Everyday knowledge for you
ท่องเที่ยว
10/01/2025
เชื่อว่าหลายคนเคยตกเครื่องบินหรือหลาย ๆ คนเคยได้ยินประสบการณ์นี้ ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ฝันร้ายสำหรับใครหลายคน ทั้งความเครียด เสียเวลา และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ถ้ามีเตรียมตัวที่ดี จะไม่เกิดปัญหาเช่นนี้แน่นอนตรวจสอบเอกสารการเดินทางล่วงหน้าตรวจสอบว่าพาสปอร์ต (passport) และวีซ่า (visa) ของคุณยังไม่หมดอายุ ปริ้นหรือเก็บ E-ticket และข้อมูลการจองตั๋วเครื่องบินวางแผนการเดินทางไปสนามบินตรวจสอบระยะเวลาเดินทางจากบ้านไปสนามบินโดยใช้แอป เช่น Google Maps หรือ Grab ที่สำคัญต้องเผื่อเวลาสำหรับการจราจร รถติด และเหตุการณ์อื่น ๆ เช่น ฝนตกหนัก • สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ แนะนำให้ไปถึงสนามบินล่วงหน้าอย่างน้อย 2 ชั่วโมง • สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ ควรเผื่อเวลา 3 ชั่วโมงเช็คอินล่วงหน้า (Online Check-in)ปัจจุบันสายการบินส่วนใหญ่เปิดให้ เช็คอินออนไลน์ ผ่านแอปหรือเว็บไซต์ ซึ่งการเช็คอินล่วงหน้าช่วยประหยัดเวลาเตรียมกระเป๋าเดินทางให้เรียบร้อยตรวจสอบขนาดและน้ำหนักกระเป๋าที่อนุญาตตามนโยบายของสายการบิน จัดของที่จำเป็นและเอกสารสำคัญไว้ในที่หยิบง่าย เช่น เสื้อผ้า ยาประจำตัว และอุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่ ไว้ในกระเป๋าที่ถือขึ้นเครื่อง (carry on)ตั้งนาฬิกาปลุกและแจ้งเตือนตั้งเวลาปลุกและตั้งปฏิทินล่วงหน้าในวันที่เดินทาง เพื่อเป็นการเตือนความจำตรวจสอบสถานะเที่ยวบินก่อนออกเดินทาง ให้เช็คสถานะเที่ยวบินว่ามีการล่าช้าหรือไม่ ผ่านแอปของสายการบินหรือการแจ้งเตือนผ่าน SMS หรือ อีเมลจากสายการบินหลังเช็คอินแล้วอย่าลืมรักษาเวลาหลังจากเช็คอินแล้วและผ่านจุดตรวจแล้ว อย่าลืมมองหาประตูขึ้นเครื่อง (Gate) และฟังประกาศจากเจ้าหน้าที่ ถ้าต้องรอเป็นเวลานาน และควรอยู่ใกล้ Gate เพื่อป้องกันการลืมเวลา“การเดินทางที่ดีเริ่มต้นจากการวางแผนที่รอบคอบ” ก่อนที่เราจะเดินทางท่องเที่ยวหรือไปไหนก็ตาม ไม่ว่าจะโดยสารด้วยรถสาธารณะ รถส่วนตัว หรือเครื่องบิน ทั้งในและนอกประเทศ จำเป็นจะต้องมีการเช็คข้อมูลวางแผนที่ดีและเผื่อเวลาสำหรับการเดินทาง เพื่อลดโอกาสการไปถึงสถานที่นั้น ๆ ล่าช้าหรือตกเครื่องบินแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ sanookhttps://www.sanook.com/travel/1450403/
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
09/01/2025
กรุงเทพฯ 9 มกราคม 2568 - กองทุนเปิด เอไอเอ อินคัม ฟันด์ (AIA-IC) บริหารจัดการโดย บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนเอไอเอ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับการจัดอันดับ 5 ดาว จาก Morningstar Thailand ประเภทกองทุน Mid/Long Term Bond ทั้งในส่วนของผลตอบแทนโดยรวม (Performance Overall) และผลตอบแทน 3 ปี (3-Y Performance) ซึ่งกองทุนที่ได้รับการจัดอันดับนั้นต้องมีผลตอบแทนอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป และวิธีการจัดอันดับนั้นใช้วิธีคำนวณเดียวกันทั่วโลก สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของทีมผู้จัดการกองทุนของ บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) ในการสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงมีการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม ทั้งนี้ กองทุนเปิด เอไอเอ อินคัม ฟันด์ มีนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้ และ/หรือเงินฝาก หรือตราสารเทียบเท่าเงินฝาก ที่ออกโดยภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน และ/หรือ ภาคเอกชน ทั้งใน และ/หรือต่างประเทศ ซึ่งมีอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหรือของผู้ออกตราสารที่อยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) รวมกันทุกขณะไม่น้อยกว่า 80% ของ NAVผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน AIA Income Fund ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2567*ผลตอบแทนที่มีอายุเกินหนึ่งปีจะแสดงเป็นผลตอบแทนต่อปีดัชนีชี้วัดของกองทุนเปิด เอไอเอ อินคัม ฟันด์ (Benchmark) คือ1. ผลตอบแทนรวมสุทธิของดัชนีพันธบัตรรัฐบาล Mark-to-Market อายุน้อยกว่าเท่ากับ 1 ปี ของสมาคมตราสารหนี้ไทย สัดส่วน (%): 20.002. ผลตอบแทนรวมสุทธิของดัชนีพันธบัตรรัฐบาล Mark-to-Market อายุน้อยกว่าเท่ากับ 10 ปี ของสมาคมตลาดสารหนี้ไทย สัดส่วน (%): 50.003. ผลตอบแทนรวมสุทธิของดัชนีตราสารหนี้ภาคเอกชน Mark-to-Market ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสารอยู่ในระดับ A- ขึ้นไป อายุน้อยกว่าเท่ากับ 10 ปี ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (%): 30.00อย่างไรก็ดี จากข้อมูลของ Morningstar ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 กองทุนเปิด เอไอเอ อินคัม ฟันด์ มีผลการดำเนินงานช่วง 3 ปี อยู่ที่ 2.2% ต่อปี ซึ่งตามการจัดกลุ่มของ Morningstar ในประเภทกองทุน Mid/Long Term Bond และตามการจัดกลุ่มของ AIMC ประเภทกองทุน Mid Term General Bond นั้น กองทุนเปิด เอไอเอ อินคัม ฟันด์ ล้วนมีผลการดำเนินงานอยู่ใน Top Quartile ตามการจัดกลุ่มจากทั้ง 2 สถาบัน ทั้งนี้ กองทุนเปิด เอไอเอ อินคัม ฟันด์ มีค่า Maximum drawdown อยู่ที่ -2.64% และมี Recovering Period ที่ 80 วัน* *ข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2567แหล่งข้อมูล: บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) จำกัด, AIMC, Morningstar Thailand
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
การทำงาน
07/01/2025
