Everyday knowledge for you
ข่าวทั่วไป
04/01/2025
“เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ปี 2025 ด้วยพัฒนาการทางเทคโนโลยี ตลอดจนเรื่องของเศรษฐกิจล้วนส่งผลต่อสภาพแวดล้อมการทำงานที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว อีกทั้งยังส่งผลให้มีความท้าทายที่ทั้งนายจ้างและพนักงานต้องเผชิญ“เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ปี 2025 ด้วยพัฒนาการทางเทคโนโลยี ตลอดจนเรื่องของเศรษฐกิจล้วนส่งผลต่อสภาพแวดล้อมการทำงานที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว อีกทั้งยังส่งผลให้มีความท้าทายที่ทั้งนายจ้างและพนักงานต้องเผชิญโดย 77% ของคนทำงานกำลังเผชิญกับความเครียดจากการจัดการระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว ในขณะที่ AI กำลังเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงานอย่างรวดเร็วจนหลายคนแทบตั้งตัวไม่ทัน การเตรียมพร้อมสำหรับปี 2025 จึงไม่ใช่แค่การรู้เท่าทันเทรนด์ แต่รวมถึงการปรับตัวและใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ให้ฉลาดขึ้นJon Cooper, ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Overalls แพลตฟอร์มสวัสดิการสำหรับพนักงาน ได้แบ่งปัน 8 แนวโน้มสำคัญที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโฉมสถานที่ทำงานในปี 2025 ดังนี้1. เศรษฐกิจจะเติบโต ทำตลาดแรงงานแข่งขันสูงขึ้น เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น ธุรกิจต่าง ๆ จะเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือด มีการแข่งขันกันจ้างงานคนเก่ง ซึ่งสิ่งนี้ผลักดันให้นายจ้างต้องปรับปรุงสวัสดิการ เพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน และให้ความสำคัญกับนโยบายต่าง ๆ ที่ครอบคลุมในหลายด้าน เพื่อดึงดูดและรักษาพนักงานที่มีความสามารถ2. ออกสวัสดิการที่เหมาะสมกับพนักงานทุกคน รูปแบบสวัสดิการแบบ “One Size Fits All” กำลังกลายเป็นอดีต บริษัทจะต้องออกแบบสวัสดิการที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของทีมงานที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อให้พนักงานทุกคนรู้สึกว่าตนได้รับการสนับสนุนและมีคุณค่าในองค์กร3. AI จะมาช่วยงาน ไม่ใช่มาแทนที่ องค์กรต่าง ๆ จะมองหาและปรับใช้งานเทคโนโลยี AI ในแง่มุมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยจะนำมาใช้เพื่อเสริมศักยภาพของพนักงานในองค์กรมากกว่าที่จะนำมาใช้งานแทนที่มนุษย์ ซึ่ง AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสนับสนุนการตัดสินใจโดยไม่ลดทอนความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ลง4. ปรับปรุงสวัสดิการด้านสุขภาพ โฟกัสเรื่องสุขภาพจิต ในหลายประเทศมีการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายด้านสุขภาพ ส่งผลให้บริษัทต้องปรับปรุงรูปแบบสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ออกแบบแนวทางใหม่ อย่างเช่น แผนสุขภาพส่วนบุคคล การให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต และสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพ5. การทำงานระยะไกลจะยังคงเป็นที่นิยม การเติบโตของเศรษฐกิจและการแข่งขันในการจ้างงานจะทำให้การทำงานระยะไกลกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง โดยบริษัทที่เปิดรับการทำงานแบบยืดหยุ่นจะมีความได้เปรียบในการดึงดูดผู้มีความสามารถจากทั่วโลก6. บริษัทจะมีดีลควบรวมกิจการและ IPO มากขึ้น ด้วยเศรษฐกิจที่ถูกมองว่าจะดีขึ้น จะส่งผลให้องค์กรมีสถานการณ์ทางการเงินมีเสถียรภาพ และสิ่งที่ตามมาคือ M&A หรือการควบรวมกิจการและการ IPO จะกลับมาบูมอีกครั้ง และสิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นการลงทุนและสร้างโอกาสใหม่สำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพ7. องค์กรจะมีโปรแกรมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันเพิ่มขึ้น ในโลกที่ไม่แน่นอน องค์กรจะมองหาวิธีรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจจะกระทบต่อธุรกิจ โดยจะมีการลงทุนในระบบสนับสนุนพนักงาน อย่างเช่น ระบบการจัดการวิกฤติ โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ ตลอดจนแนวทางการรับมือและจัดการกับสุขภาพจิตของพนักงานในองค์กร8. การเพิ่มทักษะใหม่เพื่อรับมือกับ AI การพัฒนา AI จะผลักดันให้องค์กรหันมาให้ความสำคัญกับการเพิ่มทักษะใหม่ให้พนักงานในองค์กร เพื่อให้พนักงานสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงและรักษาความยืดหยุ่นขององค์กรไว้ได้ภาพรวมการทำงานในปี 2025 นี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และความคาดหวังของพนักงาน การปรับตัวให้เข้ากับแนวโน้มเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรและพนักงานมีความพร้อมต่อความเปลี่ยนแปลง สามารถพัฒนาตัวเองและองค์กรได้อย่างมั่นคงในอนาคตที่มา: Forbesแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ thairath moneyhttps://www.thairath.co.th/money/business_marketing/leadership_culture/2834319
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันภัย
04/01/2025
