Everyday knowledge for you
ท่องเที่ยว
17/06/2025
สิ่งที่นักเดินทางต้องรู้ก่อนขึ้นเครื่องบิน เมื่อเดินทางโดยเครื่องบินแล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ น้ำหนักกระเป๋า สามารถนำขึ้นเครื่องได้กี่กิโล ถือขึ้นเครื่องได้กิโล และขนาดกระเป๋า ซึ่งแต่ละสายการบินมีกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกัน Sanook Travel จะมาให้คำตอบกับคุณในเรื่องนี้กัน เพื่อที่จะทำให้ทริปของคุณผ่านไปอย่างราบรื่น และมีความสุขน้ำหนักกระเป๋าถือขึ้นเครื่องที่สายการบินกำหนดน้ำหนักกระเป๋าที่สามารถนำขึ้นเครื่องได้ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละสายการบิน โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก • สายการบินต้นทุนต่ำส่วนใหญ่จำกัดน้ำหนักกระเป๋าถือขึ้นเครื่องไม่เกิน 7 กิโลกรัม ตัวอย่างเช่น AirAsia, Thai Lion Air และ Nok Air บางสายการบินอาจอนุญาตให้นำกระเป๋าใบเล็กเพิ่มได้ เช่น กระเป๋าสะพายหรือกระเป๋าโน้ตบุ๊ก • สายการบินฟูลเซอร์วิสน้ำหนักที่อนุญาตอยู่ระหว่าง 7 – 10 กิโลกรัม แล้วแต่สายการบิน ตัวอย่างเช่น Thai Airways, EVA Air, Scoot และ Singapore Airlines บางสายการบินมีเงื่อนไขพิเศษสำหรับผู้โดยสารชั้นธุรกิจที่สามารถนำกระเป๋าน้ำหนักมากขึ้นได้ขนาดของกระเป๋าถือขึ้นเครื่องขนาดของกระเป๋าก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยทั่วไป ขนาดมาตรฐานที่สายการบินกำหนดคือ • กว้างประมาณ 35 – 40 เซนติเมตร • ยาวประมาณ 50 – 56 เซนติเมตร • หนาประมาณ 20 – 25 เซนติเมตรอย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบข้อกำหนดของสายการบินที่ใช้เดินทางล่วงหน้า เพราะบางสายการบินอาจมีกฎเฉพาะที่แตกต่างกันโดยทั่วไป น้ำหนักกระเป๋าถือขึ้นเครื่องจะอยู่ที่ 7 – 10 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับสายการบินที่เลือก ควรตรวจสอบนโยบายของสายการบินล่วงหน้าและใช้เทคนิคจัดกระเป๋าให้คุ้มค่าน้ำหนัก เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและสะดวกสบายแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ sanookhttps://www.sanook.com/travel/1451855/
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
การทำงาน
17/06/2025
การประกอบอาชีพในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ประชากรกลุ่มเจเนอเรชันวาย (Gen Y) จำนวนมากเผชิญกับภาวะหมดไฟในการปฏิบัติงาน ปัจจุบันการทำงานได้แตกต่างจากแนวทางการทำงานในอดีตที่เน้นความผูกพันกับองค์กรเดียว โดย Gen Y พบว่าตนเองมีความจำเป็นต้องดำเนินงานในหลากหลายบทบาทเพื่อรองรับรูปแบบการดำเนินชีวิตที่ต้องการ ซึ่งบ่อยครั้งส่งผลกระทบต่อสุขภาวะทางจิตใจ ข้อมูลจากงานวิจัยของ Academized ระบุว่า ร้อยละ 52 ของ Gen Y มีการประกอบอาชีพเสริม และเป็นที่น่าสังเกตว่า หนึ่งในสี่ของกลุ่มดังกล่าวปฏิบัติงานพร้อมกันถึงสามงาน ในขณะที่ หนึ่งในสามบริหารจัดการแหล่งรายได้มากถึงสี่ช่องทางปรากฏการณ์นี้ หรือที่เรียกว่า "การทำงานแบบพหุลักษณ์" (Multi-Hyphenate Working) ที่ปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นการปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อสภาวะทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ ในบริบทที่ค่าครองชีพมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง Gen Y จำนวนไม่น้อยจึงแสวงหาแหล่งรายได้ที่หลากหลายเพื่อความมั่นคงทางการเงิน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากงานวิจัยเพิ่มเติมชี้ให้เห็นว่า Gen Y เผชิญกับความเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟในอัตราที่สูงกว่ากลุ่มประชากรอื่น โดยข้อมูลจาก Gallup พบว่า ในปี พ.ศ. 2565 อัตราภาวะหมดไฟในกลุ่มผู้จัดการ Gen Y สูงถึงร้อยละ 42 ดังนั้น การทำความเข้าใจและประยุกต์ใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาสมดุลระหว่างความสำเร็จทางอาชีพและสุขภาวะส่วนบุคคลปัจจัยขับเคลื่อนการทำงานหลากหลายบทบาทในกลุ่ม Gen Yปัจจัยสำคัญหลายประการที่ส่งผลให้ Gen Y มีแนวโน้มที่จะประกอบอาชีพมากกว่าหนึ่งประเภท ประกอบด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจ: Gen Y เผชิญกับแรงกดดันทางการเงินอันเนื่องมาจากภาระหนี้สินจากการศึกษาและอัตราค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่งผลให้การมีแหล่งรายได้เสริมกลายเป็นความจำเป็น ข้อมูลจาก Academized บ่งชี้ว่า Gen Y ที่มีอาชีพเสริมมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 12,689 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี และผู้ประกอบอาชีพอิสระในสาขาเทคโนโลยีบางรายมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 45,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีศักยภาพของเทคโนโลยี: แพลตฟอร์มดิจิทัลและโอกาสในการปฏิบัติงานระยะไกลได้ลดข้อจำกัดในการเข้าถึงโอกาสการทำงานเสริมอย่างมีนัยสำคัญ ผลการสำรวจของ Academized เผยว่า ร้อยละ 35 ของ Gen Y ใช้เครื่องมือดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการบริหารจัดการงานเสริม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาเทคโนโลยีนิยามใหม่ของความมั่นคงทางอาชีพ: ภายหลังการเผชิญกับความผันผวนทางเศรษฐกิจหลายครั้ง Gen Y ตระหนักถึงความสำคัญของการกระจายแหล่งรายได้เพื่อลดความเสี่ยงจากการว่างงาน แนวคิดดั้งเดิมเกี่ยวกับความมั่นคงในการทำงานจึงถูกปรับเปลี่ยนไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาชีพจากแหล่งรายได้ที่หลากหลายการเปลี่ยนแปลงค่านิยมสู่ความเป็นอิสระ: Gen Y จำนวนมากให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและคุณค่าของงานมากกว่าการเติบโตในสายอาชีพตามรูปแบบดั้งเดิม การทำงานหลากหลายบทบาทตอบสนองความต้องการดังกล่าว โดยช่วยให้พวกเขาสามารถดำเนินโครงการที่สนใจควบคู่ไปกับการมีแหล่งรายได้ที่มั่นคงผลประโยชน์ของการทำงานหลากหลายสำหรับ Gen Y • การลดความเสี่ยงและความมั่นคงทางจิตใจ: การมีแหล่งรายได้หลายทางช่วยลดความกังวลและความไม่แน่นอนทางการเงิน ส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานมีความมั่นใจในการตัดสินใจเกี่ยวกับเส้นทางอาชีพมากขึ้น • การพัฒนาทักษะและการเติบโตทางอาชีพ: การปฏิบัติงานในหลากหลายบทบาทช่วยให้ Gen Y ได้รับประสบการณ์และพัฒนาทักษะที่หลากหลาย ซึ่งสามารถส่งเสริมประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานอื่น ๆ และเร่งการเติบโตทางอาชีพในระยะยาว • การขยายเครือข่ายทางวิชาชีพ: การมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลในหลากหลายอุตสาหกรรมช่วยสร้างเครือข่ายทางวิชาชีพที่กว้างขวาง ซึ่งอาจนำไปสู่โอกาสที่ไม่คาดคิดในอนาคต • ความเป็นอิสระและการลดความเครียด: การไม่พึ่งพิงแหล่งรายได้เพียงแหล่งเดียวช่วยให้ Gen Y มีอำนาจในการกำหนดขอบเขตการทำงานและปฏิเสธโครงการที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการหรือความเป็นอยู่ของตนเองความเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของ Gen Y จากการทำงานหลากหลายบทบาทแม้จะมีผลประโยชน์ดังกล่าว แต่ความเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องตระหนัก งานวิจัยจาก Moodle เผยว่า ปัจจุบัน พนักงานชาวอเมริกันถึงสองในสาม (ร้อยละ 66) กำลังเผชิญกับภาวะหมดไฟ ซึ่งมีสาเหตุหลัก ประกอบด้วย • ปริมาณงานที่มากเกินกว่าเวลาที่มี • การขาดแคลนทรัพยากรและเครื่องมือที่เหมาะสมในการปฏิบัติงาน • ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของสภาวะเศรษฐกิจ • การรับภาระงานมากเกินไปเนื่องจากการขาดแคลนบุคลากร • ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อบทบาทหน้าที่นอกจากนี้ ผลการสำรวจของ Academized ยังชี้ให้เห็นว่า ร้อยละ 42 ของ Gen Y ที่บริหารจัดการงานหลายอย่างประสบกับภาวะหมดไฟ อันเนื่องมาจากการทำงานล่วงเวลา และ ร้อยละ 26 รายงานปัญหาความสัมพันธ์ส่วนตัววิธีการบริหารจัดการงานหลากหลาย เพื่อการป้องกันภาวะหมดไฟสำหรับ Gen Yการประยุกต์ใช้กลยุทธ์เหล่านี้สามารถช่วยให้สามารถรักษาสมดุลระหว่างการปฏิบัติงานในหลากหลายบทบาทและสุขภาวะส่วนบุคคลได้อย่างยั่งยืนการเลือกรูปแบบการทำงานที่เหมาะสม: รูปแบบการทำงานแบบพหุลักษณ์มีความหลากหลาย ควรพิจารณารูปแบบที่สอดคล้องกับสถานการณ์และเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็น การมีแหล่งรายได้หลักที่มั่นคงควบคู่ไปกับการดำเนินงานเสริมที่มีความหลากหลาย โดยงานพาร์ทไทม์เหล่านี้ ควรใช้ทักษะที่เกี่ยวข้องจากเดิมอยู่แล้ว การสร้างระบบและขอบเขตที่ชัดเจน: การทำงานแบบหลายงาน (พหุลักษณ์) ที่ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องมีการแบ่งแยกบทบาทและกำหนดขอบเขตการทำงานที่ชัดเจน รวมถึงการจัดสรรเวลา การแบ่งพื้นที่ปฏิบัติงาน และการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพการให้ความสำคัญกับการฟื้นฟู: การจัดสรรเวลาสำหรับการพักผ่อนและการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการกำหนดเวลาพักผ่อน การสร้างช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านระหว่างบทบาท และการสังเกตระดับพลังงานของตัวเองการตระหนักถึงสัญญาณเตือนของภาวะหมดไฟ: การสังเกตและตอบสนองต่อสัญญาณเริ่มต้นของภาวะหมดไฟ เช่น อาการทางกาย อารมณ์ และประสิทธิภาพในการทำงานที่ลดลงการกำหนดเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจน: การมีเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจนช่วยให้การทำงานหลากหลายบทบาทมีความยั่งยืนมากขึ้น และรู้ว่าควรหยุด และพักในเวลาใดการเรียนรู้ที่จะปฏิเสธ: การตระหนักถึงขีดจำกัดของตนเองและการเรียนรู้ที่จะปฏิเสธงานที่ไม่สามารถรับผิดชอบได้การให้ความสำคัญกับสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน: งานวิจัยเน้นย้ำว่า Gen Y ให้ความสำคัญกับสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน หากไม่สมดุลอาจนำไปสู่การเปลี่ยนงานการแสวงหาความช่วยเหลือ: การขอความช่วยเหลือจากบุคคลใกล้ชิดหรือผู้เชี่ยวชาญเมื่อรู้สึกว่าไม่สามารถรับมือกับภาระงานได้Gen Y กำลังเผชิญกับความท้าทายและโอกาสใหม่ ๆ ในโลกของการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป การบริหารจัดการหลากหลายบทบาทอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างสมดุลระหว่างความสำเร็จทางอาชีพและสุขภาวะส่วนบุคคล รวมถึงการตระหนักถึงความเสี่ยงและประยุกต์ใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ Gen Y สามารถสร้างชีวิตการทำงานที่ยั่งยืนและเติมเต็มความพึงพอใจในชีวิตส่วนตัวได้โดยปราศจากภาวะหมดไฟได้ข้อมูล : Forbesภาพ : istocksแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับไทยรัฐออนไลน์https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2859205
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันภัย
13/06/2025
วันที่ 13 มิถุนายน 2568 นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการการจังหวัดพิจิตร ได้มอบหมายสั่งการให้ นางสาวสาวิตรี สร้อยอุทา นายอำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร ให้ลงไปตรวจสอบการทำประกันของโรงเรียนแห่งหนึ่งในเขตอำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร หลังจากได้รับการร้องทุกข์ร้องเรียนจากผู้ปกครองของเด็กนักเรียนว่า มีบุคคลที่แอบอ้างเป็นตัวแทนนายหน้าขายประกันบริษัทชื่อดังที่น่าเชื่อถือให้กับโรงเรียน ซึ่งจากการที่ นายอำเภอวังทรายพูน ได้ลงตรวจสอบก็พบว่ามีโรงเรียนที่เป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่วหนึ่ง ใน อบต.หนองพระ อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร ที่ผู้ปกครองได้จ่ายเงินทำประกันเป็นจำนวน 200 บาท ให้กับตัวแทนนายหน้าขายประกัน โดยโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กแห่งนี้มีจำนวนนักเรียนกว่า 100 คน ที่ได้ทำประกันกับตัวแทนประกันรายนี้ แต่ตัวแทนประกันรายนี้ไม่นำเงินไปส่งให้กับทางบริษัท จึงทำ ให้เด็กนักเรียนทั้งหมดไม่มีชื่อ-ไม่มีสิทธิ์ในการทำประกัน เรียกได้ว่า “เป็นการทำประกันทิพย์” ที่ไม่สามารถเบิกรักษาเยียวยาอะไรได้เมื่อเกิดเหตุที่ตรงกับเงื่อนไขในกรมธรรม์ ซึ่งขณะนี้ผู้ปกครองของนักเรียนต่างได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า สำหรับผู้เสียหาย คือ นางเจนจิรา อายุ 34 ปี อยู่หมู่ 3 ต.หนองพระ อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร ซึ่งเป็นผู้ปกครองของ เด็กหญิงปรีญากมล อายุ 3 ปี ซึ่งเรียนอยู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งนี้ใน อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร ที่ลูกสาวได้เกิดอุบัติเหตุหลังจากไปเที่ยวบ้านญาติที่ อ.