คลังความรู้

Everyday knowledge for you

ประกันชีวิต

เอไอเอ ประเทศไทย ร่วมสนับสนุนกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่มฟรี แก่ผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 10

04/11/2024

นายสุขวัฒน์ ประเสริฐยิ่ง (ที่ 2 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) และนายสุวิรัช พงศ์เสาวภาคย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการภายนอก เอไอเอ ประเทศไทย เป็นตัวแทนมอบความคุ้มครองและสนับสนุนกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่มฟรี แก่ประชาชนที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 10 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567” จำนวน 1,651,597 กรมธรรม์ ซึ่งจัดขึ้นโดยศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายเอกชน โดยโครงการดังกล่าวจะจัดขึ้นพร้อมกันครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วประเทศ และกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา เพื่อรณรงค์ให้คนไทยหันมาออกกำลังกายเป็นประจำ ส่งผลอันดีต่อสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น ห่างไกลจากโรคและช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ตลอดจนลดภาระของปัญหาโรคเรื้อรัง อาทิ  โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุของอัมพาต ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และรศ.นพ.ยงชัย นิละนนท์ ประธานศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช เป็นตัวแทนรับมอบ เพื่อส่งต่อความคุ้มครองอุบัติเหตุเอไอเอให้แก่ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการฯ ครั้งนี้ ให้ได้รับความอุ่นใจในขณะที่ต้องเดินทางมาร่วมกิจกรรมและออกกำลังกาย ซึ่งเอไอเอ มุ่งมั่นในการสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนผ่านการออกกำลังกายง่าย ๆ เช่น  การเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยาน สอดคล้องกับนโยบายด้านความยั่งยืน (ESG) และพันธกิจในการสนับสนุนให้ผู้คนกว่าพันล้านคนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’ ผ่านกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ธุรกิจ

อยากรวยต้องตีสนิทคนรวย เรียนรู้ธุรกิจจากเจ้าของตัวจริง เผลอๆ ได้บริหารกิจการต่อ

01/11/2024

วิธีสร้างความมั่งคั่ง อาจไม่ใช่แค่การรู้ว่าต้องทำอย่างไร แต่คือการเรียนรู้จากใครสักคนที่ทำมันได้จริงๆ“อยากรวยต้องทำอย่างไร?” “ทำอย่างไรถึงจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง?” เหล่านี้น่าจะเป็นคำถามของใครก็ตามที่มีความฝันอยากจะประสบความสำเร็จในด้านการเงิน อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองและร่ำรวยได้ในสักวันทว่าสำหรับนักธุรกิจที่ลงทุนมาไม่น้อยอย่าง โคดี ซานเชซ (Codie Sanchez) หัวใจสำคัญของการก้าวไปเป็นผู้ประกอบการคือ ‘การเข้าไปคลุกคลีกับผู้คนที่ทำธุรกิจจริงๆ’ เพราะหากไม่มองในแง่ร้ายจนเกินไป คนกลุ่มนี้คือคนที่พร้อมให้คำแนะนำ และถึงขั้นอาจจะกำลังต้องการใครสักคนไปรับช่วงต่อกิจการโดยนี่คือคำแนะนำที่ โคดี ซานเชซ บอกเล่ากับ สตีเวน บาร์ตเล็ตต์ (Steven Bartlett) ในรายการ The Money Expert ทางช่องยูทูบ The Diary Of A CEO รายการที่ชักชวนผู้เชี่ยวชาญทั้งในด้านการเงินและการทำธุรกิจมาแบ่งปันข้อมูลและกลยุทธ์ในการสร้างความมั่งคั่ง การมาบอกเล่าประสบการณ์ของโคดีนับว่าน่าสนใจทีเดียว วันนี้ TODAY เลยอยากมาสรุปให้อ่านกันรู้จัก โคดี ซานเชซ นักลงทุนใน ‘ธุรกิจที่น่าเบื่อ’หากไปเสิร์ชอินเทอร์เน็ตดูในตอนนี้จะพบว่า โคดี ซานเชซ คือคนที่ประสบความสำเร็จจากการเป็นเจ้าของ Unconventional Acquisitions บริษัทโฮลดิ้งที่บริหารธุรกิจรวมกันกว่า 26 กิจการ และเข้าไปลงทุนในบริษัทอื่นๆ อีกถึง 14 บริษัท โดยส่วนใหญ่เป็นกิจการที่หลายคนมักมองว่า ‘น่าเบื่อ’ และไม่มีนักลงทุนรายใหญ่สนใจ เช่น ร้านซักรีด บริการทำความสะอาด แต่ก็เป็นธุรกิจเหล่านี้นี่แหละที่สร้างรายรับให้โคดีรวมกันแล้วกว่า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 2.5 พันล้านบาทโคดียังเป็นผู้ก่อตั้ง Contrarian Thinking แพลตฟอร์มที่เธอหวังว่าจะเป็นแหล่งให้ข้อมูลเชิงลึกและกลยุทธ์เกี่ยวกับการลงทุนและการเข้าซื้อกิจการสำหรับบุคคลทั่วไป รวมถึงช่องยูทูบของตัวเองที่เธอใช้เพื่อแชร์ประสบการณ์และเทคนิคของการเป็นผู้ประกอบการเว็บไซต์ Net Worth And Age ประเมินว่า จนถึงปี 2024 โคดีสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองไปแล้ว 17-18 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 6 ร้อยล้านบาท) แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ เธอเริ่มต้นอาชีพจากการเป็นนักข่าวและไม่พื้นฐานทางการเงินเลย ก่อนจะผันตัวมาทำงานในสถาบันการเงิน และลาออกเพื่อมาเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเองอย่างที่ทำอยู่ตอนนี้สิ่งหนึ่งที่ โคดี ซานเชซ เน้นย้ำว่าพาให้เธอมาถึงจุดนี้ได้ คือการได้พบปะและเรียนรู้จากเจ้าของกิจการที่ประสบความสำเร็จจริงๆหากลองค้นหา ตัวจริงในโลกธุรกิจมักจะอยู่ใกล้ตัวเราในมุมมองของโคดี การที่ใครสักคนจะสร้างอิสรภาพทางการเงินได้ต้องหลุดออกจากกรอบ รวมถึงคิดกับตัวเองอย่างจริงจัง และใช้เวลาทั้งวันหรืออาจจะทั้งสัปดาห์เพื่อไตร่ตรองว่าเราอยากจะเป็นใคร อยากทำอะไรเพื่อบรรลุเป้าหมาย และที่สำคัญที่สุดคือ ใครกันที่เราต้องปรึกษาและหาทางเรียนรู้จากคนคนนั้น“ฉันคิดว่าคำตอบของอิสรภาพคือ ‘ใคร’ ไม่ใช่ ‘ทำอย่างไร’ เพราะสำหรับคนที่ตั้งใจทำงานอย่างหนัก คุณต้องรู้จักใครสักคนที่รวยมากๆ หรือคนที่ทำธุรกิจใหญ่ๆ จะต้องมีคนจำนวนหนึ่งรอบตัว ที่คุณสามารถไปหาและขอทำงานด้วยได้ และนั่นอาจนำไปสู่ผลตอบแทนทางการเงินที่น่าทึ่ง”โคดีเสริมว่าเธอได้แนวคิดนี้มาจากหนังสือ Who Not How: The Formula to Achieve Bigger Goals Through Accelerating Teamwork เขียนโดย แดน ซัลลิแวน (Dan Sullivan) และ เบนจามิน ฮาร์ดี (Benjamin Hardy) เป็นหนังสือเกี่ยวกับการจ้างงาน และคนมักอ่านในฐานะหนังสือเพื่อพัฒนาทักษะการเป็นผู้นำลองไปเจอกับคนทำธุรกิจที่น่าเบื่อ และไม่ใช่คนดังแต่ถ้าค้นหาจากคนใกล้ตัวแล้วยังไม่เจอใคร การพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่มีแต่คนเก่งๆ หรือการมีโอกาสได้พูดคุยกับคนรวยก็ไม่ใช่เรื่องยากในยุคนี้ “ย้อนกลับไปตอนช่วงที่พวกเราทำธุรกิจในตอนแรกๆ มหาเศรษฐีไม่ได้มาเขียนหนังสือให้อ่าน หรือทำพ็อดแคสต์ หรือยืนจับมือกับคุณในงานสัมมนานะ ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีเลย แต่ตอนนี้มีให้เห็นเต็มไปหมด”อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ โคดีแนะนำให้มองข้ามคนดังและความฟุ่มเฟือยไปเลย ไม่ต้องสนใจรถหรูหรือนาฬิกาโรเล็กซ์ แต่ไปให้ความสนใจกับคนที่อาจจะอยู่ใกล้ตัวเรา เช่น คนที่อยู่ละแวกบ้านใกล้เคียงกัน มองหาคนที่มีบ้านหลังใหญ่ แต่ทำธุรกิจที่ฟังดูแล้วจืดชืดสุดๆ เช่น คนทำธุรกิจห้องน้ำที่รวยที่สุด เพราะเราจะได้เรียนรู้อย่างใกล้ชิดจากคนที่ผ่านประสบการณ์มาแล้วตัวจริงในโลกธุรกิจจะพาคุณไปหลังม่าน“ฉันคิดว่าเคล็ดลับอย่างหนึ่งในการประสบความสำเร็จอาจจะเป็นตอนที่คุณเห็นคนที่ร่ำรวยกว่า ประสบความสำเร็จมากกว่า และมีเงินมากกว่า แทนที่จะเกลียดพวกเขาเพราะพวกเขามีเงิน การคิดได้ว่าคุณเองก็ทำแบบนั้นได้ ถ้าคุณเปลี่ยนวิธีคิดได้ จะมีแต่โอกาสรออยู่ที่อีกฝั่งหนึ่ง”หนึ่งในข้อดีจากการได้เรียนรู้ผ่านตัวจริงในโลกธุรกิจคือ คนเหล่านี้จะพาเราไปเห็นหลังม่านของโลกธุรกิจ ได้เห็นเบื้องหลังของความสำเร็จ เพราะข้างหลังม่านนั้นคือข้อมูลสำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจหนทางสู่ความมั่งคั่ง ไม่ว่าจะเป็นวิธีการปิดดีลธุรกิจ เทคนิคสร้างกำไร วิธีการตัดสินใจ ซึ่งเราไม่มีทางรู้ได้เลย หากไม่ไปทำความรู้จักกับคนเหล่านี้จริงๆโคดีเล่าอีกว่าม่านเหล่านี้มีอยู่ไม่สิ้นสุด การได้พบเจอกับคนรวยหรือนักธุรกิจตัวเป็นๆ จะยิ่งพาเราไปเจอกับข้อมูลที่สามารถต่อยอดเพื่อนำไปสู่ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นได้ และความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นก็จะปลดล็อกม่านถัดไปไม่รู้จบตัวจริงในโลกธุรกิจพร้อมช่วยเหลือคนที่กระหายความสำเร็จหลายครั้งภาพลักษณ์ของคนรวยคงไม่ใช่ในแง่ที่ดีสักเท่าไหร่ เราอาจนึกถึงภาพของไลฟ์สไตล์ที่น่าอิจฉา การพยายามเอารัดเอาเปรียบคนที่มีโอกาสน้อยกว่า ทว่าประสบการณ์ที่โคดีพบเจอกับคนรวยกลับทำให้เธอมองเรื่องนี้ต่างออกไป โคดียืนยันว่าคนรวยหลายคนนั้นพร้อมช่วยคนที่มุ่งมั่นอยู่เสมอ โดยเธอพูดออกมาทั้งที่เข้าใจอยู่แล้วว่ามันอาจจะฟังดูเป็นการเหมารวมแบบหยาบๆ ก็ตามแต่ไม่ใช่เดินเข้าไปหาดื้อๆ หรือไปขอคำปรึกษาฟรีๆ เพียงอย่างเดียว เราควรจะนำเสนอคุณค่าที่เรามีและคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับอีกฝ่ายเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนด้วย เช่น การเข้าไปสนับสนุนทั้งในแง่ทรัพยากรและความสามารถ, การแบ่งปันข้อมูลเชิงลึก, การรับฟังและเรียนรู้อย่างตั้งใจและหากตั้งใจฟังรวมถึงโชคดีมากพอ โคดีเชื่อว่าอาจจะมีจุดหนึ่งที่เราได้เจอกับเจ้าของธรุกิจซึ่งกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ทำธุรกิจเดิมมาหลายสิบปีโดยไม่มีใครมารับช่วง และเริ่มคิดที่จะวางมือเพื่อเกษียณ นั่นอาจเป็นจังหวะดีที่เราจะได้ทำสัญญาทางธุรกิจ เข้าซื้อกิจการและรับหน้าที่บริหารธุรกิจนั้นต่อไป“คนพวกนี้ส่วนใหญ่อยากจะช่วยคุณจริงๆ พอพวกเขารู้ว่าคุณกระหาย และถ้าความกระหายนั้นมาพร้อมกับความสามารถและความตั้งใจที่จะทำอะไรสักอย่าง พวกเขาจะอยากช่วยคุณ มันหายากมากนะถ้าพูดถึงคนที่พร้อมจะฟังและมีความมุ่งมั่น อีกทั้งยังทำเรื่องยากๆ ได้ นั่นแปลว่าคุณหายาก คุณคือคนที่หายาก”สรุปให้สั้นที่สุด สำหรับผู้เชี่ยวชาญในโลกการทำธุรกิจอย่าง โคดี ซานเชซ เธอเชื่อว่ากุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความมั่งคั่ง คือการได้ศึกษาอย่างใกล้ชิดจากคนรวยที่ทำธุรกิจจริงๆข้อมูลอ้างอิง  • Bartlett, S. [The Diary Of A CEO]. (2023, June 22). The money expert: From $0 to millions in 2 years without any hard work!: Codie Sanchez | E258 [Video]. YouTube.  • Codie Sanchez. (n.d.). Crunchbase.  • mollyfamwat. (2024, January 1). Codie Sanchez Net worth 2024 – her real age, husband and businesses. Net Worth And Age.  • Smith, J. (2022, October7). Codie Sanchez: Net Worth, Husband and Businesses (2024). Work With Joshua.  • Codie Sanchez Wikipedia: Net Worth, Book, Husband, Age, Height – 2024. (2024, January 3). Grapylak.แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับเวิร์คพอยท์ทูเดย์https://workpointtoday.com/how-to-become-rich-entrepreneur-codie-sanchez-the-money-expert/