บทความโดย "สมาคมนักวางแผนการเงินไทย"“อุบัติเหตุ” เหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากเจอ แต่บางครั้งก็มาเยี่ยมเยียนโดยไม่ทันตั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นหกล้มธรรมดาหรือเรื่องใหญ่อย่างรถชน พูดง่าย ๆ ชีวิตผู้คนก็พลิกผันได้ในพริบตา จะดีกว่าไหม ถ้ามี “กันชน” ไว้รับมือด้วยการทำประกันภัยอุบัติเหตุ เป็นตัวช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดอุบัติเหตุประกันภัยอุบัติเหตุ คือ เกราะคุ้มครองทางการเงินเมื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ที่พร้อมดูแลผู้ทำประกันภัยตลอด 24 ชั่วโมงดังนั้น วัตถุประสงค์หลักของประกันภัยอุบัติเหตุ คือ การบรรเทาภาระทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุไม่คาดคิด ทำให้ผู้ทำประกันภัยสามารถมุ่งเน้นการฟื้นฟูสุขภาพโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งถือเป็นหลักประกันที่สำคัญสำหรับตัวเองและครอบครัวอาจสงสัยว่าประกันอุบัติเหตุที่จ่ายเงินซื้อไว้นั้น จริง ๆ แล้วคุ้มครองอะไรบ้าง คำตอบคือ เมื่อผู้ทำประกันบาดเจ็บ สูญเสียอวัยวะ พิการ ไปจนกระทั่งเสียชีวิต โดยคุ้มครองตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมงทุกแห่งทั่วโลก ไม่ว่าจะซื้อออนไลน์หรือผ่านตัวแทน ความคุ้มครองจะเริ่มทันทีที่กรมธรรม์มีผล โดยความคุ้มครองภายใต้การประกันภัยจะแบ่งเป็น 2 แบบ • แบบ อบ. 1 คุ้มครองการเสียชีวิต การสูญเสียมือ เท้า และสายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง • แบบ อบ. 2 คุ้มครองการเสียชีวิต การสูญเสียมือ เท้า และสายตา นิ้ว หูหนวกและเป็นใบ้ หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ทุพพลภาพถาวรบางส่วนส่วนแบบความคุ้มครองเลือกซื้อเพิ่มเติมนั้น สามารถเลือกได้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกันก็ได้ เช่น จ่ายค่ารักษาพยาบาล ชดเชยรายได้ระหว่างพักฟื้น ดูแลค่าทำศพ คุ้มครองอุบัติเหตุจากรถมอเตอร์ไซค์ ช่วยเหลือกรณีถูกทำร้ายหรือฆาตกรรม ดูแลเมื่อเกิดอุบัติเหตุจากการจลาจล หรือจ่ายค่ารักษาฟันที่เสียหายจากอุบัติเหตุปฏิเสธไม่ได้ว่าประกันอุบัติเหตุมีประโยชน์มากมาย แต่ก่อนตัดสินใจซื้อประกันก็ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม เพราะรูปแบบของกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุมี 3 รูปแบบหลัก ๆประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA : Personal Accident Insurance) ให้ความคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุต่าง ๆ แก่ผู้ทำประกันภัย หรือบางกรมธรรม์อาจระบุความคุ้มครองครอบคลุมไปถึงบุคคลในครอบครัวได้ด้วย เป็นเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ส่วนตัวที่คอยปกป้องตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุแบบไหน ตั้งแต่รถชน ตกบันได ไปจนถึงโดนแมวข่วน ประกัน PA ก็พร้อมเข้ามาช่วยเหลือ ถ้าเกิดบาดเจ็บ พิการ หรือแย่ที่สุด คือ เสียชีวิต ประกันจะจ่ายเงินชดเชยให้ผู้ทำประกันหรือครอบครัว ช่วยให้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษาหรือค่าใช้จ่ายที่จะตามมา โดยประกัน PA มี 2 แบบ • แบบความคุ้มครองทั่วไป เหมาะสำหรับคนทำงานออฟฟิศ ข้าราชการ หรือใครที่ชีวิตประจำวันไม่ค่อยเสี่ยงอันตราย เบี้ยประกันก็ไม่แพง แต่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมเกือบทุกอย่าง ตั้งแต่อุบัติเหตุใหญ่อย่างรถชน ไปจนถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ได้นอนรักษาที่โรงพยาบาล เช่น มีดบาด • แบบความคุ้มครองขั้นสูง สำหรับคนที่งานเสี่ยงสูงกว่าแบบคุ้มครองทั่วไป เช่น วิศวกร นักกีฬาผาดโผน เบี้ยประกันจะแพงขึ้น แต่ให้ความคุ้มครองสูงกว่า โดยเฉพาะถ้าเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม หากเปรียบเทียบประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มเป็นเหมือนร่มใบใหญ่ที่คลุมคนทั้งกลุ่มเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัท ข้าราชการ หรือสมาชิกสมาคมต่าง ๆ ทุกคนในกลุ่มจะได้รับความคุ้มครองภายใต้ร่มเดียวกัน แต่ที่พิเศษคือ แต่ละองค์กรสามารถเลือกความคุ้มครอง และเงื่อนไขที่เหมาะกับกลุ่มของตัวเองได้ข้อดี1. ประหยัด เพราะซื้อยกกลุ่ม ราคาจึงถูกกว่าซื้อแยกทีละคน2. ไม่ต้องตรวจสุขภาพ ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพก่อนทำประกัน3. ครอบคลุมทุกคน แม้แต่คนที่อาจมีปัญหาสุขภาพบางอย่างก็ได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกัน4. สร้างขวัญกำลังใจ พนักงานรู้สึกว่าองค์กรใส่ใจดูแล ทำงานได้อุ่นใจขึ้นประกันภัยอุบัติเหตุสำหรับนักเรียน นิสิต และนักศึกษา เป็นประกันที่ออกแบบมาเพื่อวัยเรียนโดยเฉพาะ เนื่องจากเด็ก ๆ ชอบวิ่งเล่น กระโดดโลดเต้น บางครั้งอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ๆ ประกันแบบนี้เลยเข้ามาช่วยอุ่นใจทั้งเด็กและผู้ปกครอง เปรียบเสมือนมีซูเปอร์ฮีโร่คอยปกป้องลูก ๆ ตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมทั้งในและนอกสถานศึกษา รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียน โดยประกันจะคุ้มครองกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือสายตา ทุพพลภาพถาวรข้อดี1. ราคาไม่แพง เทียบกับความคุ้มครองที่ได้ ถือว่าคุ้มมาก2. ครอบคลุมทั้งในและนอกโรงเรียน ไม่ว่าลูก ๆ จะอยู่ที่ไหน ก็ได้รับการดูแล3. ขั้นตอนเคลมง่าย ไม่ต้องกังวลเรื่องเอกสารยุ่งยาก4. สบายใจทั้งครอบครัว พ่อแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายหากเกิดเหตุไม่คาดฝันเรื่องควรรู้ก่อนทำประกันเริ่มต้นด้วยการดูเงินในกระเป๋าก่อน ด้วยการนำรายได้ลบรายจ่ายว่าเหลือเงินเท่าไร จากนั้นลองเติมค่าเบี้ยประกันเข้าไปแล้วดูว่าเงินเหลือหรือไม่ หากเหลือก็ถือว่าผ่านด่านแรก