Everyday knowledge for you
ห้องแสดงนิทรรศการ
08/12/2025
“ช้าง” หนึ่งในสัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมืองไทยมายาวนาน ไม่ว่าจะเติบโตมาในยุคสมัยไหน คนไทยแทบทุกคนล้วนมีภาพจำเรื่องราวความผูกพันกับช้าง ทั้งในประวัติศาสตร์ ศิลปะ ความเชื่อ หรือเรื่องราวในวัยเด็กเปรียบเสมือน “เพื่อนรัก” ของคนไทยปีนี้ เสน่ห์ของช้างไทยได้กลับมาโลดแล่นอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ อีกครั้ง ในรูปแบบนิทรรศการสุดสร้างสรรค์ “Elephant Parade Bangkok” ที่ทางผู้จัดได้นำ ประติมากรรมช้างหลากสีสันกว่า 55 เชือก มาจัดแสดงกระจายอยู่ทั่วไปในชุมชนย่านตลาดน้อย-ถนนทรงวาด กรุงเทพมหานครสำหรับใครที่คิดว่าย่านนี้มีดีแค่ความคลาสสิก บอกเลยว่าต้องลองไปสัมผัสกับมุมมองใหม่ผ่านนิทรรศการดังกล่าว เพราะทุกตรอกซอกซอยในย่านเก่าแห่งนี้ ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น Outdoor Gallery ขนาดย่อม ที่เต็มไปด้วยความน่ารัก สดใส และงานศิลปะที่สะท้อนตัวตนของช้างในมุมมองใหม่โดยไฮไลต์อยู่ที่แต่ละเชือกถูกศิลปินหลากหลายสไตล์ เพนต์สีสันลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถ่ายทอดเรื่องราว อารมณ์ และจินตนาการลงในตัว “เจ้าช้างน้อย” อย่างตั้งใจ เหมาะแก่การเดินเล่นหยุดชมชมช้า ๆ ตามเส้นทางในแผนที่ที่ทางงานจัดไว้ให้ รับรองว่าจะได้ค้นพบมุมมองใหม่ ๆ ที่หลบซ่อนอยู่ในย่านนี้ ทั้งสีสัน ลวดลาย ไปจนถึงสตอรี่ที่แฝงอยู่ในแต่ละรูปปั้นงานนี้นอกจากจะได้เดินเล่น ถ่ายรูป และสนุกกับกิจกรรมล่าขุมทรัพย์ (Treasure Hunt) ตามหาเจ้าช้างทั้ง 35 จุดในแผนที่ และลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษแล้ว ยังถือเป็นโอกาสดีที่จะได้สัมผัสกลิ่นอายของตลาดน้อยและถนนทรงวาดอย่างใกล้ชิด อิ่มเอมกับเรื่องราวชุมชนเก่าแก่ สถาปัตยกรรมโบราณ ร้านค้าเก๋ ๆ คาเฟ่ชิค ๆอีกด้วยนับได้ว่า นิทรรศการ “Elephant Parade Bangkok” ไม่ใช่แค่การโชว์สัตว์ประจำชาติเท่านั้น แต่นี่คือการต่อยอด Soft Power ของไทย ที่ชวนทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวมาเรียนรู้ เข้าใจ และร่วมอนุรักษ์ช้างไทยในแบบที่เข้าถึงง่ายและสนุกกว่าที่เคย ผ่านศิลปะที่กลายเป็น “สื่อกลาง” เชื่อมใจระหว่างคนกับช้างที่น่าสนใจอีกงานหนึ่งสำหรับกิจกรรม “Elephant Parade Bangkok” จัดตั้งแต่วันนี้ - 21 กุมภาพันธ์ 2569 สามารถไปรับแผนที่และเริ่มผจญภัยได้ที่ Elephant Parade Talad Noi หรือร้านค้าที่ร่วมรายการ แล้วออกไปเดินเล่นตามหาความสุขในย่านตลาดน้อย-ทรงวาดกันแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9680000112971
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
08/12/2025
“...ให้มีการปรับปรุงสภาพป่าบริเวณอ่างเก็บน้ำปางตองใหม่และฝายปางอุ๋ง ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม...”พระราชกระแสรับสั่งของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2527ปางอุ๋ง จากป่าเสื่อมโทรมสู่ที่เที่ยวสุดปังหลังจากนั้น “โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง)” หรือ ที่คนนิยมเรียกกันสั้นๆว่า “ปางอุ๋ง” ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในปีเดียวกันนี้ (2527) ก่อนจะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาวันนี้ “ปางอุ๋ง” นอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมเบอร์ต้น ๆ ในช่วงฤดูหนาวแล้ว ที่นี่ยังถูกยกให้เป็นหนึ่งใน “สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย” กับบรรยากาศภายใต้อ้อมกอดธรรมชาติ ที่มีไฮไลต์คือ ป่าสน สายหมอก และอ่างเก็บน้ำในตำนาน ใต้พระบารมี พ่อ-แม่ของแผ่นดินปางอุ๋ง ใต้พระบารมี พ่อ-แม่ของแผ่นดินนักท่องเที่ยวถ่ายรูปที่ท่าน้ำยามเย็นโครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) หรือ ปางอุ๋ง เป็นส่วนหนึ่งของ “ศูนย์บริการและพัฒนาที่สูงปางตองตามพระราชดำริ” โครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 โดยในหลวงรัชกาลที่ ๙ และ สมเด็จพระพันปีหลวง ทรงเห็นว่าพื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่อันตราย อยู่ติดแนวชายแดนพม่า มีกองกำลังต่าง ๆ มีการขนส่ง ปลูกพืชเสพติด และบุกรุกพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่าอยู่เสมอทั้ง 2 พระองค์ จึงมีพระราชดำริให้รวบรวมราษฎรกลุ่มน้อยบริเวณนั้นมาอยู่รวมกันเป็นชุมชน โดยมีพระราชประสงค์สร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้นด้วยการส่งเสริมให้ปลูกป่า สร้างอ่างเก็บน้ำ และฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืนตลอดไปกางเต็นท์ในบรรยากาศทุ่งหญ้า-ป่าสน ริมทะเลสาบปางอุ๋ง ชื่อนี้มาจากคำว่า “ปาง” หมายถึงที่พักของคนทำงานในป่า และคำว่า “อุ๋ง” เป็นภาษาเหนือ หมายถึงพื้นที่ลุ่มต่ำ คล้ายแอ่งกระทะใบใหญ่ ปางอุ๋ง ตั้งอยู่ที่บ้านรวมไทย ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของ “อุทยานแห่งชาติ ถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อ”ทิวทัศน์บริเวณอ่างเก็บน้ำปางตองในอดีตพื้นที่บริเวณปางอุ๋งมีสภาพเป็นเขาหัวโล้น ป่าเสื่อมโทรม ในหลวงรัชกาลที่ ๙ จึงมีพระราชกระแสรับสั่ง (ข้างต้น) ให้สร้าง“อ่างเก็บน้ำปางตอง” หรือ “ปางอุ๋ง” ขึ้น ตามแนวพระราชดำริ “มีคนย่อมมีน้ำ” เพื่อกักเก็บน้ำไว้ให้ชาวชุมชนได้ใช้ทำการเกษตรทำไร่นา และเก็บไว้สำหรับใช้ในโครงการศูนย์ฯปางตองตามพระราชดำรินอกจากนี้พระองค์ท่านยังทรงให้มีการปลูกป่าตามแนวพระราชดำริ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ขึ้น พร้อมทั้งการปลูกป่าในด้านอื่น ๆ เพื่อทำการฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้งปางอุ๋ง สวิตเซอร์แลนเมืองไทยจุดเช็กอินบริเวณท่าล่องแพไม้ไผ่วันนี้นับเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว ที่โครงการพระราชดำริปางตอง 2 หรือ ปางอุ๋ง ได้พลิกฟื้นจากสภาพของป่าเสื่อมโทรม ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ มีทัศนียภาพที่เป็นเอกลักษณ์สวยงามและมีอากาศที่เย็นตลอดทั้งปี จนได้รับฉายาว่า “สวิตเซอร์แลนด์แห่งเมืองไทย” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของภาคเหนือในช่วงฤดูหนาว ที่หากใครมาเยือนเมืองสามหมอกไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงปางอุ๋งมีบรรยากาศโดดเด่นไปด้วย วิวทิวทัศน์ของอ่างเก็บน้ำอันสวยงาม แวดล้อมไปด้วยป่าสนเรียงราย ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถมาถ่ายรูปเช็กอินกันได้รอบ ๆ อ่างเก็บน้ำ ไม่ว่าจะเป็น บริเวณลานกางเต็น ในพื้นที่ป่าสนสองใบ บริเวณจุดล่องแพ มุมสะพานไม้ มุมสะพานฝาย และบริเวณสันเขื่อนอ่างเก็บน้ำ ที่แต่ละจุดจะมีมนต์เสน่ห์และสีสันที่แตกต่างกันออกไปล่องแพไม้ไผ่ในสายหมอกยามเช้าขณะที่ในยามเช้าตรู่ของหน้าหนาวหลังจากที่พระอาทิตย์แย้มแสงแรกแห่งวันสาดส่อง บริเวณอ่างเก็บน้ำปางตอง หรือ ปางอุ๋ง จะดูงดงามไปด้วยสายหมอกที่เกิดจากไอน้ำ ลอยปกคลุมไหลระเรี่ยเหนือผิวน้ำ ท่ามกลางองค์ประกอบแห่งความงามปานประหนึ่งภาพฝัน ของทะเลสาบ ทิวสน ผืนป่า เรือนแพ และหงส์พระราชทานที่แหวกว่าย ที่ถือเป็นอีกหนึ่งสีสันของปางอุ๋งแห่งนี้หงส์ขาว อีกหนึ่งดาวเด่นแห่งปางอุ๋งนอกจากนี้ปางอุ๋งยังมีกิจกรรมล่องแพไม้ไผ่นั่งชมวิวทิวทัศน์ของท้องทะเลสาบทั้งในช่วงเช้าและเย็น รวมถึงยังมีสถานที่กางเต็นท์และเต็นท์ของอุทยานฯ ไว้บริการในป่าสนริมทะเลสาบ มีจุดกางเต็นท์บริเวณสันเขื่อนของทหาร มีที่พัก โฮมสเตย์ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านของของที่ระลึก ไว้บริการในพื้นที่ของหมู่บ้านรวมไทย และบ้านพักของโครงการฯ ปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) อช.ถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่่อ ไว้ให้บริการแก่ผู้สนใจและนี่ก็คือมนต์เสน่ห์ความงดงามของปางอุ๋ง จังหวัดแม่ฮ่องสอน สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังใต้พระบารมี ในหลวงรัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระพันปีหลวง พ่อและแม่ของแผ่นดิน ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในด้านต่าง ๆ อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพสกนิกรชาวไทยให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมุมโรแมนติกที่ศาลาท่าน้ำยามเช้าปางอุ๋ง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสวยงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูหนาว โดยปี 2568 นี้ อุทยานแห่งชาติ ถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อ เปิดให้บริการท่องเที่ยวและพักแรมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไปผู้สนใจสามารถจอง พื้นที่ลานกางเต็นท์ และ เต็นท์อุทยานฯได้ตั้งแต่วันนี้ผ่านเว็บไซต์กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชhttps://nps.dnp.go.thหรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ inbox เพจ อุทยานแห่งชาติ ถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อ Thamplanamtokphasuea หรือ โทร. 082-191-1746จุดเช็กอินบนสะพานฝายกางเต็นท์นอนบรรยากาศสุดฟินริมทะเลสาบแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9680000116710
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
04/12/2025
บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนเอไอเอ (ประเทศไทย) จำกัด (“บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย)”) นำโดย นายสุขวัฒน์ ประเสริฐยิ่ง (ขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) เป็นตัวแทนรับรางวัล TOP Investment Management ประเภท Local Currency Bonds Benchmark Review 2025 - Thai Baht และนายผดุง ทรงอธิกมาศ หัวหน้าฝ่ายการลงทุนตราสารหนี้ คว้ารางวัล Most Astute Investor ประเภท Local Currency Bonds Benchmark Review 2025 - Thai Baht จาก The Asset ในงานประกาศรางวัล Asset Benchmark Research Awards 2025 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรม Grand Hyatt Singapore ประเทศสิงคโปร์ เพื่อยกย่องบริษัทจัดการลงทุนและผู้จัดการลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญและวิสัยทัศน์โดดเด่นในตลาดตราสารหนี้สกุลเงินบาท รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) ในการบริหารเงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและสม่ำเสมอในระยะยาวให้แก่ผู้ถือกรมธรรม์ เอไอเอ ยูนิต ลิงค์