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

การวางแผนทางการเงิน

เปิด 4 ข้อควรรู้ ประกันชดเชยรายได้ เพิ่มความอุ่นใจในวันที่ไม่คาดฝัน

01/11/2024

บทความโดย "บุณยนุช ยุทธ์ประทุม"นักวางแผนการเงิน CFP® สมาคมนักวางแผนการเงินไทยเมื่อเกิดเจ็บป่วยและจำเป็นต้องหยุดงาน และในระหว่างหยุดงานอาจมีค่ารักษาพยาบาลที่ต้องจ่าย และรายได้ที่เคยได้รับก็หายไป ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลาย ๆ คนจำต้องทนกับอาการเจ็บป่วยและหวังว่าอาการป่วยจะหายไปเอง แต่หากภาวะเจ็บป่วยมีความรุนแรงมากขึ้นหรือสะสมจนกลายเป็นโรคเรื้อรัง ก็อาจทำให้โรคที่เป็นอยู่นั้นลุกลามเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้ที่มีความกังวลใจเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายส่วนเกินในการรักษาตัว แม้ว่าจะมีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล หรือประกันสุขภาพที่มีความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลแล้ว ยังมีประกันสุขภาพอีกกลุ่มหนึ่งที่จ่ายเงินชดเชยรายได้ให้ผู้เอาประกันระหว่างเข้าอยู่รักษาตัวในโรงพยาบาลอีกอย่างที่เรียกว่า “ประกันชดเชยรายได้”1. การประกันชดเชยรายได้คืออะไร เป็นประกันที่จัดอยู่ในกลุ่มหนึ่งของประกันสุขภาพที่จ่ายเงินรายวันให้กับผู้เอาประกันเมื่อเจ็บป่วยและจำเป็นต้องนอนอยู่รักษาในโรงพยาบาล รวมถึงการเข้ารับการรักษาหรือการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับโดยไม่จำเป็นต้องนอนอยู่รักษาในโรงพยาบาล (Day Case) ทั้งนี้เพื่อชดเชยรายได้ให้กับผู้เอาประกันที่ต้องสูญเสียไปในวันที่ต้องหยุดงานและรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยจะได้รับเงินประกันชดเชยรายได้ตามวงเงินที่ได้ทำไว้ เช่น 500 บาท 1,000 บาท หรือ 2,000 บาทต่อวัน2. การประกันชดเชยรายได้เหมาะกับใครบ้าง กลุ่มแรก ได้แก่ เด็ก เยาวชน พ่อบ้าน แม่บ้าน พนักงานวัยทำงาน เป็นกลุ่มที่มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลอยู่แล้ว แต่วงเงินค่าห้อง (ค่าห้อง ค่าอาหาร และค่าบริการโรงพยาบาล) ของประกันสุขภาพกลุ่มค่ารักษาพยาบาลที่ทำไว้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลที่ใช้บริการในปัจจุบันเช่น ประกันสุขภาพมีค่าห้อง 3,000 บาท แต่โรงพยาบาลที่ใช้บริการนั้นมีราคาค่าห้อง 4,000-5,000 บาท ผู้เอาประกันสามารถทำประกันชดเชยรายได้เพิ่มอีก 1,000-2,000 บาท เพื่อชดเชยส่วนเกินของค่าห้องนี้ได้กลุ่มที่ 2 ได้แก่ ผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือผู้มีวิชาชีพเฉพาะ ไม่ว่าการรักษาพยาบาลของคนกลุ่มนี้จะเลือกใช้จากสิทธิบัตรทอง สิทธิพิเศษอื่น ๆ หรือประกันสุขภาพส่วนตัว แต่การขาดงานไปหนึ่งวันจะหมายถึงรายได้ที่ต้องสูญเสียไปด้วยด้วยเหตุนี้การมีประกันชดเชยรายได้จึงเป็นการลดความกังวลเกี่ยวกับรายได้ที่หายไปแม้ในยามเจ็บป่วย โดยเฉพาะการเข้าอยู่รักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลาหลายวันหรือเป็นเดือน เพราะค่าใช้จ่ายจะไม่หยุดตามวันที่เจ็บป่วย ยิ่งมีภาวะเจ็บป่วยที่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาลนาน ค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณยกตัวอย่างเช่น ผู้เอาประกันมีรายได้เฉลี่ยวันละ 2,000 บาท การรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 5 วัน ทำให้ขาดรายได้ 10,000 บาท ซึ่งการเจ็บป่วยแต่ละครั้งจะทำให้ผู้ที่อยู่ในภาวะเจ็บป่วยนั้นมีปัญหาทั้งด้านร่างกายและด้านเศรษฐกิจ แต่จะไม่เสียกำลังใจถ้าได้รับเงินจากการประกันชดเชยรายได้ ก็จะเป็นการช่วยลดความกังวลใจเกี่ยวกับรายได้ที่หายไปและทำให้สบายใจขึ้นกลุ่มที่ 3 คือ เจ้าของธุรกิจ เป็นกลุ่มที่ทำประกันสุขภาพกลุ่มค่ารักษาพยาบาลที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลเกือบทั้งหมดแล้ว และแม้ว่าจะมีส่วนต่างของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ก็อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่การมีประกันชดเชยรายได้ก็ช่วยให้ดีต่อใจและเพิ่มความสะดวกสบายได้มากขึ้น ซึ่งอาจนำมาใช้ในการอัพเกรดค่าห้องพัก ค่าอาหาร หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าเดินทางของผู้มาดูแล เป็นต้น3. การประกันชดเชยรายได้ต้องจ่ายอย่างไร สำหรับผู้มีประกันสุขภาพและเพิ่มกลุ่มประกันชดเชยรายได้ในกรมธรรม์เดียวกัน โดยการทำเคลมประกันพร้อมกัน ค่าชดเชยรายได้จะถูกสั่งจ่ายเป็นเช็คหรือโอนเข้าบัญชีธนาคารที่ผู้เอาประกันได้แจ้งกับบริษัทประกันไว้แล้วหรือผู้เอาประกันสามารถนำใบเสร็จและใบรับรองแพทย์ไปทำเรื่องเคลมกับบริษัทประกันภายหลังได้ โดยทั่วไปผู้เอาประกันจะได้เงินจากประกันชดเชยรายได้เท่ากับจำนวนวันที่เข้าอยู่รักษาในโรงพยาบาลตามจำนวนเงินที่ทำประกันไว้ เช่น 1,000 บาทแต่ในบางสัญญาอาจมีผลประโยชน์พิเศษอื่น ๆ เพิ่มด้วย เช่น เมื่อพักรักษาใน ICU ได้เพิ่ม 3 เท่าของ 1,000 บาท, เมื่อได้รับการผ่าตัดโดยวางยาสลบ ได้เพิ่ม 5 เท่าของ 1,000 บาท หรือเป็นผู้ป่วยที่เป็นโรคร้ายแรงเฉียบพลัน ได้เพิ่ม 25 เท่าของ 1,000 บาททั้งนี้ การทำประกันชดเชยรายได้นั้นจะมีระยะรอคอย (Waiting Period) แต่จะไม่คุ้มครองโรคประจำตัวที่เป็นมาก่อน หรือโรคที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด และข้อยกเว้นอื่น ๆ ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ เช่นเดียวกับการทำประกันสุขภาพกลุ่มอื่น ๆ หากผู้เอาประกันทำประกันตอนสุขภาพดี ไม่มีประวัติการรักษาโรคใด ๆ เมื่อพ้นระยะรอคอยก็จะได้รับความคุ้มครองทั้งหมดตามวงเงินและผลประโยชน์ที่กรมธรรม์ระบุไว้4. การประกันชดเชยรายได้ต้องเลือกอย่างไรให้เหมาะสม ประกันชดเชยรายได้เป็นตัวเลือกเสริมเพื่อเพิ่มความอุ่นใจเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกินที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล และ/หรือ ชดเชยรายได้ที่หายไประหว่างเจ็บป่วยแต่การทำประกันชดเชยรายได้ไม่ควรทำเกินกำลังที่สามารถชำระเบี้ยประกันได้โดยไม่เดือดร้อนสภาพคล่องทางการเงินของผู้เอาประกัน การทำประกันชดเชยรายได้ที่มากอาจทำให้ต้องชำระเบี้ยประกันที่เพิ่มขึ้นจนเกินไป เพราะหลักของการทำประกันสุขภาพเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเข้ารับการรักษาและลดความกังวลในเรื่องรายได้ที่ขาดหายไปการทำประกันชดเชยรายได้ เป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจากภาวะเจ็บป่วยเมื่อต้องเข้าอยู่รักษาในโรงพยาบาล และเพิ่มความสะดวกสบายระหว่างการรักษา ซึ่งจะช่วยให้ผู้เอาประกันรู้สึกอุ่นใจและสบายใจ และยังมีรายได้ชดเชยระหว่างเจ็บป่วยด้วยดังนั้นการเพิ่มสัญญาประกันชดเชยรายได้ในประกันสุขภาพ จึงเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งสำหรับผู้เอาประกันทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวข้างต้น แต่ทั้งนี้ผู้ชำระเบี้ยประกันจะต้องบริหารจัดการเงินของตนเองให้ดี โดยเลือกทำประกันชดเชยรายได้ตามสภาพคล่องทางการเงินของตนเองอย่างเหมาะสมแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1679710

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

MOCA ร่วมกับ โรงแรม Four Seasons เปิดนิทรรศการ "Untamed Melody Part I" โดยไทวิจิต

01/11/2024

MOCA BANGKOK ร่วมกับ Four Seasons Hotel Bangkok เปิดนิทรรศการ "Untamed Melody Part I" ภัณฑารักษ์ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช นิทรรศการเดี่ยวของ ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์ ศิลปินระดับแนวหน้าของเมืองไทย การจัดแสดงผลงานศิลปะภาพบุคคล สะท้อนความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม นิทรรศการนี้จะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2567 - 5 มกราคม 2568 ที่ Four Seasons Hotel Bangkok ART Space by MOCA BANGKOK ณ โรงแรม Four Seasons Hotel Bangkokนิทรรศการ "Untamed Melody Part I" เปี่ยมไปด้วยความตั้งใจของ ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์ ที่ถ่ายทอดการทดลองและเรียนรู้ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากหลากหลายแหล่ง ตั้งแต่ศิลปิน นักออกแบบ สถาปนิก ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ไปจนถึงผู้ที่อาจไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ด้วยความสนใจอันเปิดกว้างของศิลปิน นำไปสู่การผสมผสานศิลปะกับชีวิตของผู้คน ผ่านการสำรวจสื่อ วัสดุ และแนวคิดต่าง ๆ เพื่อลบเลือนเส้นที่แบ่งกั้นระหว่างตัวตน ธรรมชาติ และโลก เป็นการสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ด้วยแรงผลักดันจากความหลงใหลในพฤติกรรมมนุษย์ที่ซับซ้อนของศิลปิน โดยใช้ผลงานชุดนี้ในการสำรวจว่าการกระทำของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นขับเคลื่อนโดยความคิดสร้างสรรค์หรือการบริโภคนั้นส่งผลกระทบต่อโลกที่เราอาศัยอยู่อย่างไร ผ่านภาพเหมือนและผลงานแนวคิด ที่ได้วิเคราะห์ถึงผลของความปรารถนาที่ไร้การควบคุม และวิธีที่สิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกับปัญหาใหญ่ที่โลกต้องเผชิญ"ร้อยพ่อพันแม่" เป็นสำนวนไทยที่ใช้เปรียบเทียบถึงการรวมตัวของผู้คนจากหลากหลายที่มา ซึ่งมีพื้นเพ ความคิด นิสัย และทัศนคติที่แตกต่างกัน ชุดภาพคนในนิทรรศการนี้นำเสนอภาพบุคคลหลากหลายที่สะท้อนถึงบทบาทสำคัญในโลกของเรา ศักยภาพที่น่าทึ่งของสมองมนุษย์สามารถนำไปสู่ทั้งการสร้างสรรค์และการทำลายสิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ได้พร้อมกัน มนุษย์ได้วิวัฒนาการและพัฒนาอย่างรวดเร็วในทุกด้านของชีวิต เกินกว่าที่ความต้องการพื้นฐานจะกำหนดไว้ แต่เมื่อความโลภของมนุษย์เริ่มกลายเป็นสิ่งเสพติดที่ไม่อาจควบคุมได้ การทำลายตนเองและโลกก็กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และน่าเศร้า ในขณะที่มนุษยชาติพัฒนา เราก้าวข้ามความจำเป็นพื้นฐานของชีวิต แต่เมื่อความโลภของมนุษย์ไม่ได้ถูกควบคุม ก็จะนำไปสู่การทำลายล้างตัวเราเองและโลกใบนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลงานของไทวิจิตแสดงถึงความตึงเครียดนี้ เตือนให้เราตระหนักถึงความสมดุลระหว่างการสร้างสรรค์และการทำลาย และเชิญชวนให้เราคิดทบทวนถึงผลกระทบที่เรามีต่อโลกใบนี้นิทรรศการ "Untamed Melody" ขอเชิญชวนให้ผู้ชมตระหนักถึงบทบาทของตนเองในกระบวนการบริโภคและผลกระทบที่ตามมา โดยเฉพาะการทำลายสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ นิทรรศการนี้ยังเตือนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาที่มนุษย์สร้างขึ้น และกระตุ้นให้ผู้ชมมีส่วนร่วมในการหาทางออกอย่างจริงจังรายละเอียดนิทรรศการ:  • ชื่อนิทรรศการ: Untamed Melody Part I  • วันที่: 29 ตุลาคม 2567 - 5 มกราคม 2568  • สถานที่: Four Seasons Hotel Bangkok ART Space by MOCA BANGKOK  • เวลาเปิดทำการ: วันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 10:30 น. – 18:30 น. (ปิดวันจันทร์)แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ sanookhttps://www.sanook.com/travel/1449803/

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

“ป่าช้าวัดดอน” สุสานเก่าสมัย ร.๕ หนึ่งในตำนานชวนขนหัวลุก ที่ปัจจุบันเป็นสวนสาธารณะสุดชิล

01/11/2024

ในอดีตสุสานแห่งนี้ขาดการจัดการที่ดี เช่น การขุดหลุมศพนั้นตื้นเกินไป เมื่อฝนตกก็ชะล้างเอาสิ่งไม่พึงประสงค์จากศพออกมาด้วย ส่วนบริเวณนอกรั้วก็มีน้ำท่วมขัง ขาดการดูแล ถึงขนาดว่ามีศพไร้ญาตินอนแช่น้ำน่าอนาถ และยังเป็นสถานที่ฝังศพนับหมื่น!ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า เหตุใดสมัยก่อน “ป่าช้าวัดดอน” หรือ “สุสานแต้จิ๋ว” จะกลายเป็นหนึ่งในตำนานชวนสยองขวัญของคนกรุง“ป่าช้าวัดดอน” หรือ “สุสานแต้จิ๋ว” ตั้งอยู่ในเขตสาทร ซอยเจริญราษฏร์ 3 เป็นสุสานเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ พื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯชั้นใน ประมาณ 150 ไร่ (ในสมัยก่อน) โดยมีต้นแบบมาจากประเทศสิงคโปร์ คือ ระบบ กงซีซัว (ลักษณะเป็นหลุมฮวงซุ้ย)ภาพจำในยุคก่อนนั้นออกไปในทางลบพอสมควร เพราะติดอันดับสถานที่ชวนสยองในเมืองหลวงก็ว่าได้ ด้วยการเคยเป็นสุสานขนาดใหญ่ที่ฝังศพมากกว่าหมื่นศพ ทั้งศพที่ฝังในลักษณะของฮวงซุ้ย ศพที่บรรจุเฉพาะอัฐิ รวมไปถึงศพที่ไม่มีญาติบรรจุรวมกันไว้มีบริเวณที่เรียกว่า หลุมหมื่นศพ เพราะเป็นหลุมขนาดใหญ่ที่สุด และสุสานแห่งนี้อยู่ในความดูแลของ 3 องค์กร คือ สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย มูลนิธิปอเต็กตึ้ง และสมาคมไหหลำด่านเกเต้สมัยก่อนสุสานมีรั้วรอบขอบชิดเปิดเฉพาะช่วงเทศกาลเชงเม้ง หรือวันที่ชาวจีนจะไปไหว้บรรพบุรุษ ทำให้บรรยากาศของป่าช้าในวันปกติวังเวงยิ่งกว่าเดิม โดยความสะพรึงกลัวกว่านั้น คือ บริเวณนอกรั้ว เคยเป็นสถานที่เสื่อมโทรม มีน้ำท่วมขังขาดการดูแล ถึงขนาดว่ามีศพไร้ญาตินอนแช่น้ำน่าอนาถ มีสัตว์เลื้อยคลานเดินป้วนเปี้ยนเป็นเจ้าถิ่น และยังเป็นแหล่งที่ชาวบ้านยังนำเอาขยะมาทิ้งทับถมกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยมลพิษทางกลิ่นและความสกปรกอย่างไรก็ตาม ในช่วงสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา ตำนานความเฮี้ยนและความน่ากลัวของป่าช้าวัดดอน ค่อยๆเลือนหายไป เนื่องจากมีการล้างป่าช้าทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับดวงวิญญาณเหล่านั้นไปหลายครั้งรวมถึงการขยายตัวของเมือง ซึ่งมีทั้งทางด่วนตัดผ่านและเป็นจุดขึ้นลงทางด่วนเชื่อมต่อกับถนนสาทร ถนนจันทน์ มีบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย คอนโด ตึกสูง ที่โอบล้อมสุสานนำมาสู่การปรับปรุงสภาพป่าช้าบริเวณโดยรอบ จนเป็นที่มาของโครงการ "สวนสวยในป่าช้า" หรือ "สวนสุขภาพสมาคมแต้จิ๋ว" ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 นำโดยสำนักงานเขตสาทร เข้ามาพัฒนาพื้นที่ในส่วนสุสานให้พื้นที่สาธารณะมี “ชมรมนักวิ่งสุขภาพสมาคมแต้จิ๋ว” เป็นหัวแรงหลัก ร่วมกับองค์กรอื่นๆ มีการปรับปรุงป่าช้าวัดดอนบางส่วนเพื่อใช้เป็นสวนสาธารณะให้คนได้เข้าไปออกกำลังกาย และที่สำคัญ คือ ไม่มีการนำศพเข้ามาฝังในป่าช้าวัดดอนอีกแล้วป่าช้าวัดดอนในวันนี้ จึงเหลือเพียงตำนานความน่ากลัวที่เลือนหายไป เป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีต เพราะกลายเป็นสวนสาธารณะสุดร่มรื่นใจกลางเมือง แม้ว่ายังมีบรรยากาศของสุสานเหลืออยู่ คือ ฮวงซุ้ย จำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้มีความน่ากลัวแบบเดิมเพราะมีเส้นทางวิ่งตัดผ่าน มีต้นไม้ร่มรื่นส่วนรอบๆสวน ก็เต็มไปด้วยชมรมต่างๆของคนในชุมชน เช่น ชมรมของกลุ่มผู้สูงวัย แบดมินตัน ฟิตเนส แอโรบิก หมากรุก เทควันโด ฯลฯ โดยมีสมาคมนักวิ่งแต้จิ๋วเป็นชมรมหลัก มีร้านกาแฟ สนามบาสเก็ตบอล ศาลเจ้าแบบจีน ที่แทบไม่ต่างจากสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งของกรุงเทพฯสวนสุขภาพแต้จิ๋ว เปิดทุกวัน 5.00 - 19.00 น.แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9670000104792

