คลังความรู้

Everyday knowledge for you

การวางแผนทางการเงิน

อสังหาริมทรัพย์ Vs. ลงทุนในหุ้น อันไหนดีกว่ากัน ?

22/10/2024

ป๊าได้ทำทั้ง 2 อย่างมีดี มีข้อดีข้อเสียต่างกันพอสรุปอย่างง่ายๆ ให้ฟังนะครับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์จะไม่เครียดเหมือนหุ้น คือซื้อแล้วถือรอยาวเลย ใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่การลงทุนในหุ้น มีตัวเลข รายงานให้เราต้องติดตามตลอดเวลา มีความเครียดกว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไม่มีตำราสอน ไม่มีทฤษฎีเฉพาะ ไม่มีหลักเกณฑ์ indicator เราต้องเรียนรู้ เราต้องรู้พื้นฐานของราคาที่ดินบริเวณนั้นๆ ไม่มี PE ให้เปรียบเทียบการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ๆ ถ้าลงทุนในหุ้น เราใช้เงินหลักหมื่น หลักแสนก็เริ่มซื้อขายได้แล้วการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เสี่ยงน้อยกว่าในหุ้น มีปัจจัยภายนอกน้อยกว่าการลงทุนในหุ้นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์สภาพคล่องน้อยกว่าในหุ้น อยากขาย บางทีต้องรอเนื้อคู่ก่อน ส่วนหุ้นอยากขายเมื่อไรก็ขายได้เลยการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ได้เชยชม ได้ชื่นชม คือได้ใช้พื้นที่ทำประโยชน์ต่อไป เช่นถ้าเรามีที่ดินริมทะเล เราได้ใช้ ได้ชื่นชม คล้ายๆเป็นปันผลในหุ้นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เลือกง่ายกว่า ดูง่ายกว่าในหุ้น ตามองเห็น จับต้องได้ หุ้นยังมีปัจจัยยุ่งยากกว่าเยอะป๊าจะเล่าปัจจัยในอสังหาริมทรัพย์ให้ฟัง คือมีเศรษฐีชาวฮ่องกง แกข้ามน้ำข้ามทะเลมาซื้อที่ดิน รอบๆสวนลุมพินีของเรา โดยเอาความคิดว่า ที่ดินรอบสวนสาธารณะหายาก หมดแล้วหมดเลย เหมือนที่ดินติดแม่น้ำ ที่ดินติดทะเล หมดแล้วหมดเลย แต่ที่ติดสวนลุมพินี มันเป็นเมืองชั้นใน ซื้อขายได้ง่ายเขาซื้อที่แปลงนี้มาตารางวาละ 200,000 บาท ผ่านมา 30 ปี ที่แปลงนั้นตอนนี้ ตารางวาละ 3,000,000 บาท เติบโต มา 15 เท่า ในเวลา 30 ปี มันมากจริงๆๆเลยนะครับ และแกซื้อจำนวน 8 ไร่ ใช้เงินลงทุน 640 ล้าน 30 ปี แกขายได้ 9,600 ล้าน มันมากโขเลย อย่างที่ป๊าเคยบอก ที่ดิน เวลาขาย เราจะขายยกแปลง ได้เนื้อได้หนังครับแต่ที่น่าสังเกตคือ แกข้ามน้ำข้ามทะเลมาซื้อที่ดินติดสวน สาธารณะ อย่างเดียว แสดงว่าแกเป็นคนที่มองขาด มีวิสัยทัศน์ ทุกๆคนอย่าลืมเก็บไว้เรื่องนี้ไว้เป็นบทเรียนนะครับ ถ้ามีโอกาส อย่าลืมซื้อที่ดินติดสวนสาธารณะ หรือ ที่ๆติดกับสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆอีกนะครับแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ stock2morrowhttps://stock2morrow.com/article/6085

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันภัย

คลังหวังสิ้นปี 68 เบี้ยประกันทะลุ 1 ล้านล้าน เร่งสางปมกองทุนประกันวินาศภัย

22/10/2024

คลังหวังสิ้นปี 68 เบี้ยประกันทะลุ 1 ล้านล้าน ชี้โตกว่าจีดีพี เร่งสางปมกองทุนประกันวินาศภัย เล็งขอความร่วมมือธุรกิจประกัน-รัฐช่วยอุ้มนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายในงานมอบรางวัลประกันภัยดีเด่นครบวงจร ประจำปี 2567 (Prime Minister's Insurance Awards 2024) ว่า ธุรกิจประกันเติบโตเป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับช่วงที่ตนเคยทำงาน ซึ่งปัจจุบันมีเบี้ยประกัน มูลค่ากว่า 9.5 แสนล้านบาท เฉลี่ยเติบโต 3% ซึ่งหากถามว่าเติบโตขนาดเท่าใดนั้น เมื่อเทียบกับการเติบโตเศรษฐกิจไทย ที่ประมาณการว่าปีนี้จะอยู่ที่ 2.7% ไม่ถึง 3%ทั้งนี้ หมายความว่าธุรกิจประกันนั้นเติบโตได้อย่างดี ประชาชนเริ่มเข้าถึง และนอกจากธุรกิจประกันดูแลเรื่องความเสี่ยงแล้ว เม็ดเงินจากธุรกิจนี้จะเป็นฐานเงินทุนของตลาดทุนด้วย ช่วยให้ตลาดทุนเติบโตด้วย ซึ่งหวังว่าสิ้นปี 68 มูลค่าของเบี้ยประกัน จะอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท ขณะที่แนวทางการหาแหล่งเงินเข้ามาใส่ในกองทุนประกันวินาศภัย (กปว.) เพื่อช่วยเหลือ กรณีมีบริษัทปิดกิจการนั้น เรื่องดังกล่าวจะต้องทำให้เรียบร้อย และต้องมีการหารือร่วมกัน ซึ่งระยะยาวสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) ต้องเป็นแกนกลางให้กับบริษัท เพื่อให้ธุรกิจประกันอยู่ได้ เพราะแต่ละบริษัทมีผลประกอบการไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ จะต้องดูแหล่งเงินที่จะเติมเข้าใส่กองทุน โดยได้หารืออย่างไม่เป็นทางการแล้ว มีตัวเลือกอยู่ 2-3 ทาง น่าจะขอความร่วมมือกับธุรกิจประกันภัย และส่วนหนึ่งน่าจะมาจากภาครัฐด้วยส่วนในที่สุดจะต้องเพิ่มเงินนำส่งเข้ากองทุนหรือไม่ ก็อาจจะมีหลายๆ ส่วนผสมกัน ขณะที่แนวทางที่กระทรวงการคลังจะให้กู้ แล้วเป็นผู้ค้ำประกันให้นั้น มองว่าหากแหล่งของเงินมีความชัดเจน การค้ำประกันก็ไม่จำเป็น“เวลาต้องชำระ เราต้องหาแหล่งเงินที่เชื่อได้ว่าจะเข้ามาต่อเนื่อง เพื่อหาแหล่งเงินที่จะได้ชำระในทีเดียว เรามีการคุยกันอย่างไม่เป็นทางการแล้ว ก็มีตัวเลือกอยู่ 2-3 ทาง ซึ่งขอให้รอดูความชัดเจนอีกครั้ง“แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับฐานเศรษฐกิจhttps://www.thansettakij.com/finance/insurance/609996

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

‘Hero & Heroine’ ความไม่สมบูรณ์แบบของฮีโร่ ผ่านมุมมองสองศิลปิน Gen Z

22/10/2024

หากลองถาม ChatGPT ว่า ‘ฮีโร่ มีนิยามว่าอะไร’ คำตอบที่ได้คือ ‘บุคคลที่แสดงความกล้าหาญ ความเสียสละ และความสามารถในการเผชิญหน้ากับความยากลำบาก หรือปัญหาที่ท้าทาย’ ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่เราต่างคุ้นเคยเสมอมานิทรรศการ ‘Hero & Heroine’ จึงอยากเปลี่ยนมุมมองใหม่ให้ทุกคนได้เห็น ‘ฮีโร่’ ในอีกด้านที่ซ่อนอยู่ โดยเผยถึงความอ่อนแอ ความเปราะบาง รวมไปถึงความเศร้า ภายใต้แนวคิดที่ว่า ‘ฮีโร่ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ’ ผ่านมุมมองของสองศิลปินรุ่นใหม่ Guy Satayu และ Little.aiiนิทรรศการแสดงผลงานคู่ครั้งนี้เป็นการร่วมงานอย่างต่อเนื่องของทรู ดิจิทัล พาร์ค และ Madskills แกลเลอรี่สตาร์ทอัพสัญชาติไทย โดยมีหมุดหมายในการส่งเสริมให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้แสดงผลงานและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมเปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน เพื่อให้ทุกคนได้เข้ามาชื่นชมงานศิลปะอย่างใกล้ชิดในวันที่ภาพลักษณ์ของฮีโร่ถูกตีกรอบด้วยความกล้าหาญและความสมบูรณ์แบบ ไม่มีอะไรเหมาะไปกว่าการเปิดใจเข้าไปชมนิทรรศการที่พาคุณสำรวจด้านที่เปราะบางและไม่สมบูรณ์แบบของพวกเขาฮีโร่ในมุมมองของเหรียญสองด้านในมุมมองของ กาย - ศตายุ ลิ่วกิตติวรกุล หรือ Guy Satayu ฮีโร่ไม่ได้มีเพียงความเข้มแข็งและกล้าหาญ และต้องการนำเสนอว่า ฮีโร่ก็เหมือนกับเหรียญสองด้าน ที่มีทั้งความรู้สึกเศร้า โดดเดี่ยว หรือจุดบกพร่องที่ซ่อนไว้จากสายตาของสังคม ผลงานของกายเล่าผ่านหลากหลายตัวละครที่มีความซับซ้อน และสะท้อนออกมาเป็นภาพแนว Surrealism ที่ใช้โทนสีหม่นอันเป็นเอกลักษณ์ของงานในครั้งนี้ของกายภาพที่ชื่อว่า ‘Flip Side’ คือหนึ่งในผลงานที่อธิบายแนวคิดของกายได้อย่างครบถ้วน จากรูปใบหน้าทั้งหกที่เรียงคู่กัน มีความหมายที่ซ่อนอยู่“ภาพนี้เป็นการเผยอีกด้านของฮีโร่ที่เรามักจะไม่เห็น เหมือนกับพลิกเหรียญอีกด้านมาเทียบกัน และวาดออกมาเป็นใบหน้าฝาแฝดที่อยู่คู่กัน ด้านหนึ่งเป็นใบหน้าที่มีความสุข ใจดี แต่ใบหน้าที่อยู่คู่กันจะเป็นมุมกลับที่อาจแสดงถึงความน่ากลัว เฉยชา หรือเป็นคนไม่ดีไปเลยก็ได้” กายอธิบายการยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบอย่างมีความสุขอัย – อัยดา นำศิริไพบูลย์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Little.aii มาพร้อมผลงานภาพวาดสีน้ำมันที่ใช้สีสันสดใส โดยนำเสนอฮีโร่ในมุมมองที่แตกต่างออกไป เธอใช้ความน่ารักและซุกซนของคาแรกเตอร์ ‘Bubble Bear’ ที่เป็นหมีลูกโป่ง เพื่อสื่อให้เห็นว่าฮีโร่ก็มีข้อบกพร่อง แต่การยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบอย่างมีความสุขต่างหากคือหัวใจสำคัญของการเป็นฮีโร่ซึ่งมีอยู่ในตัวทุกคน“แรงบันดาลใจของอัยมาจากความชอบฮีโร่แบบ Powerpuff Girls ที่งอแงหรือเอาแต่ใจแบบเด็กๆ ได้ ซึ่งก็พัฒนามาเป็นคาแรกเตอร์ Bubble Bear ที่บอกเล่าเรื่องราวในงานครั้งนี้ โดยจะมีดีเทลเล็กๆ ที่บอกถึงความไม่สมบูรณ์แบบไว้ เช่น รุ้งก็ไม่ได้วาดให้ครบ 7 สี หรือลูกโป่งหัวใจที่เห็นว่ามีการซ่อมแซมรอยรั่วให้กลับมาลอยได้เหมือนเดิม จะเห็นได้ว่าทุกรูปแสดงให้เห็นถึงความสุขแม้จะมีรายละเอียดที่สื่อถึงความไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม” อัยสรุปความแตกต่างที่เติมเต็มซึ่งกันและกันไฮไลต์ของนิทรรศการครั้งนี้คือ งานศิลปะที่ตั้งอยู่กลางห้องสตูดิโอ ซึ่งเป็นผลงานที่เกิดจากการร่วมมือกันของสองศิลปิน โดยนำคาแรกเตอร์ของทั้งคู่มารวมไว้ในภาพเดียว เบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงานนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งในเรื่องของกรอบเวลาที่จำกัด และระยะทางที่ศิลปินทั้งสองอยู่กันคนละจังหวัดกัน“หลังจากคุยคอนเซปต์กันแล้ว อัยต้องเริ่มวาดก่อนเพราะทำงานอยู่ที่จังหวัดสกลนคร โดยวาดภาพโดยรวมแล้วเว้นที่ให้กับคาแรกเตอร์ของกายที่สเก็ตช์ส่งมาให้ หลังจากนั้นก็ลงสีในส่วนของเราให้ครบ รอให้สีแห้ง 3 วันแล้วจึงรีบส่งมาให้กายที่กรุงเทพฯ เพื่อเก็บรายละเอียดชิ้นงาน ทั้งคาแรกเตอร์และส่วนที่เป็นพื้นหญ้าในโทนสีของกายให้ครบสมบูรณ์ก่อนถึงวันจัดแสดงงาน” อัยเล่าถึงการทำงานร่วมกัน ซึ่งนับเป็นการสร้างสรรค์ชิ้นงานที่ดูลงตัวนิทรรศการนี้ไม่เพียงแต่จะนำเสนอตัวละครที่เป็นฮีโร่ในโลกของศิลปะเท่านั้น แต่ยังเชิญชวนให้ผู้ชมกลับไปคิดทบทวนว่า ‘ฮีโร่ของคุณคือใคร’ พร้อมยอมรับว่า ความแข็งแกร่งไม่ได้หมายความว่าจะต้องไม่มีความอ่อนแอ เพราะแม้แต่ฮีโร่ก็ยังมีช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับความเปราะบางของตนเองการบ่มเพาะอาชีพงานสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่นิทรรศการ Hero & Heroine นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการบ่มเพาะศิลปินรุ่นใหม่ในพื้นที่ของ TDPK Studio ให้ได้แสดงออกถึงความสามารถ และเปิดโอกาสให้พวกเขาได้พัฒนาฝีมือและสร้างเส้นทางในสายอาชีพศิลปินอย่างมั่นคง“การสนับสนุนของทรู ดิจิทัล พาร์คเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางอาชีพของศิลปินรุ่นใหม่ สิ่งที่เราทำเป็นแรงสนับสนุนเล็กๆ ที่ให้พวกเขาก้าวต่อไป ในอนาคตพวกเขาอาจจะจัดเป็น Solo Exhibition ที่นี่ก็ได้ หรือไปจัดที่อื่น และไปถึงต่างประเทศ เราก็เฝ้าเชียร์พวกเขาต่อไป” ดร.ธาริต นิมมานวุฒิพงษ์ ผู้จัดการทั่วไป ทรู ดิจิทัล พาร์ค ทิ้งท้ายแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/business/detail/9670000093990