บีบีซีนิวส์ มุนโด (แผนกภาษาสเปน)คุณเคยเป็นแบบนี้บ้างไหม ? มีงานค้างหลายชิ้นที่ต้องรีบทำ แต่พยายามรวบรวมพลังกายและใจหลายยกแล้ว ก็ไม่สามารถจะเคี่ยวเข็ญตัวเองให้ลุกขึ้นมาจัดการงานค้างให้เสร็จได้ในบางครั้งความเกียจคร้าน, ความกลัวที่จะทำงานได้ไม่ดีหรือไม่สมบูรณ์แบบ, รวมทั้งความเฉื่อยชาผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย ๆ ทำให้เราต้องเสียเวลาไปมากมายโดยใช่เหตุ จนท้ายที่สุดแล้วก็ไม่อาจทำงานได้สำเร็จลุล่วงตามกำหนด แถมยังต้องเสียเวลาอันมีค่าของตนเองไปกับการนั่งวิตกกังวล โดยไม่อาจจะพักผ่อนอย่างสบายใจได้เลยแม้จะมีหลายเหตุผลที่ทำให้เรากลายเป็นคนขี้เกียจไปชั่วคราว แต่ก็ใช่ว่าเรื่องนี้จะไม่มีทางแก้ไขได้ เพราะชาวญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อว่าขยันขันแข็งและมีวินัยในการทำงานอย่างยิ่ง ได้เสนอเคล็ดลับหลายวิธีในการเอาชนะความเกียจคร้านและสร้างแรงจูงใจในการทำงานไว้ดังนี้อิคิไกแม้จะไม่มีคำแปลความหมายโดยตรงจากภาษาญี่ปุ่น แต่อิคิไก (ikigai) เป็นศัพท์ที่ใช้เรียกแนวคิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข ซึ่งแท้จริงแล้วมันคือเหตุผลที่ทำให้คุณตื่นขึ้นมาในทุกเช้าสำหรับชาวตะวันตกที่คุ้นเคยกับแนวคิดเรื่องอิคิไกดี พวกเขาอาจนึกถึงแผนภาพเวนน์ (Venn diagram) ที่มีวงกลม 4 วงมาซ้อนทับกัน โดยแต่ละส่วนแสดงถึงข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่คุณรัก, สิ่งที่คุณทำได้ดี, สิ่งที่คุณต้องการ, และสิ่งที่คุณซื้อหาได้ด้วยเงินเค็น โมงิ นักประสาทวิทยาศาสตร์ผู้เขียนหนังสือ "ปลุกอิคิไกในตัวคุณ" (Awakening Your Ikigai) ระบุว่าอิคิไกคือแนวคิดโบราณที่คนญี่ปุ่นรู้จักคุ้นเคยมานาน ซึ่งอาจจะนิยามความหมายได้ง่าย ๆ ว่า "เหตุผลที่ทำให้ตื่นนอนตอนเช้า" หรือถ้าจะกล่าวให้ไพเราะแบบบทกวีเสียหน่อยก็คือ "การตื่นขึ้นด้วยความสุขใจ"มิจิโกะ คุมาโนะ นักจิตวิทยาชาวญี่ปุ่น กล่าวไว้ในบทความของเธอที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2017 ว่าอิคิไกคือสุขภาวะของกายและจิตที่เกิดขึ้นจากการทุ่มเทอุทิศตนทำในสิ่งที่ชื่นชอบ โดยกิจกรรมดังกล่าวนำมาซึ่งความรู้สึกว่าชีวิตถูกเติมเต็มจนสมบูรณ์โดยสรุปแล้วอิคิไกคือการมองหาสิ่งที่สร้างแรงจูงใจให้ตัวคุณในทุกวัน สิ่งนั้นจะกลายเป็นเหตุผลที่ผลักดันคุณให้ก้าวไปข้างหน้า กิจกรรมดังกล่าวอาจเป็นอะไรก็ได้ เช่นการหาพื้นที่เล็ก ๆ ปลูกต้นไม้, ดูแลสัตว์เลี้ยง, หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เป็นประจำไคเซ็นปรัชญาไคเซ็น (kaizen) มีรากฐานอยู่บนหลักการสร้างความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ และหมั่นปรับปรุงพัฒนาอย่างสม่ำเสมอในทุกแง่มุมของชีวิต อันเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความทะเยอทะยานจะประสบความสำเร็จตั้งแต่วันแรกที่ลงมือทำ ซึ่งนอกจากจะเป็นไม่ได้แล้ว ความรีบร้อนจะยิ่งทำให้เกิดความสับสนคับข้องใจ จนเราเลิกล้มสิ่งที่เพิ่งเริ่มลงมือทำไปในที่สุดส่วนการประยุกต์ใช้ปรัชญาไคเซ็นในชีวิตประจำวันนั้น เราอาจตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ที่ต้องการทำให้สำเร็จลุล่วงในแต่ละวัน โดยมุ่งให้ความสนใจกับการปรับปรุงพัฒนาไปทีละน้อย เคล็ดลับนั้นอยู่ที่ความมุ่งมั่น เพื่อสร้างความก้าวหน้าเล็ก ๆ ที่นำพาตัวคุณเข้าใกล้เป้าหมายใหญ่มากขึ้นไปทุกขณะย่างก้าวเล็ก ๆ เหล่านี้ จะช่วยคุณเอาชนะความเกียจคร้านเฉื่อยชา ทั้งยังช่วยสร้างแรงส่งที่สม่ำเสมอ เพื่อผลักดันให้สามารถผลิตผลงานออกมาได้ตามเป้า นอกจากนี้ยังช่วยให้มองเห็นรายละเอียด ซึ่งจะนำไปใช้ในการพัฒนาไปทีละเล็กละน้อยได้เป็นอย่างดีการตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ในแต่ละวัน และเฝ้าดูตัวคุณทำมันได้สำเร็จ สามารถจะสร้างแรงจูงใจให้ตัวเองได้ปรัชญาไคเซ็นนั้นมีประวัติความเป็นมาย้อนไปได้ถึงยุคหลังสงครามของญี่ปุ่น บริษัทใหญ่อย่างโตโยต้า (Toyota) ถึงกับยอมรับแนวคิดนี้ให้เป็นหนึ่งในหลักการพื้นฐานของระบบการผลิต คำว่า "ไค" หมายถึงความเปลี่ยนแปลง ส่วนคำว่า "เซ็น" หมายถึงการไปในทิศทางที่ดีขึ้น หลักการนี้สามารถจะช่วยรับประกันได้ว่า ผลงานที่ออกมาจะมีคุณภาพในระดับสูงสุด ลดปริมาณของเสียเหลือทิ้ง และเพิ่มพูนประสิทธิภาพทั้งในการทำงานของเครื่องจักรและกระบวนการทำงานของมนุษย์เทคนิค "มะเขือเทศ"เมื่องานที่ต้องทำดูซับซ้อนยุ่งยากเกินไป หรือเป็นงานที่หนักและต้องอาศัยการเพ่งสมาธิจดจ่ออย่างมาก เทคนิคนี้อาจช่วยคุณได้ แม้ว่ามันจะเป็นหลักการที่ไม่ได้ถือกำเนิดในประเทศญี่ปุ่นก็ตามเทคนิค "โปโมโดโร" (pomodoro) ซึ่งหมายถึงมะเขือเทศในภาษาอิตาเลียน ถูกคิดค้นขึ้นโดยฟรานเชสโก ชิริลโล ในช่วงทศวรรษ 1980 ก่อนจะถูกหยิบยืมมาใช้กันอย่างกว้างขวางในญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มผลิตภาพและทำให้ผู้คนรู้สึกเพลิดเพลินกับการงานประจำวันได้มากขึ้น โดยคำว่ามะเขือเทศนั้นหมายถึงอุปกรณ์ช่วยนับเวลาชนิดหนึ่ง ที่มีรูปทรงเหมือนกับมะเขือเทศนั่นเองไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ทำงานบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือจัดระเบียบบ้านให้เรียบร้อย เทคนิคมะเขือเทศจะช่วยให้คุณมีสมาธิและรู้สึกว่างานเบาขึ้นรศ.แมตทิว เบอร์แนกคี จากคณะศึกษาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาของสหรัฐฯ บอกกับบีบีซีว่า เทคนิคมะเขือเทศนั้นแบ่งเวลาทำงานออกเป็นช่วงสั้น ๆ ซึ่งส่งผลดีต่อการหลีกเลี่ยงสิ่งรบกวนที่ทำให้เสียสมาธิคุณอาจลองตั้งเวลาด้วยนาฬิกาไว้ 25 นาที แล้วอ่านหนังสือหรือทุ่มเททำงานอย่างใดอย่างหนึ่งในช่วงเวลานั้นเพียงอย่างเดียว โดยตัดขาดจากสิ่งล่อใจทั้งปวงที่ทำให้วอกแวก ไม่จดจ่อแน่วแน่กับงานที่อยู่ตรงหน้าจากนั้นคุณจะมีเวลาพักเพื่อให้รางวัลกับสมอง 5 นาที โดยสามารถจะหันไปเพลิดเพลินกับสิ่งที่ทำให้เสียสมาธิได้ เช่นอาจจะกินขนมของว่างหรือดูข้อความในโทรศัพท์ แล้วจึงกลับมาเริ่มช่วงเวลาของการตั้งใจทำงานอีก 25 นาทีต่อไปเทคนิคนี้นอกจากจะช่วยไม่ให้คุณเสียเวลาไปกับสิ่งชวนวอกแวกทั้งหลายแล้ว ยังเพิ่มแรงจูงใจให้กับสมอง โดยใช้ช่วงเวลาพักให้รางวัลตัวเองสั้น ๆ มาหลอกล่อให้ตั้งใจทำงานได้นั่นเองฮาระฮะจิบุมีคำกล่าวในภาษาญี่ปุ่นที่ว่า "อย่ากินอาหารลงท้อง (ฮาระ) มากเกินกว่าแปดส่วน (ฮะจิบุ)" ซึ่งเป็นคำเตือนที่หมายความว่า อย่าทำให้ตัวเองท้องพองอืดจนกระเพาะแทบแตก เนื่องจากการกินเข้าไปเรื่อย ๆ ไม่หยุด จนกว่าจะรู้สึกอิ่มคำเตือนนี้เกี่ยวข้องกับความรู้สึกขยันหรือขี้เกียจทำงานอย่างยิ่ง เพราะหลังจากที่คุณกินอาหารมื้อใหญ่เข้าไปจนหนังท้องตึงหนังตาหย่อน ก็อาจอยากงีบหลับแทนที่จะทำงานก็เป็นได้คำแนะนำให้กินอาหารเพียงแปดส่วนของท้องนี้ มาจากจังหวัดโอกินาวาทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ซึ่งคนท้องถิ่นทำตามหลักการดังกล่าวมาแต่โบราณ เพื่อควบคุมนิสัยการกินและรักษาสุขภาพดร.