จากนั้นเลือกความคุ้มครองที่เหมาะสมกับปัจจัยของผู้ทำประกัน เช่น ทำงานอะไร ชอบเล่นกิจกรรมเสี่ยง ๆ แค่ไหน ไปจนถึงเงื่อนไขการจ่ายเงินทดแทนของบริษัทประกันภัย โดยเฉพาะการที่ต้องสำรองจ่ายไปก่อนในกรณีที่มีอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีผลกับสภาพคล่องทางการเงินด้วยตัวอย่าง สมมุติมีอาชีพเป็นฟรีแลนซ์ ทำงานวันต่อวัน ถ้าหยุดงานวันเดียวก็เสียรายได้ ควรเลือกประกันที่มีเงินชดเชยรายวันถ้าต้องนอนโรงพยาบาล ไม่ต้องสำรองจ่าย และคุ้มครองการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทั่วไปก่อนจะเซ็นชื่อซื้อประกัน อย่าลืมอ่านรายละเอียดให้ถี่ถ้วน เลือกแผนที่ใช่ ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคุณมากที่สุด เพราะไม่ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น การมีประกันอุบัติเหตุทำให้คุณอุ่นใจลดความกังวลใจได้ ได้เตรียมรับมือเป็นอย่างดีแล้วแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1715070
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
04/01/2025
เซ็นทรัล : ดิ ออริจินัล สโตร์ ศูนย์รวมวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ใจกลางย่านเจริญกรุง ชวนสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งคริสต์มาสและปีใหม่รูปแบบใหม่ ในงาน “CENTRAL: THE ORIGINAL STORE HOLIDAY SPECIALS 2025” ซึ่งได้เนรมิตพื้นที่ทุกชั้นของอาคารให้กลายเป็นโลกแห่งการเฉลิมฉลองสุดพิเศษ ผสมผสานความคลาสสิกและความทันสมัยผ่านศิลปะ ดนตรี หนังสือ อาหาร และของขวัญที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน เพื่อมอบช่วงเวลาแห่งความสุขที่อบอุ่นและน่าจดจำ เติมเต็มไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยอย่างลงตัวงานนี้ เซ็นทรัล : ดิ ออริจินัล สโตร์ แต่งเติมพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจและเติมเต็มชีวิตชีวาให้กับเทศกาลอย่างเต็มที่ ด้วยไฮไลต์ที่หลากหลาย ตลอดทั้ง 5 ชั้นของอาคาร ได้แก่ The Village of Gnomes ชั้น 1 พบ “หมู่บ้านโนมส์” ที่รวบรวมอาร์ตทอยกว่า 1,000 ชิ้น จากฝีมือศิลปินไทยชั้นนำที่ออกแบบผลงานโดยได้แรงบันดาลใจจาก “โนมส์” (Gnome) ภูติจิ๋วแห่งเทพนิยาย The Library of Joy ชั้น 2 เพลิดเพลินมายังพื้นที่แห่งความรู้และแรงบันดาลใจ ในบรรยากาศโปร่งสบายของ เดอะ โคโลฟอน รีเทล ไลบรารี่ (The Kolophon Retail Library) ห้องสมุดธุรกิจค้าปลีกแห่งแรกในกรุงเทพฯ ซึ่งรวบรวมหนังสือหลากหลายแขนง Gnome Sweet Gnome the Exhibition ชั้น 3 พบโลกแห่งศิลปะในนิทรรศการ “Gnome Sweet Gnome” ผลงานสุดพิเศษจาก 3 ศิลปินอย่าง Sibeclop, Daisies Day Dreams และ ศิริก้อย ชุตาทวีสวัสดิ์ ที่สร้างสรรค์ผลงานสุดประณีตและมีเอกลักษณ์แปลกตา Whims of Culture the Exhi bition ชั้น 4 ความลึกซึ้งของศิลปะยังคงดำเนินต่อใน “Whims of Culture” นิทรรศการที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และจิตวิญญาณ ผ่านผลงานของสองศิลปินไทย สิขเรศ ศิริไพบูลย์ และ อิทธิพล พัฒรชนม์ และ Sip the Taste of Thainess at Aksorn ชั้น 5 สัมผัสรสชาติอาหารไทยที่เปี่ยมด้วยความประณีต ณ ชั้นบนสุดของเซ็นทรัล : ดิ ออริจินัล สโตร์ ที่ร้านอักษร ร้านอาหารระดับมิชลิน 1 ดาว โดยเชฟเดวิด ทอมป์สัน ผู้คร่ำหวอดในวงการอาหารไทย ที่นำเสนอสำรับอาหารไทยจากตำรับโบราณในยุค 50s-70s ผ่านเมนูที่คัดสรรและปรับแต่งอย่างพิถีพิถันร่วมฉลองเทศกาลแห่งความสุขใจกลางเจริญกรุง ใน งาน “CENTRAL: THE ORIGINAL STORE HOLIDAY SPECIALS 2025” ตั้งแต่วันนี้ถึง 5 ม.ค.68 ที่เซ็นทรัล : ดิ ออริจินัล สโตร์ เปิดให้บริการวันอังคารถึงอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น.แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับต้นฉบับไทยรัฐออนไลน์https://www.thairath.co.th/lifestyle/2832948
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
04/01/2025
อช. ภูหินร่องกล้า ชวนชมใบก่วมแดง (เมเปิล) ที่โรงเรียนการเมืองการทหาร ที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงพร้อมชมแล้ว คาดชมได้ 1 อาทิตย์ก่อนร่วงลงพื้นภาพถ่าย วันที่ 2 มกราคม 2568 (ภาพจาก อช. ภูหินร่องกล้า)เฟซบุ๊กเพจ "อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า - Phu Hin Rong Kla National Park" อัพเดตสถานการณ์ของใบเมเปิล หรือ ใบก่วมแดง ที่โรงเรียนการเมืองการทหารว่าภาพถ่าย วันที่ 2 มกราคม 2568 (ภาพจาก อช. ภูหินร่องกล้า)อัปเดต❗️❗️❗️ ...สถานการณ์ ต้นก่วมแดง (เมเปิ้ล)🍁🍁🍁🍁🍁 ณ วันที่ 2 มกราคม 2568 บริเวณโรงเรียนการเมืองการทหาร ต้นแรกแดงทั้งต้น และกำลังหล่นลงพื้น ส่วนต้นที่สองตรงบ้านพักสหายปลายกิ่งบนยอดเริ่มแดงแล้วนะครับ...🚗🚙🚶🚶♀️🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁📷 ภาพถ่าย วันที่ 2 มกราคม 2568👉สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า... 📞 096-020 0992👉 อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เปิดบริการให้ท่องเที่ยว และพักค้างแรมทุกวันนะ📍📍👉จองบ้านพักอุทยานฯ https://nps.dnp.go.th/#อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าภาพถ่าย วันที่ 2 มกราคม 2568 (ภาพจาก อช. ภูหินร่องกล้า)จากการสอบถามจากเจ้าหน้าที่อุทยานฯ รายงานว่า วันนี้ (2 ม.ค. 68) ใบเมเปิลแดงเปลี่ยนสีสวยพร้อมชมแล้ว คาดว่าจะสามารถชมได้อีก 1 สัปดาห์ ก่อนที่ใบเมเปิลจะร่วงลงพื้นภาพถ่าย วันที่ 2 มกราคม 2568 (ภาพจาก อช. ภูหินร่องกล้า)สำหรับโรงเรียนการเมืองการทหาร ในอดีตเป็นสถานที่ให้การศึกษาของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มีทั้งห้องเรียน บ้านพัก สถานพยาบาล ครัว ประมาณ 30 หลังกระจายตัวอยู่ใต้แมกไม้ใหญ่อันร่มรื่นแน่นหนา อยู่ห่างจากตัวที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าออกไปประมาณ 6 กิโลเมตรภาพถ่าย วันที่ 2 มกราคม 2568 (ภาพจาก อช. ภูหินร่องกล้า)แหล่งที่มาข่าวและภาพต้รฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9680000000346
