองมาประดิษฐานไว้ที่ปราสาทนครหลวงแห่งนี้พระพิฆเนศปางชนะมาร ลักษณะเป็นปูนปั้น มีแผ่นกระเบื้องสีติดอยู่ คาดว่ามีการประดับตกแต่งก่อนจะหลุดร่อนออกไปตามกาลเวลา โดยสายมูที่มาที่นี่ ก็มักจะมาขอพรเรื่องหน้าที่การงาน และโชคลาภ โดยเมื่อสำเร็จสมปรารถนาก็มักจะเดินทางกลับมาอีกครั้งตำหนักนครหลวงแผ่นหินพระจันทร์ลอยอีกหนึ่งไฮไลต์ที่อยู่ภายในปราสาทนครหลวงก็คือ “ตำหนักนครหลวง” หรือ ศาลพระจันทร์ลอย ตั้งอยู่ด้านหน้าปราสาทนครหลวง มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบอาคารจัตุรมุข ปฏิสังขรณ์ใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระปลัด (ปลื้ม) หรือพระครูวิหาร-กิจจานุการได้นำพระจันทร์ลอยจากวัดเทพจันทร์ลอย ต.พระจันทร์-ลอย อ.นครหลวง ซึ่งอยู่ใกล้กับปราสาทนครหลวงมาประดิษฐานไว้สำหรับ “แผ่นหินพระจันทร์ลอย” มีลักษณะเป็นแผ่นหินแกรนิตทรงกลมคล้ายดวงจันทร์ขนาดใหญ่ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เมตร หนา 6 นิ้ว บนแผ่นหินมีรูปแกะสลักที่ค่อนข้างดูยาก ด้านหนึ่งสลักเป็นรูปพระเจดีย์สององค์และพระพุทธรูปสามองค์ ส่วนอีกด้านหนึ่งสลักเป็นรูปปลาคล้ายสัญลักษณ์ราศีมีน มีผู้สันนิษฐานว่าแผ่นหินดังกล่าวอาจเป็นธรรมจักรที่ยังสร้างไม่เสร็จก็เป็นได้นอกจากนี้บริเวณปราสาทนครหลวงเป็นที่ตั้งของ “วัดนครหลวง” ภายในมีบรรยากาศเงียบสงบ ร่มรื่นด้วยต้นไม้เขียวขจี มีอุโบสถสีขาวซึ่งคาดว่าสร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ มีใบเสมาหินทรายแดงตั้งอยู่รอบอุโบสถ และมีพระประธานประดิษฐานอยู่ด้านในอุโบสถ วัดนครหลวงแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000017835
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
23/02/2026
กรุงเทพฯ 23 กุมภาพันธ์ 2569 - เอไอเอ ประเทศไทย จับมือกับ POEM แบรนด์แฟชั่นไทยชื่อดัง เป็นปีที่ 2เปิดตัว สูท AIA MDRT 2027 ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับภาพลักษณ์และความเป็นมืออาชีพของตัวแทน MDRT ที่เอไอเอ ประเทศไทย ครองแชมป์อันดับหนึ่ง MDRT มากที่สุดในประเทศต่อเนื่องกว่าทศวรรษ พร้อมตั้งเป้าเติบโตระยะยาวสู่ 7,500 MDRT ภายใน 3 ปี เพื่อเดินหน้าส่งมอบการดูแลและช่วยคนไทยวางแผนชีวิต สุขภาพ และการเงิน ผ่านผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และยูนิต ลิงค์ เพื่อสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ตามคำมั่นสัญญา Healthier, Longer, Better Livesคุณอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “เอไอเอ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพของตัวแทนประกันชีวิต รวมถึงที่ปรึกษาทางการเงินของเอไอเอ ให้มีความรู้ความสามารถและทักษะรอบตัวที่สามารถตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปของลูกค้าได้อย่างดีที่สุด โดยมุ่งสร้างตัวแทนมืออาชีพผ่านโครงการ AIA Financial Advisor (AIA FA) ซึ่งจากสถิติ 5 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนของตัวแทน MDRT ของเอไอเอมาจาก FA เป็นจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเพิ่มจาก 45% มาเป็นกว่า 60% ดังนั้นในปีนี้เราจึงยังมุ่งเน้นในการส่งเสริม FA ให้ก้าวสู่ MDRT เพื่อเป็นเครื่องหมายที่การันตีถึงความเป็นมืออาชีพและความพร้อมในการดูแลคนไทย ให้มีความมั่งคั่งและมั่นคงในชีวิตระยะยาว“ซึ่งปีนี้เราจะเน้นสร้าง MDRT First Timer หรือผู้พิชิตคุณวุฒิ MDRT ครั้งแรก โดยเราจะมีโครงการจัดตั้ง Pre MDRT Club เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ในการสนับสนุนให้ตัวแทนของเราสามารถพิชิต MDRT เป็นครั้งแรก โดยโครงการเป็นรูปแบบการฝึกอบรมเฉพาะทาง และการโค้ชชิ่งโดย MDRT Ambassadors รวมถึงกิจกรรมการเชิดชูเกียรติและรางวัลพิเศษ ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ตัวแทนสามารถเติบโต และก้าวสู่ MDRT