ซูซาน อัลเบอร์ส นักจิตวิทยาชาวอเมริกันจากคลีฟแลนด์คลินิกในรัฐโอไฮโอ บอกว่าวิธีการกินดังกล่าวมีประโยชน์มาก เพราะช่วยให้ผู้คนไม่กินมากเกินไป โดยหยุดกินก่อนที่จะเริ่มรู้สึกอิ่มเพียงเล็กน้อยเทคนิค "โชชิน" คือการทำทุกสิ่งด้วยทัศนคติที่เปิดกว้าง ไม่ด่วนตัดสินด้วยประสบการณ์ในอดีตที่เคยพบเจอมาก่อนดร.อัลเบอร์สยังแนะนำว่า เมื่อคุณตักอาหารใส่จาน ให้ลองกะดูว่าต้องกินในปริมาณเท่าใดจึงจะอิ่มพอดี จากนั้นให้ตักใส่จานเพียงแค่ 80% ของปริมาณที่กะไว้ว่าจะทำให้อิ่ม หรืออาจลองกินเพียง 2 ใน 3 ของปริมาณอาหารในจานที่มีคนตักมาให้แล้ว โดยช่วงหลังอาหารคุณควรจะรู้สึกพึงพอใจและไม่หิว แต่ไม่ควรคิดว่าจะต้องกินจนอิ่มโชชินแนวคิดนี้มาจากคำสอนของพุทธศาสนานิกายเซ็น โดยคำว่า "โชชิน" (shoshin) นั้นแปลว่า "จิตของผู้เริ่มต้น" โดยพระภิกษุชุนริว ซูสุกิ ผู้ให้กำเนิดแนวคิดนี้เคยเขียนไว้ในคัมภีร์ว่า "จิตของผู้เริ่มต้นมีความเป็นไปได้อยู่มหาศาล แต่จิตของผู้เชี่ยวชาญนั้นมีความเป็นไปได้อยู่น้อยมาก"หลักการนี้คือการทำทุกสิ่งด้วยทัศนคติที่เปิดกว้าง ไม่ด่วนตัดสินด้วยประสบการณ์ในอดีตที่เคยพบเจอมาก่อน ไม่ว่าจะมีความช่ำชองหรือเชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวมามากเพียงใดก็ตาม โดยให้ทำใจเสมือนว่าเป็นผู้มาใหม่ที่ไร้ประสบการณ์อย่างสิ้นเชิงในแง่หนึ่งปรัชญาโชชินจะทำให้เรายอมรับได้ว่า ตนเองไม่ใช่ผู้ที่รู้รอบไปเสียทุกสิ่ง นิตยสารฟอร์บส์ฉบับที่ตีพิมพ์ในอินเดียยังรายงานว่า ปัจจุบันมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นที่พิสูจน์ยืนยันถึงประโยชน์ของทัศนคติแบบถ่อมตนดังกล่าว ซึ่งส่งผลดีเกินคาดแก่ผู้ที่ยึดถือปฏิบัติตาม เพราะการเข้าหาสิ่งใหม่ด้วยความกระตือรือร้นอยากรู้อยากเห็นและมีใจเปิดกว้าง จะนำเราไปสู่ความเพียรพยายาม, ความกล้าหาญ, และการสร้างสรรค์นวัตกรรมวาบิซาบินอกจากคำนี้จะแปลความหมายโดยตรงไม่ได้แล้ว ยังไม่มีนิยามที่แน่นอนตายตัวในวัฒนธรรมญี่ปุ่นอีกด้วย คำว่า "วาบิซาบิ" (wabi-sabi) มีต้นกำเนิดมาจากคำสอนลัทธิเต๋าในยุคราชวงศ์ซ่งของจีน (ค.ศ. 960 - 1279) และต่อมาได้ถ่ายทอดไปเป็นส่วนหนึ่งของคำสอนในพุทธศาสนานิกายเซ็นในตอนแรกมีความเข้าใจกันว่า ปรัชญานี้คือการแสดงความชื่นชมยินดีต่อสิ่งต่าง ๆ ในรูปแบบที่จำกัดและประหยัดมัธยัสถ์ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแนวคิดวาบิซาบิมีความหมายที่ครอบคลุมกว้างขวางและผ่อนคลายมากขึ้น โดยหมายถึงการยอมรับภาวะตามธรรมชาติที่เป็นอนิจจังไม่เที่ยงแท้ ซึ่งรวมถึงความเศร้าและความทุกข์ตรม รวมทั้งยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบในทุกสิ่ง ตั้งแต่สถาปัตยกรรมไปจนถึงภาชนะเซรามิกและการจัดดอกไม้ลิลี่ ครอสลีย์-แบ็กซ์เตอร์ เคยระบุไว้ในบทความหนึ่งของบีบีซีนิวส์มุนโดว่า "เมื่อเราพยายามสร้างสิ่งสมบูรณ์แบบขึ้นมา และพยายามต่อสู้เพื่อถนอมรักษามันไว้ เราได้ปฏิเสธเจตจำนงของมัน ทั้งยังพลาดโอกาสไม่ได้รับความสุขที่มากับความเปลี่ยนแปลงและการเติบโต"ดังนั้นเมื่อเราตั้งใจสร้างผลงานในอาชีพหรือทำงานอดิเรกทั่วไป การยอมรับความบกพร่องไม่สมบูรณ์แบบ แทนที่จะมุ่งเน้นความเป็นเลิศในทุกรายละเอียด จึงเป็นหลักการที่ควรยึดถือปฏิบัติ เพราะแท้จริงแล้ว "ความสมบูรณ์แบบคือศัตรูของความดีงาม" การที่เราดื้อรั้นจะสร้างสิ่งสมบูรณ์แบบขึ้นมาให้ได้ โดยมุ่งเพ่งเล็งไปที่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งหมด มีแต่จะทำให้เราสูญเสียเวลาอันมีค่าไปโดยเปล่าประโยชน์แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับบีบีซีไทยhttps://www.bbc.com/thai/articles/ckg3361lk5ko
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันสุขภาพ
07/01/2025
บทความโดย "บรรยง วิทยวีรศักดิ์" กูรูวงการประกันชีวิตไทยในปีที่ผ่านมา มีข่าวลงในสื่อหลายแหล่งว่า บริษัทประกันชีวิตเตรียมจะนำเงื่อนไขเรื่อง Copayment เข้ามาบังคับใช้ เพื่อแก้ปัญหาการเรียกร้องค่าสินไหมประกันสุขภาพที่พุ่งพรวด จนบริษัทประกันชีวิตหลายแห่งต้องยกเลิกขายการประกันสุขภาพเด็ก หรือประกันสุขภาพหมู่ในกลุ่มขนาดเล็กเรื่องนี้คนกลัวกันมาก ลูกค้าหลายคนรีบสมัครทำประกันสุขภาพ ด้วยเชื่อว่าตอนนี้เงื่อนไข Copayment ยังไม่ถูกนำมาบังคับ แต่ถ้าใครทำหลังปีใหม่ก็อาจจะถูกใส่เงื่อนไขลงไปว่าต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลทุกครั้งที่มีการเรียกร้องสินไหมข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรความจริง เงื่อนไข Copayment มีระบุในกรมธรรม์มาสักระยะหนึ่งแล้ว เป็นเงื่อนไขในแผนการประกันสุขภาพมาตรฐานใหม่ (New Health Standard) แต่บางบริษัทแค่ระบุเงื่อนไขว่าหากมีการเรียกร้องสินไหมมากผิดปกติ ก็จะปรับให้ลูกค้าร่วมจ่ายในอัตรา 0% นั่นหมายความว่าถึงแม้จะมีเงื่อนไข Copayment เข้ามา แต่บริษัทประกันชีวิตแห่งนั้นก็ยังรู้สึกว่า ยังไม่จำเป็นต้องให้ลูกค้าร่วมจ่าย เพราะเขายังสามารถควบคุมอัตราสินไหมให้เดินหน้าไปได้ถึงตอนนี้ ผู้เอาประกันภัยแต่ละคนต้องไปดูว่าในกรมธรรม์ประกันสุขภาพของตนนั้น มีเงื่อนไข Copayment ที่ระบุจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่ต้องร่วมจ่ายหรือไม่ ถ้าระบุว่า 0% ก็แสดงว่าไม่ต้องร่วมจ่าย แต่ถ้าระบุว่า 20% หรือ 30% นั่นหมายความว่า เราได้ถือสัญญาที่มีเงื่อนไข Copayment เรียบร้อยแล้ว ถ้าเรามีการเรียกร้องสินไหมมากผิดปกติ เราสามารถถูกบังคับให้ต้องมีการร่วมจ่ายสินไหมในปีถัดไปด้วยเงื่อนไขของคำว่าการเรียกร้องสินไหมผิดปกติ มีอะไรบ้าง1. หากมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเกินความจำเป็นทางการแพทย์ หรือมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนด้วยกลุ่มโรคป่วยเล็กน้อยทั่วไป (Simple Diseases) ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป และมีอัตราการเรียกร้องค่าสินไหมในรอบปีกรมธรรม์ประกันภัยตั้งแต่ 200% ของเบี้ยประกันภัย2. หากมีอัตราการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของผู้เอาประกันภัยแต่ละรายในรอบปีกรมธรรม์ประกันภัยตั้งแต่ 400% (โดยจะไม่นำมาใช้กับการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีที่ป่วยด้วยโรคร้ายแรงหรือการผ่าตัดใหญ่)เท่าที่ทราบ ในกรมธรรม์ประกันสุขภาพมาตรฐานใหม่ จะระบุเงื่อนไขว่า ผู้เอาประกันภัยต้องร่วมรับผิดชอบสินไหมค่ารักษาพยาบาลแบบ Copayment สัดส่วน 30% ในปีถัดไปทำไมจึงมีเงื่อนไขนี้ขึ้นมาตามความเข้าใจของผู้เขียน เข้าใจว่าเกิดจากข้อตกลงของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ขอ (กึ่งบังคับ) ให้บริษัทประกันภัยห้ามยกเลิกกรมธรรม์ของลูกค้าเมื่อพบว่าลูกค้าป่วยเป็นโรคร้ายแรงหรือมีสุขภาพที่ทรุดลง ยกเว้นในกรณีลูกค้าปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพของตนเองตอนทำประกันชีวิตบริษัทประกันภัยจึงขอต่อรองเงื่อนไขว่า หากลูกค้ามีการเบิกสินไหมจุกจิก ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นตามเงื่อนไข 2 ข้อข้างบน ก็ขอให้ลูกค้ามีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าสินไหมด้วย โดยบริษัทประกันภัยจะลดเบี้ยประกันให้ตามอัตราส่วนที่ลูกค้ารับผิดชอบอ้าว ถ้ามันเป็นอย่างนั้น ก็แปลว่า กรมธรรม์ประกันสุขภาพมีเงื่อนไขนี้มาแล้วสักระยะหนึ่ง ทำไม เราต้องตกใจกันยกใหญ่ก็เพราะกระแสข่าวที่ออกมา เป็นไปทำนองว่าบริษัทประกันภัยทุกแห่ง ร่วมกันเสนอให้สำนักงาน คปภ. อนุมัติกรมธรรม์ที่มีเงื่อนไข Copayment ตั้งแต่ปีแรก และในทุกการเรียกร้องสินไหมสุขภาพของทุกกรมธรรม์ที่สมัครใหม่เลยครับก่อนอื่น เราต้องทราบว่า กรมธรรม์ประกันสุขภาพที่มีเงื่อนไข Copayment นั้นมี 2 รูปแบบ คือ1. แบบกำหนดให้มี Copayment ตั้งแต่วันเริ่มทำประกันภัยสุขภาพ โดยผู้เอาประกันภัยมีความประสงค์ที่จะร่วมจ่ายในค่ารักษาพยาบาลที่มีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ซึ่งโดยทั่วไปจะกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่ารักษาพยาบาล เช่น หากสัญญาประกันภัยสุขภาพกำหนด Copayment ที่ 10% และมีค่ารักษาพยาบาล 100,000 บาท ผู้เอาประกันภัยจะต้องจ่าย 10,000 บาท ส่วนที่เหลือ 90,000 บาท บริษัทประกันภัยจะเป็นผู้รับผิดชอบ สัญญาประกันภัยสุขภาพรูปแบบนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง หรือมีสวัสดิการประกันภัยสุขภาพกลุ่มอยู่แล้ว โดยมีเบี้ยประกันภัยที่ถูกกว่ามาก2. แบบกำหนดให้มี Copayment ในเงื่อนไขการต่ออายุสัญญาคุ้มครองสุขภาพ กรณีครบรอบปีกรมธรรม์ประกันภัย (ปีต่ออายุ) ซึ่งจะใช้พิจารณาในช่วงที่มีการต่ออายุสัญญาประกันภัยสุขภาพนั้น โดยบริษัทต้องแจ้งเงื่อนไขดังกล่าวให้ผู้เอาประกันภัยทราบตั้งแต่วันเริ่มทำประกันภัยสุขภาพ และไม่สามารถเพิ่มเติมเงื่อนไขดังกล่าวในภายหลังได้โดยจะมาใช้ก็ต่อเมื่อมีการใช้สิทธิการเรียกร้องค่าสินไหมค่ารักษาพยาบาลที่เกินความจำเป็นทางการแพทย์ หรือใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลที่ค่อนข้างสูง (ไม่รวมการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนด้วยโรคร้ายแรง หรือการผ่าตัดใหญ่) โดยจะต้องออกบันทึกสลักหลังให้กับผู้เอาประกันภัยเมื่อมีการเพิ่มเงื่อนไข Copayment เข้าไป และหากในปีกรมธรรม์ถัดไป ไม่เข้าเงื่อนไขการมี Copayment แล้ว บริษัทจะต้องกลับมาใช้เงื่อนไขปกติตามเดิม (ที่ไม่ต้องมี Copayment) ทั้งนี้ การกำหนดให้มี Copayment ในทุกกรณี รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 50%แต่คนส่วนใหญ่ รวมถึงตัวแทนประกันชีวิตเองก็ยังเข้าใจว่า ถ้าเราตกอยู่ในเงื่อนไขของ Copayment แล้วเราจะเสียเปรียบ เพราะต้องร่วมจ่ายค่าสินไหมหรือเบิกได้ไม่ครบ ขณะที่ยังต้องจ่ายเบี้ยประกันเท่าเดิม อันนี้เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างยิ่งเพราะถ้าเราเลือกการประกันสุขภาพที่มีเงื่อนไข Copayment ตั้งแต่ปีแรก เช่น ร่วมจ่าย 10% ของค่าสินไหมที่เกิดขึ้น เบี้ยประกันสุขภาพของเราก็ต้องลดลงด้วย ซึ่งอาจจะลดลง 20-30% (ที่ประเทศสิงคโปร์เบี้ยประกันลดลง 30-40%) ซึ่งถือว่าน่าจูงใจมาก โดยเฉพาะคนที่คิดว่าตัวเองมีสุขภาพแข็งแรงหรือถ้ามองอีกมุมหนึ่งว่า คนชอบพูดกันว่าบริษัทประกันภัย/ประกันชีวิต เป็นเสือนอนกิน มีแต่กำไรอย่างเดียว การที่เราถูกบังคับเงื่อนไข Copayment เท่ากับเรามีส่วนร่วมในการรับประกันภัย 10% นั่นคือ ถ้าเราไม่มีการเรียกร้องสินไหม เราก็ได้เงิน 20-30% นี้เข้ากระเป๋าเราฟรี ๆ แต่ถ้าเรามีการเรียกร้องสินไหม เราก็ต้องร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เท่ากับว่าเราได้ทำตัวเป็นบริษัทประกันภัยย่อย ที่เข้าไปรับประกันภัยต่อจากบริษัทประกันชีวิต เราจะได้เข้าใจความเสี่ยงที่บริษัทประกันชีวิตเขารับไปเช่นกันผมขอยืนยันว่า ถ้าใครที่ซื้อกรมธรรม์ที่มีเงื่อนไข Copayment ในรูปแบบแรก ที่กำหนดให้มี Copayment ตั้งแต่วันเริ่มที่ทำประกันภัยนั้น เบี้ยประกันต้องถูกกว่าอัตราเปอร์เซ็นต์ที่เราร่วมจ่ายเสมอเหตุผลก็คือ คนที่เลือกกรมธรรม์แบบที่มีเงื่อนไข Copayment ตั้งแต่แรกนั้น เขาต้องมั่นใจว่าเขาเองเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรง โอกาสที่จะเรียกร้องสินไหมมีน้อย แต่ที่ยังทำประกันก็เผื่อพลาดในกรณีที่มีการรักษาใหญ่ ๆ ที่ตนคิดไม่ถึง เช่น อุบัติเหตุหรือโรคมะเร็ง ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ถึง 90% ก็ให้บริษัทประกันชีวิตรับผิดชอบไป ตัวเองก็หาเงินเพียงแค่ 10% ของค่ารักษาพยาบาล ซึ่งยังอยู่ในภาวะที่ยอมรับได้อีกเหตุผลที่สำคัญก็คือ เมื่อไหร่ที่มีเงื่อนไขร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล ผู้เอาประกันภัยก็จะช่วยกลั่นกรองว่าการรักษาต่าง