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ธุรกิจ
25/12/2024
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดโผ 10 อันดับธุรกิจดาวรุ่ง และธุรกิจดาวร่วง ปี 2568 เช็กลิสต์กันว่า กิจการไหนรอด - ใครต้องลุ้นจากสภาพเศรษกิฐตอนนี้ดูเหมือนว่าการลงทุนทำธุรกิจต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้านั้นมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในแต่ละปีจึงได้เห็นเทรนด์ธุรกิจน่าสนใจเกิดขึ้นมาใหม่มากมาย ในขณะที่ธุรกิจดั้งเดิมบางประเภทกลับต้องปิดตัวลงไปตามวัฏจักร ขณะที่ธุรกิจในปี 2568 จะเป็นยังไงนั้น ล่าสุด ทางศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เปิดเผยผลจัดอันดับ 10 ธุรกิจดาวรุ่ง และ 10 อันดับธุรกิจดาวร่วงประจำปี 2568 ซึ่งเราสามารถนำไปใช้วางแผนในการเลือกทำธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตต่อได้ในอนาคต10 อับดับธุรกิจดาวรุ่ง มีแววปัง หาเงินเข้าไม่หยุด • อันดับ 1 1. ธุรกิจการแพทย์และความงาม เป็นผลมาจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อีกทั้งได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการด้านสุขภาพของไทย 2. ธุรกิจ Cloud Service โดยในอนาคตจะมีการใช้เทคโนโลยี AI และ IoT (Internet of Things) มากขึ้น 3. ธุรกิจบริการ Cyber Security เนื่องจากเกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์ เช่น การโจรกรรมข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน • อันดับ 2 1. ธุรกิจ Social Media และ Online Entertainment ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว 2. ธุรกิจจัดทำคอนเทนต์, ธุรกิจ YouTube, การรีวิวสินค้า และ Influencer เนื่องจากคนใช้สื่อดิจิทัลกันมากขึ้น • อันดับ 3 1. ธุรกิจ E-commerce (ธุรกิจที่ทำการซื้อ-ขายผ่านอิเล็กทรอนิกส์) 2. ธุรกิจ Soft Power ไทย โดยเฉพาะซีรีส์ ภาพยนตร์ ที่ภาครัฐกำลังผลักดันให้เกิดกระแสความนิยมของวัฒนธรรมไทยในต่างประเทศ 3. ธุรกิจโฆษณาและสื่อออนไลน์ เป็นสื่อที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ แต่สามารถเข้าถึงได้ในวงกว้าง • อันดับ 4 1. งานคอนเสิร์ต มหกรรมจัดแสดงสินค้า ธุรกิจ Event จากแคมเปญ "Amazing Thailand Grand Tourism Year 2025" ของภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว 2. ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีแนวโน้มเติบโตขึ้นจากการจัดคอนเสิร์ตและกิจกรรมการท่องเที่ยวต่าง ๆ • อันดับ 5 1. ธุรกิจความเชื่อ (สายมู หมอดู ฮวงจุ้ย) เป็นที่พึ่งทางใจ ตามมาด้วยวิวัฒนาการใหม่ ๆ ของบริการ เช่น วอลเปเปอร์มือถือรูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์, เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของวัตถุมงคล เป็นต้น 2. ธุรกิจเงินด่วน โรงรับจำนำ เป็นผลจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น 3. ธุรกิจประกันภัย ประกันชีวิต จากการเข้าสู่สังคมผู้อายุ • อันดับ 6 1. ธุรกิจการให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม เช่น แม่บ้านรายวัน การซ่อมแซมอุปกรณ์ เป็นต้น ตอบโจทย์คนในสังคมที่มีความเร่งรีบ ต้องการประหยัดเวลา 2. ธุรกิจผับ บาร์ คาราโอเกะ เป็นผลมาจากได้รับการผ่อนปรนกฎระเบียบจากภาครัฐ • อันดับ 7 1. คลินิกกายภาพ เติบโตขึ้นจากปัญหาออฟฟิศซินโดรมของคนวัยทำงาน 2. ธุรกิจให้บริการสถานีชาร์จรถไฟฟ้า (ธุรกิจ EV Charging Station) และติดตั้งระบบ เนื่องจากคนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น เพื่อประหยัดพลังงาน 3. ธุรกิจรถยนต์ EV ค่ายรถ EV ต่างแข่งขันด้านราคา ทำให้รถมีราคาถูกลง 4. ธุรกิจสัตว์เลี้ยง ขายอาหาร อุปกรณ์และแฟชั่น และดูแลสัตว์ เกิดขึ้นจากเทรนด์การเลี้ยงสัตว์เป็นสมาชิกในครอบครัว (Pet Humanization) ขยายตัวสูงขึ้น • อันดับ 8 1. ธุรกิจด้านการเงินธนาคาร Fintech และการชำระเงินผ่านระบบเทคโนโลยี จากการใช้จ่ายผ่านการทำธุรกรรมออนไลน์ 2. ธุรกิจตู้หยอดเหรียญเครื่องดื่ม อาหาร และธุรกิจเครื่องสะดวกซัก เป็นระบบที่เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนได้ สามารถเปิดบริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง 3. ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ทัวร์ และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ซึ่งภาครัฐเดินหน้ากระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง • อันดับ 9 1. ธุรกิจโทรคมนาคมสื่อสาร เช่น ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือสัญญาณสื่อสารต่าง ๆ เติบโตขึ้นตามความต้องการการใช้งานของคนไทย 2. ธุรกิจโลจิสติกส์ (Delivery) และคลังสินค้า จากพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ รวมถึงการสั่งอาหาร, รับ-ส่งเอกสารที่มีความต้องการใช้บริการเพิ่มขึ้น 3. ทนายความและตรวจสอบบัญชี โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจระหว่างประเทศ การลงทุน และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งการให้คำปรึกษากฎหมายต่าง ๆ 4. ธุรกิจ Street Food และตลาดนัดกลางคืน ได้รับปัจจัยหนุนจากกระแส Soft Power ในด้านอาหาร อีกทั้งการมีรีวิวจาก Influencer ทำให้คนออกไปท่องเที่ยวตาม • อันดับ 10 1. ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (ที่ไม่มีแอลกอฮอล์) มาตามเทรนด์อาหารและเครื่องดื่มใหม่ ๆ เช่น Plant based, เครื่องดื่ม Functional Drink รวมถึงการออกไปรับประทานอาหารตามรีวิว 2. ธุรกิจพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์เซลล์ เพื่อทดแทนพลังงานทั้งก๊าซและน้ำมันที่ราคาค่อนข้างผันผวน 3. โรงพยาบาล คลินิกเกี่ยวกับสัตว์ เป็นผลมาจากคนโสดและผู้สูงอายุเลี้ยงสัตว์กันมากขึ้น จึงมีความต้องการใช้บริการทางการแพทย์ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นส่วน 10 อันดับธุรกิจดาวร่วง มีดังนี้ • อันดับ 1 1. ธุรกิจจำหน่ายและให้เช่า CD และ VDO • อันดับ 2 1. ธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ไม่มีแพลตฟอร์มออนไลน์ • อันดับ 3 1. ธุรกิจผลิต-จำหน่ายที่เก็บข้อมูล เช่น Thumb Drive • อันดับ 4 1. บริการส่งหนังสือพิมพ์ • อันดับ 5 1. ธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม • อันดับ 6 1. ธุรกิจถ่ายเอกสาร • อันดับ 7 1. ธุรกิจผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้แบบดั้งเดิมที่ไม่มีการดีไซน์ใหม่ • อันดับ 8 1. ธุรกิจรถยนต์มือสอง • อันดับ 9 1. ธุรกิจร้านขายเครื่องเล่นเกม • อันดับ 10 1. ธุรกิจผลิตกระดาษ 2. ธุรกิจร้านโชห่วยอีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567 จะพบว่ามีธุรกิจดาวรุ่งในปี 2567 ที่ไม่ติด 10 อันดับแรกของปี 2568 อยู่หลายประเภท ได้แก่ ธุรกิจ E-Sports เกม, ธุรกิจตลาดเพื่อการท่องเที่ยว, ธุรกิจยานยนต์ และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างอย่างไรก็ตาม ในปี 2568 ยังมีธุรกิจใหม่ๆ ติดอันดับเข้ามาแทน เช่น ธุรกิจการให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม , ธุรกิจให้บริการสถานีชาร์จรถไฟฟ้า , คลินิกกายภาพ , โรงพยาบาล คลินิกรักษาสัตว์ เป็นต้น ซึ่งธุรกิจเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง คาดว่าเพื่อตอบโต้กับไลฟ์สไตล์ของผู้คนข้อมูลจาก ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.thainewsonline.co/news/879163
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
สุขภาพ
24/12/2024
เหตุผล 5 ประการ ทำไมคนอายุน้อยถึงป่วยเป็น “โรคมะเร็ง” เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี หลังเกิดปรากฏการณ์ “การเป็นมะเร็งในผู้ป่วยอายุน้อย” ทั่วโลก“มะเร็ง” โรคร้ายที่คร่าชีวิตคนมากมายทั่วโลก และเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย ซึ่งจากสถิติในปัจจุบันพบว่า ผู้ป่วยมะเร็ง มีอายุน้อยลงจากเมื่อก่อนข้อมูลจากโรงพยาบาล K และโรงพยาบาล Bạch Mai ในกรุงฮานอยเผยให้เห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ มะเร็งไม่ใช่โรคที่พบในผู้สูงอายุเท่านั้น แต่กำลังเกิดขึ้นในกลุ่มคนที่อายุต่ำกว่า 30 ปี หรือแม้กระทั่ง 20 ปีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ได้ชี้ให้เห็นถึงสาเหตุหลักของปรากฏการณ์ “การเป็นมะเร็งในผู้ป่วยอายุน้อย”พฤติกรรมการรับประทานอาหารปัจจัยหลักประการหนึ่งให้เกิดมะเร็งในคนหนุ่มสาวเพิ่มขึ้นคือ นิสัยการกินที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ชีวิตสมัยใหม่ทำให้ผู้คนจำนวนมากมีแนวโน้มที่จะบริโภคอาหารแปรรูป อาหารจานด่วน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นจำนวนมาก อาหารเหล่านี้มีไขมันทรานส์ สารกันบูด สีสังเคราะห์เป็นจำนวนมากแต่ไม่ได้ให้วิตามินและแร่ธาตุเพียงพอทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร การรับประทานอาหารแบบนี้เป็นเวลานานจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ และมะเร็งหลอดอาหารผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมลพิษสิ่งแวดล้อมแย่ลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ทั้ง คุณภาพอากาศ แหล่งน้ำ และปัจจัยมลพิษ เช่น ฝุ่น สารเคมี ยาฆ่าแมลง และสารกัมมันตรังสีสามารถส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการสัมผัสกับมลพิษในระยะยาว เช่น ฝุ่นในอากาศหรือสารเคมีในสภาพแวดล้อมการทำงาน เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง และมะเร็งลำไส้ใหญ่ขาดการออกกำลังกายและภาวะน้ำหนักเกิน – โรคอ้วนการใช้ชีวิตที่ขาดการออกกำลังกาย ภาวะน้ำหนักเกิน และโรคอ้วน เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้มะเร็งเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนหนุ่มสาว การทำงานในออฟฟิศ, การใช้โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์มากเกินไป ทำให้หลายคนไม่ค่อยมีโอกาสออกกำลังกายไม่เพียงทำให้สุขภาพหัวใจแย่ลง แต่ยังเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง เมื่อร่างกายขาดการเคลื่อนไหว ระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอลง และสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกายอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งสูบบุหรี่ – ดื่มสุราบุหรี่มีสารเคมีที่เป็นพิษหลายพันชนิด ซึ่งหลายชนิดมีศักยภาพในการก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น มะเร็งปอด มะเร็งลำคอ มะเร็งในช่องปาก