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
03/12/2025
เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนหาเงินได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่บางคนแม้จะมีรายได้ดีแต่กลับไม่เคยมีเงินเก็บเลย? คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินที่หาได้ แต่อยู่ที่ “วิธีคิดเกี่ยวกับการเงิน” หรือที่เรียกว่า “Money Mindset”,แนวคิดทางการเงินของเราส่งผลต่อทุกการตัดสินใจ ตั้งแต่การใช้จ่าย การออม การลงทุน ไปจนถึงวิธีมองอนาคตทางการเงินของตัวเอง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสองแบบหลัก ๆ ได้แก่ “Fixed Mindset” และ “Growth Mindset”เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนหาเงินได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่บางคนแม้จะมีรายได้ดีแต่กลับไม่เคยมีเงินเก็บเลย? คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินที่หาได้ แต่อยู่ที่ “วิธีคิดเกี่ยวกับการเงิน” หรือที่เรียกว่า “Money Mindset”แนวคิดทางการเงินของเราส่งผลต่อทุกการตัดสินใจ ตั้งแต่การใช้จ่าย การออม การลงทุน ไปจนถึงวิธีมองอนาคตทางการเงินของตัวเอง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสองแบบหลัก ๆ ได้แก่ “Fixed Mindset” และ “Growth Mindset”คนที่มี Fixed Mindset เชื่อว่า ความสามารถทางการเงินของตัวเองถูกกำหนดมาแล้วและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ พวกเขามักมีแนวคิดว่า “ฉันไม่เก่งเรื่องเงิน” หรือ “ฉันไม่มีวันรวยขึ้นได้” และปล่อยให้ข้อจำกัดเหล่านี้เป็นกำแพงขวางกั้นโอกาสของตัวเอง โดยลักษณะของ Fixed Mindset ทางการเงินมักจะมีพฤติกรรม กลัวความเสี่ยง, ใช้เงินแบบตามใจตัวเอง, เชื่อว่าคนรวยเกิดมารวยตรงกันข้าม คนที่มี Growth Mindset มองว่า การเงินเป็นทักษะที่สามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ แม้ว่าเขาอาจจะยังไม่เก่งเรื่องการเงินในตอนนี้ แต่พวกเขาเชื่อว่าถ้าเรียนรู้ ลงมือทำ และปรับปรุงตัวเอง พวกเขาก็สามารถไปถึงเป้าหมายทางการเงินได้ โดยลักษณะของคนที่มี Growth Mindset มักจะมีพฤติกรรม กล้าลองสิ่งใหม่ ๆ, รู้จักบริหารเงิน, มองความล้มเหลวเป็นบทเรียนเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนชีวิตทางการเงินMindset เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ แม้ว่าตอนนี้คุณอาจจะมี Fixed Mindset ทางการเงิน แต่คุณสามารถฝึกให้ตัวเองคิดแบบ Growth Mindset ได้ โดยการ • เปลี่ยนคำพูดที่ใช้กับตัวเอง • เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ • มองความผิดพลาดเป็นบทเรียน • หาความรู้เรื่องการเงินความแตกต่างระหว่าง “รวยขึ้น” กับ “อยู่ที่เดิม” อาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินที่เราหาได้ แต่อยู่ที่ “วิธีคิดและมุมมองเกี่ยวกับการเงินของเรา” ถ้าเราเชื่อว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ และมุ่งมั่นเรียนรู้และพัฒนา อนาคตทางการเงินของเราก็สามารถเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอนที่มา : Harvard Business School Online Psychulaแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ ไทยรัฐhttps://www.thairath.co.th/money/personal_finance/wealth_management/2848076
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันภัย
03/12/2025
ฤดูฝนเมื่อปี 2024 กลายเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่หลายพื้นที่สำคัญของประเทศไทย เช่น กรุงเทพฯ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เชียงราย เชียงใหม่ รวมถึงฐานการผลิตตลอดลุ่มเจ้าพระยา ต้องเผชิญฝนตกหนักทำลายสถิติ ส่งผลให้ภาคธุรกิจไทยจำนวนมากตั้งคำถามว่า น้ำท่วมอีกครั้งนี้ในปี 2025 จะมีเงินสดพอประคองกิจการหรือไม่ เมื่อประเทศไทยต้องเผชิญลานีญารอบใหม่ช่วงปลายปี 2025 ซึ่งตามสถิติแล้วจะทำให้ปริมาณฝนเพิ่มขึ้นมากอย่างผิดปกติ ประกันน้ำท่วมแบบพาราเมตริกจึงเป็นที่จับตามองความกังวลยิ่งทวีคูณขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์อุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์ในเดือนนี้ ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นักวิชาการด้านอุทกวิทยาประเมินว่าเป็นฝนหนักที่สุดในรอบ 300 ปี เพียง 24 ชั่วโมง เมืองหาดใหญ่ต้องรับปริมาณน้ำฝนสะสมกว่า 600-700 มิลลิเมตร สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งเดือนของภาคใต้ตอนล่างหลายเท่า ทำให้ระดับน้ำในเขตเทศบาลพุ่งสูงกว่า 2.5 เมตร ในบางจุด ถนนหลายสายกลายเป็นแม่น้ำ โรงพยาบาลต้องเร่งอพยพผู้ป่วยกว่า 450 ราย อย่างเร่งด่วน ขณะเดียวกันมีรายงานบ้านเรือนและธุรกิจนับหมื่นหลังคาเรือน ได้รับผลกระทบโดยตรงและต้องหยุดกิจการกะทันหันคลองระบายน้ำสายหลัก เช่น คลองอู่ตะเภา และคลองระบายน้ำ ร.1 รับน้ำไม่ทัน จนเกิดภาวะ น้ำขังนิ่งยาวนานหลายวัน ส่งผลต่อทั้งเศรษฐกิจท้องถิ่น ระบบขนส่ง การท่องเที่ยว