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

การวางแผนทางการเงิน

ลงทุนแบบ “ได้” มากกว่า “เสีย” ต้องมีข้อคิดแบบไหน ?

31/10/2024

หลายคนคงอาจเคยได้ยินคำพูดจาก Warren Buffett ว่า “การลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนในตัวเอง”หรือมีความหมายอีกนัยนึงว่ายิ่งคุณเรียนรู้ได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รับสิ่งต่าง ๆ มากขึ้นเท่านั้นแน่นอนว่าการลงทุนเป็นเรื่องที่ท้าทายและมักจะมาพร้อมกับความเสี่ยง แต่ก็เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว และจะดีกว่าไหมถ้าเราลงทุนแบบ “ได้” มากกว่า “เสีย”วันนี้เราจะพาคุณมาทำความเข้าใจกันว่า “ได้” มากกว่า “เสีย” เหล่านี้หมายถึงอะไรกันแน่ ?ต้องแยกก่อนว่าความคาดหวังของนักลงทุนในการลงทุนแต่ละครั้งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่- ผลตอบแทน หรือ กำไร- ความรู้และประสบการณ์คงเป็นเรื่องดีหากเราลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนหรือกำไรเป็นบวก แต่ก่อนจะได้สิ่งเหล่านั้นมาอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะวันนี้เราจะพาคุณมาเจาะลึกความคาดหวังที่สองของนักลงทุนก็คือ “ความรู้และประสบการณ์”ครั้งนี้เราอาจไม่ได้มาพูดกันเรื่องทำอย่างไรให้ได้กำไรมากกว่าขาดทุน แต่เราจะมาพูดถึงเรื่องการบริหารการขาดทุนอย่างไรให้มีประสิทธิภาพและสามารถนำไปต่อยอดสร้างกำไรได้ในอนาคตการเรียนรู้จากการขาดทุนในจำนวนที่ยอมรับได้ ถือเป็นหนึ่งในประสบการณ์และความรู้ที่นักลงทุนทั้งยุคเก่าและยุคใหม่ต่างต้องเคยเผชิญหน้าอย่างนับไม่ถ้วน เพราะในตลาดหุ้นนั้นมีเล่ห์กล ร้อยเหลี่ยมรอคอยให้นักลงทุนเฟ้นหาตลอดเวลาอ่าวแบบนี้ !? ลงทุนแล้วขาดทุนมันจะดีจริง ๆ หรอ ?ต้อบอกแบบนี้ว่าถ้าคุณลงทุนแบบ All-in เพื่อหาประสบการณ์ แบบนี้เรียกว่า “ลงทุนแบบสิ้นคิด”เพราะแม้ว่าคุณจะได้ประสบการณ์มาแล้ว แต่ก็ไม่มีทุนที่จะต่อยอดต่อไปอยู่ดีดังนั้นการขาดทุนในจำนวนที่ยอมรับได้เพื่อประสบการณ์ย่อมเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดียิ่งกว่า แน่นอนว่าการลงทุนอาจทำให้เราต้องเผชิญหน้ากับปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่- สภาวะอารมณ์แปรปรวน เช่น เครียด วิตกกังวล ฯ- นอนไม่หลับ- จ้องหน้าจอตลอดทั้งวัน- ไม่กล้าที่จะลงเงินจริง ๆ ดังนั้นเมื่อเราขาดทุนสิ่งแรก ๆ ที่เราต้องมานั่งคิดคือ “ทำไมเราถึงพลาด”และเริ่มที่จะศึกษากลยุทธ์การลงทุนเพิ่มเติม เพราะประสบการณ์ที่ดีที่สุดอาจไม่ได้มาจากหนังสือราคาแพง ๆ คอร์สเรียนราคาสูง แต่อาจเริ่มต้นมาจากตัวเราเองเนี่ยแหละ[10 ข้อคิดช่วยนักลงทุน]1. กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้คุณมีทิศทางในการลงทุน และสามารถวัดความสำเร็จได้ ไม่ว่าจะเป็นการออมเพื่อเกษียณ การซื้อบ้าน หรือการสร้างรายได้เสริม การรู้ว่าคุณกำลังลงทุนเพื่ออะไรจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้นและรู้สึกมั่นใจมากขึ้น2. ศึกษาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ความรู้คือพลัง ยิ่งคุณเข้าใจตลาดและเครื่องมือการลงทุนมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นเท่านั้น อ่านหนังสือ เข้าร่วมสัมมนา และติดตามข่าวสารการเงินอย่างสม่ำเสมอ3. กระจายความเสี่ยง "อย่าเอาไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว" เป็นคำพูดที่ใช้ได้ดีกับการลงทุน การกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์หลายประเภทจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการทำกำไร4. มองในระยะยาว ตลาดมักมีความผันผวนในระยะสั้น แต่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว การมองการลงทุนในมุมมองระยะยาวจะช่วยให้คุณไม่หวั่นไหวกับความผันผวนชั่วคราว5. ควบคุมอารมณ์ อารมณ์เป็นศัตรูตัวร้ายของนักลงทุน ความโลภและความกลัวสามารถนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ พยายามตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผลและข้อมูล ไม่ใช่อารมณ์6. ตั้งงบประมาณและวางแผนการลงทุน กำหนดว่าคุณสามารถลงทุนได้เท่าไหร่โดยไม่กระทบต่อค่าใช้จ่ายประจำวัน และวางแผนการลงทุนอย่างเป็นระบบ เช่น การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar-Cost Averaging)7. เรียนรู้จากความผิดพลาด ทุกคนทำผิดพลาดได้ แทนที่จะท้อแท้ ให้มองว่าเป็นโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง วิเคราะห์ว่าอะไรผิดพลาดและจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกได้อย่างไร8. รู้จักความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เข้าใจระดับความเสี่ยงที่คุณสามารถรับได้ และลงทุนให้สอดคล้องกับระดับนั้น การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงเกินไปอาจทำให้คุณนอนไม่หลับและตัดสินใจผิดพลาดได้9. ติดตามและประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ ทบทวนพอร์ตการลงทุนของคุณเป็นประจำ และปรับเปลี่ยนตามความจำเป็น แต่อย่าหมกมุ่นกับการตรวจสอบทุกวัน เพราะอาจทำให้คุณตัดสินใจผิดพลาดจากความผันผวนระยะสั้น10. มีความอดทนและมั่นใจ การลงทุนต้องใช้เวลา อย่าคาดหวังผลตอบแทนมหาศาลในช่วงเวลาสั้นๆ มีความอดทนและมั่นใจในกลยุทธ์การลงทุนของคุณ ตราบใดที่คุณได้ทำการบ้านมาอย่างดีการนำข้อคิดเหล่านี้ไปปฏิบัติจะช่วยให้คุณเป็นนักลงทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและรู้สึกมั่นใจในการตัดสินใจลงทุนของคุณ แม้ว่าจะไม่มีการรับประกันในการลงทุนแต่การมีแนวทางที่ถูกต้องจะช่วยเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จและลดความเสี่ยงในระยะยาวดังนั้นอย่ามองข้ามการ “ขาดทุน” เสมอไปนะ เพราะมันอาจทำให้เรา “ได้” มากกว่า “เสีย” ในอนาคตก็เป็นได้#Stock2morrow #แนวคิด #การลงทุน #มือใหม่ #ประเทศไทยแหล่งที่มมาข่าวและภาพต้นฉบับ stock2morrowhttps://stock2morrow.com/article/6117

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

กลุ่มบริษัทเอไอเอ ประกาศผลประกอบการในไตรมาสที่สาม ด้วยมูลค่าธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 สำหรับไตรมาสที่สามของปี 2567 มูลค่าธุรกิจใหม่เติบโตขึ้นในทุกภาคส่วนธุรกิจ