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

เที่ยวตามรอย “ธี่หยด2” ชมบรรยากาศลึกลับ ที่ “สวนพฤกษศาสตร์ระยอง”

22/10/2024

ภาพยนตร์ไทยที่กำลังเป็นกะแส และมีผู้ชมพูดถึงมากที่สุดในช่วงนี้ ก็คือภาพยนตร์เรื่อง “ธี่หยด2” ภาพยนตร์แนวสยองขวัญภาคต่อ ที่หลายคนรอคอย หากใครที่ไปชมมาแล้ว และยังอินกับฉากที่มีบรรยากาศลึกลับ ชวนค้นหา วันนี้จึงขอชวนทุกคนมาท่องเที่ยวตามรอยกันที่ “สวนพฤกษศาสตร์ระยอง” ซึ่งเป็นหนึ่งในฉากสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้“สวนพฤกษศาสตร์ระยอง” ตั้งอยู่ใน อ.แกลง จ.ระยอง จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์ศึกษาวิจัย และรวบรวมพรรณไม้ในภาคตะวันออก รวมถึงเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ในเชิงนิเวศแก่ผู้เข้าชมนักท่องเที่ยวสามารถเดินตามเส้นทางธรรมชาติมาชมป่าเสม็ดได้ หากมาชมในช่วงนี้ซึ่งเป็นฤดูที่มีน้ำขังเล็กน้อย ก็จะได้บรรยากาศของป่าเสม็ดที่ดูสวยงามแปลกตาไปอีกแบบ โดยเฉพาะบรรยากาศของป่าเสม็ดสะท้อนเงาน้ำนี่ดูแล้วน่าตื่นตาตื่นใจทีเดียวต้นเสม็ดที่นี่มีอยู่เป็นจำนวนมากหลายร้อยต้น ส่วนใหญ่เป็นต้นเสม็ดเก่าแก่ที่ขึ้นมาช้านาน โดยดูได้จากขนาดลำต้นที่ใหญ่สูงตระหง่าน แผ่กิ่งก้านสาขาและลำต้นขยายออกไปไกล อีกทั้งยังมีรูปทรงที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ยิ่งเมื่อเดินอยู่ในช่วงเวลาเย็นๆ แสงแดดอ่อนๆ มันก็จะยิ่งดูลี้ลับ ลึกลับยิ่งขึ้นหรือใครที่ไม่อยากเดินทางสวนพฤกษ์ฯ ก็มีเรือให้บริการด้วยเช่นกัน เมื่อนั่งเรือท่องเที่ยวต่อไปเรื่อยๆ จะพบกับป่าเสม็ด ซึ่งที่นี่รับการเรียกขานว่า “ป่าเสม็ดพันปี” ที่ส่วนใหญ่จะเป็นต้นเสม็ดขาว แต่ก็มีเสม็ดแดงขึ้นอยู่บ้าง โดยต้นเสม็ดที่นี่จะขึ้นอยู่บนพื้นทราย มีสภาพพื้นที่เป็นดินและป่าพรุน้ำท่วมขังมาก-น้อย ตามฤดูกาลอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของที่นี่ก็คือ “แพกอหญ้า” ที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า “หญ้าหนังหมา” หรือ “แพหนังหมา” โดยเป็นแพกอหญ้าที่ทับถมกันเป็นชั้นๆ มีหนาถึง 50-100 ซม. ลอยเป็นผืนแผ่นเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง และบางช่วงก็ใหญ่มากจนคล้ายผืนแผ่นดินอย่างไรอย่างนั้น และบนแพหญ้าหนังหมาผืนนี้ถือว่ามีความแข็งแรงอยู่เหมือนกัน เพราะมันมีรากที่ยาวลึกลงไปใต้น้ำยาวถึงประมาณ 1 เมตรเลยทีเดียวบนแพกอหญ้าหนังหมานี้เราสามารถขึ้นเดินบนนั้นได้ แต่ต้องเป็นแบบกระจายตัวเฉลี่ยน้ำหนัก ไม่ใช่ไปรวมกันที่จุดเดียว หากใครไปเที่ยวที่นี่สามารถนั่งเรือรับจ้างไปชมกันได้ โดยคนขับเรือจะพามาจอดแวะ เพื่อให้นักท่องเที่ยวลองขึ้นไปเดินบนกอหญ้าผืนนี้ โดยจะมีรองเท้าบูทจัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงราวๆ เดือน พ.ย. – ก.พ. ของทุกปี บนแพหญ้าหนังหมาจะมีกล้วยไม้ดินหายากใกล้สูญพันธุ์อย่าง เอื้องสีสนิม เอื้องอึ่งอ่าง แห้วชะครู ผักไผ่น้ำ ออกดอกให้ชมกันสวนพฤกษศาสตร์ระยอง ตั้งอยู่ที่ หมู่2 ตำบลชากพง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ที่นี่มีบริการเรือนำเที่ยว หากมาเป็นหมู่คณะ สอบถามค่าใช้จ่ายและรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 038638880แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9670000100924