และห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจที่มีฐานผลิตในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ชายแดนใต้ ภาคธุรกิจไทยจำเป็นต้องมีเครื่องมือด้านสภาพคล่องฉุกเฉินให้ทันต่อเหตุการณ์สุดวิสัยมากกว่าที่เคยแม้ประกันทรัพย์สินและประกันหยุดชะงักทางธุรกิจแบบดั้งเดิมยังคงจำเป็น แต่กระบวนการประเมินความเสียหายและการเคลมมักลากยาวหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ทำให้ธุรกิจจำนวนมากเริ่มมองหาตัวเลือกใหม่ที่เข้าถึงเงินได้รวดเร็วกว่า นั่นคือ ประกันน้ำท่วมแบบพาราเมตริก (Parametric Flood Insurance) ซึ่งกำลังกลายเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในไทยหัวใจหลักของประกันพาราเมตริกคือ ความเร็วและความแน่นอน การจ่ายค่าสินไหมขึ้นอยู่กับตัวชี้วัดที่ตกลงไว้ เช่น ปริมาณน้ำฝนสะสม 150 มิลลิเมตรที่สนามบินสุวรรณภูมิ หรือระดับน้ำที่สถานีตรวจวัดในพระนครศรีอยุธยาสูงเกิน 2.5 เมตร เมื่อค่าทริกเกอร์เกิดขึ้น บริษัทประกันจะปล่อยเงินทันทีโดยไม่ต้องรอประเมินหน้างาน ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินไปใช้จ่ายด้านฟื้นฟูกิจการ ค่าจ้างแรงงาน หรือจัดการระบบซัพพลายเชนภายในเวลาเพียงไม่กี่วันแนวคิดนี้ไม่ได้ใหม่บนเวทีโลก ทีมผู้เชี่ยวชาญของ Lockton (บริษัทนายหน้าและที่ปรึกษาด้านประกันภัยอิสระที่ใหญ่ที่สุดในโลก) เคยออกแบบประกันรูปแบบนี้ให้รองรับภัยใหญ่ต่าง ๆ ตั้งแต่พายุเฮอริเคน แผ่นดินไหว ไปจนถึงเหตุระบบ IT ล่ม และกำลังนำเทคโนโลยีเดียวกัน ทั้งข้อมูลดาวเทียม การวิเคราะห์สภาพอากาศ และแบบจำลองขั้นสูง มาประยุกต์กับบริบทน้ำท่วมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แรงสนับสนุนจากรัฐก็มีส่วนสำคัญ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 สำนักงาน คปภ. (OIC) และสำนักงานสภาพัฒน์ประกาศความคืบหน้าของโครงการแซนด์บอกซ์ประกันภัยสภาพอากาศ นำข้อมูล IOT และ GIS พัฒนากรมธรรม์ดัชนีสำหรับเกษตรกร โดยเริ่มทดสอบกับสวนทุเรียนภาคตะวันออก ซึ่งสื่อถึงท่าทีเปิดกว้างของภาครัฐต่อประกันดัชนี และอาจขยายไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์ภายในปีนี้ประกันพาราเมตริกให้ความยืดหยุ่นสูง ผู้ประกอบการสามารถเลือกตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับสภาพความเสี่ยงของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำฝน ระดับน้ำแม่น้ำ หรือสัญญาณเตือนจากสถานีสูบน้ำของกรุงเทพฯ รวมถึงกำหนดโครงสร้างจ่ายเงินแบบขั้นบันไดเพื่อรองรับเหตุรบกวนขนาดเล็ก ไปจนถึงเหตุรุนแรงระดับมหันตภัย นอกจากนี้ยังสามารถใช้งานร่วมกับประกันแบบดั้งเดิมเพื่อปิดช่องว่างค่าหักลดหย่อนและความสูญเสียที่ไม่ใช่ความเสียหายโดยตรง ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ประกอบการไทยเผชิญอยู่เป็นประจำผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การเตรียมการล่วงหน้าไม่เพียงช่วยลดภาระการกู้เงินฉุกเฉิน แต่ยังช่วยเสริมความเชื่อมั่นด้านสภาพคล่อง ลดความเสี่ยงข้อพิพาทการเคลม และเพิ่มความน่าเชื่อถือของบริษัทในสายตานักลงทุน คู่ค้า และองค์กรทางการเงิน โดยเฉพาะในช่วงที่เกณฑ์ ESG กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินกิจการมากขึ้นเรื่อย ๆLockton Wattana Thailand ชี้ว่า การผสานการวิเคราะห์ข้อมูลพาราเมตริกระดับโลกกับประสบการณ์ในตลาดประกันไทยกว่า 40 ปี ทำให้บริษัทสามารถพัฒนากรมธรรม์ที่สอดคล้องกับกฎระเบียบไทยและพฤติกรรมการเคลมของท้องถิ่น พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการที่กำลังเตรียมรับมือมรสุมปี 2025 ว่าประกันน้ำท่วมแบบพาราเมตริกสามารถเป็น “กำแพงป้องกันความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง” และช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้ แม้ต้องเผชิญฝนฟ้ากระหน่ำเพียงใดก็ตามแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1926262
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
03/12/2025
ปักหมุดอีกเทศกาลดีๆที่เต็มไปด้วยความสดชื่นเบิกบานของมวลหมู่ไม้ อย่างงาน “เทศกาลชมสวน 2568” ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด Bloom for the Future : Blossoms, Biodiversity & Breaths “การเบ่งบานแห่งชีวิต ธรรมชาติ และความงดงามที่ยั่งยืน”ภาพ: อุทยานหลวงราชพฤกษ์ภาพ: อุทยานหลวงราชพฤกษ์จากเมล็ดพันธุ์เล็กๆ บนพื้นที่สูง สู่ความงดงามภายในอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ส่งต่อความงามที่ไม่เพียง “มองเห็นได้ด้วยตา” แต่ “รู้สึกได้ด้วยหัวใจ”ดอกไม้ใน “เทศกาลชมสวน” Bloom for the Future คือ แรงใจและแรงมือจากเกษตรกรบนพื้นที่สูง ที่ดูแลทุกต้นกล้าด้วยความรักและความใส่ใจ จนกลายเป็นทุ่งดอกไม้ที่ผลิบานอย่างภาคภูมิใจภาพ: อุทยานหลวงราชพฤกษ์ทุกกลีบดอกคือสัญลักษณ์ของ “ความร่วมมือ” ระหว่างธรรมชาติ ผู้คน และหัวใจที่มุ่งมั่น ร่วมกันสร้าง “ความงามที่ยั่งยืน” และส่งต่อ “ลมหายใจแห่งภูเขา” สู่สวนที่เต็มไปด้วยชีวิตและความหวังภาพ: อุทยานหลวงราชพฤกษ์เบื้องหลังความงามเหล่านี้ ยังสะท้อนถึง “พลังแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ได้ร่วมสนับสนุนเกษตรกรบนพื้นที่สูง ทั้งด้าน รายได้ ความรู้ และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าอย่างยั่งยืนต่อไป เพราะเราทุกคนต่างเป็นส่วนหนึ่งของการ “เบ่งบานเพื่ออนาคต” Bloom for the Future Blossoms, Biodiversity & Breathsภาพ: อุทยานหลวงราชพฤกษ์มาร่วมสัมผัสความงดงามของไม้ดอกนานาพันธุ์หลากสีสันนับล้านดอกจากเกษตรกรบนพื้นที่สูง โอบล้อมด้วยกลิ่นไอวัฒนธรรมท่ามกลางธรรมชาติที่ยั่งยืน พร้อมบรรยากาศแห่งความสดใสของฤดูหนาว เพลิดเพลินกับกิจกรรมเสวนาทางวิชาการ กิจกรรม Workshop ช้อปของดีจากยอดดอยและสินค้าจากชุมชนในตลาดนัดชาวดอย พร้อมกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายให้ได้เรียนรู้ สนุก และเก็บความประทับใจกลับบ้านภาพ: อุทยานหลวงราชพฤกษ์ภาพ: อุทยานหลวงราชพฤกษ์ตั้งแต่ 17 พ.ย. 2568 – 28 ก.พ. 2569 ตั้งแต่เวลา 8.00-18.00 น. ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่สอบถามเพิ่มเติม : 053-114110-2 หรือ facebook.com/rprp.cnxภาพ: อุทยานหลวงราชพฤกษ์แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9680000111039
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
03/12/2025
มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ เชิญชวนชาวศิลปากร ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน และประชาชนทั่วไป ชมการจัดแสดงภาพกิจกรรมจิตรกรรมบนกำแพงวัง “รำลึกแห่งแสงและสายใยศิลป์” ผลงานโดย คณาจารย์ และนักศึกษาคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากรภาพ: Silpakorn Universityสำหรับการจัดการแสดงศิลปะกลางแจ้งครั้งนี้ เต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและงดงามกว่า 15 ภาพ บนกำแพงยาว 40 เมตร ที่สะท้อนคุณค่าความงามทางศิลปะ แสดงถึงพระอัจฉริยภาพและพระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่าของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงภาพ: Silpakorn Universityประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยวสามารถร่วมชมความสวยงามและเก็บภาพเป็นที่ระลึกได้ตลอดแนวกำแพง มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ (ฝั่งประตูแดง) โดยสามารถเดินชมได้ตลอดทั้งวันจัดแสดงตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปภาพ: Silpakorn Universityภาพ: Silpakorn Universityภาพ: Silpakorn Universityภาพ: Silpakorn Universityภาพ: Silpakorn Universityภาพ: Silpakorn Universityภาพ: Silpakorn Universityแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9680000115942
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
03/12/2025
เอไอเอ ประเทศไทย ฉลองความสำเร็จแก่พลังตัวแทนผู้พิชิตคุณวุฒิ AIA Annual Convention 2025 จำนวนกว่า 1,762 ท่าน โดยได้จัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ณ กรุงมาดริด ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 13-17 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยมีพลังตัวแทนร่วมเดินทางไปทั้งสิ้น 1,633 ท่าน โดยเอไอเอ ได้เนรมิตสนามฟุตบอลซานติอาโก เบร์นาเบว สนามเหย้าของสโมสร “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ซึ่งเป็นหนึ่งในสนามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นสนามที่แฟนบอลและนักท่องเที่ยวทั่วโลกใฝ่ฝันอยากจะมาเยือนสักครั้งในชีวิต ให้เป็นสถานที่จัดงาน Gala Dinner ครั้งประวัติศาสตร์ซึ่งนับเป็นประสบการณ์ที่เงินหาซื้อไม่ได้ ภายใต้ธีม AIA Victorious : The Champions of Success เพื่อสะท้อนจิตวิญญาณของนักสู้และชัยชนะที่ได้ครองแชมป์ ซึ่งความสำเร็จนั้นเฉกเช่นเดียวกับพลังตัวแทนผู้พิชิตคุณวุฒิทุกท่านนอกจากนี้ ธรรมเนียมสำคัญของงาน AIA Annual Convention คือการเดินขบวนพาเหรดของผู้พิชิตคุณวุฒิระดับ 300% ขึ้นไป รวมถึงท่าน Double Hall of Fame ทั้ง 2 ท่าน ได้แก่ คุณสุพร เอื้อวิศาลสิน และคุณกฤษณ์ ปิติมานะอารีย์ รวมทั้งผู้พิชิตคุณวุฒิ Hall of Fame รวมกว่า 140 ท่านที่ร่วมขบวนพาเหรด นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัว President of AIA Annual Convention 2025 นั่นคือ คุณนิตยา รามมะเริง จากหน่วยออล อิน เว็ลธ์ ซึ่งเป็นการครองตำแหน่ง President ครั้งแรกจากการเข้ามาสู่เส้นทางอาชีพที่ปรึกษาทางการเงิน ประกันชีวิต และสุขภาพ โดยมีการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่พร้อมกับรถ Ferrari Spider สีแดงสด ซึ่งได้รับการต้อนรับจากผู้ร่วมงานอย่างสมเกียรติในพิธีเฉลิมฉลองความสำเร็จ AIA Annual Convention 2025 ได้รับเกียรติจากผู้บริหารเอไอเอ ประเทศไทย นำโดย คุณนิคฮิล แอดวานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วย คุณอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต ร่วมงานเลี้ยง Special Dinner เพื่อแสดงความยินดีและเชิดชูเกียรติแก่ตัวแทนผู้พิชิตคุณวุฒิ AIA Annual Convention 2025 ในระดับ 300% ขึ้นไป ณ โรงแรม The Palace Hotel ถือเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว ที่มีความเป็นมากว่าร้อยปี และเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราและความมีระดับในสเปนที่เคยรับรองคนดังระดับโลกมากมาย