ๆ ที่คุณหมอเสนอมานั้นจำเป็นมากน้อยเพียงใด มันมีอาการหนักถึงขนาดจะต้องวินิจฉัยหรือรักษาโดยวิธีการนั้นหรือไม่ เมื่อคนไข้ได้สอบถามความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญอื่น เป็นลักษณะ Second Opinion แล้ว ก็จะรักษาเฉพาะที่จำเป็นจริง ๆ การตรวจวินิจฉัยที่ฟุ่มเฟือยก็ลดน้อยลงไป ทำให้ค่ารักษาพยาบาลก็จะถูกลงหรือลดน้อยลงประมาณ 30% (ตามผลการวิจัยของประเทศสิงคโปร์ที่พบว่าคนไข้ที่มีการร่วมจ่ายในค่ารักษาพยาบาลนั้น มักจะมีค่ารักษาพยาบาลที่ถูกกว่าโดยเฉลี่ย 30%)ดังนั้น แทนที่เราจะบอกว่าบริษัทประกันชีวิตที่ออกเงื่อนไข Copayment นั้นเป็นผู้ร้าย ผมก็อยากให้บริษัทประกันชีวิตแสดงบทเป็นพระเอก โดยการออกกรมธรรม์ประกันสุขภาพที่มีเงื่อนไข Copayment และมีส่วนลดเบี้ยประกันมากกว่าอัตราเปอร์เซ็นต์ที่ลูกค้าต้องร่วมจ่าย และผมเชื่อมั่นว่าบริษัทไหนชิงออกผลิตภัณฑ์ตัวนี้ก่อน ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวลูกค้าที่มีคุณภาพ ลูกค้าที่มั่นใจว่าตนเองแข็งแรง ดูแลสุขภาพดี เข้าอยู่ในพอร์ตโฟลิโอของตนส่วนสำนักงาน คปภ. ก็ต้องเร่งสร้างความเข้าใจกับประชาชนว่า ถ้าประเทศของเรามีกรมธรรม์แบบ Copayment มากขึ้น หรืออาจจะบังคับใช้ในทุกกรมธรรม์เหมือนในสิงคโปร์ ก็จะทำให้ประชาชนหันกลับมาดูแลสุขภาพของตนเอง ขณะเดียวกันก็คอยตรวจสอบค่ารักษาที่คุณหมอเสนอมา ว่าเหมาะสมหรือฟุ่มเฟือยเกินไป ก็จะช่วยลดการใช้ทรัพยากรของชาติ ที่หมดไปจากการใช้ยาแพงเกินไปหรือใช้เครื่องมือที่ฟุ่มเฟือยเกินไปดังนั้น ผมจึงเชื่อว่าประกันสุขภาพแบบประชาชนมีส่วนร่วมจ่าย เป็นพระเอกที่เข้ามากู้สถานการณ์ค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งพรวดสูงเกินไป ทำให้ประเทศชาติเสียทรัพยากรไปจำนวนมาก ทั้งเงินตราที่ต้องเสียไปในการนำเข้ายาและเครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศ สูญเสียประสิทธิภาพในการทำงานของคนวัยทำงานที่ยังนอนพักรักษาในโรงพยาบาลทั้งที่พอจะหายดี กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้แล้ว ซึ่งผมเชื่อว่าการที่ประเทศสิงคโปร์บังคับให้ทุกบริษัทประกันชีวิตต้องมีเงื่อนไข Copayment ในกรมธรรม์นั้น ผ่านการวิจัยและการไตร่ตรองมาอย่างดีเยี่ยมแล้วประเทศไทยยังต้องมีช่วงเปลี่ยนผ่านในเรื่องนี้ เพื่อให้คนรู้จักพึ่งพาตัวเองมากขึ้น ลองคิดดูว่าถ้าเบี้ยประกันสุขภาพของเราถูกลง 20-30% ประชาชนสามารถจัดหาประกันสุขภาพได้มากขึ้น (แทนที่จะพึ่งพาแต่ภาครัฐ) พร้อมทั้งกระตุ้นให้พวกเขาหันกลับมาดูแลสุขภาพตนเอง เมื่อเป็นผู้ป่วยก็รีบเช็กเอาต์จากโรงพยาบาลหลังจากที่อาการดีขึ้น มีเตียงว่างมากขึ้น บุคลากรทางการแพทย์ก็มีเวลาพักผ่อนมากขึ้นเมื่อกรมธรรม์ส่วนใหญ่ของประเทศมีเงื่อนไข Copayment ก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลต่อรายลดลง ภาพรวมของการเรียกร้องสินไหมลดลง อัตราการเติบโตของค่าใช้จ่ายเรื่องค่ารักษาพยาบาลลดลง ทำให้อัตราเบี้ยประกันสุขภาพชะลอตัว ไม่ขึ้นพรวดพราดเหมือนในอดีต กลับมาสู่มาตรฐานที่ควรจะเป็น ผมเชื่อว่าประโยชน์จะตกกับทุกฝ่าย ทั้งประชาชน บริษัทประกันภัยและประเทศชาติในที่สุด ผมจึงสนับสนุนเรื่องนี้เต็มที่ครับหมายเหตุ1. ในประเทศสิงคโปร์ ถึงแม้จะกำหนดให้กรมธรรม์ประกันสุขภาพทุกฉบับต้องมีเงื่อนไข Copayment ที่ 10% แต่ก็ยังอนุโลมให้บริษัทประกันภัยออกกรมธรรม์ประกันสุขภาพแบบเบิกได้ทุกบาททุกสตางค์ด้วย เพียงแต่เบี้ยประกันภัยจะสูงกว่าแบบ Copayment ถึง 40% ดังนั้นประชาชนส่วนใหญ่กว่า 95% จึงเลือกทำประกันแบบ Copayment2. กรมธรรม์แบบมีเงื่อนไข Copayment ในไทย ยังไม่มีข้อสรุป สำนักงาน คปภ. ยังไม่ได้ตัดสินใจในเรื่องนี้ คาดว่าในระยะแรกน่าจะออกเป็นกรมธรรม์ประกันสุขภาพที่มีเงื่อนไข Copayment 2 รูปแบบพร้อมกัน คือแบบบังคับใช้ตั้งแต่ปีแรก และแบบที่ถูกตั้งเงื่อนไข Copayment ในกรณีที่มีการเรียกร้องสินไหมผิดปกติ แล้วค่อยประเมินผลอีกครั้งหนึ่งว่า จะบังคับใช้ในทุกกรมธรรม์ได้หรือไม่ ประชาชนพร้อมรับหรือไม่แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1728283
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
07/01/2025
‘อปมายา’ (อะปะมายา) นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยสะท้อนความงามที่ไร้ซึ่งมายา การพบกันอย่างลงตัวระหว่างงานประติมากรรมเซรามิกรูปบุคคล ผลงานของ ศิริพงษ์ เรืองศรี กับเครื่องประดับเงินในคอลเลคชั่นของ รัง-แตน ศิริรัตน์ จิวานุวงศ์ห่างหายจากการจัดแสดงนิทรรศการศิลปะไปนาน หลังจากจัดแสดงผลงานเชิดชูพ่อครูแม่ครูผู้สร้างสรรค์งานหัตถกรรมพื้นล้านนาในชื่อว่า เลือนจางไม่รางหาย เมื่อปี 2562ล่าสุด โรงแรมรายา เฮอริเทจ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2567 (Chiang Mai Design Week 2024) ด้วยการจัดแสดงนิทรรศการ อปมายา (อะ-ปะ-มา-ยา) Without Illusion นำเสนอผลงานประติมากรรมของ ศิริพงษ์ เรืองศรี และ เครื่องประดับเงินดีไซน์สุดล้ำของ ศิริรัตน์ จิวานุวงศ์ ในแนวทางที่บรรจบกันได้อย่างลงตัวศิริรัตน์ จิวานุวงศ์ วิชดา สีตะกลิน และ ศิริพงษ์ เรืองศรีวิชดา สีตะกลิน ที่ปรึกษางานด้านการออกแบบ บริษัทเดอะ รายา คอลเลคชั่น กล่าวถึงการเชื้อเชิญสองศิลปินมาร่วมกันจัดแสดงนิทรรศการในครั้งนี้ว่า เกิดจากการชื่นชมในผลงานออกแบบหัตถศิลป์ของศิริรัตน์ เจ้าของแบรนด์ รัง - แตน (Rang–Tan) ผู้หยิบจับอะไรก็กลายเป็นของสวยงามไปทั้งหมด และความประทับใจในผลงานประติมากรรมของ ศิริพงษ์ ที่สะท้อนใบหน้าบุคคลที่มีเสน่ห์บนความเรียบง่าย“ความตั้งใจในการทำโรงแรมรายา เฮอริเทจ เราอยากสืบสานงานหัตถกรรม เราทำงานกับชุมชน ครูช่าง พอได้มาพบกับคุณแตนและงานของอาจารย์แดง ศิริพงษ์ ซึ่งเป็นงานศิลปะทำมือที่ทำจากใจ มีความนาอีฟ (Naïve) เรียบง่าย ใสซื่อ ตรงไปตรงมา ไม่มีอะไรปรุงแต่ง รู้สึกว่าตรงใจใช่เลย”ประติมากรรมเซรามิกที่ช่วยแต่งแต้มบรรยากาศภายในรายา เฮอริเทจ ให้มีเสน่ห์ชวนมองมากยิ่งขึ้น • ไม่ต้องกลัวไม่สวย ไม่ดี แค่ทำสิ่งที่อยากทำศิริพงษ์ หรือ อาจารย์แดง ครูของเด็กด้อยโอกาส