โพทะเล และได้ตกไปในเตาเผาถ่าน ต้องถูกตัดนิ้วเท้าไป 3 นิ้ว และมีบาดแผลหลายแห่งอาการสาหัส ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม 68 และได้เข้ารักษาตัวที่ รพ. ปรากฏว่าเมื่อต้องการเรียกร้องสินไหมและค่ารักษาจากบริษัทประกันไม่สามารถทำได้ เนื่องจากไม่มีชื่อในการทำประกัน และตัวแทนที่มาทำประกันให้กับโรงเรียนก็ไม่มีตัวตนในบริษัท ซึ่งทาง นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ได้สั่งการนางสาว สาวิตรี สร้อยอุทา นายอำเภอวังทรายพูน พาพ่อแม่ของเด็กหญิงรายนี้ ไปแจ้งความดำเนินคดี กับตัวแทนประกันคนดังกล่าวคนนี้ที่มาหลอกลวง ฉ้อโกงประชาชน โดยแอบอ้างว่า เป็นตัวแทนจากบริษัทมาเก็บเงินค่าประกันจากทางโรงเรียน ทางด้าน นายวิทยาธร (สงวนนามสกุล)อายุ 36 ปี พ่อของเด็กหญิงปรีญากมล กล่าวว่า หลังจากลูกเกิดอุบัติเหตุ ตนเอง ได้พยามติดต่อนายหน้าประกันของทางโรงเรียนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ดังกล่าว ซึ่งกว่าจะติดต่อได้ ปรากฏว่านายหน้าที่มาแอบอ้างจะขอจ่ายเองโดยจะจ่ายเงิน ค่ารักษาพยาบาลที่ถูกตัดนิ้ว 3 นิ้ว เป็นเงิน 1,800 ค่านอนรักษาตัวในโรงพยาบาล 25,000 บาท ซึ่งตนเองมองว่าจ่ายน้อยเกินไป ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมทางโรงเรียนศูนย์เด็กเล็ก ก่อนจะให้มีคนมาทำประกันทำไมไม่ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า เป็นนายประกันจริงหรือไม่ ตอนนี้ลูกสาวของตนเองมีอาการซึมเศร้าน่าสงสารมาก ส่วนตนเองก็ไม่มีเงินที่จะพาลูกไปรักษาอย่างต่อเนื่องจาก เพราะตอนนี้ก็กู้หนี้ยืมสินรักษาลูกหมดเงินไปแล้วกว่า 60,000 บาท ดังกล่าวอีกด้วยแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับสยามรัฐออนไลน์https://siamrath.co.th/n/628843
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
13/06/2025
นิทรรศการแห่งความสดใสของ “4 ดอกไม้ประจำจังหวัด: ทองกวาว ราชพฤกษ์ กัลปพฤกษ์ ชบา” ที่พร้อมใจกันมาเบ่งบานกลางมหานคร ผ่านผลงานศิลปะหลากรูปแบบ เชื่อมโยงอัตลักษณ์ท้องถิ่นกับหัวใจของมหานคร ณ TCDC กรุงเทพฯนิทรรศการจะนำความสดใสของดอกไม้ประจำ 4 จังหวัด ได้แก่ ทองกวาว (จังหวัดเชียงใหม่) ราชพฤกษ์ (จังหวัดขอนแก่น) กัลปพฤกษ์ (จังหวัดราชบุรี) และชบา (จังหวัดปัตตานี) มาเนรมิตเป็นกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ มากมายในงาน เช่นInteractive & Immersive Art: ศิลปะสื่อใหม่เล่าเรื่องดอกไม้แบบสุดล้ำLive Printing Installation: ศิลปะพิมพ์ภาพผ้าสดในบรรยากาศของการร่วมมือร่วมใจลายผ้าดอกไม้: ลวดลายดอกไม้ร่วมสมัยแรงบันดาลใจมาจาก 4 ดอกไม้ประจำจังหวัดนำร่องนิทานดอกไม้: 4 เรื่องราวแห่งจินตนาการสุดเพลิดเพลินและน่าจดจำมุมระบายสี: พื้นที่พลังศิลปะให้เบ่งบานสำหรับผู้ร่วมงานทุกเพศทุกวัยสื่อส่งสารของโครงการ: สื่อเล่าเรื่องดอกไม้ประจำจังหวัดบนโลกออนไลน์ในนาม “ลีลาดอกไม้”และชวนชาวมหานครร่วมกันตอบคำถามสนุกๆ ว่า ถ้า “ถ้ากรุงเทพฯ มีดอกไม้ประจำเมือง จะเป็นดอกอะไร?”พิเศษสำหรับชาวกรุงเทพมหานคร! ในวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2568 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจมาร่วมเดินชมและรับฟังแนวคิดเบื้องหลังนิทรรศการลีลาดอกไม้ ตอน “ดอกไม้ม(า)หานคร” ความสดใสของ 4 ดอกไม้ประจำจังหวัดที่พร้อมใจกันเบ่งบานกลางมหานครพร้อมร่วมกิจกรรม “พิมพ์ผ้าสดลายดอกลงบนผืนผ้าขนาดยาวร่วมกัน” นำกิจกรรมโดย ดร.วิจิตร อภิชาติเกรียงไกร(ศิลปินเจ้าของแนวคิดสาธารณศิลป์และแนวคิดนิเวศสุนทรีย์) ด้วยกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ “ภาพพิมพ์” สร้างการมีส่วนร่วมในพื้นที่สาธารณะ ผ่านผืนผ้าพิมพ์สดที่ความยาวเพิ่มขึ้นทุกครั้งในการพิมพ์ กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสุนทรีย์ให้เกิดขึ้นในบรรยากาศของการร่วมมือร่วมใจ หลังจบกิจกรรมสามารถรับผ้ากลับไปได้เลยผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ ณ จุดลงทะเบียนด้านหน้านิทรรศการและผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ ลีลาดอกไม้ ตอน “ดอกไม้ม(า)หานคร” ได้ระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน – 6 กรกฎาคม 2568 ณ TCDC กรุงเทพฯ ห้องแกลเลอรี ชั้น 1 เวลา 10.30 – 19.00 น.กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ลีลาดอกไม้ – พัฒนาอำนาจนุ่มนวลของไทย ผ่านการสรรสร้างและเล่าเรื่องดอกไม้ประจำจังหวัด สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และดำเนินงานโดย บริษัท สุโต จำกัดหมายเหตุไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม และสามารถจอดรถได้ที่อาคาร NT บางรัก ในอัตรา 20 บาท/ชั่วโมงTCDC ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์ด้วยโครงการ Open Space @ TCDC ให้กลุ่มคนครีเอทีฟได้แสดงศักยภาพผ่านการโชว์ผลงานและจัดกิจกรรมสร้างสรรค์รูปแบบต่าง ๆ ที่ TCDC กรุงเทพฯแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9680000054491
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
13/06/2025
ชวนตื่นตาทะเลสาบสีฟ้ากลางป่าสนและหุบเขาที่ “เหมืองหินเก่าถ้ำทองหลาง” ที่ถูกยกให้เป็นสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทยแห่งใหม่ในพังงา ซึ่งวันนี้กำลังเดินหน้าสู่ “ป่านันทนาการ” ที่จะสร้างรายได้ให้กับชุมชนในอนาคตท่ามกลางขุนเขาเขียวขจีของอำเภอทับปุด จังหวัดพังงา มีสถานที่อันซีนซ่อนตัวอยู่คือ “เหมืองหินเก่าถ้ำทองหลาง” ที่วันนี้ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวน้องใหม่มาแรงของจังหวัดพังงา กับวิวทิศทัศน์ที่มีบรรยากาศคล้ายต่างประเทศจนถูกยกให้เป็น “สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย” แห่งใหม่ของบ้านเรา“เหมืองหินเก่าถ้ำทองหลาง” หรือ "เหมืองหินเก่าบ้านถ้ำทองหลาง” ตั้งอยู่ที่ หมู่ 2 ตำบลถ้ำทองหลาง อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา เหมืองหินเก่าแห่งนี้ตั้งอยู่ริมถนนเข้าหมู่บ้านเขาตำหนอน ม.1 และบ้านในวัง ม.4 ห่างจากถนนเพชรเกษมสายเขานางหงส์ ประมาณ 1.5 กิโลเมตรในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นเหมืองหินมาก่อน แต่เมื่อหมดอายุสัมปทานการทำเหมืองยุติลง ธรรมชาติก็ค่อย ๆ ฟื้นฟูตนเอง กลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีน้ำใสสีฟ้าอมเขียว มีความลึกราว 10-20 เมตร ทอดตัวเป็นแนวยาวริมภูเขา ด้านหนึ่งเป็นภูเขาหินปูนสูงตระหง่านส่วนอีกด้านเป็นป่าสนที่ปลูกเรียงรายเป็นแนวยาวอย่างมีระเบียบ ยามแสงแดดในช่วงเช้าสาดแสงส่องกระทบผิวน้ำ จะเกิดเป็นประกายระยิบระยับ ตัดกับฉากหลังของภูเขาเขียวและหมอกบาง ๆ ดูงดงามโรแมนติกไม่น้อยด้วยวิวทิวทัศน์อันงดงามและบรรยากาศที่ดูคล้ายต่างประเทศทำให้ที่นี่ถูกยกให้เป็น “สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย” แห่งใหม่ของบ้านเรา ซึ่งหลังเปิดตัวเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ได้ไม่นานเมื่อราว 2 ปีที่แล้ว เหมืองหินเก่าแห่งนี้กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินน้องใหม่มาแรงของจังหวัดพังงา มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาถ่ายรูปและสัมผัสกับฟีลเมืองนอกในพังงากันไม่ได้ขาดอย่างไรก็ดีวันนี้เหมืองหินเก่าถ้ำทองหลางยังไม่ได้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ เนื่องจากอยู่ระหว่างการพัฒนาเป็น “ป่านันทนาการ” ที่จะสร้างรายได้ให้กับชุมชนในอนาคตสำหรับใครที่กำลังมองหาจุดหมายใหม่ ๆ ที่งดงามน่าเที่ยว มีความเป็นธรรมชาติและได้บรรยากาศคล้ายเมืองนอก ปักหมุดรอเหมืองหินเก่าถ้ำทองหลาง จังหวัดพังงา ไว้ในลิสต์ได้เลยเพราะในอนาคต หลังเหมืองเก่าแห่งนี้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ คาดว่าที่นี่จะเป็นพชรเม็ดงามแห่งใหม่ของภาคใต้ฝั่งอันดามัน ซึ่งจะมีคนมาเที่ยวชมความงามกันเป็นจำนวนมาก และสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้ไม่น้อยแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9680000051756
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
การวางแผนทางการเงิน
10/06/2025
บทความโดย "ภาดร สุขสวัสดิ์" นักวางแผนการเงินCFP®สมาคมนักวางแผนการเงินไทยจากการที่ผู้เขียนเป็นที่ปรึกษาทางการเงินมาตลอด 10 ปี ได้มีคนมาขอคำปรึกษาและพูดคุยถึงการจัดการแผนการเงินเป็นจำนวนมาก พบว่าส่วนใหญ่ผู้รับการวางแผนที่มีแผนการเงินอยู่แล้ว แต่พบว่าประมาณ 80% จะมีแผนการจัดการเงินในระยะสั้นเท่านั้น เช่น มีการบริหารเงินให้รายรับมากกว่ารายจ่าย และถึงแม้จะมีการจัดการเรื่องเงินเก็บ เงินออม แต่ก็ยังขาดเรื่องการเก็บเงิน และนำไปลงทุนระยะยาวเผื่อสำหรับค่าใช้จ่ายที่สำคัญในอนาคต และยังไม่ได้คิดถึงเรื่องการป้องกันความเสี่ยง วิกฤติการเงินต่าง ๆ ที่อาจจะมากระทบกับแผนการเงินในระยะยาวดังนั้น จากประสบการณ์ที่ผ่านมาขอสรุปคำแนะนำที่เคยให้ไว้กับผู้ขอรับคำปรึกษา ในการปรับแก้แผนการเงินที่มีอยู่ในปัจจุบันให้พร้อมรับมือกับความเสี่ยงและความผันผวนได้ดีขึ้นในอนาคต และทำให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้ไม่ยาก หากดำเนินการได้ตามคำแนะนำ ดังนี้แผนการเงินที่มี ดีแล้วหรือยังการวางแผนทางการเงินจะเป็นเหมือนเข็มทิศที่จะบอกว่า ควรจะมีรายได้เท่าไร ใช้จ่ายอย่างไร รวมไปถึงวิธีการเก็บออมและลงทุนที่เหมาะสม เพื่อให้ไปได้ถึงเป้าหมายได้ตามที่ตั้งใจไว้ โดยแผนการเงินที่ดี นอกจากจะชัดเจนแล้วยังต้องสามารถทำได้จริง ไม่ยากหรือกดดันตัวเองจนเกินไป ไม่ทำให้ท้อถอยหรือหยุดทำตามแผนไปกลางคันการเริ่มต้นวางแผนการเงินที่ดี ควรเริ่มจากทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของตนเองออกมาก่อน เพื่อให้เห็นภาพรวมของ รายได้หลัก รายจ่ายต่าง ๆ สถานะทางการเงิน ความสามารถในการออมเงินและลงทุนเพื่อเก็บไว้สำหรับใช้จ่ายในอนาคต หากปรับเป็นแผนการเงินที่ดีแล้ว ก็จะนำมาเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางเพื่อเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างมั่นใจขึ้นเตรียมแผนการเงินให้รับมือกับความผันผวนได้จากวิกฤติโควิด-19 จะเห็นว่าสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างทั้งผู้ประกอบการและพนักงานประจำ แต่หากมีการเตรียมแผนการเงินที่มีความยืดหยุ่นสูงและปรับเปลี่ยนได้ไม่ยาก จะเป็นข้อได้เปรียบในการช่วยกู้สถานการณ์ฉุกเฉิน การเกิดเหตุไม่คาดฝันกับครอบครัวได้ เช่น หากรายได้ลดลง แผนสำรองเงินฉุกเฉิน จากการเก็บออมไว้ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน ก็จะสามารถปรับเปลี่ยนออกมาบางส่วนเพื่อช่วยเหลือครอบครัวให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้ หรือหากยังไม่พอก็อาจจะทำการหยิบยืมออกมาจากแผนการเงินอื่น ๆ เช่น แผนเกษียณออกมาใช้กู้วิกฤติก่อน เมื่อผ่านพ้นไปได้ก็ค่อยนำเงินไปคืนให้กับแผนเกษียณของตนเองที่วางไว้แผนการลงทุนในแต่ละแผนการเงิน มีความเสี่ยงที่เหมาะสมแผนการเงินที่ดีไม่จำเป็นต้องลงทุนแต่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงเสมอไป หากระยะเวลาของแผนการเงินนั้นสั้นก็ไม่ควรเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเกินไป ถึงแม้จะให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่สูง เช่น แผนการศึกษาบุตร ควรเลือกลงทุนโดยคำนึงถึงระยะเวลาการลงทุนด้วย ค่าใช้จ่ายการศึกษาที่ไม่เกิน 3 – 5 ปี ก็ไม่ควรเลือกการลงทุนที่เสี่ยงจนเกินไปทั้งจำนวนเช่น กองทุนหุ้น เพราะหากเกิดวิกฤติทางการเงินที่ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงที่ลงทุนขาดทุนในช่วงเวลาที่ต้องถอนเงินออกมาชำระค่าเทอม ก็จะกระทบกับแผนที่วางไว้ แต่หากเป็นการเก็บเงินระยะยาวสำหรับการศึกษาของบุตร ในระดับชั้นปริญญาตรีและโท ในอีก 10 ปีข้างหน้า ก็อาจเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเพิ่มได้ เพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาวที่มากขึ้นได้เช่นกัน ทั้งนี้ก็ต้องพิจารณาจากความเสี่ยงที่รับได้ของตนเองด้วย ต้องไม่ทำให้รู้สึกกังวลจนเกินไป และกระทบกับชีวิตประจำวันปิดความเสี่ยงที่มีค่าใช้จ่ายสูงที่มีโอกาสกระทบแผนการเงินแผนการเงินของผู้รับคำปรึกษามักหยุดชะงักและไปไม่ถึงเป้าหมาย มักเป็นเพราะเรื่องของค่าใช้จ่ายจากอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยจากโรคที่ไม่คาดคิด และไม่ได้เลือกที่จะปิดความเสี่ยงนี้ไว้ก่อน คนส่วนใหญ่จะมองข้ามแผนประกันเพราะคิดว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น มองว่ามีโอกาสเกิดขึ้นกับตนเองน้อย แต่ลืมไปว่าหากเกิดขึ้นแล้วจะเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ซึ่งจะทำให้เงินทั้งหมดที่สะสมไว้ในแผนการเงินต่างๆ หมดลงได้อย่างรวดเร็วการมีประกันจะเปรียบเสมือนเกราะคุ้มกันเวลาเกิดเหตุที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพ ประกันรถ หรือประกันอัคคีภัย เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก ๆ ในการเริ่มต้นวางแผนการเงิน และรวมไปถึงประกันชีวิต ที่จำเป็นต้องทำหากเป็นการวางแผนการเงินที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญ เช่น การวางแผนการศึกษาบุตรเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินให้เหมาะกับแผนการใช้เครื่องมือให้เหมาะสมก็เป็นตัวที่จะสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับแผนในอนาคตได้ เช่น การวางแผนเกษียณ เป็นการเก็บเงินเพื่อใช้ในอนาคต ซึ่งจะสามารถเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินระยะยาวที่มีผลประโยชน์ทางด้านภาษีเพิ่มเติม เช่น กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือประกันบำนาญ ที่ถูกออกแบบมาสำหรับการเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณ โดยได้สิทธินำไปลดภาษีได้ทุกครั้งที่ลงทุนหรือจ่ายเบี้ยประกันตามเกณฑ์ที่ถูกวางไว้ และสำหรับกองทุนลดหย่อนภาษีก็สามารถเลือกลงทุนตามระดับความเสี่ยงและนโยบายการลงทุนที่สนใจได้อีกด้วย ถือเป็นการใช้เครื่องมือทางการเงินได้อย่างคุ้มค่าและตรงกับเป้าหมายที่วางไว้ทบทวนและปรับปรุงตลอดเวลาถึงจะมีแผนการเงินที่ดีแล้ว ก็ยังต้องนำมาทบทวนทุก ๆ 6 เดือนหรือ 1 ปีอยู่เสมอ เพราะชีวิตก็ไม่ได้หยุดนิ่งมีการปรับเปลี่ยนตลอด เช่น มีรายได้สูงขึ้น หรือมีภาระที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น เมื่อตัวแปรในแผนการเงินเปลี่ยน แผนการเงินก็จำเป็นต้องปรับ หรือแม้แต่สถานการณ์ภายนอกที่ไม่คาดคิด เช่น ภัยธรรมชาติ วิกฤติการเงิน ที่มาส่งผลกระทบกับแผนการเงิน ก็ต้องนำมาพิจารณาที่จะปรับปรุงหรือแก้ไขแผนการเงินให้เป็นปัจจุบัน การศึกษาเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ และเห็นว่าเป็นประโยชน์ ก็นำมาพิจารณาปรับใช้กับแผนการเงิน เพื่อให้ไปถึงจุดหมายได้ดีขึ้นก็ทำได้เช่นกันปรับแผนทางการเงินให้ มีความต้านทานต่อวิกฤติ มีความยืดหยุ่นสูง ใช้เครื่องมือที่เหมาะสม มีการทบทวนสม่ำเสมอ จะทำให้พร้อมที่จะรับมือวิกฤติทางการเงินในอนาคตได้ดีขึ้น และพร้อมที่จะไปถึงเป้าหมายได้ตามแผนที่วางไว้อย่างแน่นอนแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1817263
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
การวางแผนทางการเงิน
10/06/2025
"สิ่งสำคัญที่คนวัย 30 ต้องให้ความสำคัญคือการสร้างรากฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งและป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกองทุนสำรองฉุกเฉิน การมีประกันที่จำเป็น หรือแม้แต่การลงทุนในความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์และสร้างความมั่นคงทางการเงินได้อย่างแท้จริง"การเข้าสู่วัย 30 ไม่ได้หมายถึงแค่การมีรายได้ที่มั่นคงขึ้นเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับภาระหน้าที่และความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างครอบครัว การผ่อนบ้าน หรือการเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัว ทำให้การวางแผนการเงินในวัยนี้ซับซ้อนกว่าแค่การลงทุนให้เงินงอกเงยเพียงอย่างเดียวสิ่งสำคัญที่คนวัย 30 ต้องให้ความสำคัญคือการสร้างรากฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งและป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกองทุนสำรองฉุกเฉิน การมีประกันที่จำเป็น หรือแม้แต่การลงทุนในความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์และสร้างความมั่นคงทางการเงินได้อย่างแท้จริง1. ตั้งเป้าหมายทางการเงินให้ชัดเจนจุดเริ่มต้นของการตั้งเป้าหมายการเงิน หรือการวางแผนชีวิต คือการจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง ว่าเป้าหมายใดมีความจำเป็นเร่งด่วนมากกว่ากัน จากนั้นจึงนำแผนนี้มาจัดสรรเงินตามลำดับ เพื่อให้เราทราบว่ารายได้ที่มีนั้นเพียงพอหรือไม่ และขาดเหลือตรงไหนบ้าง2. สร้างกองทุนสำรองฉุกเฉิน ป้องกันการเกิดวิกฤติชีวิตเราเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ด้วยภาวะเศรษฐกิจไทยที่ไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนในอดีต และมีกระแสการปลดคนอยู่มากมาย ดังนั้นการเตรียมเงินสำรองไว้ในภาวะวิกฤติย่อมเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งแนวโน้มในเวลานี้ การสำรองเงินไว้ใช้ 6 เดือนอาจไม่เพียงพออีกแล้ว คุณอาจต้องขยับเป็น 12 เดือนเลยทีเดียว การเก็บเงินไว้เป็นทุนสำรองไม่จำเป็นต้องเก็บเป็นเงินสดทั้งหมด แต่เราสามารถเก็บเงินไว้ในกองทุนรวมตลาดเงิน หรือกองทุนรวมที่เน้นลงทุนหุ้นกู้ระยะสั้น ที่มีสภาพคล่องสูง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียเงินต้น แต่ยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนกลับมา3. ประกันชีวิตคือสิ่งที่ขาดไม่ได้การมีประกันที่จำเป็นจึงสำคัญมาก ทั้งประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือประกันอุบัติเหตุ จะช่วยลดความเสี่ยงทางการเงิน โดยเฉพาะในด้านค่ารักษาพยาบาล เพราะด้วยราคาค่ารักษาพยาบาลในเวลานี้ที่สูงมาก ซึ่งในวัย 30+ แม้ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคประจำตัว หรือโรคร้ายแรงอาจจะยังไม่มากนัก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ชีวิตคุณอาจเจอจุดเปลี่ยนจากการต้องเข้ารักษาพยาบาล หากไม่เตรียมตัวก็อาจเกิดวิกฤตทางการเงินได้4. วางแผนการลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงเมื่อเราแบ่งเงินเป็นส่วน ๆ และกำหนดเป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจนแล้ว ลำดับต่อมาคือการวางแผนการลงทุน ซึ่งในวัย 30 ยังไม่ถือว่าช้าเกินไปสำหรับการลงทุน และสินทรัพย์เสี่ยงยังคงเป็นโอกาสที่คุณสามารถเลือกลงทุนได้ แต่สิ่งที่คุณควรรู้จักและเป็นเพื่อนรักในการลงทุนคือ ดอกเบี้ยทบต้น การนำผลตอบแทนกลับมาลงทุนใหม่ จะช่วยให้คุณมีผลตอบแทนที่ดีมากขึ้นในระยะยาวอย่างที่คุณอาจไม่คาดคิด5. ลงทุนในความสัมพันธ์นอกเหนือจากการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินแล้ว การลงทุนในความสัมพันธ์ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การมีเครือข่ายเพื่อนฝูง ครอบครัว และเพื่อนร่วมงานที่ดี จะเป็นเหมือน "ทุนทางสังคม" ที่สำคัญในชีวิตของคุณไม่ว่าจะเป็นการลงทุนกับเพื่อนและคนรู้จัก ความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานที่มั่นคงทางจิตใจ หรือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งช่วยให้การทำงานราบรื่นการลงทุนในด้านความสัมพันธ์ไม่ใช่แค่ประโยชน์ในด้านสุขภาพจิตเท่านั้น แต่อาจช่วยยกระดับให้เราค้นพบโอกาสใหม่ ๆ ในด้านเศรษฐกิจได้เช่นกันแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับไทยรัฐออนไลน์https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2860408