ทั้งราชวงศ์ นักการเมืองระดับโลก และศิลปินชื่อดังระดับโลก เช่น ปิกัสโซ และนักเขียนชื่อดัง เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ที่เคยใช้ที่นี่เป็นสถานที่สร้างแรงบันดาลใจเผื่อผลิตผลงานระดับโลก นอกจากความสวยงามของสถานที่แล้ว เอไอเอ ยังจัดเตรียมกิจกรรมสนุก ๆ รวมถึงการต้อนรับจาก Flamenco Dancers และ Flamenco Pop Fusion Band ที่ยกขบวนมาร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จให้กับทุกท่านอีกด้วยสำหรับคุณวุฒิ AIA Annual Convention 2025 ได้มาจากความทุ่มเทในการทำงานและความมุ่งมั่นในการส่งมอบความคุ้มครองแก่ลูกค้า พร้อมทั้งการดูแลประดุจสมาชิกในครอบครัว เพื่อสนับสนุนให้คนไทยทั่วประเทศมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ตามคำมั่นสัญญา Healthier, Longer, Better Lives อีกทั้งยังตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของพลังตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาด้านการเงินของเอไอเอ ซึ่งครองอันดับหนึ่งของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานที่สุด แล้วพบกันที่จุดหมายปลายทางใหม่ปีหน้ากับ AIA Annual Convention 2026 ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
02/12/2025
ดร.นิเวศน์ กูรู VI เปรียบเทียบการลงทุน “ทอง-บิตคอยน์” ที่ให้ผลตอบแทนสูงช่วงที่ผ่านมา เตือนอย่าลงทุนด้วยความโลภ-อย่าถึงขั้นจำนองบ้านมาลงทุนดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) เขียนบทความเรื่อง “ทอง VS บิตคอยน์” เผยแพร่ในเพจสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า โดยระบุว่า ช่วง 2-3 ปีนี้ นักลงทุนไทยโดยเฉพาะที่ยังหนุ่มสาวหันมาลงทุนในทองคำและบิตคอยน์เพิ่มขึ้นมาก เหตุผลเพราะทองคำในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนประมาณ 59% 5 ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทน 134% หรือเท่ากับ 18.5% ต่อปีแบบทบต้นและ 20 ปีที่ผ่านมา 739% หรือเท่ากับผลตอบแทนทบต้น 11.2% ต่อปี ในช่วงเวลาที่ยาวนานมาก ซึ่งถือว่าดีเยี่ยมและไม่เคยเป็นมาในประวัติศาสตร์ของทองคำ และก็ดีกว่าหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นโลกในส่วนของบิตคอยน์นั้น ผลตอบแทน 1 ปีที่ผ่านมาติดลบ 5-6% แต่ผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปีนั้นอยู่ที่ 406% หรือให้ผลตอบแทนทบต้นถึงปีละ 38.3% ซึ่งก็เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสุดยอดที่ไม่สามารถหาได้จากการลงทุนอื่นรวมถึงตลาดหุ้น Nasdaq ที่ว่าเป็นสุดยอดของการลงทุนในช่วงเวลานี้ที่ให้ผลตอบแทน 5 ปี ที่ประมาณ 13.6% ต่อปีแบบทบต้น และผลตอบแทน 20 ปีที่ปีละประมาณ 9.7% แบบทบต้นสรุปก็คือ ในระยะ “กลาง” คือ 5 ปี บิตคอยน์เป็นสุดยอดของการลงทุน ในระยะยาว 20 ปี ทองเป็นสุดยอดของการลงทุน ในขณะที่บิตคอยน์นั้น เป็นการลงทุนรูปแบบใหม่ที่เพิ่งจะ Active หรือเกิดขึ้นและคนเข้ามาเล่นกันประมาณ 8-9 ปีนี้เอง และก็เริ่มจะบูมเมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมาพร้อม ๆ กับการลงทุนแบบอื่น ๆ รวมถึงหุ้นที่วิ่งกันระเบิดผมคงไม่พูดถึงหุ้นที่มีการพูดถึงกันมากแล้วและเราก็ลงทุนกันมานาน ส่วนตัวผมเองก็ลงทุนมายาวนานถึง 30 ปีแล้วโดยที่ไม่เคยสนใจการลงทุนอื่นเลยรวมถึงทองคำที่ผมมีความเชื่อมาตลอดว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนต่ำแค่พอ ๆ กับเงินเฟ้อคือประมาณ 3% ต่อปี และบิตคอยน์ที่ผมคิดว่าเป็น “สินทรัพย์ในจินตนาการ” ที่ไม่มีพื้นฐานและประเมินมูลค่าไม่ได้ใช่แล้ว ผมกำลังจะเปรียบเทียบระหว่างทองคำกับบิตคอยน์ว่าคุณสมบัติมันเป็นอย่างไร และถ้าผมจะลงทุน จะเลือกตัวไหน แต่ก็ต้องบอกก่อนว่าผมอาจจะเลือกไม่ลงทุนเลยก็ได้ถ้าผมไม่เชื่อว่าผลการลงทุนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั้น จะดำเนินต่อไปในอนาคตอีก 5 ปีหรือยาวกว่านั้นผมคิดว่าช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมานั้น ผลตอบแทนของสินทรัพย์ต่าง ๆ อาจจะ “ไม่ปกติ” เพราะมีการเก็งกำไรในตลาดการลงทุนสูงมากจนทำให้ราคาทรัพย์สินเกือบทุกชนิดปรับตัวขึ้นไปสูง “เกินพื้นฐาน” ทางเศรษฐกิจไปมาก และถ้าการเก็งกำไรลดลงหรือหมดไป ราคาก็อาจจะตกลงไปมาก บางทีอาจจะกลายเป็น “หายนะ” ได้แต่นั่นก็อาจจะเป็นความเห็นที่ผิดได้ โดยเฉพาะกับทองและบิตคอยน์ซึ่งนักลงทุนโดยเฉพาะแนว VI บอกว่าเป็นสินทรัพย์ที่ “ไม่มีพื้นฐาน” เพราะมันไม่ได้สร้างอะไรหรือผลิตอะไรที่เป็นประโยชน์ในการใช้สอยและทำกำไรจ่ายปันผลให้เราได้ ถือเอาไว้มันก็ไม่เคยโต เหตุผลที่ราคาจะเพิ่มขึ้นก็เพราะ “มีคนมาซื้อต่อ” ถ้าคนไม่ซื้อ มันก็ไม่มีค่าแต่ผมคิดว่าเรื่องนี้คงต้องมาวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งและละเอียดขึ้น ทั้งทองและบิตคอยน์ ประการแรกก็คือ ทองที่ผมคิดว่ามีค่าแน่นอน เพราะมันถูกทำเป็นเครื่องประดับที่มีคุณค่าสูงในแง่ที่ว่า คนที่ใช้มันประดับร่างกายจะกลายเป็นคนที่ดูดีและที่สำคัญ “ดูรวย” ว่าที่จริงผมยังไม่เคยเจอใครที่บอกว่าทองนั้น “ไม่มีค่า” หรือมีค่าน้อย ทุกคนบอกว่าทองนั้น “เลอค่า” คล้าย ๆ เพชรที่ช่วงหนึ่งเมื่อซักหลาย ๆ ปีก่อนมีการโฆษณาว่า “เลอค่า” และผู้หญิงทุกคนต่างก็อยากใช้เป็นเครื่องประดับในวันแต่งงาน ว่าที่จริงทองนั้นมีค่าตั้งแต่สมัยอียิปต์รุ่งเรืองเมื่อหลายพันปีมาแล้ว ไม่มีใครเปลี่ยนความคิดนี้ได้จนถึงปัจจุบันบิตคอยน์นั้น มีน้อยคนมากในโลกที่คิดว่ามันมีค่า ว่าที่จริงคนส่วนใหญ่ไม่รู้จักมันด้วยซ้ำไป คนที่คิดว่าบิตคอยน์มีค่าส่วนใหญ่ก็คือคนที่เล่นบิตคอยน์หรือลงทุนบิตคอยน์เพราะเขาคิดว่าราคามันจะปรับตัวขึ้นไปอีกมากในเวลาอันสั้น พวกเขาเป็น “นักเก็งกำไร” ที่จ้องดูราคาของบิตคอยน์วันต่อวันส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจจะฉลาดมาก ซึ่งรวมถึงคนที่สร้างบิตคอยน์ขึ้นจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มองดูว่าบิตคอยน์นั้นมีคุณสมบัติที่สามารถแทน “เงินเฟียต” หรือเงินที่แบ้งค์ชาติของแต่ละประเทศพิมพ์ออกมาเป็น “กระดาษ” ที่เราใช้อยู่ และวันหนึ่ง บิตคอยน์ก็จะถูกใช้แทนเงินเฟียตทั่วโลก “ก็คงจะคล้าย ๆ กับอะไรหลาย ๆ อย่างในโลกที่เอกสารที่เป็นกระดาษถูกแทนด้วยข้อมูลดิจิทัล” พวกเขาอาจจะคิดแบบนั้น และถ้าเงินกระดาษ “มีค่า” เงินที่เป็นดิจิทัลแบบบิตคอยน์ก็ต้อง “มีค่า” คนที่ “ทำมาหากิน” ทุกวันก็จะต้องอยากได้และยินดีขายของและรับบิตคอยน์แทนเงินเฟียตที่ใช้อยู่แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ผมยังไม่เห็นคนค้าขายที่ไหนรับบิตคอยน์เลยทั้ง ๆ ที่มันเกิดขึ้นมาและโด่งดังมาเกือบ 10 ปีแล้ว ในขณะที่ข้อมูลคอมพิวเตอร์แบบอื่นนั้น ได้เข้ามาแทนที่ข้อมูลบนกระดาษอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็ว ๆ นี้ เริ่มมีคนที่รับ “เงินบิตคอยน์” มากขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกัน ซึ่งคนที่รับหรือคนที่ใช้ก็คือ คนที่ทำผิดกฎหมายและไม่ต้องการให้ผู้รักษากฎหมายตามเส้นทางการเงินได้ เช่น เจ้าหน้าที่ที่รับเงินสินบน คนโกงและมิจฉาชีพทั้งหลาย หรือโจรสลัดที่จี้เรือและเรียกเงินค่าไถ่ เป็นต้นดังนั้น สำหรับผมแล้ว บิตคอยน์ในขณะนี้เป็น “เงินเทา” ของโลกที่ใช้ในหมู่อาชญากร ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ทำให้มัน “มีค่า”เป็นเรื่องยากที่จะบอกว่า คุณค่าหรือมูลค่าที่เหมาะสมของทองและบิตคอยน์ควรเป็นเท่าไร? มีใครตอบได้ไหม? ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น ในระยะยาว ราคาของสินทรัพย์ทุกชนิดก็จะวิ่งเข้าหามูลค่าที่แท้จริงเป็นส่วนใหญ่ของเวลาทองคำนั้น เนื่องจากมีประวัติของราคายาวนานเป็นร้อย ๆ ปี คุณค่าหรือมูลค่าที่แท้จริงของมันที่เกิดจากการเป็นเครื่องประดับและต่อมาเป็น “ทุนสำรอง” ของความมั่งคั่งทั้งของบุคคลธรรมดาและรัฐชาติทั่วโลกจึงน่าจะเท่า ๆ กับราคาของทองในท้องตลาดเป็นส่วนใหญ่ของเวลา เหตุที่มูลค่ากับราคาไม่เท่ากันตลอดเวลาก็เพราะว่าในบางช่วงมีการ “เก็งกำไร” น้อย ราคาก็จะต่ำกว่ามูลค่า และในช่วงที่มีการเก็งกำไรมากอย่างช่วงเร็ว ๆ นี้ ราคาก็อาจจะสูงกว่าคุณค่ามากวิธีที่จะดูว่าราคาสูงเวอร์เกินไปหรือเปล่า ทางหนึ่งก็คือ ดูว่าเส้นกราฟราคาทองคำในระยะยาวนั้น ควรที่จะค่อย ๆ ปรับตัวขึ้นประมาณปีละ 3-4% ตามอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในระยะยาว แล้วเปรียบเทียบกับราคาทองคำในปัจจุบัน ถ้าราคาสูงเกินเส้นนี้ไปมากก็ต้องระวังว่าทองอาจจะร้อนเกินไป อย่าเข้าไปแตะในกรณีของบิตคอยน์นั้น การดูประวัติของราคาแค่ 8-9 ปี คงบอกไม่ได้ว่าคุณค่าของมันคือเท่าไร? นับถึงวันนี้ที่ชัดเจนก็คือ มันมีค่าเพราะมันเป็นที่ต้องการของคนที่ต้องการปกปิดความมั่งคั่งของตนเองเป็นหลัก แต่หลายคน รวมถึงคนระดับผู้นำโลกอย่างอเมริกาหรือผู้นำทางด้านเทคโนโลยีอย่างอีลอน มัสก์ ก็เชื่อว่าอนาคตคนจะยอมรับบิตคอยน์มากขึ้น เช่น อาจจะนำเอาบิตคอยน์มาเป็น “ทุนสำรอง” ของความมั่งคั่งแบบเดียวกับทองคำหรือเงินดอลลาร์หรือเงินของประเทศชั้นนำอื่น ๆ ซึ่งนั่นก็จะทำให้ราคาบิตคอยน์เพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วและมากขนาดเป็นหลายสิบหรือร้อยเท่าจากปัจจุบันแต่อะไรก็ตามที่เป็นเรื่อง “คาดเดา” และ “ยังไม่เกิดขึ้นเลย” หรือเกิดและเจ๊งไปแล้วอย่างประเทศ เอลซันวาดอร์ ที่ประกาศรับบิตคอยน์เป็นเงินในปี 2022 ก็ไม่น่าจะมีผลต่อมูลค่าที่ควรจะเป็นของบิตคอยน์ในแง่ที่ว่ามันจะมาแทนที่เงินตราที่ประเทศทั้งโลกใช้อยู่ และดังนั้น ราคาบิตคอยน์ที่ขึ้นลงหวือหวาก็คือเรื่องของการ “เก็งกำไร” อย่างสูง และคนที่เข้าไปเล่นก็น่าจะมีโอกาสทั้งกำไร 10 เด้งและขาดทุน 90% ได้พอ ๆ กันและนั่นนำมาถึงประเด็นเรื่อง “ความเสี่ยง” ซึ่งสำคัญพอ ๆ กับ “ผลตอบแทน” ของทองและบิตคอยน์ มาดูประวัติการ “ขาดทุนมากที่สุด” หรือ “Maximum Drawdown” ของทองคำกับบิตคอยน์ในช่วงเวลาหนึ่งกันว่าเป็นอย่างไรทองคำในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมานั้นต้องถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับหุ้นหรือหลักทรัพย์ยอดนิยมอื่น ๆ เพราะมีเพียง 3 ช่วงเวลาที่ทองคำตกลงมาหนักเกิน 20% ขึ้นไปช่วงที่ 1 ในปี 2008 ที่เป็นช่วงซับไพร์มตกลงมา 7-8 เดือนและลดลงสูงสุดประมาณ 30%ช่วงที่ 2 เกิดในปี 2011 ตกลงไปยาวประมาณ 4 ปี 3 เดือน และลดลงมากที่สุดถึง 