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ ประเทศไทย จัดพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการอสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่ใจกลางย่านรัชดาภิเษก “เอไอเอ คอนเน็คท์ (AIA CONNECT)”

21/10/2024

เอไอเอ ประเทศไทย เดินหน้าลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ต่อเนื่องเป็นแห่งที่ 4 ภายใต้ชื่อโครงการ “เอไอเอ คอนเน็คท์ (AIA Connect) โดยได้จัดพิธีวางศิลาฤกษ์ ณ สถานที่ตั้งโครงการ ใจกลางย่านรัชดาภิเษก ซึ่งมี นายนิคฮิล แอดวานี (ที่ 4 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอ ประเทศไทย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร พันธมิตร และพนักงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธี โดยในพิธีได้รับพระมหากรุณาจาก พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ผู้นำสูงสุดแห่งลัทธิพราหมณ์ในประเทศไทย และผู้ดำรงตำแหน่งประธานพระครูพราหมณ์คนปัจจุบัน เป็นผู้นำดำเนินพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการเอไอเอ คอนเน็คท์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2566 ที่ผ่านมาโครงการเอไอเอ คอนเน็คท์ (AIA Connect) เป็นอาคารสำนักงานให้เช่าเกรดพรีเมียม มีความสูง 33 ชั้น พื้นที่ใช้สอยกว่า 110,400 ตารางเมตร มาพร้อมพื้นที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง เพื่อส่งเสริมด้านสุขภาพของผู้เช่า อีกทั้งยังอำนวยความสะดวกด้วยพื้นที่จอดรถกว่า 708 คัน เป็นโครงการที่ตั้งอยู่บนถนนรัชดาภิเษก และยังเป็นจุดเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้ามหานครสายสีน้ำเงินและสายสีส้ม เพื่อการคมนาคมที่สะดวกและรวดเร็ว สามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังอาคาร เอไอเอ แคปปิตอล เซ็นเตอร์ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ตลอดจนสามารถเดินทางต่อไปยังอาคาร เอไอเอ สาทร ทาวเวอร์ และอาคาร เอไอเอ อีสต์ เกตเวย์ ย่านบางนา-ตราด ได้อย่างสะดวกง่ายดาย อาคาร เอไอเอ คอนเน็คท์ ถูกออกแบบให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและคำนึงถึงความสะดวกสบายของผู้ใช้สอยอาคาร ตามเกณฑ์มาตรฐานของ LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) และ WELL Building Standard ระดับโกลด์ สอดคล้องตามคำมั่นสัญญาของเอไอเอ“Healthier, Longer, Better Lives – เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น” ซึ่งโครงการดังกล่าว ถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนภาคธุรกิจให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจองค์รวมของประเทศไทยต่อไปอย่างยั่งยืน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ข่าวการเงิน

รู้จัก Charles Ponzi “บอสคนแรก” ของแชร์ลูกโซ่

21/10/2024

ขณะที่ประเทศไทยและสังคมไทยกำลังตื่นตัวและติดตามกับกรณีฉ้อโกงประชาชนของ “ดิไอคอนกรุ๊ป’ความฝันที่จะรวยทางลัดนั้นมีมานานตั้งแต่ก่อนที่อินเทอร์เน็ตจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราเสียอีก คำพูดหวานหูอย่าง “อยากเป็นเศรษฐี ฟังทางนี้” หรือ “วิธีสร้างเงินล้าน แบบไม่ต้องทำงาน” ยังคงเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดผู้คนให้หลงใหลและคล้อยตามไปกับคำโฆษณาชวนเชื่อแม้ว่าเรื่องราวการหลอกลวงทางการเงินจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ดูเหมือนมนุษย์เราก็ยังคงหลงกลกับมันได้เสมอ ความโลภและความต้องการที่จะรวยเร็ว ทำให้หลายคนอาจละเลยที่จะพิจารณาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุนบทความจากเว็บไซต์ด้านการลงทุนของ Finnomena ได้พาไปทำความรู้จัก “ชาร์ลส์ พอนซี่” (Charles Ponzi) ผู้เป็นต้นกำเนิดของ “แชร์ลูกโซ่” (Ponzi Scheme) กลโกงที่ทำให้ผู้คนสูญเสียเงินทองจำนวนมหาศาล และยังคงเป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนใจมนุษย์ถึงภัยอันตรายของความโลภCharles Ponzi บิดาแห่งแชร์ลูกโซ่Charles Ponzi เกิดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 1882 ในเมืองลูโก ประเทศอิตาลี ชื่อเต็มคือ Carlo Pietro Giovanni Guglielmo Tebaldo Ponzi เขาเติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางและได้รับการศึกษาที่ดี แต่ด้วยความทะเยอทะยานและความฝันที่จะร่ำรวย เขาตัดสินใจย้ายไปยังสหรัฐอเมริกาในปี 1903 เมื่ออายุได้ 21 ปี Ponzi มาถึงบอสตันด้วยเงินติดตัวเพียง 2.5 ดอลลาร์หลังจากที่เขาใช้เงินเกือบหมดระหว่างการเดินทาง เขาทำงานหลายอย่างเพื่อเลี้ยงชีพ เริ่มแรกเขาทำงานล้างจานในร้านอาหาร และได้ก้าวขึ้นมาเป็นพนักงานบริการ แต่สุดท้ายก็ถูกไล่ออกเพราะโกงเงินทอนลูกค้าในเวลาต่อมา Ponzi ได้ย้ายไปแคนาดาและได้มีโอกาสทำงานเป็นผู้ช่วยในธนาคารชื่อว่า Banco Zarossi ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเขาได้พบว่าธนาคารของเขาให้ดอกเบี้ยลูกค้าสูงถึง 6% ซึ่งสูงกว่าตลาดในเวลานั้นถึง 2 เท่าแต่จริง ๆ แล้ว มันคือการนำเงินฝากของลูกค้ารายใหม่ มาจ่ายให้กับผู้ฝากรายเก่า ซึ่งสุดท้ายธนาคารต้องปิดกิจการไป และเจ้าของหนีไปต่างประเทศพร้อมกับเงินของเหยื่อจำนวนมหาศาล ประสบการณ์นี้อาจเป็นแรงบันดาลใจให้เขาคิดแผนการฉ้อโกงของตัวเองในภายหลังจุดเริ่มต้นการฉ้อโกงครั้งใหญ่ในปี 1919 Ponzi กลับมาที่บอสตันและเริ่มธุรกิจที่เรียกว่า “Securities Exchange Company” โดยอ้างว่าสามารถทำกำไรมหาศาลจากการซื้อขาย International Reply Coupons (IRCs) ซึ่งเป็นคูปองที่ใช้แลกเป็นแสตมป์เพื่อส่งจดหมายระหว่างประเทศPonzi อ้างว่าเขาสามารถซื้อ IRCs ในประเทศที่มีค่าเงินอ่อนแอ และขายในประเทศที่มีค่าเงินแข็งกว่า ทำให้เข้าทำกำไรสูงถึง 400% ภายในเวลาเพียง 90 วัน โดยเขาสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทน 50% แก่นักลงทุนภายใน 45 วัน หรือ 100% ภายใน 3 เดือนแต่ความจริงแล้ว แผนการของ Ponzi เป็นเพียงการนำเงินจากนักลงทุนรายใหม่มาจ่ายผลตอบแทนให้กับนักลงทุนรายเก่า โดยไม่มีการลงทุนจริง วิธีการนี้กลายเป็นที่รู้จักในเวลาต่อมาว่า “แชร์ลูกโซ่” หรือ “Ponzi Scheme”เมื่อความโลภนำพาไปสู่หายนะแผนการของ Ponzi ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ด้วยสัญญาผลตอบแทนที่สูงลิ่ว นักลงทุนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาลงทุนกับเขา ทั้งคนธรรมดา นักธุรกิจ หรือแม้แต่ผู้พิทักษ์กฎหมายอย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังหลงเชื่อในช่วงรุ่งเรืองที่สุด เขาสามารถระดมทุนได้มากถึง 1 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 33 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาลในสมัยนั้น เขาใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ซื้อคฤหาสน์ รถยนต์ราคาแพง และเครื่องประดับมีค่าอย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ Ponzi เริ่มดึงดูดความสนใจจากสื่อมวลชนและทางการ นักข่าวเริ่มสงสัยในความเป็นไปได้ของผลกำไรที่เขาอ้าง และเริ่มสืบสวนธุรกิจของเขาในเดือนกรกฎาคม 1920 หนังสือพิมพ์ Boston Post เริ่มตีพิมพ์บทความวิพากษ์วิจารณ์ธุรกิจของ Ponzi อย่างหนัก ทำให้นักลงทุนเริ่มตื่นตระหนกและพากันมาไถ่ถอนเงินลงทุนคืนจุดจบของ Charles Ponzi กับแชร์ลูกโซ่ที่เพิ่งเริ่มวันที่ 10 สิงหาคม 1920 เป็นวันที่แผนการของ Ponzi พังทลาย เมื่อทางการเข้าตรวจสอบบัญชีของเขาและพบว่าเขามีหนี้สินมากกว่า 7 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 230 ล้านบาท) นำไปสู่การจับกุม Charles Ponzi ในข้อหาฉ้อโกงทางไปรษณีย์ผลกระทบจากการล่มสลายของแชร์ลูกโซ่ของ Ponzi ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของบอสตัน โดยธนาคารหลายแห่งถึงกับล้มละลาย นักลงทุนสูญเสียเงินออมทั้งชีวิต และความเชื่อมั่นในระบบการเงินถูกทำลายลงอย่างหนักPonzi ถูกตัดสินจำคุก 5 ปี แต่ได้รับการปล่อยตัวหลังจากรับโทษไปเพียง 3 ปีครึ่ง หลังจากนั้นเขาพยายามหนีไปยังฟลอริดาและฉ้อโกงอีกครั้ง แต่ก็ถูกจับได้อีก สุดท้าย Ponzi ถูกเนรเทศกลับอิตาลีในปี 1934Charles Ponzi เสียชีวิตในปี 1949 ด้วยวัย 66 ปี ในสภาพยากจนและถูกลืมเลือน แต่ชื่อของเขากลับกลายเป็นคำที่ใช้เรียกการฉ้อโกงประเภทนี้ เพราะเขาเป็นคนที่ทำให้ “แชร์ลูกโซ่” โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์เรื่องราวของ Charles Ponzi เป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับความโลภและความเสี่ยงของการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง ซึ่งยังคงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนถึงปัจจุบันเทคนิคที่แชร์ลูกโซ่มักใช้เพื่อล่อลวงคนใช้เรื่องเล่าที่น่าสนใจ เช่น จากสถานะไม่ดีกลับกลายเป็นร่ำรวยได้ภายในเวลาสั้น ๆใช้คำเยินยอจากคนอื่น เช่น ใช้วิธีนี้แล้วได้ผลจริง ได้เงินจำนวนมากทำให้รู้สึกว่าต้องรีบตัดสินใจ เช่น คอร์สนี้เปิดรับแค่ 10 คนเท่านั้นใช้ประโยชน์จากช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน เช่น ช่วงที่ซื้ออะไรก็ราคาขึ้น ช่วงที่แต่ละประเทศมีการเปลี่ยนแปลง คนจะไม่ค่อยสงสัยอะไรย้ำว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องหลอกลวง”ดูยังไงว่าแบบไหนคือแชร์ลูกโซ่อ้างว่ารับประกันผลตอบแทน การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง การรับประกันผลตอบแทนสูงเกินจริง หรือการยืนยันว่าไม่มีความเสี่ยงเป็นสัญญาณอันตรายผลตอบแทนสูงเกินจริง : ผลตอบแทนที่สูงเกินจริง เช่น 10% ต่อเดือน หรือ 2-3% ต่อวัน เป็นไปได้ยากและไม่น่าเชื่อถือ หรือถ้าคิดรวม ๆ แล้วผลตอบแทนเกิน 10% ต่อปี ให้สงสัยไว้ก่อนเลยรูปแบบการลงทุนไม่ชัดเจน ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการลงทุนและการสร้างผลกำไรไม่ชัดเจน ตรวจสอบไม่ได้ หรือไม่มีการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชวนคนอื่นมาลงทุน การที่โครงการลงทุนใด ๆ ชักชวนให้ชวนเพื่อนมาลงทุนเพื่อรับผลตอบแทนเพิ่มเติม (เพื่อนมาก ยิ่งโบนัสมาก) เป็นลักษณะเด่นของแชร์ลูกโซ่เร่งให้ตัดสินใจ การเร่งรัดให้ตัดสินใจลงทุนอย่างรวดเร็วโดยไม่มีเหตุผลที่น่าเชื่อถือ เป็นสัญญาณเตือนว่าอาจเป็นการหลอกลวงที่มา : Finnomenaภาพ : วิกิพีเดียแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1677870