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
10/06/2025
เกียรติอนันต์ เอี่ยมจันทร์ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘LINECENSOR’ เป็นศิลปินไทยที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในโลกของศิลปะดิจิทัลและ NFT (Non-Fungible Token) สร้างสถิติการประมูลแตะหลักล้านในแพลตฟอร์มระดับสากล จนมีแฟนคลับและผู้ติดตามจากทั่วโลกห่างหายจากการแสดงผลงานเดี่ยวนานถึง 9 ปี กลับมาครั้งนี้ เกียรติอนันต์ เอี่ยมจันทร์ หรือ LINECENSOR ฉายาที่ได้รับขณะเรียนคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ ม.ศิลปากร ที่กลายเป็นชื่อที่เรียกขานกันในวงการศิลปะ ตั้งใจสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม และของสะสม รวมทั้งแอพพลิเคชั่นให้สนุกไปกับเกมของของเหล่าคาแรคเตอร์อย่างเต็มอิ่มกันเลยทีเดียวประติมากรรมไฟเบอร์กลาสคนคู่สีดำ-ขาว ขนาดชวนปะทะ บริเวณทางเข้าแกลเลอรี่ผลงานจิตรกรรมขนาดกว้าง 4 เมตร x ยาว 8 เมตร พร้อมด้วยประติมากรรมสนุก ๆเริ่มต้นก็ชวนปะทะสายตากันด้วยประติมากรรมไฟเบอร์กลาสสูง 3.5 เมตร คาแรคเตอร์คู่ชายหญิงสีดำและขาวตัดกันยืนอยู่ทางเข้าห้องนิทรรศการที่ไม่ว่าใครเห็นแล้วต้องร้องว้าว ! มาแต่ไกล แต่อยากบอกว่าในห้องนิทรรศการนั้น ว้าว ! ยิ่งกว่าเพราะไฮไลท์จะอยู่ที่ผลงานจิตรกรรมขนาดกว้าง 4 เมตร x ยาว 8 เมตร ที่เจ้าตัวกล่าวว่า เป็นผลงานชิ้นที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตที่เคยทำมา โดยใช้เวลาวาดอยู่นาน 4 ปี“ผมไม่ได้แสดงนิทรรศการเดี่ยวที่เมืองไทยมาหลายปี ครั้งนี้จึงอยากนำผลงานจิตรกรรมที่เป็นมาสเตอร์พีซมีทั้งงานที่สร้างขึ้นมาใหม่และงานที่อยู่ในคอลเลคชั่นของนักสะสมที่หลายคนไม่เคยเห็นมาก่อน 7- 8 ชิ้น โดยมีจิตรกรรมขนาด 8 เมตรเป็นไฮไลท์ ควบคู่ไปกับประติมากรรมที่ออกแบบใหม่อีก 20 ชิ้น เพื่อทำให้เนื้อหาในนิทรรศการมีความสนุกมากยิ่งขึ้น” ศิลปินบอกกับเรา‘LINECENSOR’ เกียรติอนันต์ เอี่ยมจันทร์รายละเอียดของผลงานจิตรกรรมที่บอกเล่าเรื่องราวที่ได้พบเห็นผ่านลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์“นิทรรศการครั้งนี้มีชื่อว่า ARCH OF LINECENSOR PART 1: PERFECT STORM ใช้เวลาคิดชื่อค่อนข้างนาน PERFECT STORM บางคนอาจตีความว่าเป็นพายุที่สมบูรณ์แบบ ในอีกมุมหนึ่งอาจมองถึงสถานการณ์ วิกฤติต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตที่ยากลำบาก ผมนำสิ่งเหล่านั้นมาแปรเป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์ที่สะท้อนความสุขความทุกข์และความหมายของชีวิต” กว่าจะมาเป็น LINECENSOR ศิลปินไทยคนแรกๆที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในตลาด NFT (Non-Fungible Token) ระดับสากล ด้วยมูลค่าผลงานในหลักล้านบาท เจ้าตัวบอกว่า“ผมเป็นเด็กติดเกมมาก่อน ชอบวาดรูป ชอบวาดการ์ตูน ชีวิตไม่ได้มีเป้าหมายอะไร จน ม.3 ต้องเลือกแล้วว่าจะเรียนสายไหน”LINECENSOR เลือกเข้าเรียนวิทยาลัยเทคนิคลพบุรี แผนกเทคนิคการก่อสร้าง เพราะครอบครัวทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เรียนอยู่ได้หนึ่งปีชีวิตเปลี่ยนเมื่อได้ไปเห็นผลงานของแผนกวิจิตรศิลป์ที่อยู่ด้านหลังตึกเรียนเทคนิคก่อสร้าง จึงย้ายแผนกมาเรียนศิลปะ แล้วสอบเข้าเรียนในคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ ม.ศิลปากร ได้ในที่สุด“เรียนอยู่ปี 3 แล้วยังเป็นเด็กติดเกมอยู่เหมือนเดิม นั่งเล่นเกมจนถึงเช้า ชีวิตไม่มีเป้าหมาย เห็นเพื่อนส่งผลงานเข้าประกวด ลองส่งบ้าง พอผลงานได้รับรางวัลผมเลิกเล่นเกมเลย เปลี่ยนตัวเองมาตั้งใจทำงานศึกษาผลงานของรุ่นพี่ที่ได้รับรางวัลที่ 1 จนเข้าใจว่า การทำงานศิลปะต้องมีคอนเซ็ปต์ มีสิ่งที่เราอยากจะพูดชัดเจน ขยันและต้องทำงานให้เยอะ และกลายเป็นพื้นฐานในการทำงานของผมจนถึงวันนี้”จากเด็กติดเกมสู่การสร้างงานศิลปะที่สะท้อนตัวตนของศิลปินและต้องตานักสะสมภายในห้องจัดแสดงความรักในเกม การ์ตูน พัฒนามาสู่ความคิดสร้างสรรค์ และกลายมาเป็นเอกลักษณ์ในผลงานของ LINECENSOR ที่ร้อยเรื่องราวในหลากหลายเหตุการณ์ผ่านตัวละครในภาพที่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่ชวนติดตาม ใบหน้าของบุคคลที่มีชื่อเสียง ตัวละครในวรรณคดีไทย คาแรคเตอร์ที่ใครเห็นก็จำได้ รวมทั้งคาแรคเตอร์ที่ศิลปินสร้างขึ้นมาใหม่อยู่เสมอ ทำให้ผลงานของเขามีเสน่ห์น่าติดตามและเชื่อมโยงกับผู้คนหลากรุ่นได้อย่างน่าสนใจ“2-3 ปีที่เข้าไปอยู่ในตลาด NFT ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ดิจิทัลอาร์ตเป็นงานที่สนุกและท้าทาย พองานมีมูลค่าสูงขึ้น ผู้คนก็มองเราเปลี่ยนไป ทำให้เรารู้จักชีวิตมากขึ้น เห็นคุณค่ากับสิ่งที่เราทำอยู่ในแต่ละวัน มีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจนมากขึ้น”ประติมากรรมเรซิ่นเพ้นต์มือทุกชิ้นที่เกิดจากจินตนาการที่ลื่นไหลเห็นภรรยาชอบทุเรียนศิลปินจึงสร้างผลงานชิ้นนี้หนังชีวิตที่ว่ายาว ดราม่าที่ต้องปูเสื่อเล่า หากจะชมเนื้อหาที่ผูกไว้ในผลงานจิตรกรรมชิ้นไฮไลท์ยาว 8 เมตร น่าจะได้คู่แข่งที่น่าเกรงขาม ไม่นับรวมผลงานจิตรกรรม ประติมากรรมขนาดเล็ก ใหญ่ ที่ตัดทอนมาจากรายละเอียดในภาพวาด ร่วมด้วยอาร์ตทอยส์ตัวเล็กตัวน้อยจากจินตนาการที่แตกหน่อออกไปไม่มีซ้ำที่นำมาจัดแสดงในตู้พร้อมยกตู้จำหน่าย กล่าวได้ว่าเป็นงานนิทรรศการศิลปะที่สนุกและส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมได้อย่างไม่รู้จบนอกจากนี้ศิลปินยังมี แอปพลิเคชั่น LINECENSOR มาให้เล่นสนุกกับเกม AR “Pluto” ที่ชวนตามหามอนสเตอร์ตัวตึงเพื่อสะสมคะแนนและแลกรับของรางวัลพิเศษในนิทรรศการให้ได้ร้องว้าว ! กันอีกฝนจะตก แดดจะร้อนยังไง อยากชวนไปชมกันค่ะภาพ : สมัชชา อภัยสุวรรณ“สิ่งที่ผมประทับใจใน LINECENSOR คือความเป็นคนมองโลกในแง่ดี สามารถเปลี่ยนพลังลบให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้ Perfect Storm เหมือนศิลปะที่ระเบิดอารมณ์ออกมาจากแรงปะทุที่อัดแน่นภายใน เต็มไปด้วยความเซ็กซี่ที่เร่าร้อนจนยากจะละสายตา” สมชัย ส่งวัฒนา ผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่น FLYNOW และผู้เนรมิตช่างชุ่ย Creative Park ให้เป็นพื้นที่แห่งศิลปะและความคิดสร้างสรรค์นิทรรศการ ARCH OF LINECENSOR PART 1: PERFECT STORM” SOLO EXHIBITION BY LINECENSOR • วันเวลาจัดแสดง : 10 พฤษภาคม -15 มิถุนายน 2568 • อังคาร - ศุกร์ 14.00 - 22.00 น. • เสาร์ - อาทิตย์: 11.00 - 22.