และมะเร็งหลอดอาหารการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปเป็นสาเหตุของมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งตับ มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ปัจจัยทางพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมในครอบครัวผลการศึกษาพบว่ามะเร็งหลายชนิดเป็นกรรมพันธุ์ โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งตับอ่อน คนหนุ่มสาวที่มีญาติเป็นมะเร็งมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้มากขึ้นอย่างไรก็ตาม พันธุกรรมเป็นเพียงส่วนหนึ่ง นิสัยการใช้ชีวิตและสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตยังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดพัฒนาการของโรคการเพิ่มขึ้นของโรคมะเร็งในหนุ่มสาวเป็นปัญหาที่น่ากังวลและเป็นสัญญาณเตือนให้กับสังคม การตระหนักรู้และการเปลี่ยนแปลงนิสัยที่ไม่ดี ควบคู่ไปกับการรักษาวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคได้ขณะเดียวกัน การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอก็มีความสำคัญอย่างยิ่งในการตรวจหาสัญญาณเริ่มต้นของมะเร็ง ช่วยให้การรักษาทันท่วงทีและเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยที่มา: sohaแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับข่าวสดออนไลน์https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_9557951
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
24/12/2024
MOCA BANGKOK เปิดนิทรรศการเดี่ยว “Untamed Melody” Part 2 ภายใต้การดูแลของภัณฑารักษ์ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช นำเสนอผลงานศิลปะที่ถ่ายทอดความปรารถนามนุษย์จาก ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์ ศิลปินระดับแนวหน้าของเมืองไทย โดยนิทรรศการนี้จะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2567 ถึง 26 มกราคม 2568 บริเวณพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน 1 และ 2 ชั้น G ณ MOCA BANGKOK"Untamed Melody" เป็นนิทรรศการเดี่ยวล่าสุดของ ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์ โดยแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 2 ส่วน ประกอบไปด้วย: • Part 1: จัดที่ Four Seasons ART Space by MOCA BANGKOK • Part 2: จัดที่พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน 1 และ 2 MOCA BANGKOKผลงานของ ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยและความสนุกอันไร้เดียงสา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากที่ต่าง ๆ ตั้งแต่ศิลปินระดับโลกไปจนถึงศิลปินที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก รวมทั้งนักออกแบบ และสถาปนิก จนเกิดเป็นผลงานที่ผสมผสานระหว่างสื่อ วัสดุ และแนวคิดต่าง ๆ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวอันลึกซึ้งระหว่างศิลปะ ชีวิต ธรรมชาติ และตัวตน "Untamed Melody" เป็นการสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ด้วยแรงผลักดันจากความหลงใหลในพฤติกรรมมนุษย์ที่ซับซ้อนของศิลปิน โดยใช้ผลงานชุดนี้ในการสำรวจว่าการกระทำของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นขับเคลื่อนโดยความคิดสร้างสรรค์หรือการบริโภคนั้นส่งผลกระทบต่อโลกที่เราอาศัยอยู่อย่างไร ผ่านภาพเหมือนและผลงานแนวคิด ที่ได้วิเคราะห์ถึงผลของความปรารถนาที่ไร้การควบคุม และบทบาทของมนุษย์ที่มีต่อปัญหาใหญ่ที่โลกต้องเผชิญในส่วน Part 2 ของนิทรรศการที่จัดขึ้นที่ MOCA BANGKOK ศิลปินจะเพิ่มความลึกซึ้งและขยายแนวคิดจาก Part 1 ผ่านประติมากรรมขนาดใหญ่และการติดตั้ง Installations art เพื่อตอกย้ำถึงผลกระทบจากการบริโภคที่มากเกินไป โดยใช้การติดตั้งงานศิลปะเพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมตระหนักถึงผลกระทบจากวิถีชีวิตในปัจจุบันที่มีต่อสิ่งแวดล้อม"ร้อยพ่อพันแม่" เป็นสำนวนไทยที่ใช้เปรียบเทียบถึงการรวมตัวของผู้คนจากหลากหลายที่มา ซึ่งมีพื้นเพ ความคิด นิสัย และทัศนคติที่แตกต่างกัน ชุดภาพคนในนิทรรศการนี้ต้องการถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คนที่หลากหลายจากทั่วทุกมุมโลก โดยแสดงให้เห็นว่าการกระทำร่วมกันของมนุษย์มีอิทธิพลต่อโลกอย่างไร ผ่านการสะท้อนถึงสองด้านของจิตใจมนุษย์ ทั้งการสร้างสรรค์และการทำลาย เพื่อชวนผู้ชมตระหนักถึงความสมดุลที่จำเป็นต่อการรักษาโลกใบนี้ไว้ นิทรรศการ "Untamed Melody" ขอเชิญชวนผู้ชมทุกคนมาร่วมตั้งคำถามและทบทวนบทบาทของตัวเองที่มีต่อกระบวนการบริโภคและผลกระทบที่ตามมาโดยไม่ตั้งใจ ผ่านผลงานที่แฝงไปด้วยความหวังและคอยส่งเสียงบอกผู้คนให้หันกลับมาตระหนักถึงการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกันรายละเอียดนิทรรศการ: • Untamed Melody Part 1: 29 ตุลาคม 2567 – 2 มกราคม 2568 ที่ Four Seasons ART Space by MOCA BANGKOK • Untamed Melody Part 2: 7 ธันวาคม 2567 – 26 มกราคม 2568 ที่ MOCA BANGKOK (พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน 1 และ 2)แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ sanookhttps://www.sanook.com/travel/1450291/
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
24/12/2024