ได้เป็นครั้งแรก“ที่สำคัญและเป็นธรรมเนียมในการเชิดชูเกียติ MDRT คือ สูท AIA MDRT ที่ปีนี้เรายังคงได้พาร์ตเนอร์ด้านแฟชั่นมืออาชีพแบรนด์ไทยอย่าง POEM มาออกแบบเสื้อสูท AIA MDRT 2027 ให้เป็นปีที่ 2 โดยมีรายละเอียดของดีไซน์สูทที่ยังคงสะท้อนถึงความภาคภูมิใจในความสำเร็จ ในฐานะ AIA MDRT ซึ่งถือเป็นคุณวุฒิที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล”คุณชวนล ไคสิริ หรือ ณอน ดีไซน์เนอร์เจ้าของแบรนด์ POEM เผยว่า “ทาง POEM รู้สึกยินดีมาก ๆ ที่สูทดีไซน์โดยแบรนด์ไทยได้รับการยอมรับจากตัวแทนระดับสากล ในคอลเลกชันใหม่นี้ผมจึงตั้งใจที่อยากถ่ายทอดให้สูทตัวนี้มีความพิเศษและมีความหมายมากยิ่งขึ้น สำหรับสูท MDRT 2027 ผมตั้งใจทำให้เป็น Signature Design for Corporate เพราะต้องการยกระดับสูทให้เป็นมากกว่ายูนิฟอร์มแต่เป็น Signature ที่สะท้อนตัวตนและความสำเร็จ จึงเป็นที่มาของคอนเซปต์ The Code of Precision ผมตั้งใจให้ตัวสูทมีความหมายซ่อนอยู่ภายใต้ความสวยงาม การได้ออกแบบสูท AIA MDRT เป็นปีที่ 2 ทำให้ผมอยากปรับแต่งและยกระดับคอนเซ็ปต์ให้ลึกขึ้น โดยเลือกใช้เนื้อผ้ามี Texture เป็นเอกลักษณ์ ถ้ามองใกล้ ๆ จะยิ่งเห็นเป็นคำว่า AIAMDRT เรียงกัน นอกจากนี้ยังมีการใช้สี Ombre ที่เป็นเอกลักษณ์ของ POEM โดยสีของสูทเป็นสีแดงไล่ลงมาดำซึ่งสีแดงคือความเชื่อมโยงกับสีแดงของเอไอเอ ผมมองว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ได้ใช้สีของแบรนด์ และเอกลักษณ์ของ POEM รวมเข้าด้วยกัน ผมตั้งใจออกแบบเพื่อให้สูทตัวนี้มีความพิเศษกับผู้พิชิตคุณวุฒิ MDRT 2027 ทุกท่าน เป็นคุณค่าทางจิตใจ และเป็นสูทที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของตัวแทนทุกคนในสายอาชีพจริง ๆ ครับ”
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
20/02/2026
เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นางสาวญดา วงศ์ทองคำ รองผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารสิทธิพิเศษและกิจกรรมลูกค้า จับมือกับ สโมสรฟุตบอลท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) สร้างสีสันวงการลูกหนังไทย ด้วยการจัดการแข่งขัน AIA THAILAND CHAMPIONSHIP 2026 ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอล 5 คน (5-a-side Football Tournament) เพื่อเฟ้นหาทีมที่แข็งแกร่งที่สุดจากทั่วประเทศเป็นตัวแทนร่วมสู้ศึกในรายการ AIA Championship 2026 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษการแข่งขันปีนี้ได้รับกระแสตอบรับร้อนแรงตั้งแต่เริ่มประกาศ โดยมีทั้งนักกีฬาและกองเชียร์จากหลายจังหวัดเข้าร่วมกันอย่างคึกคัก บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุก ความมุ่งมั่น และพลังบวกจากทุกทีมที่ลงสนามล่าฝันในครั้งนี้ หลังการขับเคี่ยวอย่างเข้มข้น ผลปรากฏว่าทีม The Forward United จาก AIA Leagues คว้าชัยเหนือคู่แข่ง และได้รับสิทธิเป็นทีมตัวแทนประเทศไทย ก้าวสู่การแข่งขันระดับภูมิภาค เพื่อชิงตั๋วเข้าสู่รอบสุดท้าย ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตัวแทนของไทยจะมีโอกาสร่วมเดินทางสู่ประเทศอังกฤษ ระหว่างวันที่ 8–12 พฤษภาคม 2569 เพื่อร่วมแข่งขันรอบชิงระดับภูมิภาค พร้อมสัมผัสประสบการณ์พิเศษในการชมการแข่งขันพรีเมียร์ลีกนัดสำคัญระหว่าง Tottenham Hotspur พบ Leeds United แบบใกล้ชิดติดขอบสนามเอไอเอ ประเทศไทย ยังคงเดินหน้าจับมือกับพันธมิตรหลักอย่าง Tottenham Hotspur เพื่อส่งเสริมให้คนไทยออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ และสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สอดคล้องกับคำมั่นสัญญา “Healthier, Longer, Better Lives – เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น”
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
11/11/2024
24/09/2025
14/01/2025
12/01/2026
11/05/2026