45.5% และนี่ก็คือช่วงที่ทองคำเหงาหงอยยาวนานแต่ก็ไม่ใช่ตกแรงทีเดียวจบและช่วงที่ 3 คือปี 2020 ในช่วงโควิด 19 ที่ตกลงมา 2 ปี 3 เดือน และตกลงมามากที่สุด 21%บิตคอยน์นั้นตรงกันข้ามกับทอง เพราะในช่วงเวลา 9 ปีที่ผ่านมานั้น แทบจะเกือบทุกปี บิตคอยน์จะตกลงมาแรงมากขนาดที่ 20% นั้น กลายเป็นการ “ตกเล็กน้อย”เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2017 บิตคอยน์ตกลงมาแบบ “วิกฤติ” จนถึงปลายปี 2018 ที่ตกลงมาต่ำสุดถึง 83-84% ในเวลา 12 เดือน ก่อนที่จะฟื้นในปี 2019 ได้เพียงปีเดียว“วิกฤติ” ครั้งที่ 2 ก็เริ่มขึ้นอีกในช่วงต้นปี 2020 ที่บิตคอยน์ตกลงมาถึง 60-65% ในเวลาเพียง 1 เดือนและปรับตัวขึ้นได้แต่ก็อยู่ได้เพียงปีเดียวก่อนที่จะเกิด“วิกฤติ” ครั้งที่ 3 ในช่วงต้นปี 2021 ที่ราคาบิตคอยน์ตกลงมา 50-55% ในเวลา 2-3 เดือน ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นจนถึงปลายปีหรือเป็น “ช่วงที่ดี” ของการลงทุนเพียงประมาณ 5-6 เดือนก่อนที่จะเกิดการถล่มครั้งใหม่ที่เป็น“วิกฤติ” ครั้งที่ 4 ในช่วงปลายปี 2021 ต่อเนื่องถึงปลายปี 2022 เป็นเวลา 12 เดือน ที่บิตคอยน์ตกลงไปเรื่อย ๆ จนขาดทุนถึง 75-78% ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นมาเรื่อย ๆ ค่อนข้าง “ยาวนาน” ถึงเกือบ 3 ปี จนทำให้ 1 บิตคอยน์มีราคากว่า 120,000 ดอลลาร์ หรือเกือบ 4 ล้านบาท ในเดือนตุลคม 2025 ที่ผ่านมาก่อนที่จะปรับตัวลงแรงประมาณ 25-28% อีกครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ที่ถือเป็นครั้งที่ 5 ที่ยังไม่รู้ว่าจะกลายเป็น “วิกฤติ” อีกหรือเปล่าและทั้งหมดนั้นก็คือข้อมูลเกี่ยวกับโปรไฟล์ของทองกับบิตคอยน์ที่คนคิดลงทุนจะต้องตระหนักและควรจะท่องจำไว้ว่า “ราคาทองนั้น 20 ปี อาจจะวิกฤติครั้งหนึ่ง หุ้นเกิดวิกฤตทุก 10 ปี แต่บิตคอยน์นั้น เกิดวิกฤติทุกปี” เพื่อที่จะเตือนตัวเองเสมอไม่ให้กล้าหรือโลภเกินไป และแน่นอนว่า ไม่ว่าจะเล่นอะไรก็ตาม อย่าจำนองบ้านมาลงทุนแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1929042
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันภัย
02/12/2025
คปภ.เปิดแนวปฏิบัติการเคลมประกันภัยในพื้นที่ภาคใต้ที่ถูกน้ำท่วม เช็ก 5 ระดับความคุ้มครอง ทั้งรถยนต์สันดาปภายใน รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี)นายอาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า แนวปฏิบัติการเคลมประกันภัยในพื้นที่ภาคใต้ที่ถูกน้ำท่วมเน้นเรื่องการเคลมเร็วและง่าย สามารถถ่ายรูปแจ้งเคลมได้ทันทีสำหรับรถยนต์การเคลมความเสียหาย มีเกณฑ์ 5 ระดับในการจ่าย ทั้งรถยนต์สันดาปภายใน รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี)ระดับ A – น้ำท่วมถึงพื้นรถยนต์ : ค่าซ่อมเริ่มต้นที่ 8,000-10,000 บาทระดับ B – น้ำท่วมถึงเบาะนั่ง : ค่าซ่อมเริ่มต้นที่ 15,000-20,000 บาทระดับ C – น้ำท่วมถึงส่วนล่างของคอนโซลหน้า : ค่าซ่อมเริ่มต้นที่ 25,000-30,000 บาทระดับ D – น้ำท่วมถึงส่วนบนของคอนโซลหน้า : ค่าซ่อมเริ่มต้นที่ 30,000 บาทระดับ E – รถยนต์จมน้ำทั้งคันบริษัทจะคืนทุนประกันตามตารางกรมธรรม์เบื้องต้นเป็นเรตของรถสันดาป ถ้าเป็นไฮบริด จ่ายเพิ่ม 100,000 บาท ของแต่ละระดับ ส่วน EV ตั้งแต่ระดับ A ขึ้นไป ให้บริษัทประเมินความเสียหายส่วนกรณีบ้านที่อยู่อาศัยที่มีความคุ้มครอง เรื่องภัยธรรมชาติ หรือน้ำท่วม จะจ่ายไม่ยาก เนื่องจากจะมีวงเงิน Sublimit อยู่แล้ว ประมาณ 20,000-30,000 บาท สามารถจ่ายได้ทันที“แนวทางคือผู้เอาประกันที่มีความเสียหาย ก็ถ่ายรูปแล้วส่งไปให้บริษัทประกัน ซึ่งเขาจะพิจารณาว่า ควรส่งคนออกมาดูอีกทีหรือไม่ เป็นกระบวนการของบริษัท หากรูปที่ถ่ายส่งไปมีความชัดเจน ทางเซอร์เวเยอร์ก็ไม่ต้องอะไรมาก แต่กรณีเป็นประกันชั้น 1 บริษัทประกันก็ต้องลากรถมาประเมิน มาซ่อมอยู่แล้ว โดยหากน้ำท่วมทั้งคันก็จะเป็น TotalLoss ที่ต้องจ่ายคืนทุนประกัน ส่วนที่อยู่อาศัยก็ถ่ายรูป แจ้งว่าบ้านอยู่ตรงไหน เลขที่เท่าไหร่ส่งไป”ด้านนางสาวกัลยา จุกหอม รองผู้อำนวยการบริหาร สมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า เกณฑ์การจ่ายเคลมไม่น่าจะมีปัญหา เนื่องจากความเสียหายชัดเจน สำหรับการเคลมรถยนต์รอบนี้คาดจะทำเคลมง่าย เพราะหากจมมิดคันก็น่าจะเป็น Total Loss โดยเกณฑ์การจ่ายเคลมถ้าเป็นรถสันดาปท่วมถึงคอนโซลรถก็เป็น Total Loss ต้องจ่ายคืนตามทุนประกันขณะที่รถไฮบริดหากน้ำท่วมแบตเตอรี่ก็จะบวกค่าแบตเตอรี่อีก 100,000 บาท กรณีรถอีวี หากน้ำท่วมถึงแบตเตอรี่ซึ่งมีมูลค่าสูงเกิน 70% ของราคารถ ก็ต้องจ่าย Total Loss เช่นเดียวกันขณะนี้ยังประเมินความเสียหายทั้งหมดไม่ได้ เพราะรถที่ถูกน้ำท่วมไม่ได้มีแค่รถในพื้นที่ แต่มีรถคนข้างนอกที่เข้ามาในพื้นที่ด้วย คนไปเที่ยว ไปประชุมสัมมนา ตามโรงแรมต่าง ๆ มีรถที่อยู่ชั้นใต้ดินจำนวนมาก ยังไม่สามารถประเมินได้สำหรับทรัพย์สินอื่นอย่างที่อยู่อาศัย ทุนประกันน้ำท่วม 20,000 บาท บริษัทประกันก็คงจ่ายให้เต็มจำนวน เพราะความเสียหายน่าจะเกินกว่านั้นแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1929788
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
24/06/2024
29/04/2024
29/04/2024
15/11/2024
30/04/2024