อุทยานแห่งชาติภูกระดึงต้อนรับฤดูการท่องเที่ยว โดยเมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 24 ธันวาคม 2567 ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นที่อุณหภูมิเหลือเพียง 9 องศาเซลเซียส พร้อมปรากฏการณ์ธรรมชาติสุดพิเศษ "แม่คะนิ้ง" หรือน้ำค้างแข็งที่เกาะตัวบนยอดหญ้า สร้างความประทับใจให้ผู้พบเห็นภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชเจ้าหน้าที่ชุดเฝ้าระวังเจ้าป่ารายงานการพบแม่คะนิ้งระหว่างการลาดตระเวนบริเวณเส้นทางหลังองค์พระพุทธเมตตาไปจนถึงผาเยียบเมฆ สะท้อนให้เห็นถึงความหนาวเย็นที่แผ่ปกคลุมทั่วพื้นที่จังหวัดเลย โดยในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา อุณหภูมิลดลง 1-2 องศา พร้อมมีหมอกปกคลุมในหลายพื้นที่ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชสำหรับวันแรกของการเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นพิชิตยอดภูกระดึงเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม มีผู้สนใจเดินทางมาร่วมสัมผัสบรรยากาศหนาวถึง 333 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวแบบไปกลับ 10 คน และพักแรม 323 คน ทั้งนี้ ทางอุทยานฯ ได้เน้นย้ำมาตรการความปลอดภัย ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้พื้นที่ที่พบช้างป่า และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของทุกคนภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชแหล่งที่มาข่าวและภาพตนฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9670000123212
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ธุรกิจ
23/12/2024
การทำธุรกิจย่อมมีความเสี่ยง ไม่มีใครการันตีได้ว่าสิ่งที่ทำอยู่จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับความพร้อม ปัจจัยสนับสนุนทั้งภายในและภายนอก แต่ถ้าหากผู้ประกอบการลองคิดในมุมที่เลวร้ายที่นั่นคือ “ธุรกิจใกล้เจ๊ง” จินตนาการไปก่อนก็จะช่วยในการหาแนวทาง เตรียมตัวว่าจะต้องทำอย่างไร เพื่อให้พ้นสถานการณ์ที่ไปให้ได้ธุรกิจใกล้เจ๊งต้องทำอย่างไรการพลิกเกมในธุรกิจที่ใกล้จะล่มนั้น เป็นแนวทางที่ต้องการการวางแผนและการกระทำที่มีเสริมแรงและมุ่งหวังให้ธุรกิจของคุณสามารถอยู่รอดได้ในสถานการณ์ที่ท้าทาย นี่คือขั้นตอนที่คุณอาจจะต้องการพิจารณาวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน: ทำการวิเคราะห์สภาพการณ์ทั้งภายในและภายนอกของธุรกิจของคุณอย่างละเอียด หากจะพลิกเกมได้จะต้องเข้าใจว่าปัญหาหลักคืออะไร และมีโอกาสอะไรที่สามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาใหม่ได้บ้างปรับเปลี่ยนแผนการทำธุรกิจ: ต้องพิจารณาการปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ การปรับรูปแบบการขาย หรือการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการดำเนินธุรกิจสร้างเป้าหมายใหม่: ควรจะกำหนดเป้าหมายใหม่ที่เป็นไปได้และตรงประเด็น ซึ่งสามารถทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้ในระยะยาวรีเซ็ตการตลาด: ต้องการการตลาดและการตลาดที่แข็งแกร่ง เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่มีตลาดต้องการจริง ๆ และมีกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดการรับรู้และการขายเลือกเครื่องมือน่าสนใจ: การเลือกที่เป็นกำลังของธุรกิจที่จะสามารถพัฒนาได้ในอนาคต เช่น การใช้เทคโนโลยีใหม่ การเข้าสู่ตลาดใหม่ หรือการสร้างพันธมิตรกับธุรกิจอื่นการจัดทำแผนที่ดี: การพัฒนาแผนที่เป็นมาตรฐานและที่เป็นไปได้ ที่ช่วยให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพการดำเนินการและการติดตามผล: การดำเนินการตามแผนที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมา และการติดตามผลการทำงานเพื่อปรับปรุงและปรับเปลี่ยนต่อไปการพลิกเกมในธุรกิจที่ใกล้จะล่มมีความท้าทายมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษาและการปรับตัวที่เหมาะสมสามารถช่วยให้ธุรกิจของคุณอยู่รอดและเจริญเติบโตต่อไปได้ในที่สุดแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ smartsmehttps://smartsme.co.th/content/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b9%83%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%8a%e0%b8%87-%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%ad/
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันสุขภาพ
23/12/2024
คปภ.ดีเดย์ปี’68 บังคับใช้เกณฑ์เคลมประกันสุขภาพลูกค้าร่วมจ่าย 30% ชี้เดินตามข้อเสนอธุรกิจประกันชีวิต ขณะที่โบรกเกอร์วิเคราะห์ผลต่อหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ชี้อาจได้รับเอฟเฟ็กต์จากคนไข้เข้าแอดมิตลดลง “บัวหลวง” ประเมินผลกระทบรายได้แต่ละแห่งราว 1-1.5% คาดการณ์ปีหน้า “BDMS-BH-BCH-CHG” กำไรรวมกัน 2.69 หมื่นล้าน ฟาก “อินโนเวสท์ เอกซ์” เชื่อกระทบหุ้นไม่มากแหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาคธุรกิจประกันชีวิตได้เสนอแนวปฏิบัติต่อสำนักงาน คปภเมื่อเร็ว ๆ นี้ ในการคุมค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้การเคลมหรืออัตราส่วนค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) ของบริษัทประกันสูงขึ้น เช่น ประกันสุขภาพเด็ก และการเคลมการป่วยเล็กน้อยทั่วไป (Simple Diseases) โดยกำหนด 3 หลักเกณฑ์ คือ1. จะต้องมีค่าใช้จ่ายร่วม (Copayment) สัดส่วน 30% หากผู้เอาประกันมีการเคลมเกินความจำเป็นทางการแพทย์ หรือมีการเคลมด้วยกลุ่มโรคป่วยเล็กน้อยทั่วไป (Simple Diseases) ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป และมีอัตราการเรียกร้องค่าสินไหมตั้งแต่ 200% ของเบี้ยประกันในปีต่ออายุ2. ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการศัลยกรรมและการทำหัตถการของแพทย์ตามอัตราค่าธรรมเนียมไม่เกิน 100% ของค่าธรรมเนียมแพทย์ที่ 90 เปอร์เซ็นไทล์ ตามที่กำหนดไว้ในคู่มือค่าธรรมเนียมแพทย์ ของแพทยสภาประเทศไทย และ 3.พิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ Simple Diseases สำหรับเด็กอายุ 3-5 ขวบทั้งนี้ แนวปฏิบัติดังกล่าวได้มีการกำหนดไว้ในคำสั่งนายทะเบียนที่ 14/2564 เรื่องหลักเกณฑ์การให้ความเห็นชอบแบบและข้อความสัญญาเพิ่มเติมการประกันสุขภาพ ประเภทสามัญ แบบมาตรฐาน สำหรับบริษัทประกันชีวิต (New Health Standard) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ต้นปี 2568“ที่ผ่านมา Loss Ratio ประกันสุขภาพของแต่ละบริษัทจะไม่เท่ากัน แต่เคลมประกันสุขภาพเด็กและผู้สูงอายุส่วนใหญ่เกิน 100% ส่วนเคลมประกันสุขภาพทั่วไปยังปริ่ม ๆ ไม่เกิน 100% อาจจะมีบางบริษัทเกิน 100% ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทประกันก็เข้ามาขอปรับเบี้ยอยู่เป็นระยะ ๆ”นายปัญจพล แท่นศรีเจริญ ผู้ช่วยผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ประเด็น Copay ประเมินอาจจะส่งผลกระทบทำให้คนไข้เข้าแอดมิตในโรงพยาบาลลดลง โดยมองหุ้นกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลระดับบนที่ค่ารักษาสูงเป็นพิเศษจะได้รับผลกระทบมากสุด อาทิ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์, โรงพยาบาลสมิติเวช, โรงพยาบาลกรุงเทพ เป็นต้น“โรงพยาบาลเหล่านี้อาจจะเจอบริษัทประกันเข้มงวดขึ้นในการตรวจสอบสิทธิการเบิกเคลมบางรายการ ว่ามีความจำเป็นทางการแพทย์หรือไม่ ซึ่งอาจจะไม่จ่าย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการโยกย้ายของกลุ่มลูกค้าที่อยู่ในกลุ่มโรงพยาบาลระดับบนลงมาสู่โรงพยาบาลระดับกลางที่เป็นระดับพรีเมี่ยมมากขึ้น”ทั้งนี้ มองว่ากลุ่มโรงพยาบาลที่จะได้รับประโยชน์จาก Copay คือ โรงพยาบาลพระรามเก้า, โรงพยาบาลพญาไท และโรงพยาบาลสมิติเวช ระดับกลาง ซึ่งจะเห็นได้ว่าโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จะเสียประโยชน์มากสุด เพราะโรงพยาบาลพญาไทและโรงพยาบาลสมิติเวชอยู่ในเครือ BDMS จึงอาจเป็นแค่การชิฟต์พอร์ตโฟลิโอลูกค้าเท่านั้น ส่วนโรงพยาบาลเกษมราษฎร์อาจจะได้ประโยชน์จากรายได้ Copay บ้าง แต่ก็ยังมีแรงกดดันใหญ่จากเรื่องค่ารักษาประกันสังคมอยู่“แนวทาง Copay ค่าเบี้ยประกันสุขภาพจะถูกกว่าแบบทั่วไปเกือบ 30-50% เช่น ปีหนึ่ง ๆ เราซื้อประกันสุขภาพ จ่ายค่าเบี้ย 30,000 บาท แต่ถ้าซื้อแบบ Copay จะจ่ายค่าเบี้ยแค่ 18,000-20,000 บาท แนวทางนี้เราเริ่มเห็นการใช้กับกลุ่มผู้ป่วยเด็กในปี 2567 เพราะป่วยบ่อยและบ่อยถี่จนบริษัทประกันเริ่มเห็นการขาดทุน”นายปัญจพลกล่าวว่า ปัจจุบันพบว่าสัดส่วนรายได้ลูกค้าประกันสุขภาพเอกชนของ บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) คิดเป็น 19% ของรายได้รวม, บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) คิดเป็น 15-20% ของรายได้รวม, บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) คิดเป็น 38% ของรายได้รวม และ บมจ.บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG) คิดเป็น 25-30% ของรายได้รวม (ข้อมูลสิ้นไตรมาส 3/2567)ประเมินผลกระทบปี 2568 บนสมมุติฐานกลุ่มผู้ป่วยเด็กหายไปหมดจากแนวทาง Copay จะกระทบรายได้โรงพยาบาล 2% แต่ในความเป็นจริงนั้นคงไม่ได้หายไปหมด ประเมินกรณีเลวร้ายสุดอาจหายไปแค่ 50% เพราะฉะนั้นมองผลกระทบต่อรายได้ของกลุ่มโรงพยาบาลระดับบนน่าจะไม่เกิน 1% ของรายได้รวม (BH, BDMS) และกระทบไม่เกิน 1.5% ของรายได้รวมของกลุ่มโรงพยาบาลระดับกลาง (BCH, CHG)ทั้งนี้ คาดการณ์รายได้รวมปี 2568 โรงพยาบาล 4 แห่ง (BH, BDMS, BCH, CHG) จะอยู่ที่ 160,000 ล้านบาท เติบโต 4% เทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) โดย BDMS มีรายได้รวม 113,000 ล้านบาท เติบโต 5% BH มีรายได้ 25,800 ล้านบาท เติบโต 2% BCH มีรายได้ 12,500 ล้านบาท เติบโต 5% และ CHG มีรายได้ 9,200 ล้านบาท เติบโต 6%และคาดการณ์โรงพยาบาล 4 แห่ง จะมีกำไรสุทธิ 26,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% YOY โดย BDMS เติบโตแข็งแกร่ง 6% อยู่ที่ 11,600 ล้านบาท BH มีกำไร 7,600 ล้านบาท ทรงตัว 0% BCH มีกำไร 1,458 ล้านบาท เติบโต 7% และ CHG เติบโต 9% อยู่ที่ 1,200 ล้านบาทนางสาวระวีนุช ปิยะเกรียงไกร ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ สายงานวิจัย บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า การที่ประกันสุขภาพเป็นแบบ Copay มากขึ้น อาจจะส่งผลกระทบทําให้คนไข้เข้าแอดมิตลดลงโดยเฉพาะในการป่วยเล็กน้อยทั่วไป แต่การบริการส่วนนี้ไม่ได้เป็นส่วนหลักของรายได้โรงพยาบาล และ Copay น่าจะไม่ได้เกิดกับทุกกรมธรรม์ประกัน สะท้อนว่าผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นไม่มากซึ่งจากข้อมูลโรงพยาบาลพบว่า สัดส่วนรายได้จากประกันสุขภาพเอกชน (คนไข้ไทย) BDMS 30% ต่อรายได้รวม, BCH 24% ต่อรายได้รวม, CHG 24% ต่อรายได้รวม และ BH 19% ต่อรายได้รวม แต่สัดส่วนการป่วยเล็กน้อยทั่วไปไม่ใช่สัดส่วนหลัก จึงประเมินที่ราว 10% ของรายได้จากประกันสุขภาพเอกชน หรือจะคิดเป็น 2-3% ของรายได้รวม“อย่างไรก็ดี เรามองว่าเบี้ยประกันที่จะลดลง หากมีการใช้ Copay น่าจะเป็นปัจจัยบวกให้มีการเข้าถึงประกันสุขภาพเอกชนได้มากขึ้นในระยะยาว”แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1717694
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
29/04/2024
17/04/2024
30/04/2024
30/04/2024
09/05/2025