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์) • สถานที่ : ChangChui Gallery ในโครงการ “ช่างชุ่ย Creative Park” ย่านปิ่นเกล้า (ใกล้ประตู 3) • เฟซบุ๊ก Line Censor Kiatanan • เฟซบุ๊ก ช่างชุ่ย ChangChuiเกี่ยวกับ LINECENSOR : เกียรติอนันต์ เอี่ยมจันทร์เกิด 13 พฤษภาคม 2525การศึกษา วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี ปริญญาตรีและโท ภาควิชาวิจิตรศิลป์ คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ ม.ศิลปากร ส่วนหนึ่งของรางวัลที่ได้รับ • รางวัลเกียรตินิยม เหรียญเงิน ศิลป์ พีระศรี การแสดงงานศิลปกรรมร่วมสมัยของศิลปินรุ่นเยาว์ครั้งที่ 22 (พ.ศ.2548) • รางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1 การประกวดจิตรกรรมร่วมสมัย PANASONIC ครั้งที่ 8 (พ.ศ.2549) • รางวัลเกียรตินิยมอันดับ 3 เหรียญทองแดง ประเภทจิตรกรรม การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 52 (พ.ศ.2549)แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.bangkokbiznews.com/blogs/lifestyle/art-living/1180717
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
10/06/2025
หน้าฝนอันงดงามเหมาะกับการเที่ยวป่า เข้าชมสัตว์ป่าตามธรรมชาติที่ 'ทุ่งกะมัง' ใน 'เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว' อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ตกดึกนับดาวในเขตท้องฟ้ามืดทุ่งกะมัง อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ มีเนื้อที่ราว 5,000 ไร่ สภาพส่วนใหญ่เป็นทุ่งหญ้าธรรมชาติ เป็นเนินสูงต่ำลดหลั่นกันไป สัญลักษณ์ของทุ่งกะมัง คือ ต้นเหมือด ที่ยืนหยัดอย่างเดียวดาย มีทางเดินทอดยาวสร้างภาพจำให้กับผู้มาเยือนความงดงามของต้นเหมือด อวดโฉมตั้งแต่แสงเช้าไปถึงยามเย็น ประดับเด่นเป็นนางเอกจนถึงยามราตรีทุ่งกะมังทุ่งกะมัง ยังได้ชื่อว่าเป็น เขตท้องฟ้ามืด (Dark Sky) ในคืนข้างแรมจะมองเห็นดวงดาวเต็มฟ้าสัญลักษณ์ทุ่งกะมัง ‘เนื้อทราย’สัตว์ป่าที่เราพบเจอแทบทุกครั้งที่เดินทางมายังทุ่งกะมังคือ เนื้อทราย สายพันธุ์หนึ่งของกวางขนาดกลาง รูปร่างป้อม ๆ มีขาค่อนข้างสั้น พวกมันเป็นประชากรสัตว์ป่าที่ช่วยสร้างสมดุลให้ระบบนิเวศ เหล่าเนื้อทรายตัวผู้จะมีเขา 3 กิ่งคล้ายกับเขาของกวางป่า และมีการผลัดเขาในทุกปี เนื้อทรายแรกเกิดจะมีจุดขาว ๆ ตามลำตัว แต่พอโตขึ้นก็จะจางหายไปต้นเหมือดกับแสงยามเย็นในช่วงเช้าและช่วงเย็น เนื้อทรายจะออกมาหากินในทุ่งกว้างและตามแหล่งน้ำ เพราะธรรมชาติของเนื้อทรายไม่ชอบอยู่ในป่าทึบมากนัก จึงทำให้มีโอกาสเจอกับผู้คนได้ง่ายกว่าสัตว์ป่าโดยทั่วไปเนื้อทรายยังมีวิธีการเอาตัวรอดแบบที่เราคาดไม่ถึง แม้ว่าพวกมันจะชอบรวมตัวกันเป็นฝูงใหญ่ แต่เมื่อมีภัยมาเยือน พวกมันจะใช้กลยุทธ์แยกกันเราอยู่ เป็นการหนีแบบกระจัดกระจาย ไม่ยอมให้ตกที่นั่งลำบากไปพร้อมกันเหล่าเนื้อทรายที่ทุ่งกะมัง อาจจะคุ้นเคยกับผู้คนแบบมีระยะห่าง แต่ส่วนลึกในใจ พวกมันเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างหวาดระแวง เมื่อเราขยับตัวเข้าใกล้ พวกมันก็จะถอยห่าง แค่ส่งสายตาออกไป พวกมันก็มักจะจ้องมองกลับมา เหมือนหยั่งเชิงในใจอยู่ตลอดเวลาที่มาของชื่อทุ่งกะมังทุ่งหญ้าในแอ่งกระทะ ลักษณะคล้ายกะละมัง เป็นที่มาของชื่อ ทุ่งกะมัง ในบางครั้งแอ่งน้ำเล็ก ๆ กลางทุ่ง จะมี เป็ดก่า หรือนกเป็ดน้ำชนิดหนึ่งที่หาได้ยากมาลงเล่น ส่วนอีกกลุ่มที่มักจะออกมาโชว์ตัวหรือส่งเสียงร้องอยู่บ่อย ๆ คือนกยูงสภาพของทุ่งโล่งในป่าใหญ่ กับเหล่าสัตว์ผู้อิสระทั้งหลายเป็นเสน่ห์ที่หาชมได้ยาก ข้อแลกเปลี่ยนอันเรียบง่ายคือการให้เกียรติเจ้าบ้านด้วยความสงบทุ่งกะมังเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติที่เข้าใจถึงความเป็นธรรมชาติเป็นอย่างดี หากต้องการพักค้างแรมก็มีที่พักให้บริการ ไฟฟ้าในบ้านพักเปิดให้ใช้ตามเวลา 18.00 - 21.00 น. ทุกอย่างผ่านการจัดการอย่างเป็นระบบระเบียบ เพื่อให้บ้านของเหล่าสัตว์ป่า ยังคงสงบงามสำหรับทุกคนค่ำคืนที่ทุ่งกะมังผ่านไปอย่างเย็นใจ อากาศกำลังสบาย ๆ เป็นกลางปีที่ไม่ร้อนรนเหมือนในเขตเมือง หลังจากไฟฟ้าดับลง ในความมืดมิดไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้นอนฟังเสียงสัตว์ร้องระงม แม้จะไม่เชี่ยวชาญพอที่จะรู้ว่าเป็นสัตว์ชนิดใดบ้าง แต่ก็อุ่นใจในการขับกล่อมของเจ้าบ้านในป่าใหญ่แห่งนี้เมื่อถึงเช้าวันใหม่ ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่าย แสงที่ค่อย ๆ ฉาบทาทั่วท้องทุ่ง เป็นช่วงเวลาที่สัมผัสถึงความอบอุ่นได้อย่างอ่อนโยน กิจกรรมที่น่าสนใจคือการเดินป่าศึกษาธรรมชาติ มีทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมทั้งจุดเช็คอินชวนฝัน เดินอ้อยอิ่งบน สะพานแขวน กลางป่าอันงดงามหากสายฝนมาเยือนแล้วโปรดจงรู้ว่า ไม่ว่าจะอีกกี่ครั้ง ทุ่งกะมังก็ยังอบอุ่นอยู่ในความทรงจำเสมอ...ทอดมันหัวปลีพาข้าวคอนสารแซ่บให้ถึงถิ่นวิถีกินไทคอนสารมาเยือน อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ แนะนำให้แวะไปสัมผัสวิถีถิ่นแบบ ชาวไทคอนสาร ไม่ว่าจะเป็นการเก็บผักสด ๆ ปลอดสารพิษจากท้องทุ่ง หรือการจับปลามาปรุงเป็นมื้อพิเศษที่ บ้านสวน อ.ศิลป์ชัยฟาร์มสเตย์ (คอนสารฟาร์มสเตย์)ลาบปูนาหรือจะไปลิ้มลองคอนสารซิกเนอเจอร์ ในเซ็ต พาข้าวคอนสาร ที่มีทั้ง คั่วเนื้อคั่วปลา อาหารโบราณผสานคุณค่าสมุนไพรพื้นบ้าน ที่นิยมรับประทานในงานประเพณีสำคัญของชาวคอนสารวิถีความเป็นอยู่ของชาวไทคอนรวมทั้ง ลาบปูนา ซึ่งปัจจุบันมีฟาร์มปูออร์แกนิค พร้อมวัตถุดิบสมุนไพรปลอดสารพิษ เป็นเมนูที่พร้อมเสิร์ฟในร้าน ปูนาแสนสวย กับเมนูจากปูนาอีกนานาชนิดแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/travel/1180771
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
การดำเนินชีวิต
06/06/2025