31/10/2024

ฮ่องกง, 31 ตุลาคม 2567 - กลุ่มบริษัทเอไอเอ (“บริษัท”) มีความยินดีที่จะประกาศผลประกอบการของกลุ่มบริษัทซึ่งมีการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 โดยรายงานจากอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (CER) สำหรับไตรมาสที่สาม สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2567อัตราการเติบโตรายงานตามอัตราแลกเปลี่ยนคงที่:  •  มูลค่าธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 คิดเป็นมูลค่า 1,161 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการเติบโตของทุกภาคส่วนธุรกิจ  •  เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (ANP) เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 อยู่ที่ 2,212 ล้านเหรียญสหรัฐ  •  ได้รับการอนุมัติให้เตรียมดำเนินการเปิดธุรกิจสาขาใหม่ในมณฑลอานฮุยและมณฑลซานตงนายหลี่ หยวน ชยอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทเอไอเอ กล่าวว่า “เอไอเอได้แสดงถึงผลงานที่แข็งแกร่งอีกครั้ง โดยมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 คิดเป็น 1,161 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีการเติบโตจากทุกภาคส่วนธุรกิจในไตรมาสที่สามของปี 2567 เราประสบความสำเร็จในการสร้างสถิติสำหรับมูลค่าธุรกิจใหม่ในสามไตรมาสแรกของปี 2567 ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งและความหลากหลายทางธุรกิจของเราการมุ่งเน้นในการดำเนินกลยุทธ์ของเราอย่างต่อเนื่องได้ช่วยเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของเอไอเอ หนุนให้เกิดการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่เป็นตัวเลขสองหลักทั้งจากช่องทางตัวแทนและช่องทางพันธมิตร อีกทั้งการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของธุรกิจใหม่ ๆ นั้นได้สร้างกำไรและช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้และสร้างกระแสเงินสด ซึ่งทั้งหมดนี้ตอกย้ำความมั่นใจของเราในการที่จะบรรลุเป้าหมายทางการเงินในจีนแผ่นดินใหญ่ เรากำลังก้าวหน้าอย่างมากในการขยายธุรกิจและเติบโตในพื้นที่ใหม่ ๆ ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เราได้รับการอนุมัติให้เตรียมดำเนินการเปิดธุรกิจสาขาใหม่ในมณฑลอานฮุยและมณฑลซานตงเอไอเอดำเนินธุรกิจในภูมิภาคที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในโลกสำหรับประกันชีวิตและสุขภาพ ผมยังคงมีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าการดำเนินงานตามกลยุทธ์ที่วางไว้ของเราอย่างต่อเนื่องนั้น จะสร้างมูลค่าที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเราทุกท่านต่อไป”สรุปผลการดำเนินงานของไตรมาสที่สามเอไอเอ มีมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เป็นจำนวน 1,161 ล้านเหรียญสหรัฐ ในไตรมาสที่สามของปี 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งมาจากการเติบโตใน 15 ตลาด จาก 18 ตลาดที่เอไอเอดำเนินธุรกิจอยู่ พรีเมียร์ เอเจนซี่ สามารถสร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ได้ถึงร้อยละ 15 โดยได้รับการสนับสนุนจากกิจกรรมและผลผลิตของตัวแทนที่เพิ่มสูงขึ้น สำหรับการรับสมัครตัวแทนใหม่ยังคงแข็งแกร่งโดยเพิ่มขึ้นเป็นเลขสองหลัก อีกทั้งจำนวนตัวแทนที่สร้างผลงานให้กับกลุ่มบริษัทยังเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สามของปี 2566 มูลค่าธุรกิจใหม่ที่มาจากพันธมิตร เติบโตถึงร้อยละ 16 โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตที่ยอดเยี่ยมจากช่องทางแบงก์แอสชัวรันส์ เอไอเอ ประเทศจีน มีการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ร้อยละ 9 โดยเพิ่มขึ้นจากทั้งช่องทางตัวแทนและแบงก์แอสชัวรันส์ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จแม้ว่าเราจะนำผลิตภัณฑ์บางอย่างออกก่อนกำหนดก่อนการปรับราคาทั่วทั้งอุตสาหกรรมในระหว่างไตรมาสและการเปรียบเทียบที่แข็งแกร่งมากในไตรมาสที่สามของปี 2566 ตามที่ได้รายงานไปก่อนหน้า เรายังคงเติบโตด้วยพรีเมียร์ เอเจนซี่ ที่มีความเป็นมืออาชีพและแตกต่าง ตลอดจนแรงหนุนจากการสรรหาตัวแทนใหม่ที่เข้มข้นอย่างต่อเนื่องในไตรมาสสาม สัดส่วนของจำนวนตัวแทนที่สร้างผลงานมีมากขึ้น และผลผลิตที่ได้จากตัวแทนเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้มูลค่าธุรกิจใหม่เติบโตถึงร้อยละ 10 เอไอเอ ประเทศจีน ยังคงสร้างความก้าวหน้าได้อย่างต่อเนื่องด้วยการขยายตัวทางภูมิศาสตร์ การส่งมอบมูลค่าธุรกิจใหม่ที่เติบโตอย่างยอดเยี่ยม สอดคล้องกับที่เรามุ่งพัฒนาคุณภาพของการเปิดรับตัวแทนใหม่และจำนวนตัวแทนที่สร้างผลงาน และเมื่อเร็ว ๆ นี้ เราเพิ่งได้รับอนุมัติเพื่อเตรียมดำเนินการเปิดธุรกิจสาขาใหม่ในมณฑลอานฮุยและมณฑลซานตงเพื่อความชัดเจน การเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่อยู่บนพื้นฐานอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ โดยไม่มีการคำนวณการเปรียบเทียบในปี 2566 ใหม่ และใช้สมมติฐานทางเศรษฐกิจในปี 2567 เกณฑ์ "like-for-like" หรือเปรียบเทียบบนพื้นฐานเดียวกันในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวจะเพิ่มอัตราการเติบโตที่รายงานไว้สำหรับเอไอเอ ประเทศจีน อย่างมีนัยสำคัญเอไอเอ ฮ่องกง มีการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่สูงขึ้นร้อยละ 24 ซึ่งมาจากกลุ่มลูกค้าภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 28 และกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ความสำเร็จนี้มาจากช่องทางพรีเมียร์ เอเจนซี่ของเรา แม้ว่ามูลค่าธุรกิจใหม่ผ่านที่ปรึกษาทางการเงินอิสระรายย่อย (IFA) และช่องทางนายหน้าลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากการแข่งขันที่รุนแรง แต่ช่องทางแบงก์แอสชัวรันส์ของเรามีการเติบโตที่ดีเยี่ยม การสรรหาตัวแทนที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องช่วยให้เราสามารถตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในผลิตภัณฑ์ที่ครบวงจรของเราจากลูกค้าทั้งในประเทศและนักท่องเที่ยวชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ในไตรมาสที่สาม ช่องทางตัวแทนของเราสร้างมูลค่าธุรกิจใหม่ได้สูงที่สุดจากนักท่องเที่ยวชาวจีนแผ่นดินใหญ่หลังจากที่ได้กลับช่องทางตัวแทนของเราส่งมอบมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) รายไตรมาสสูงสุดจากลูกค้า MCV นับตั้งแต่กลับมาเดินทางได้ตามปกติอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2566เอไอเอ ประเทศไทย รายงานการเติบโตเป็นบวกในมูลค่าธุรกิจใหม่สำหรับไตรมาสที่สามของปี 2567 โดยเรายังคงครองตำแหน่งผู้นำตลาดและยังรักษาสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมได้เป็นอย่างดีแม้ว่าความต้องการในตลาดจะชะลอตัวจากการปรับราคาสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องทางการแพทย์ สำหรับประเทศสิงคโปร์ ผลิตภัณฑ์ออมทรัพย์ระยะยาวแบบยูนิต ลิงค์ โดย AIA Regional Funds Platform ซึ่งให้การเข้าถึงผู้จัดการกองทุนชั้นนำระดับโลกแต่เพียงผู้เดียว ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตด้วยตัวเลขสองหลักของมูลค่าธุรกิจใหม่ ด้านเอไอเอ มาเลเซีย ที่ให้ความสำคัญกับทั้งความคุ้มครองแบบดั้งเดิมและผลิตภัณฑ์ยูนิต ลิงค์ ช่วยให้มูลค่าธุรกิจใหม่เติบโตเป็นเลขสองหลัก ในขณะที่อัตรากำไรของมูลค่าธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก โดยรวมแล้วธุรกิจในอาเซียนของเรามีการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ที่ร้อยละ 8สำหรับในกลุ่มตลาดอื่น ๆ สามารถสร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ได้อย่างดีเยี่ยม โดยเพิ่มขึ้นใน 9 ตลาดจาก 11 ตลาดของเรา โดยเราได้เห็นการเติบโตอย่างดีจากธุรกิจในอินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และไต้หวัน (จีน) และธุรกิจในเวียดนามที่มีอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งมากเมื่อเทียบเป็นรายปีจากฐานที่ต่ำ Tata AIA Life ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของเราในอินเดีย กลับมาเติบโตเป็นบวกในมูลค่าธุรกิจใหม่ตามที่ได้รายงานไว้ก่อนหน้านี้ และยังคงรักษาอันดับหนึ่งของอุตสาหกรรมในด้านความคุ้มครองสำหรับรายย่อย คิดตามยอดจำนวนเงินเอาประกันภัยโดยรวมแล้ว เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (ANP) สำหรับกลุ่มบริษัทเติบโตขึ้นร้อยละ 14 เป็น 2,212 ล้านเหรียญสหรัฐในไตรมาสที่สามของปี 2567 อัตรากำไรของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB Margin) เพิ่มขึ้น 0.8 จุดเมื่อเทียบเป็นรายปี และยังคงแข็งแกร่งที่ร้อยละ 52.2 อัตรากำไรที่รายงานตามมูลค่าปัจจุบันของเบี้ยประกันภัยธุรกิจใหม่ (PVNBP) ยังคงมีเสถียรภาพเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ในขณะที่เบี้ยประกันภัยรับรวม (TWPI) เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 เป็น 10,301 ล้านเหรียญสหรัฐในไตรมาสที่สามรายงานพอร์ตโฟลิโอการลงทุนสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นของเอไอเอช่วยสร้างความแตกต่างที่สำคัญและความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยได้รับการสนับสนุนจากการบริหารพอร์ตโฟลิโอที่ยังมีผลอยู่และใช้แนวทางการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วยความรับผิดชอบอันดับความน่าเชื่อถือโดยเฉลี่ยของพอร์ตโฟลิโอตราสารหนี้ ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 ที่ผู้ถือกรมธรรม์และผู้ถือหุ้นถือครองนั้นยังคงทรงตัวที่ระดับ A เมื่อเทียบกับอันดับความน่าเชื่อถือ"ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2567 พอร์ตโฟลิโอหุ้นกู้ที่ออกโดยบริษัทภาคเอกชน มีการกระจายความเสี่ยงอย่างดี โดยมีผู้ออกหุ้นกู้มากกว่า 1,700 ราย และมีขนาดการถือครองเฉลี่ย 43 ล้านเหรียญสหรัฐณ วันที่ 30 กันยายน 2567 ร้อยละ 2 ของพอร์ตโฟลิโอตราสารหนี้ทั้งหมดได้รับการจัดอันดับต่ำกว่าระดับการลงทุน หรือไม่ได้รับการจัดอันดับ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งใกล้เคียงกับมูลค่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2567 หุ้นกู้ประมาณ 72 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 0.04 ของพอร์ตโฟลิโอตราสารหนี้ทั้งหมดของเรา ถูกปรับระดับลงให้ต่ำกว่าระดับการลงทุนในไตรมาสที่สามของปี 2567 ภาพรวมภูมิภาคเอเชียมีความต้องการผลิตภัณฑ์ประกันของเอไอเอเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากการออมส่วนบุคคลที่สูงขึ้น ประชากรมีอายุมากขึ้นแต่มีอัตราการเข้าถึงประกันภัยต่ำ รวมถึงสวัสดิการการคุ้มครองที่จำกัดในภูมิภาค ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันอันมากมายของเราทำให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากความต้องการนี้เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว แม้จะมีความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจมหภาคในระยะใกล้ก็ตาม เรามั่นใจว่าการดำเนินการตามลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง ทำให้เอไอเอสามารถคว้าโอกาสระยะยาวมหาศาลในตลาดประกันชีวิตและสุขภาพในเอเชีย เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ที่ทำกำไรได้ ซึ่งจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในอนาคต รวมถึงการสร้างเงินกองทุนส่วนเกิน และมูลค่าผู้ถือหุ้นที่มากขึ้นความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเอไอเอได้รับเบี้ยประกันภัยส่วนใหญ่ในสกุลเงินท้องถิ่น และเราบริหารจัดการสินทรัพย์และหนี้สินในประเทศของเราอย่างใกล้ชิดเพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เมื่อรายงานตัวเลขรวมของกลุ่มบริษัท จะมีผลกระทบในการแปลงสกุลเงินเนื่องจากเรารายงานเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เราได้ให้อัตราการเติบโตและข้อคิดเห็นบนอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น เนื่องจากจะทำให้เห็นภาพผลการดำเนินงานพื้นฐานของธุรกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