ผู้เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาศิลปะที่สายตายังเวิ้งว้าง ต้องการหาความหมายเข้ามาเรียนรู้ ทดลองการทำงานประติมากรรมเซรามิกในสตูดิโอ บอกกับเราถึงผลงานที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ว่า“อปมายา หมายถึง ไร้มายา ผมพยายามบอกทุกคนว่า คนเราไม่ต้องกลัวไม่สวย ไม่ต้องกลัวไม่ดี แค่ทำตามสิ่งที่คุณอยากทำ เพราะฉะนั้นงานของผมจึงไม่มีชื่อ ส่วนที่มีชื่อล้วนแล้วแต่มีชื่อเดียวกันว่าผู้หญิง เหตุที่เป็นผู้หญิง นั่นก็เป็นแพราะว่า ผมชอบดูสีหน้าคนเพราะสีหน้าของแต่ละคนจะบอกเรื่องราวมากมาย”“ผู้หญิง” หลากหลายสีหน้าและอารมณ์ผลงานศิลปะในชุด “ผู้หญิง” ของอาจารย์แดง ประกอบไปด้วยงานจิตรกรรม ประติมากรรม และสื่อผสม โดยเฉพาะงานประติมากรรมมีเป็นจำนวนมากมาย ตั้งแต่ขนาดเล็กที่สามารถหยิบจับได้ไปจนถึงขนาดใหญ่โตสูงราว 2 เมตรบางชิ้นเป็นงานปั้นดินแบบง่ายๆ บางชิ้นแคลือบสีสันสดใส ใบหน้ามีการแสดงอารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป โดยมีรูปปั้นของนกตัวเล็กๆและปลาใหญ่บ้างเล็กบ้างมาต่อเติมอารมณ์และความรู้สึกเคลื่อนไหวของรูปปั้นผู้หญิงได้อย่างน่าสนใจฝูงนกตัวจิ๋วที่ชวนให้คิดถึงเสียงร้องจิ๊บๆผลงานประติมากรรมที่ผสานกับงานจิตรกรรม“งานเซรามิกของผมเป็นงานประติมากรรมที่ผสมกับงานจิตรกรรมไปด้วย โดยทั่วไปจะมีการเผา 2 ครั้ง ต้องมีการเผาดิบก่อนแล้วค่อยมาเพ้นท์สี แต่ของผมเพ้นท์สีลงไปเลยแล้วเผาครั้งเดียวแบบ One Firing ผมทำงานแบบผิดวิธี ผิดขั้นตอนหมดเลยนะครับ ครูอาจารย์มาเห็นจะต้องบอกว่านี่มันไม่ถูกเลย แต่ผมก็ชอบของผม งานเซรามิกเป็นงานสนิมสร้อยมากเลยนะครับ ถ้าเราเปิดเตาเผาออกมาแล้วเจอชิ้นงานที่แตกมันก็ทำให้หัวใจเราชอกช้ำ” อาจารย์แดงเล่าด้วยรอยยิ้ม • ศิลปะส่องทางให้กันและกันศิริรัตน์ จิวานุวงศ์ สวมสร้อยที่นำแรงบันดาลใจจากภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ผาแต้ม จ.อุบลราชธานีในวันที่อยากหลีกหนีไปจากเชียงใหม่ ไฟในการทำงานสร้างสรรค์เริ่มอ่อนล้า การพาตัวเข้าไปในโลกของงานศิลปะ กลับได้พบกับคำตอบที่ปลดปล่อยพันธนาการของความรู้สึกภายในได้อย่างคาดไม่ถึง“10 ปีที่แล้วพี่แดงเคยพูดไว้ว่าอยากให้มาแสดงงานด้วยกัน ปีที่แล้วได้พบกันอีกครั้งพี่แดงยังพูดประโยคเดิมเลยว่า เมื่อไหร่จะแสดงงานด้วยกัน วินาทีนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับแตนเลย เพราะปีนั้นเป็นปีที่แย่มากสำหรับแตนในเรื่องของจิตใจ อยากออกจากวงการ อยากย้ายไปจากเชียงใหม่พอเข้ามาในสตูดิโอของพี่แดง ได้พบกับคำพูดและความรู้สึกที่ตอบโจทย์ข้างในใจที่ทำให้เราไม่อยากไปต่อ ไม่อยากทำสร้อยอีกแล้ว เราเบื่อหุ่นโชว์สร้อยที่เคยทำมา อยากได้หุ่นโชว์สร้อยที่แตกต่างไม่เหมือนใครในโลกนี้ เลยถามพี่แดงไปว่าถ้าแตนนำสร้อยไปใส่ในหุ่นของพี่แดงจะโอเคไหมพี่แดงตอบมาว่า ทำไมไม่ขายหุ่นพี่ด้วยเลย ปลดล็อคเลยคือเขาหาทางออกให้เราด้วย จึงเป็นที่มาของการเปิดโลกของการขายสร้อยในรูปลักษณ์ใหม่”ผลงานที่จัดแสดงภายในฮิมกอง โรงแรมรายา เฮอริเทจ เชียงใหม่ศิริรัตน์ หรือ แตน นักออกแบบเครื่องประดับเงินและนักสะสมผ้าเก่า เจ้าของแบรนด์ รัง - แตน เล่าถึงที่มาของการพบกันทางความคิดที่นำไปสู่การจัดแสดงนิทรรศการร่วมกันระหว่างประติมากรรมและเครื่องเงินว่า“แตนทำงานกับพี่หน่อย เราทั้งคู่ทำงานกับชุมชน นักวิจัย และชาวเขาเผ่าต่างๆ แรกๆเราเริ่มต้นสะสมและเสพงานเครื่องเงินของเขาก่อน นานวันเราอยากมีสร้อยในรูปแบบของตัวเอง จึงทำงานร่วมกับช่าง นำธรรมชาติรอบตัว เช่น ก้อนหิน เปลือกไม้มาออกแบบเป็นรูปทรงต่างๆจนกลายมาเป็นซิกเนเจอร์ของเรางานของเราจะใช้เงินเปอร์เซ็นต์ที่สูง ตอนนี้เราย้ายสถานที่ผลิตไปอยู่ที่อุบลราชธานี แตนมีหน้าที่ออกแบบและเป็นสไตลิสต์ เพราะพี่หน่อยไม่ใส่สร้อยของตัวเอง แต่แตนเป็นคนใส่สร้อย งานที่ทำออกมาไม่ได้ขายทุกชิ้น บางชิ้นเราเก็บสะสมไว้”การจับคู่ที่ลงตัวระหว่างหุ่นและเครื่องประดับอารมณ์ของหุ่นที่ชวนให้เครื่องประดับเงินดูสนุกมากยิ่งขึ้นสำหรับเครื่องประดับเงินที่นำมาจัดแสดงร่วมกับหุ่นเซรามิกของอาจารย์แดง เป็นคอลเลคชั่นของรัง-แตนที่เคยนำไปโชว์ที่ฝรั่งเศสเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แม้ว่าจะเป็นงานที่เจ้าตัวกล่าวว่า “ขายไม่ได้เลย” หากมองย้อนกลับไปในวันนั้น ถือว่าเป็นงานเครื่องประดับที่ล้ำหน้ามาก และยังคงล้ำสมัยมาจนถึงวันนี้“การที่สร้อยได้มาอยู่ในคอหุ่นของพี่แดง ทำให้เราอยากไปต่อ ใบหน้าของหุ่นที่สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ รวมทั้งรอยยิ้ม ทำให้เราอยากทำสร้อยให้สวยมากยิ่งขึ้น ตอนนี้เรามองไปข้างหน้าแล้วว่างานประติมากรรม กับเครื่องประดับเงิน จะพาเราไปสู่เส้นทางต่อไปอย่างไร”ผู้หญิงคุยกันไม่ต้องกลัวไม่สวย ไม่ต้องกลัวไม่ดี อาจเป็นอีกหนึ่ง “คำตอบ” ที่ปลดเปลื้องพันธนาการทางความคิดได้อย่างเรียบง่าย ตรงไปตรงมา แค่ทำตามสิ่งที่อยากทำด้วยความตั้งใจ คือสาระสำคัญจาก ‘อปมายา’ ที่ชวนให้เราไปต่อในปีใหม่ที่ใกล้จะมาถึงได้อย่างมีกำลังใจภาพ : อนุตรา อึ้งสุประเสริฐนิทรรศการประติมากรรมศิลปะร่วมสมัยและเครื่องประดับเงิน Without Illusion – อปมายา (อะ-ปะ-มา-ยา) จัดแสดงที่โรงแรมรายาเฮอริเทจ จ.เชียงใหม่ วันที่ 9 ธ.ค. 67 ถึง วันที่ 31 ม.ค. 68 (เข้าชมฟรี)เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/RayaHeritageแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/art-living/1157764
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
07/01/2025