ในยุคที่โลกหมุนไวกว่าความคิด ความเครียดและความวิตกกังวลก็เหมือนแขกไม่ได้รับเชิญที่มาเยือนชีวิตเราบ่อย ๆ วันนี้เรามี 5 วิธีเด็ด ๆ ที่จะช่วยให้คุณรับมือกับความเครียดเหล่านั้นได้อย่างมือโปร เตรียมพร้อมที่จะเปลี่ยนชีวิตให้สดใสไร้กังวลกันเลย1. การฝึกสติและสมาธิ: พลังแห่งจิตใจที่สงบนิ่งเคยสงสัยไหมว่าทำไมพระในวัดถึงดูสงบเย็นนัก ? คำตอบก็คือการฝึกสติและสมาธินั่นเอง การฝึกสติไม่ใช่แค่การนั่งหลับตาสวดมนต์เท่านั้น แต่มันคือการฝึกให้เราอยู่กับปัจจุบันขณะ รับรู้ความคิดและความรู้สึกโดยไม่ตัดสินวิธีง่าย ๆ ที่คุณสามารถเริ่มได้เลย คือ การฝึกหายใจอย่างมีสติ ลองนั่งในท่าที่สบาย หลับตาลง แล้วโฟกัสที่ลมหายใจเข้าออก สังเกตความรู้สึกของลมที่ผ่านเข้าออกทางจมูก ท้องที่พองยุบ หากทำแบบนี้สัก 5-10 นาทีทุกวัน รับรองว่าคุณจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนนอกจากนี้ ยังมีแอปพลิเคชันดี ๆ อย่าง Headspace หรือ Calm ที่จะช่วยแนะนำการฝึกสติและสมาธิให้คุณได้อย่างเป็นระบบ แล้วคุณจะพบว่า จิตใจที่สงบนิ่งนั้นมีพลังมหาศาลในการจัดการกับความเครียดและความวิตกกังวล2. การออกกำลังกาย: ยาวิเศษที่ไม่ต้องกินถ้าคุณคิดว่าการออกกำลังกายมีไว้แค่ลดน้ำหนัก คุณคิดผิดถนัด การออกกำลังกายเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับความเครียดและความวิตกกังวล เพราะจะช่วยกระตุ้นการหลั่งสารเอนดอร์ฟิน (Endorphins) หรือที่เรียกว่า “ฮอร์โมนแห่งความสุข” นั่นเองไม่ต้องถึงขนาดไปวิ่งมาราธอนหรือยกเวทหนัก ๆ แค่การเดินเร็ววันละ 30 นาที หรือเต้นแอโรบิกสนุก ๆ หรือเดินให้ได้อย่างน้อยวันละ 12,000 ก้าว ก็ช่วยได้แล้ว หรืออาจจะลองหากิจกรรมที่คุณชื่นชอบ เช่น โยคะ ว่ายน้ำ หรือแม้แต่การเต้นตามจังหวะเพลงโปรดในห้อง ขอให้ทำอย่างสม่ำเสมอ แล้วคุณจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจมีงานวิจัยจาก Harvard Health Publishing ระบุว่า การออกกำลังกายสม่ำเสมอสามารถลดอาการของโรคซึมเศร้าและความวิตกกังวลได้เทียบเท่ากับการใช้ยาในบางกรณี และไม่มีผลข้างเคียงอีกต่างหาก3. การจัดการเวลาและการวางแผน: กุญแจสู่ชีวิตที่สมดุลบ่อยครั้งที่ความเครียดและความวิตกกังวลเกิดจากความรู้สึกว่าเราควบคุมชีวิตไม่ได้ หรือมีงานล้นมือ นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมการจัดการเวลาและการวางแผนถึงสำคัญนักลองใช้เทคนิค “กินกบตัวใหญ่ก่อน” (Eat That Frog) ของ Brian Tracy ดู โดยเทคนิคนี้แนะนำให้เราทำงานที่ยากหรือสำคัญที่สุดเป็นอันดับแรกของวันก่อน เหมือนกับการกินกบตัวใหญ่ให้หมดตั้งแต่เช้า แล้วหลังจากนั้นงานอื่น ๆ ก็จะดูง่ายขึ้นเองนอกจากนี้ การใช้แอปฯ จัดการงานอย่าง Todoist หรือ Trello ก็สามารถช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมของงานทั้งหมดได้ชัดเจนขึ้น ทำให้รู้สึกควบคุมได้มากขึ้น และลดความวิตกกังวลลงได้ที่สำคัญ เมื่อวางแผนการทำงานแล้ว ก็อย่าลืมวางแผนเวลาพักผ่อนไว้ด้วย เพราะการทำงานหนักตลอดเวลาไม่ใช่วิธีที่ดีในการจัดการความเครียด เราต้องมีเวลาให้ตัวเองได้ชาร์จแบตฯ ด้วยเช่นกัน4. การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี: พลังแห่งการเชื่อมต่อมนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นจึงเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการกับความเครียดและความวิตกกังวล แต่ในยุคดิจิทัลที่เราติดต่อกันผ่านหน้าจอเป็นส่วนใหญ่ เราอาจหลงลืมความสำคัญของการเชื่อมต่อแบบตัวต่อตัวไปลองหาเวลาพูดคุยกับเพื่อนสนิทหรือครอบครัวแบบเห็นหน้ากันบ้าง ไม่ต้องทำอะไรใหญ่โต แค่ชวนกันไปเดินเล่นในสวน ทานข้าวด้วยกัน หรือแม้แต่โทรคุยกันสักครู่ ก็ช่วยได้มากแล้วมีงานวิจัยจาก National Institutes of Health พบว่าการมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดีช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลได้อย่างมีนัยสำคัญนอกจากนี้ การเข้าร่วมกลุ่มหรือชมรมที่มีความสนใจเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ การทำอาหาร หรือการเล่นกีฬา ก็เป็นวิธีที่ดีในการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ๆ และลดความเครียดไปพร้อมกัน5. การปรับเปลี่ยนมุมมองและความคิด: พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด การปรับเปลี่ยนมุมมองและความคิดเป็นเครื่องมือทรงพลังในการจัดการกับความเครียดและความวิตกกังวล บ่อยครั้งที่ความทุกข์ของเราไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ แต่เกิดจากวิธีที่เรามองมันดังนั้น ลองใช้เทคนิค “การตั้งคำถามกับความคิด” (Thought Challenging) คือ เมื่อเกิดความคิดด้านลบ ให้ถามตัวเอง 3 ข้อ ดังนี้ • มีหลักฐานอะไรสนับสนุนความคิดนี้ ? • มีมุมมองอื่นในการมองสถานการณ์นี้ไหม ? • ถ้าเพื่อนสนิทเจอสถานการณ์แบบนี้ เราจะแนะนำอย่างไร ?การฝึกมองหาด้านบวกในทุกสถานการณ์ถือเป็นอีกวิธีที่ช่วยได้มาก แม้ในวันที่แย่ที่สุด ก็ยังมีสิ่งดี ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เราขอบคุณเสมอ ลองจดบันทึกสิ่งดี ๆ 3 อย่างทุกคืนก่อนนอน แล้วคุณจะเห็นว่าชีวิตมีอะไรให้ยิ้มได้มากกว่าที่คิดนักจิตวิทยา Martin Seligman ผู้บุกเบิกด้านจิตวิทยาเชิงบวก ได้แสดงให้เห็นว่าการฝึกมองโลกในแง่บวกอย่างสม่ำเสมอสามารถเพิ่มความสุขและลดอาการซึมเศร้าได้อย่างมีประสิทธิภาพความเครียดและความวิตกกังวลอาจเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ไม่จำเป็นต้องครอบงำชีวิตคุณ ด้วย 5 วิธีที่เราได้แนะนำไป ไม่ว่าจะเป็นการฝึกสติและสมาธิ การออกกำลังกาย การจัดการเวลาและการวางแผน การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และการปรับเปลี่ยนมุมมองและความคิด คุณสามารถเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงชีวิตให้สดใสไร้กังวลได้ตั้งแต่วันนี้จำไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลาและความอดทน อย่าคาดหวังผลลัพธ์ในชั่วข้ามคืน แต่ถ้าคุณทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ รับรองว่าคุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งในชีวิตแน่นอนไม่ว่าคุณจะเลือกใช้วิธีไหน จงจำไว้ว่าทุกก้าวเล็ก ๆ ล้วนมีความสำคัญ การเปลี่ยนแปลงอาจไม่เกิดขึ้นในทันที แต่เมื่อคุณมองย้อนกลับไป คุณจะประหลาดใจกับระยะทางที่คุณได้เดินทางมา ดังคำกล่าวของเล่าจื๊อ (Lao Tzu) ที่ว่า “การเดินทางพันลี้เริ่มต้นด้วยก้าวแรก”ก้าวแรกของคุณในการจัดการกับความเครียดและความวิตกกังวลเริ่มต้นแล้วตั้งแต่คุณอ่านบทความนี้ ต่อจากนี้ไป ขอให้คุณมีความกล้าที่จะก้าวต่อไป สู่ชีวิตที่สมดุล มีความสุข และไร้กังวลหมายเหตุ: แม้ข้อมูลในบทความนี้จะมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ แต่ไม่ควรใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ หากคุณกำลังประสบปัญหาความเครียดหรือความวิตกกังวลอย่างรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อรับการดูแลที่เหมาะสมพิสูจน์อักษร : รัชนี สังข์แก้วแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ beartaihttps://www.beartai.com/life/1411922
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
30/08/2024
19/09/2025
10/06/2025
30/04/2024
21/05/2025