การวางแผนทางการเงิน

เปิดเทคนิคเลือกบัตรเครดิตให้ตรงใจ-คุ้มค่า

29/10/2024

บทความโดย "ธีรพัฒน์ มีอำพล" นักวางแผนการเงิน CFP® สมาคมนักวางแผนการเงินไทย“บัตรเครดิต” ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน นอกจากจะใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการได้แทนเงินสดแล้ว ยังให้สิทธิประโยชน์และเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้จ่ายให้กับผู้ถือบัตร หรือบัตรบางใบยังมอบสิทธิประโยชน์พิเศษอื่น ๆ เช่น บริการเลขาส่วนตัว บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ที่จอดรถ การใช้บริการรถรับส่งสนามบิน สิทธิในการเข้าใช้ห้องพักรับรองที่สนามบิน  ความคุ้มครองด้านการเดินทางเมื่อไปต่างประเทศ เป็นต้นด้วยเหตุนี้ก่อนทำบัตรเครดิตควรให้ความสำคัญกับการเลือก “บัตรเครดิต”  เพราะหากรู้จักใช้และเข้าใจบัตร จะทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์ที่ตรงจุด ช่วยให้การหยิบใช้บัตรเครดิตในแต่ละครั้งมีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น1. บัตรเครดิตกลุ่มได้เครดิตเงินคืนบัตรเครดิตเงินคืน (Cashback) จะให้เงินคืนกับผู้ถือบัตรทุกครั้งเมื่อมีการใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการที่ตรงกับเงื่อนไขของบัตรเครดิต โดยจะคืนเงินเข้ามาในบัญชีเครดิต ซึ่งจำนวนเงินคืนก็จะแตกต่างไปตามเงื่อนไขของบัตรแต่ละใบ จะมีทั้งแบบที่ได้เครดิตเงินคืนทุกยอดการใช้จ่าย หรือได้เครดิตเงินคืน เมื่อรูดใช้จ่ายในหมวดค่าใช้จ่ายที่กำหนด ทำให้สามารถประหยัดเงินได้บางส่วนจากการใช้จ่ายตามปกติบัตรเครดิตเงินคืนแต่ละใบจะมีร้านค้าที่เข้าร่วมรายการแตกต่างกันไป เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้จ่ายในหมวดรายการนั้น ๆ เป็นประจำ เช่น รับเงินคืน 5% เมื่อซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ต รับเงินคืน 3% เมื่อใช้จ่ายที่สถานีบริการน้ำมัน เป็นต้น บัตรเครดิตเงินคืนถือเป็นบัตรเครดิตที่ไม่ซับซ้อน และเข้าใจได้ง่ายที่สุด เพราะใช้จ่ายแล้วได้เงินคืนทันทีซึ่งผู้ที่สนใจบัตรเครดิตในกลุ่มนี้ แนะนำให้ลองสังเกตว่ามีการใช้จ่ายในกลุ่มไหนมากเป็นพิเศษ แล้วเลือกบัตรเครดิตที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองมากที่สุด เพราะแต่ละบัตรเครดิตแต่ละใบ มีเปอร์เซ็นต์เงินคืนในแต่ละหมวดไม่เท่ากัน การเลือกบัตรที่ตรงกับไลฟ์สไตล์จะทำให้ได้เครดิตเงินคืนที่คุ้มค่าที่สุด2. บัตรเครดิตกลุ่มสะสมคะแนนบัตรเครดิตสะสมคะแนน (Rewards Credit Card) เป็นบัตรที่เน้นการสะสมคะแนนจากยอดการใช้จ่าย แล้วจึงนำคะแนนที่ได้ไปแลกเป็นของรางวัลพิเศษ ส่วนลดของสินค้าและบริการต่าง ๆ หรือจะแลกเป็นเครดิตเงินคืนก็ได้เช่นกัน ซึ่งเงื่อนไขในการสะสมคะแนนขึ้นอยู่กับบัตรเครดิตใบนั้น ๆ บางบัตรอยู่ที่ 25 บาท ต่อ 1 คะแนน หรือบางบัตรอาจจะ 20 บาท ต่อ 1 คะแนน การคิดคำนวณความคุ้มค่า หรือผลตอบแทน หากได้รับ 1 คะแนน จากการใช้จ่ายผ่านบัตร 25 บาท และนำคะแนนไปแลกเป็นส่วนลด โดยปกติอัตราการแลกคะแนนโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 1,000 คะแนน เท่ากับ 100 บาท  หรือหากคิดเป็นจำนวนเงิน คือ 100 บาท ต่อทุกการใช้จ่าย 25,000 บาท ดังนั้นจะคิดเป็นผลตอบแทน 0.4%หากคิดเป็นผลตอบแทนออกมาแล้วจะเห็นว่าไม่คุ้มค่าเท่ากับบัตรเครดิตประเภทเงินคืน แต่บัตรกลุ่มนี้มักมีจุดเด่นเพิ่มเติม เช่น หากเราใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตในบางรายการตามเงื่อนไขที่บัตรกำหนด จะทำให้เราได้รับคะแนนพิเศษ 2-5 เท่า ก็จะทำให้ได้คะแนนสะสมเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วดังนั้น หากใช้จ่ายในรายการที่กำหนดและเลือกใช้บัตรที่ได้รับคะแนนสะสมพิเศษเพิ่มเติม 4 เท่า จะทำให้ได้รับคะแนนสะสมจำนวนมาก จากนั้นนำคะแนนสะสมมาแลกในช่วงที่มีโปรโมชั่นร่วมกับทางร้านอาหารหรือห้างสรรพสินค้า เช่น การใช้คะแนนเท่ายอดซื้อ แลกรับส่วนลด 15% จะทำให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นจาก 0.4% เป็น 2.4% ซึ่งให้ผลตอบแทนที่มากกว่าบัตรเครดิตประเภทเงินคืนบัตรเครดิตในกลุ่มนี้ เหมาะสำหรับคนที่ชอบซื้อของในห้างสรรพสินค้าหรือทานข้าวในร้านอาหาร ซึ่งมักจะมีการจัดโปรโมชั่นร่วมกับห้างสรรพสินค้า หรือร้านอาหารอยู่บ่อย ๆ สามารถนำคะแนนสะสมไปแลกเป็นส่วนลด โดยในบางครั้งมีโปรโมชั่นให้ส่วนลดถึง 15-20% เมื่อใช้คะแนนสะสมเท่ายอดซื้อ ซึ่งจะทำให้มีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น3. บัตรเครดิตกลุ่มสะสมไมล์บัตรในกลุ่มนี้จะเป็นบัตรที่มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น เป็นบัตรเครดิตที่เน้นสะสมคะแนนจากการใช้จ่าย และเมื่อมีคะแนนมากพอ จะทำการโอนคะแนนจากบัตรเครดิตไปแลกเป็นไมล์สายการบิน จากนั้นจึงนำไมล์สายการบินไปแลกตั๋วเครื่องบิน การใช้งานบัตรเครดิตกลุ่มสะสมไมล์จึงมีความซับซ้อนกว่าปกติ เพราะต้องเข้าใจวิธีการใช้ไมล์แลกตั๋วเครื่องบิน ของแต่ละสายการบิน และเส้นทางการบินที่คุ้มค่าในการแลกไมล์การเลือกบัตรเครดิตในกลุ่มนี้ ต้องเลือกบัตรที่คุ้มค่า พิจารณาจากความยากง่ายในการได้ไมล์สะสม ต้องใช้จ่ายผ่านบัตรกี่บาทถึงจะได้รับ 1 ไมล์สะสม เช่น ใบแรก 15 บาท/คะแนน 1.2 คะแนน/ไมล์สะสม หรือเท่ากับ 18 บาท/ไมล์สะสม ใบที่สอง 25 บาท/คะแนน 2 คะแนน/ไมล์สะสม หรือเท่ากับ 50 บาท/ไมล์สะสม ดังนั้นควรเลือกใช้ใบแรก เพราะมีอัตราการแลกไมล์ที่ต่ำกว่าบัตรเครดิตในกลุ่มสะสมไมล์แต่ละบัตรจะมีสายการบินพันธมิตรแตกต่างกัน บางบัตรอาจจะมีตัวเลือกในการโอนคะแนนไปได้หลากหลายสายการบิน ซึ่งแต่ละสายการบินก็มีเส้นทางการบิน อัตราการแลกไมล์ในแต่ละเส้นทาง ค่าธรรมเนียมในการแลกตั๋วเครื่องบินที่แตกต่างกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณาประกอบบัตรเครดิตแบบสะสมไมล์ เหมาะกับผู้ที่ชอบเดินทางท่องเที่ยว ชอบเดินทางด้วยเครื่องบินบ่อย ๆ ความคุ้มค่าในการแลกไมล์ คือ การแลกตั๋วเครื่องบินในชั้น Business Class หรือ First Class ซึ่งปกติมีราคาแพง ทำให้คิดผลตอบแทนออกมาแล้วคุ้มค่ามากที่สุด เพราะการแลกตั๋วเครื่องบินชั้น Business Class ไป-กลับ 1 ที่นั่ง ในเส้นทาง กรุงเทพฯ-โตเกียว จะต้องมียอดใช้จ่ายประมาณ 1,250,000 บาท ดังนั้นหากเรามียอดใช้จ่ายผ่านบัตรไม่มาก กว่าจะได้คะแนนพอที่จะแลกไมล์ครบในเส้นทางที่ต้องการอาจจะใช้เวลานานหลายปี  ซึ่งบัตรเครดิตแบบเงินคืน หรือแบบสะสมคะแนนอาจจะเหมาะสมมากกว่าตัวอย่าง การใช้บัตรเครดิตสะสมไมล์ตั๋วเครื่องบินไปกลับ Business Class สายการบิน EVA Air เส้นทาง กรุงเทพฯ-โตเกียว ใช้ไมล์จำนวน 50,000 ไมล์ หากคิดตามมูลค่า 55,000 บาท และหักค่าธรรมเนียมในการแลกตั๋วเครื่องบินประมาณ 7,000 บาท ดังนั้น 50,000 ไมล์ จะมีมูลค่าเทียบเท่า 48,000 บาทหากใช้บัตรใบที่มีอัตรา 12.5 บาท/คะแนน  2 คะแนน/ไมล์สะสม หรือเท่ากับ 25 บาท/ไมล์สะสม ดังนั้น 50,000 ไมล์ เท่ากับต้องใช้จ่าย 1,250,000 บาท เพื่อแลกตั๋วเครื่องบินที่มีมูลค่า 48,000 บาท เท่ากับผลตอบแทนที่ 3.84% ซึ่งมากกว่าผลตอบแทนของบัตรเครดิตแบบเงินคืนหรือแบบสะสมคะแนนเมื่อเลือกแล้วว่าบัตรเครดิตกลุ่มไหนเหมาะกับไลฟ์สไตล์การใช้จ่าย ก็จะได้เลือกบัตรเครดิตมาใช้ได้อย่างเหมาะสมอย่าลืมเช็กค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตมักมีการคิดค่าธรรมเนียม 2 ประเภท คือ ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปี ซึ่งค่าธรรมเนียมก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ละประเภทของบัตรและผู้ออกบัตร หากไม่อยากเสียค่าธรรมเนียมก็ให้เลือกเปิดบัตรเครดิตประเภทที่ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแรกเข้า บัตรเครดิตบางใบสามารถขอยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีเมื่อผู้ถือบัตรมีการใช้จ่ายครบตามเงื่อนไขที่กำหนด ลองเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมรายปีที่ต้องเสียกับสิทธิประโยชน์ของบัตรที่ได้รับว่าอยู่ในอัตราที่รับได้ คุ้มกว่าค่าธรรมเนียมที่เสียไปหรือไม่โดยทั่วไปค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตที่ให้สิทธิประโยชน์อื่น ๆ เพิ่มเติมมักจะสูงกว่าค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตทั่วไป แต่อาจจะคุ้มค่าหากเราได้ใช้สิทธิประโยชน์นั้น ๆ เช่น บริการรถรับส่งสนามบิน สิทธิในการเข้าใช้ห้องพักรับรองที่สนามบิน เป็นต้นดูข้อจำกัดการใช้บัตรบัตรเครดิตของบางธนาคารจะมีข้อยกเว้น ไม่ได้รับคะแนนสะสมหรือเครดิตเงินคืน เมื่อใช้จ่ายในประเทศที่กำหนด โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเขตเศรษฐกิจยุโรป รวมถึงข้อยกเว้นของแต่ละบัตรเครดิตในบางหมวดสินค้าจะไม่ได้รับคะแนนสะสมเช่น ค่าประกัน ค่าสาธารณูปโภค หน่วยงานราชการ เป็นต้น นอกจากนี้บัตรเครดิตบางใบ ยังมีข้อจำกัดการให้คะแนนสูงสุด จำกัดยอดเงินคืนในแต่ละหมวดการใช้จ่าย ซึ่งจะทำให้เราเสียผลประโยชน์ไปอย่างน่าเสียดายโดยสรุปแล้ว แต่ละคนมีไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายที่แตกต่างกัน ดังนั้น ไม่มีบัตรเครดิตใบไหนดีที่สุด เลือกให้เหมาะกับตัวเอง ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ทุกด้านของเราให้มากที่สุด การเลือกบัตรเครดิตที่ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ จะทำให้เราได้รับสิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิตที่ตรงจุด และคุ้มค่าสำหรับทุกการใช้จ่ายการมีบัตรเครดิตหลายใบ ไม่ใช่เรื่องที่ผิด หากมีวินัยทางการเงิน หลังจากใช้บัตรเครดิตแล้ว ควรชำระให้ตรงเวลาและเต็มจำนวน เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียดอกเบี้ย เพราะหากชำระเพียงบางส่วนหรือชำระไม่ตรงตามกำหนดเวลา นอกจากจะมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงแล้ว ผู้ออกบัตรจะคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่รูดใช้จ่าย หากใช้จ่ายอย่างไม่ระมัดระวังและขาดการวางแผนการจัดการที่ดี อาจจะทำให้ยอดหนี้ถูกสะสมเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ และมีปัญหาทางการเงินตามมาในอนาคตแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1668674