ชวนชมน้ำตกสวยๆ กับอันซีนแอ่งน้ำสีเขียวมรกต ที่ "น้ำตกก้อหลวง" อุทยานแห่งชาติแม่ปิง อ.ลี้ จ.ลำพูน ที่จะเปิดให้ชมความงามเฉพาะเดือน ต.ค.-มิ.ย. เท่านั้น ส่วนใครจะมาเช็คอินแอ่งน้ำสีเขียวมรกต จะมีเฉพาะช่วงเดือน ธ.ค.-ก.พ.หนึ่งในน้ำตกสวยสุดอันซีนของไทย ต้องยกให้ที่ "น้ำตกก้อหลวง" ภายใน อุทยานแห่งชาติแม่ปิง อ.ลี้ จ.ลำพูนซึ่งต้องถือว่าน้ำตกก้อหลวงเป็นไฮไลต์ในการมาเยือนอุทยานแห่งชาติแม่ปิง จากความงดงามของน้ำตกที่ไหลลงมาสู่แอ่งด้านล่าง "น้ำตกก้อหลวง" เกิดจากลำห้วยแม่ก้อซึ่งไหลผ่านเทือกเขาหินปูนลดหลั่นลงมา 7 ชั้น สู่แอ่งน้ำขนาดใหญ่ นอกจากนี้บริเวณหน้าผาริมน้ำตกยังเกิดหินงอกหินย้อยที่มีความสวยงาม โดยน้ำตกแห่งนี้ จะเปิดให้เข้าชมระหว่างเดือนตุลาคม-มิถุนายน ของทุกปี (ปิดการท่องเที่ยว 1 กรกฎาคม - 30 กันยายน)และจุดที่เป็นอันซีนของน้ำตกก้อหลวงคือ แอ่งน้ำสีเขียวมรกต ที่มีสีสันคล้ายกับสระมรกต จ.กระบี่ โดยสีสันที่เกิดขึ้นนี้ก็มาจากหินปูนและแสงแดดที่ส่องกระทบลงมา น้ำในบริเวณนี้จะมีความใสสะอาดมาก จนสามารถมองเห็นพื้นที่อยู่ด้านล่าง และช่วงที่สวยที่สุดของปีคือราวเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ จะมองเห็นแอ่งน้ำเป็นสีเขียวมรกตชัดเจนน้ำตกก้อหลวง อยู่ในอุทยานแห่งชาติแม่ปิง จ.ลำพูน อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 1087 ประมาณ 26 กม. ผ่านบ้านก้อ แล้วเลี้ยวซ้ายไปหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่มป.1 (น้ำตกก้อหลวง) จากนั้นเดินผ่านป่าไผ่ไปอีก 500 เมตร จะถึงชั้นก้อหลวงสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-5203-0380Facebook : อุทยานแห่งชาติแม่ปิง - Mae Ping National Parkแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9680000001535
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
การดำเนินชีวิต
06/01/2025
หลายคนรู้จักปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในนามนักลงทุนระดับตำนานที่ประสบความสำเร็จด้านการเงินเท่านั้น แต่ตัวปู่เองยังเป็นแหล่งแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต ใช้ปรัชญานำทางสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนและนี่คือ 3 บทเรียนสำคัญที่ปู่ฝากไว้เลือกคบคนที่ดีกว่าตัวเองบัฟเฟตต์มองว่าการคบหาคนที่มีคุณสมบัติและพฤติกรรมที่ดี สามารถช่วยยกระดับตัวเราเอง ปู่เองเคยกล่าวว่า “เลือกคบหาคนที่มีพฤติกรรมดีกว่าคุณ แล้วคุณจะค่อยๆ เปลี่ยนไปในทางนั้น”การล้อมรอบตัวเองด้วยคนที่เก่งกว่าและมีวิสัยทัศน์ จะช่วยพัฒนาตัวเรา ทั้งด้านความคิด ทักษะ และเครือข่าย เพราะคนรอบตัวคือภาพสะท้อนของตัวเราเองพัฒนาความสามารถอย่างต่อเนื่องบัฟเฟตต์ย้ำว่า การป้องกันตัวเองจากความผันผวนของเศรษฐกิจคือการเก่งในสิ่งที่ทำ หรือในนิยามของปู่เองเรียกว่า Circle of Competence เป็นกรอบความเก่งที่ใช้ประเมินบริษัทและตัวบุคคล“สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณทำได้คือการเก่งในบางสิ่งอย่างโดดเด่น”ความสำเร็จมาจากการเรียนรู้และพัฒนาทักษะอย่างไม่หยุดยั้ง บัฟเฟตต์เป็นตัวอย่างที่ดี ด้วยการใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านและหาความรู้ การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจะช่วยให้เราปรับตัวและคว้าโอกาสใหม่ ๆ ได้เสมอให้ความรักเป็นตัวนำทางชีวิตบัฟเฟตต์เชื่อว่าความสำเร็จในชีวิตไม่ได้วัดจากเงินทอง แต่จากความรักที่เราได้รับ เพราะ “เมื่อถึงจุดหนึ่งในชีวิต สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจำนวนคนที่รักคุณจริงๆ”อีกคำแนะนำที่ล้ำค่าคือ การได้รับความรักเริ่มต้นจากการเป็นคนที่น่ารัก โดยการมอบความรัก ความจริงใจ และการสนับสนุนแก่คนรอบข้าง สิ่งนี้จะสร้างความสัมพันธ์ที่มีคุณค่าและเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์กล่าวโดยสรุปทั้ง 3 บทเรียนชีวิตจากวอร์เรน บัฟเฟตต์ เน้นถึงการเลือกคบคนที่ดี การพัฒนาตัวเอง และการให้ความรักเป็นเส้นชัยในชีวิต สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่แนวทางสู่ความสำเร็จทางการเงิน แต่ยังนำไปสู่ความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนในชีวิตส่วนตัวที่มา : incแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ beartaihttps://www.beartai.com/life/inspiration/1448583
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
06/01/2025
หินจากดวงจันทร์ เศษอุกกาบาต ชิ้นยานอวกาศ หรือแม้แต่แผงควบคุมต้นฉบับจากศูนย์บัญชาการภารกิจฮูสตัน ฯลฯ ถ้าคุณสนใจเรื่องอวกาศหรือเป็นเนิร์ดสายนี้ เราแนะนำให้คุณมาเช็กอินที่ BITEC BURI กับนิทรรศการใหม่ล่าสุดที่ตระเวนจัดมาแล้วถึง 5 ประเทศทั่วโลก SPACE JOURNEY BANGKOKนิทรรศการอวกาศระดับโลกที่นำเสนอเรื่องราวภารกิจสำรวจอวกาศของมนุษยชาติตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ทั้งแนวคิด ความฝัน และความทะเยอทะยาน โดยรวบรวมชิ้นส่วนยานอวกาศที่ผ่านการใช้จริงและแบบจำลองหาชมยาก ฯลฯ ทั้งที่เป็นของจริง (Original Objects), รุ่นพัฒนา (Prototypes), ของเสมือนจริง (Replica) และแบบจำลอง (Model) รวมถึงเอกสารต้นฉบับต่างๆ อีกมากมาย จากสหรัฐอเมริกา โซเวียต และอื่นๆ มาจัดแสดงในรูปแบบของห้องจัดแสดง การฉายวีดิทัศน์ในโรงหนัง รวมถึงเทคนิค Projection Mappingมาที่นี่คุณจะได้เห็นอาหารอวกาศที่นักบินอวกาศกินจริงๆ เห็นวิวัฒนาการชุดนักบินอวกาศในยุคต่างๆ เห็นความก้าวหน้าของเทคโนโลยีรวมถึงชิ้นส่วนเศษเสี้ยวความสำเร็จและความล้มเหลวทางประวัติศาสตร์ที่เราเคยพบเจอแต่เพียงในหนังสือเรียน!เชื่อเราเถอะว่า แม้ว่าคุณไม่เนิร์ดเรื่องอวกาศก็สนุกได้ เพราะทุกอย่างตรงหน้าคือหลักฐานความฝันและความหวังของมนุษยชาติในการสำรวจอวกาศSPACE JOURNEY BANGKOK เปิดให้ชมแล้ว ตั้งแต่วันนี้ – 16 เมษายน 2568 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ฮอลล์ ES97 BITECT BURI บัตรราคา 650 บาทต่อคน, บัตรราคาพิเศษแบบกลุ่ม 4 คน ราคา 2,400 บาทซื้อได้ที่ www.icvticket.com/event_detail_space.aspx ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.facebook.com/spacejourneybkkแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ thestandardhttps://thestandard.co/life/space-journey-bangkok/
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
06/01/2025