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

เปิดประสบการณ์จักรวาลผีท้องถิ่นไปกับนิทรรศการ “The Untold Story เรื่องผีท้องถิ่นที่ไม่เคยถูกเล่า”

21/10/2024

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จัดนิทรรศการ ‘The Untold Story เรื่องผีท้องถิ่นที่ไม่เคยถูกเล่า’ หยิบตำนานเรื่องผีท้องถิ่น ที่ไม่เคยถูกเล่ามาตีความใหม่ด้วยไอเดียสร้างสรรค์ จากมุมมองศิลปินของไทยที่มาร่วมส่งต่อจินตนาการ และแรงบันดาลใจใหม่ ๆ สู่ต้นแบบคาแรกเตอร์ผีไทยพลิกทุนทางวัฒนธรรมสู่การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศให้มากขึ้น โดยสามารถเยี่ยมชมนิทรรศการได้ฟรีตั้งแต่วันนี้จนถึง 22 พฤศจิกายน 2567 ตั้งแต่เวลา 10.30 – 19.00 น. (ยกเว้นวันจันทร์) ณ ห้อง Gallery ชั้น 1 TCDC กรุงเทพฯนิทรรศการ ‘The Untold Story เรื่องผีท้องถิ่นที่ไม่เคยถูกเล่า’ แบ่งส่วนจัดแสดงออกเป็น 3 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 ‘ปลุกตำนานผีท้องถิ่น’ ส่วนนิทรรศการที่บอกเล่าถึงแนวคิดเริ่มต้นที่นำเอาเรื่องผี ที่แม้จะถูกหยิบนำไปต่อยอด และสร้างรายได้ในอุตสาหกรรมบันเทิงในฐานะทุนทางวัฒนธรรม แต่ก็ยังมีผีท้องถิ่นตามคำบอกเล่าที่มีคาแรกเตอร์น่าสนใจ และยังเป็นต้นทุนที่สามารถนำไปต่อยอด ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ต่อไปโซนที่ 2 ‘สวัสดีผีใหม่’ เป็นส่วนนิทรรศการที่จัดแสดงคาแรกเตอร์ผีท้องถิ่นที่ถูกตีความ ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์โดย 6 ศิลปินชาวไทย ได้แก่ Linghokkalom, Ployjaploen, Autumnberry, MarkSuttipong, Tiicha และ Twofeetcat สู่คาแรกเตอร์ร่วมสมัยกว่า 90 แบบ โดยการตีความของศิลปินทั้ง 6 คน ที่ไม่ได้ถูกตีกรอบจินตนการเรื่องผีให้อยู่ในมุมที่น่ากลัว แต่จะเป็นการนำเสนอเรื่องราวผีพื้นถิ่นในมุมมองใหม่ ให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้นโซนที่ 3 ‘เตรียมเดบิวต์’ เป็นส่วนนิทรรศการที่จะพาไปสำรวจข้อมูลถิ่นที่อยู่ของผีพื้นถิ่นในแต่ละภูมิภาค รวมถึงแนวทางที่จะยกระดับเรื่องเล่า หรือมรดกทางวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่นับเป็นขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ต่อยอดสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์แขนงต่างๆ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวก และเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจได้มากขึ้นครีเอเตอร์ผู้สร้างสรรค์คาแรคเตอร์ในนิทรรศการตัวแทนผู้จัดนิทรรศการ The Untold Storyเลอชาติ ธรรมธีรเสถียร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาความรู้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ CEAแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/celebonline/detail/9670000094389