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันสุขภาพ

ประกันอ่วมเคลมสุขภาพพุ่ง “วิริยะฯ” แบกไม่ไหวขึ้นเบี้ย

29/10/2024

ธุรกิจประกันเร่งแก้เกมเคลมสุขภาพพุ่ง “ไทยรี” ชี้เงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลเพิ่มสูงกระทบการรับประกันสุขภาพ ระบุวิธีแก้ต้องขึ้นเบี้ย-กำหนดค่าห้องให้ต่ำลง-เพิ่มเงื่อนไขให้ผู้เอาประกันร่วมจ่าย-ให้ผู้เอาประกันภัยรับผิดชอบส่วนแรก ฟาก “วิริยะฯ” ยอมรับขึ้นเบี้ยประกันสุขภาพไปแล้วกว่า 10% ตั้งแต่ 1 มิ.ย. 67 จ่อออกโปรดักต์ใหม่ให้ผู้เอาประกัน “ร่วมจ่าย” ต้นปีหน้านายโอฬาร วงศ์สุรพิเชษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน) หรือไทยรี ในฐานะเลขาธิการ สมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า การรับประกันสุขภาพ กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของธุรกิจประกันภัยในประเทศไทยเวลานี้โอฬาร วงศ์สุรพิเชษฐ์สาเหตุหลักคือค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากอัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล (Medical Inflation) ที่ปรับสูงขึ้นทุกปี และขณะเดียวกันจากความถี่ของการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าพักรักษาตัวนอนโรงพยาบาลแบบผู้ป่วยใน (IPD) ที่สูงขึ้นมากโดยเห็นสถิติการรักษาอาการป่วยด้วยโรคป่วยเล็กน้อยทั่วไป (Simple Diseases) ซึ่งไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ประกอบด้วย โรคเวียนศีรษะ, โรคไข้หวัดใหญ่, โรคท้องเสีย, โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน และโรคอื่น ๆ ที่บริษัทประกันประกาศกำหนด มาเบิกเคลม IPD ใช้ประโยชน์มากขึ้น และได้ค่าชดเชยรายวัน จนทำให้อัตราค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) ทุกบริษัทเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนถึงผลประกอบการที่ออกมาไม่ค่อยดี จึงอาจกระทบต่อการรับประกันสุขภาพในอนาคตได้“ผลกระทบเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น สมมุติเคยเข้าโรงพยาบาลครั้งหนึ่ง เฉลี่ยต้องจ่าย 1,000 บาท ตอนนี้ปรับขึ้นเป็น 1,100 บาท ส่วนกรณีเข้าไปรักษาตัวด้วยโรคป่วยเล็กน้อยทั่วไป จริง ๆ ค่าใช้จ่ายผู้ป่วยนอก (OPD) ต่อครั้งจะอยู่ที่ 1,100 บาท แต่พอแพทย์วินิจฉัยให้นอนพักรักษาตัว ทำให้ค่าใช้จ่ายปรับขึ้นเป็น 20,000 บาท”นายโอฬารกล่าวว่า การจัดการปัญหาในการรับประกันสุขภาพ ฝั่งผู้รับประกันภัยคงไม่สามารถไปควบคุมสั่งการให้โรงพยาบาลลดค่ายาค่าหมอได้ แต่ใช้เครื่องมือขึ้นเบี้ยให้มีความเหมาะสมได้ หรือกำหนดค่าห้องให้ต่ำลงเพื่อให้ผู้เอาประกันรับผิดชอบเองไปบางส่วนได้ หรือเพิ่มเงื่อนไขให้ผู้เอาประกันภัยมีส่วนร่วมจ่าย (Copayment) หรือให้ผู้เอาประกันภัยรับผิดชอบส่วนแรก (Deductible) เข้ามาช่วยก็ได้นางฐวิกาญจน์ เตชทวีทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ยอมรับว่าปีนี้บริษัทได้ปรับขึ้นเบี้ยประกันสุขภาพไปแล้วกว่า 10% ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2567 เพื่อให้มีความเหมาะสม เนื่องจาก Loss Ratio จากเคลมประกันสุขภาพค่อนข้างอยู่ในระดับที่สูง โดยเฉพาะประกันสุขภาพเด็ก หลัก ๆ เคลมก็มาจากโรค Simple Diseases ทำให้บริษัทมีอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ประกันรับสุทธิ (Combined Ratio) ของประกันสุขภาพอยู่ที่เกือบ 100%“ปีนี้ Medical Inflation ของวิริยะฯ ปรับสูงขึ้นเฉลี่ย 20% โรงพยาบาลเอกชน 5 ดาว เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า จากค่าเฉลี่ยโรงพยาบาลในประเทศอยู่ที่กว่า 10% โดยการเข้ารักษาตัวผู้ป่วยใน (IPD) แค่มีไข้สูง ๆ ตอนนี้โรงพยาบาลจะให้ตรวจเป็นแพ็กเกจหมด ไม่ว่าจะเป็นการตรวจไวรัส RSV, โควิด, ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A, ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B และยิ่งสำหรับเด็กจะตรวจ ‘ไวรัสอะดีโน’ เพิ่มด้วย ซึ่งค่าใช้จ่ายพวกนี้เพิ่มขึ้นมา 3,000-4,000 บาท สำหรับโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ จึงเป็นผลกระทบที่ทำให้ค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้น กระทบเคลมประกัน”นางฐวิกาญจน์กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทยังไม่ได้ทำเคลมประกันเอง แต่ใช้บริการ Third Party Administration แต่บริษัทจะเป็น Post Audit เมื่อไรเจอค่ารักษาพยาบาลสูง ๆ จะเข้าไปตรวจสอบโรงพยาบาลเหล่านั้น โดยวิธีการจะปรับเบี้ย หรือต่อรองราคาแพ็กเกจเกี่ยวกับการผ่าตัด-ส่องกล้อง รวมไปถึงมอนิเตอร์ใกล้ชิดโรค Simple Diseases เรื่องความจำเป็นทางการแพทย์ เวลาจ่ายยา-ตรวจแล็บ มีความเหมาะสมหรือไม่ทั้งนี้ บริษัทก็ได้เริ่มวางขายสินค้าประกันสุขภาพให้ผู้เอาประกันภัยรับผิดชอบส่วนแรกไปแล้ว โดยมีให้เลือก 2 แผน ความคุ้มครองวงเงิน 330,000 บาท เลือกจ่ายส่วนแรก 20,000 บาท ลูกค้าจะได้ค่าเบี้ยถูกกว่าแบบไม่มี Deductible ประมาณ 30% และเลือกจ่ายส่วนแรก 50,000 บาท ลูกค้าจะได้ค่าเบี้ยถูกกว่าแบบไม่มี Deductible ประมาณ 50%นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาส 1/2568 บริษัทมีแพลนจะขายกรมธรรม์ประกันสุขภาพออกมาเป็นซีรีส์ ไม่ว่าจะเป็น ประกันสุขภาพผู้สูงอายุ ประกันสุขภาพเด็กเฉพาะโรค และประกันสุขภาพให้ผู้เอาประกันภัยมีส่วนร่วมจ่าย (Copayment) โดยยื่นขอสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เรียบร้อยแล้วแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1681135