หนึ่งปีมีครั้ง “หาดทรายทองศรีโคตรบูร” อันซีนนครพนม โผล่แล้วกลางลำน้ำโขง ยามแสงแดดช่วงเช้าตรู่สาดส่องพื้นทรายจะเป็นริ้วละลอกคลื่นดูงดงาม จนหลายคนยกให้เป็น “เกล็ดพญานาค” ตามความเชื่อเรื่องพญานาคของชาวอีสานทุก ๆ ปีในช่วงฤดูแล้ง ในตัวเมืองนครพนมจะเกิด “หาดทรายทองศรีโคตรบูร” โผล่ขึ้นกลางลำน้ำโขง ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอันน่าทึ่ง จนได้ชื่อว่าเป็น “อันซีนนครพนม” ที่หนึ่งปีมีให้ชมเพียงครั้งเดียวพื้นทรายหาดทรายทองศรีโคตรบูรมีลักษณะเป็นริ้วละลอกคลื่นหาดทรายทองศรีโคตรบูร หรือ “หาดทรายท้ายเมือง” หรือที่หลายคนนิยมเรียกสั้น ๆ ว่า “หาดทรายทอง” เป็นปรากฏการณ์สันดอนทรายโผล่ขึ้นมาในฤดูแล้ง ช่วงที่แม่น้ำโขงลดระดับลงต่ำมาก ๆ มีพื้นที่กว้างใหญ่ ยาวหลายกิโลเมตร กินพื้นที่ในบริเวณท้ายเมืองในเขตเทศบาลเมืองนครพนม เชื่อมต่อไปจนถึงบ้านหนองจันทร์ ตำบลท่าค้อ อำเภอเมืองนครพนมดวงตะวันสาดแสงส่องหาดทรายทองศรีโคตรบูรในยามเช้าตรู่บริเวณหาดทรายแห่งนี้สามารถชมวิวทิวทัศน์อันงดงามได้ทั้ง 2 แผ่นดิน คือเมืองนครพนม ประเทศไทย และเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สปป.ลาวพื้นทรายที่นี่จะมีลักษณะพิเศษจากการกระทำของน้ำและลมจนเกิดเป็นริ้วละลอกคลื่น ดูงดงามคล้าย “เกล็ดพญานาค” ขนาดใหญ่ ตามความเชื่อเรื่องพญานาคของชาวอีสานวิถีชีวิตยามเช้าตรู่ที่หาดทรายทองศรีโคตรบูรในช่วงเช้าตรู่ยามที่แสงแดดส่องต้องกระทบจะเกิดเป็นริ้วสันดอนทรายสีทองอันงดงามสมชื่อหาดทรายทองศรีโคตรบูร จนถูกยกเป็นหนึ่งในอันซีนไทยแลนด์อันลือลั่นทุก ๆ ปีในช่วงวันสงกรานต์ ทางจังหวัดนครพนมจะจัดงานสงกรานต์ขึ้นที่หาดทรายแห่งนี้ โดยจะมีทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวเดินทางมาเล่นสงกรานต์บนหาดทรายทองศรีโคตรบูรกลางลำน้ำโขงกันเป็นจำนวนมาก ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในวันสงกรานต์ที่ให้บรรยากาศที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์ไม่น้อยเลยพื้นทรายหาดทรายทองศรีโคตรบูรมีลักษณะเป็นริ้วละลอกคลื่นสำหรับพื้นที่หลักในการชมทรายทองศรีโคตรบูรนั่นก็คือบริเวณถนนสวรรค์ชายโขง ที่เป็นถนนเลียบแม่น้ำโขงระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร มีวิวทิวทัศน์สวยงาม สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้ทั้งฝั่งไทย-ลาว ถือเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ ที่คนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวนิยมมาพักผ่อน ออกกำลังกาย เดิน-วิ่ง ปั่นจักรยานในช่วงเช้าและเย็นกันเป็นจำนวนมากวิถีชีวิตยามเช้าตรู่ที่หาดทรายทองศรีโคตรบูรนอกจากนี้ถนนสวรรค์ชายโขงยังมีเส้นทางจากถนนลงสู่ชายหาดทรายทองศรีโคตรบูรให้ผู้สนใจได้ลงไปสัมผัสกับพื้นทรายอย่างใกล้ชิดเดิมหาดทรายทองศรีโคตรบูรที่เป็นปรากฏการณ์หาดทรายน้ำจืดโผล่กลางลำน้ำโขงตามธรรมชาติจะเกิดขึ้นในช่วงราวเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน แต่ปัจจุบันหลังจากมีการสร้างเขื่อนกั้นลำนำโขงในประเทศจีน ทำให้การเกิดหาดทรายทองศรีโคตรบูรในแต่ละปีไม่แน่นอน ตามระบบนิเวศของแม่น้ำโขงที่เริ่มเปลี่ยนไปออกกำลังกายวิ่งบนหาดทรายทองศรีโคตรบูรสำหรับฤดูแล้งนี้ (2567-2568) หาดทรายทองศรีโคตรบูร ปรากฏกลางลำน้ำโขงเร็วกว่าปกติ เริ่มตั้งแต่ช่วงกลางเดือนธันวาคม 2567 ต่อเนื่องข้ามปีมายังปี 2568 ใครที่สนใจสามารถไปเที่ยวชมกันได้เพราะถึงแม้ว่าวันนี้ระบบนิเวศของแม่น้ำโขงในประเทศท้ายน้ำจะเริ่มเปลี่ยนไปจากการสร้างเขื่อนของประเทศเหนือน้ำ แต่หาดทรายทองศรีโคตรบูรก็ยังคงปรากฏอวดโฉมให้เราได้ไปเที่ยวชมกันสามารถลงไปเดินเล่นบนหาดทรายทองศรีโคตรบูรได้ผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานนครพนม โทร. 042 513 490ปั่นจักรยานบนถนนสวรรค์ชายโขงปั่นจักรยานบนถนนสวรรค์ชายโขงแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9680000001489
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
06/01/2025
เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นางสาวรพีพร วงศ์ทองคำ (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ ร่วมด้วย นายปกป้อง ยินดีผล (ขวาสุด) ผู้อำนวยการฝ่ายอสังหาริมทรัพย์และงานบริการ และ นายเบญจพล อิงคนินันท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ หัวหน้าฝ่ายบริหารเชิงกลยุทธ์ด้านสุขภาพ ได้มอบเงินบริจาคจำนวน 400,000 บาท จากกิจกรรม “AIA Vitality Virtual Challenge 2024” ให้แก่มูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อนำไปสมทบทุนสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ของมูลนิธิ โดยมี นางสาวพรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ สำนักงานมูลนิธิรามาธิบดีฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้สำหรับเงินบริจาคดังกล่าวมาจากการสมัครเข้าร่วมกิจกรรมและเงินบริจาคสมทบของผู้เข้าร่วมกิจกรรม “AIA Vitality Virtual Challenge 2024” ซึ่งเป็นกิจกรรมเดิน-วิ่งสะสมระยะทางในรูปแบบออนไลน์ ทั้งแบบเดี่ยวและแบบทีม จัดขึ้นโดยเอไอเอ ไวทัลลิตี้ ในระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม – 31 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา กิจกรรมนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้สมาชิกเอไอเอ ไวทัลลิตี้ และประชาชนทั่วไปได้ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเองในรูปแบบที่ง่ายและสนุกสนาน สอดคล้องกับแนวคิด “Rethink Healthy ปรับความคิดเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น” โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 2,000 คนทั้งนี้ เอไอเอ ประเทศไทย ขอขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมครั้งนี้ และในปี 2568 นี้ เอไอเอ ยังคงเดินหน้าสานต่อความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทย รวมถึงผู้คนกว่าพันล้านคนทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต่อไป ตามคำมั่นสัญญา “Healthier, Longer, Better Lives - เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น”
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
17/12/2025
30/04/2024
27/02/2026
29/04/2024
17/12/2024