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

“โซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท” จัดโชว์งานศิลปะและกวี ร่วมฉลองครบรอบ 60 ปี พร้อมทั่วโลก

29/10/2024

“โซฟิเทล” (Sofitel) แบรนด์โรงแรมระดับ 5 ดาวในเครือแอคคอร์ (Accor) ที่มีชื่อเสียงระดับโลก จัดนิทรรศการศิลปะและกวี “ประกายเพชร สะท้อนใจ” (Diamond Glow & Heart’s Echoes) พร้อมกิจกรรมและประสบการณ์สุดพิเศษกว่า 120 รายการ ณ โรงแรมและรีสอร์ททั่วโลก ในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2567 นี้ ชูเอกลักษณ์ศิลปะแห่งการใช้ชีวิตแบบฝรั่งเศส หรือ “art de vivre” ในทุกมุมโลก ​โดยมี “โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท” (Sofitel Bangkok Sukhumvit) เข้าร่วมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการจัดแสดงผลงานศิลปะของศิลปินจิตรไทยมากมายให้ผู้เข้าพักและคนไทยได้ชื่นชมความงดงาม ตั้งแต่วันนี้ – 6 พฤศจิกายน 2567ผลงานของศิลปิน สนั่น รัตนะDiamond Glow, Heart’s Echoes ประกายเพชร สะท้อนใจนิทรรศการนี้เป็นการแสดงถึงสัญลักษณ์ของ “โซฟิเทล” ที่เรียกว่า Cultural Link ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อทางวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉลิมฉลองให้กับวัฒนธรรมไทยและฝรั่งเศสที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว เป็นการเชื้อเชิญแขกทุกท่าน ทั้งชาวกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยวต่างชาติ ให้มาสัมผัสกับความงดงามของภาพวาดร่วมสมัยของไทย และบทกวีโดยศิลปินชาวไทยและฝรั่งเศส โดยจะจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 ครอบคลุมพื้นที่เชื่อมต่อกันสามส่วนของโรงแรม โอบล้อมผู้เข้าชมด้วยโลกแห่งศิลปะอันหรูหรา ท่ามกลางฉากหลังของการตกแต่งโฉมใหม่ของโรงแรมซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นการปรับปรุงครั้งใหญ่เมื่อปีที่แล้วโชคชัย บัณฑิต นักประพันธ์ชาวไทย และศิลปินชื่อดัง สมภพ บุตรตาราด (พร้อมด้วยผลงาน City of Angels) ไดแอน-ลอเร่ ดูดูเอ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดภูมิภาคเอเชีย โรงแรมโซฟิเทล ประคำกรอง วชิรวรภักดิ์ แห่ง Art Connection และ Oliver Schnatz ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพการเดินทางทางวัฒนธรรมผ่านภาพวาดและบทกวีก้าวเข้าสู่ประตูทางเข้าอันโอ่อ่าของ โซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท ที่ได้รับการออกแบบใหม่ แขกผู้เข้าพักจะรู้สึกราวกับหลุดออกจากความวุ่นวายของเมืองเข้าสู่โลกแห่งการผสมผสานทางวัฒนธรรม มีภาพวาดต้นฉบับจำนวน 12 ภาพ จากศิลปินไทยที่ได้รับการยกย่อง จัดแสดงในโถง Foyer, Atelier และ Celestial paths ของโรงแรม รวมถึงผลงานลับอีกหนึ่งชิ้น!จุดเด่นคือโคมไฟระย้าอันงดงามที่สะท้อนถึงการผสมผสานกันอย่างกลมกลืนของวัฒนธรรม โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก "การไหว้และน้ำ" อันเป็นวัฒนธรรมไทย และเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ไทย แผงกระจกศิลปะของล็อบบี้ผสมผสานความหรูหราแบบตะวันตกเข้ากับความอบอุ่นแบบไทยได้อย่างลงตัวเมื่อก้าวเข้าไปในนิทรรศการภายใต้สัญลักษณ์ “Cultural Link” ของโรงแรมโซฟิเทล แขกจะได้รับการต้อนรับด้วยภาพวาดอันวิจิตรงดงามสองภาพและโคมระย้าขนาดใหญ่ซึ่งได้รับการติดตั้งระหว่างการปรับปรุงใหม่ของโรงแรมเมื่อไม่นานนี้และเป็นตัวแทนของการทักทายแบบ การไหว้ อันเป็นวัฒนธรรมไทยในส่วนของ Foyer โดดเด่นด้วยผลงานชิ้นเอกสองชิ้นจากศิลปินชาวไทยชื่อดัง สนั่น รัตนะ และ เริงศักดิ์ บุณยวาณิชย์กุล ตรงกลางมีโต๊ะประดับด้วยบทกวีไทยและฝรั่งเศส 40 บท สร้างสรรค์การผสมผสานที่น่าประทับใจระหว่างภาพและวรรณกรรม ส่วน Atelier จัดแสดงภาพวาดที่มีชีวิตชีวาอีกสี่ภาพ แต่ละภาพสะท้อนถึงแก่นแท้ของวิถีชีวิต มรดก และประวัติศาสตร์ไทยในรูปแบบต่าง ๆ เช่น อะคริลิก น้ำมัน และสีน้ำ นำเสนอในบรรยากาศสตูดิโอที่เป็นกันเอง จากนั้น Celestial paths จะนำผู้ชมไปตามทางเดินที่กระตุ้นประสาทสัมผัส ผ่านภาพวาดอันน่าหลงใหลหกภาพ ซึ่งเปรียบเสมือนหน้าต่างสู่การตีความส่วนบุคคล ประสบการณ์อันน่าประทับใจนี้ครอบคลุมสองชั้นและโถงลิฟต์ของโรงแรม เพื่อเป็นรางวัลแก่แขกผู้เข้าพักที่เสร็จสิ้นการเดินทางแห่งการค้นพบ จะมีผลงานลับซึ่งเป็นผลงานที่เขียนด้วยลายมือของกวีที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคนหนึ่งของไทยรออยู่ ณ จุดสิ้นสุดของนิทรรศการผลงานของศิลปิน ศุภวัฒน์ หิรัญธนวิวัฒน์การเฉลิมฉลองครบรอบปีที่ 60 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นิทรรศการ “ประกายเพชร สะท้อนใจ” ถือเป็นกิจกรรมล่าสุดในการเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีของโซฟิเทล ซึ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการสร้างสรรค์ประสบการณ์สุดหรู ผสมผสานกับ joie de vivre และการบริการที่จริงใจ ตลอดปีนี้ ทางแบรนด์ได้มีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่นอย่างแข็งขัน เพื่อจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกับแขก และผสมผสานความมีชีวิตชีวาแบบฝรั่งเศสของโซฟิเทลเข้ากับจิตวิญญาณที่แท้จริงของแต่ละท้องถิ่น การเฉลิมฉลองอันอบอุ่นเหล่านี้จะยังคงแพร่กระจายไปทั่วอินโดจีนในอีกไม่กี่สัปดาห์และเดือนข้างหน้า ขณะที่โซฟิเทลเตรียมพร้อมสำหรับกิจกรรมด้านอาหารสองรายการในฮานอย เมืองหลวงอันมีเสน่ห์ของเวียดนาม และนครวัด สถานที่สำคัญของกัมพูชาแหล่งที่มาข่าวต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/celebonline/detail/9670000103575

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

X