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

15 กิจกรรมที่คุณต้องลองทำ เมื่อออกเดินทางตามลำพัง

21/10/2024

“การเที่ยวคนเดียว” กำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวที่ต้องการก้าวข้ามความไม่คุ้นเคยของตัวเองที่จะต้องเดินทางตามลำพัง ในด้านหนึ่ง มันคือการเดินทา่งที่คุณจะได้พบกับความอิสระที่แท้จริง คิดเองตัดสินใจเองไม่มีใครขัดใครค้าน แต่ในอีกด้านหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือมันก็แอบโดดเดี่ยวอยู่เหมือนกัน สถานการณ์ที่คุณเจอตรงหน้า ไม่ว่าจะสุขหรือจะทุกข์ ยิ้มกว้างหรือร้องไห้ คุณจะต้องผ่านประสบการณ์พวกนั้นไปโดยลำพัง ไม่มีใครที่คุณจะร่วมแชร์ประสบการณ์และความรู้สึก ณ ขณะนั้นได้ จนกว่าคุณจะเล่าให้เพื่อนฟังภายหลังถึงอย่างนั้น ประสบการณ์การเดินทางคนเดียวก็เป็นประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร หากคุณไปถามใครต่อใครที่เขาเคยเป็นนักเดินทางที่ชอบเดินทางไปไหนมาไหนตัวคนเดียว คุณจะได้คำตอบกลับมาคล้าย ๆ กันว่าเหมือนประสบความสำเร็จไปอีกขั้นในการท้าทายตัวเอง และช่วงเวลานั้นก็รู้สึกเหมือนยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกเลยทีเดียวเชียว มีข้อดีมากมายที่รอคุณอยู่สำหรับการเดินทางคนเดียว ส่วนข้อเสียมักจะเป็นเรื่องของความปลอดภัยเสียมากกว่า ซึ่งถ้าคุณทำการบ้านก่อนเดินทาง วางแผนเป็นอย่างดีและไม่ประมาท คุณก็จะไม่เสี่ยงอันตรายใด ๆบางครั้งอิสระอย่างเต็มที่ในการเดินทางคนเดียวอาจฟังดูน่ากลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคุณเป็นคนประเภทที่ไม่ชอบเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันและการแก้ไขสถานการณ์ที่ไม่มีแผนล่วงหน้า อย่างไรก็ดี คุณไม่ควรพลาดที่จะลองทำ 15 กิจกรรมนี้ด้วยตัวคนเดียวระหว่างที่คุณเดินทางตามลำพัง กิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นจุดประสงค์ของการเดินทางคนเดียว เพื่อยกระดับประสบการณ์การเที่ยวของคุณ และเพื่อค้นพบอะไรบางอย่างที่มีแค่ตัวคุณเองเท่านั้นที่รู้ว่าคืออะไร เราบอกได้แต่เพียงว่า ทุก ๆ ที่ที่คุณไป ทุกกิจกรรมที่คุณทำ หากมันเป็นสิ่งที่คุณต้องการ คุณจะไม่รู้สึกว่ามันเป็นการเสียเวลาเปล่า1. ไปนั่งกินมื้อค่ำที่ร้านอาหารอุตส่าห์ไปเที่ยวต่างที่ต่างถิ่นทั้งที อย่าเอาแต่กินอาหารสำเร็จรูปหรือซื้ออาหารปรุงสำเร็จจากข้างนอกเข้ามานั่งกินเงียบ ๆ เหงา ๆ คนเดียวในที่พักเลย มันไม่สนุกหรอก ทำอะไรที่มันท้าทายกว่านั้นดีกว่า การออกไปนั่งร้านอาหารคนเดียวไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องเขินอาย มีคนอีกครึ่งค่อนโลกที่นั่งกินข้าวที่ร้านอาหารคนเดียวแบบที่คุณกำลังจะทำ หลาย ๆ ร้านมีที่นั่งประเภทบาร์สำหรับต้อนรับลูกค้าที่มาคนเดียวด้วย ฉะนั้น จงให้รางวัลตัวเองด้วยการไปเพลิดเพลินกับมื้อค่ำเลิศรส ณ ร้านอาหารที่คุณปักหมุดทำการบ้านมาล่วงหน้าแล้ว โดยไม่ต้องสนใจสายตาใคร2. ออกไปนั่งมองวิถีชีวิตของผู้คนนานทีปีหนที่คุณจะได้ลางานยาว ๆ มาเที่ยวพักผ่อนในสถานที่ที่คุณไม่คุ้นเคย อย่าพลาดกิจกรรมออกไปนั่งมองวิถีชีวิตของผู้คนว่าคนท้องถิ่นเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร มันอาจจะไม่ใช่ไลฟ์สไตล์ที่แปลกประหลาด แต่เชื่อเถอะว่าคุณไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้หรอกทั้งที่กิจวัตรของตัวคุณเองก็เป็นแบบนั้น ดังนั้น การนั่งในร้านอาหารที่โต๊ะอยู่ริมหน้าต่างหรือทางเท้า การไปนั่งเล่นตามม้านั่งในสวนสาธารณะ หรือไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง คุณจะได้พบกับความบันเทิงชั้นยอด เฝ้ามองการแต่งตัวของผู้คนที่เดินผ่านไป การปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน คุณจะได้อะไรมากกว่าที่คิดนะ!3. เข้าไปกลมกลืนกับคนท้องถิ่นแม้ว่าการพูดคุยกับคนแปลกหน้าอาจจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่ากลัวเมื่อคุณเดินทางคนเดียว แต่ก็ไม่อยากให้คุณพลาดโอกาสนี้สักเท่าไร เพราะมันคุ้มค่ามากกว่าที่คุณคิดนะ การเที่ยวแบบที่ไม่เหมือนนักท่องเที่ยวน่ะ มันจะทำให้คุณสัมผัสถึงพลังแห่งการเยียวยามากที่สุด รู้สึกสบายกายสบายใจมากที่สุด บางเรื่อง เมื่อได้พูดคุยกับคนที่ไม่รู้จัก หรือคนที่คิดว่าน่าเจอกันเพียงครั้งเดียว จะช่วยให้คุณสบายใจมากกว่าอยู่กับคนสนิทเสียอีก หรือบางทีคุณอาจจะพยายามทำตัวกลมกลืนหรือตีซี้ไปคนท้องถิ่น เพื่อหวังซึมซับชีวิตความเป็นอยู่และบรรยากาศแบบท้องถิ่นนั้น ๆ ก็ดีไม่น้อย4. ลองสื่อสารด้วยภาษาท้องถิ่นนั้น ๆหลายคนที่มีแพลนจะไปเที่ยวต่างประเทศ มักตอบสนองความตื่นเต้นที่จะได้ไปเที่ยว ด้วยการไปเรียนภาษาที่ประชากรของประเทศที่คุณจะเดินทางไปใช้สื่อสารกัน เพื่อเตรียมความพร้อมเบื้องต้นสำหรับการไปเที่ยว มันเป็นความคิดที่ดีมาก ๆ เลยนะที่คุณพยายามทำความคุ้นเคยกับการสนทนาพื้นฐานของภาษาอื่น ๆ ภาษาที่ใช้กันในประเทศที่คุณจะเดินทางไปเที่ยว มันเป็นเรื่องที่นักเดินทาง (คนเดียว) ควรจะรู้ไว้ พวกวลีหรือประโยคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน การขอความช่วยเหลือ ฯลฯ แม้ว่าคุณจะออกเสียงไม่ถูกต้องเป๊ะ ๆ แต่ก็น่าชื่นชมในความพยายาม5. ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติได้เดินทางทั้งที อย่าเอาแต่อุดอู้อยู่ในห้องพัก หรือเดินเที่ยวอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวในร่มที่คนสร้างขึ้น แต่จงออกไปสัมผัสกับของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้โลกใบนี้บ้าง ก่อนเดินทาง คุณสามารถหาข้อมูลได้ว่าจุดหมายปลายทางที่คุณจะไปนั้นมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจอะไรบ้าง จากนั้นก็เลือกระดับการผจญภัยที่คุณสนใจได้เลย เที่ยวคนเดียว พักผ่อนอยู่ตามลำพังแบบนี้ คุณไม่จำเป็นต้องโลดโผนอะไรนักหรอก แค่เดินคดเคี้ยวไปตามเส้นทางเดินป่า ขี่จักรยานผ่านเส้นทางสวนสาธารณะ หรือนั่งเล่นริมชายหาด ก็เติมพลังได้เหมือนกัน6. ทำกิจกรรมร่วมกับฝูงชนบางทีการอยู่ในที่สงบ ๆ หรืออยู่ท่ามกลางแมกไม้เขียวขจีอาจไม่ใช่เป้าหมายที่ดีที่สุดสำหรับคุณ เพราะคุณอยากที่ดื่มด่ำกับกิจกรรมสนุก ๆ ที่เต็มไปด้วยความบันเทิงและสีสันที่สนุกสนานมากกว่า ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร ลองค้นหากิจกรรมในท้องถิ่นหรืองานอีเวนต์ที่จัดขึ้นในที่ชุมนุมชน อย่างตลาด การแข่งขันกีฬา เทศกาล ขบวนพาเหรด หรืออะไรอื่น ๆ ที่คุณสนใจ เป็นอีกหนทางที่ดีในการเข้าถึงจุดหมายปลายทางอย่างดื่มด่ำ7. การเดินทางแบบชาญฉลาดและปลอดภัยไว้ก่อนการออกเดินทางด้วยทัศนคติที่ว่า “อาจเกิดเรื่องไม่คาดฝันได้” ไม่ได้ทำให้คุณดูเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายแต่อย่างใด แต่มันทำให้คุณได้เตรียมตัวให้พร้อมต่างหาก ใช้มาตรการการป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดคิดทุกอย่างที่คุณจะสามารถนึกออก หรือทำการบ้านจากการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ จากเว็บไซต์กระทรวงการท่องเที่ยวของประเทศนั้น ๆ หรือแม้แต่อ่านรีวิวของคนอื่น ๆ รวมถึงบอกแผนการเดินทางของคุณกับคนที่คุณรักอย่างน้อย 2-3 คนก่อนจะเดินทางก็ดี8. ทำในสิ่งที่คุณไม่คุ้นเคยยกระดับการเดินทางของคุณให้ท้าทายและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ด้วยการจัดตารางทำกิจกรรมที่คุณไม่เคยทำมาก่อนหรืออะไรก็ตามที่คุณไม่คุ้นเคย เพียงแต่คุณคิดว่ามันน่าสนุก มันจะช่วยยกระดับประสบการณ์การเดินทางของคุณให้น่าประทับใจได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด9. เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นแบบง่าย ๆ ที่พิพิธภัณฑ์มันคงจะเป็นการเดินทางที่ตราตรึงใจไม่น้อยเลยนะ ที่คุณได้มีโอกาสเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นที่คุณเดินทางไปเยือน บางคนชอบเรื่องราวที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นแบบเจาะลึก หรือแบบเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเท่าที่มัคคุเทศก์จะมอบให้ได้ แต่สำหรับการเข้าไปเดินเที่ยวในพิพิธภัณฑ์ การไปคนเดียวจะทำให้คุณมีอิสระในการเดินเล่น และใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่คุณสนใจได้นานเท่าที่คุณต้องการ10. บันทึกการเดินทางหลายคนชอบบันทึกภาพหรือวิดีโอในสถานที่ที่คุณไป แน่นอนว่าภาพถ่ายและวิดีโอจะทำให้คุณจดจำสถานที่ที่คุณเคยไปได้ แต่สมุดบันทึกและการเขียน วิธีสุดเบสิก จะทำให้คุณได้บันทึก “ความรู้สึก” ระหว่างที่คุณอยู่ ณ สถานที่นั้น การบันทึกการเดินทาง รวมถึงบันทึกความคิด ความรู้สึกของคุณในขณะนั้น คุณสามารถทำได้มากมายหลายวิธี คุณจะเขียนเป็นตัวหนังสือ ร่างเป็นภาพ ติดเทปลงบนตั๋วหรือใบเสร็จร้านค้าต่าง ๆ เก็บดอกไม้แห้ง หรือจะวาดภาพทิวทัศน์อันงดงามวิจิตรตระการตาก็ได้ ไม่ได้มีกฎตายตัวเสียหน่อย11. ส่งโปสการ์ดเป็นเรื่องจริงที่โปสการ์ดกำลังจะหายไปเพราะโซเชียลมีเดีย ถึงมันจะเป็นวิธีที่ล้าสมัยไปหน่อย แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการไปเที่ยว แล้วคุณยังแวะส่งโปสการ์ดกลับมาหาตัวเองและส่งให้เพื่อน ๆ ด้วยนั้น มันมีเสน่ห์แค่ไหน ข้อความที่คุณพยายามกลั่นกรองแล้วเขียนลงบนแผ่นกระดาษที่มีที่ให้เขียนไม่มากนัก มันช่วยให้คุณได้เรียนรู้ว่าใจความสำคัญคืออะไร ที่สำคัญ มันเป็นวิธีคลาสสิกที่ใช้สื่อสารกับตัวคุณเองและเพื่อน ๆ ของคุณได้ลึกซึ้งกว่า12. พกหนังสือดี ๆ ไปนั่งอ่าน หรือฟังเพลงดี ๆคนเราไม่ได้กระหายความตื่นเต้นกระฉับกระเฉงอยู่ตลอดเวลาหรอกนะ บางทีคุณอาจจะอยากได้มุมสงบ ๆ มุมใหม่ แล้วใช้เวลาอยู่เงียบ ๆ คนเดียวก็เป็นได้ เพื่อไม่ให้ตัวเองสูญเสียความสงบอันมีค่าไปอย่างเปล่าประโยชน์ การพกหนังสือดี ๆ ไปนั่งอ่าน หรือสวมหูฟัง เปิดเพลงเพราะ ๆ แล้วหลับตาลงสักครู่ มันช่างจรรโลงได้ดีเชียวล่ะ13. ลองเที่ยวแบบอาสาสมัครอัปเกรดการเดินทางเที่ยวธรรมดา ๆ ให้เหมือนกับการออกค่ายฤดูร้อนในสมัยเรียน ด้วยการเที่ยวแบบอาสาสมัคร เดินทางไกลอย่างมีจิตสาธารณะ ไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็นการออกค่ายแบบเวอร์ชันของคุณก็เป็นได้ ค้นหาสถานที่ต่าง ๆ ที่รับสมัครอาสาสมัครไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ในต่างแดน แล้วสมัครเข้าร่วมเดินทางดูสักตั้ง!14. เชื่อในสัญชาตญาณของตัวเองมันอาจจะฟังดูน่าเหลือเชื่อ แต่คุณน่ะไว้ใจสัญชาตญาณของตัวเองได้มากกว่าที่คิดนะ โดยเฉพาะในยามออกเดินทาง ก่อนจะตัดสินใจก้าวขาไปทิศทางไหน ลองตั้งใจฟังความรู้สึกลึก ๆ ในใจตัวเองที่เกี่ยวกับผู้คน สถานที่ หรือสิ่งของต่าง ๆ ต่อให้รู้สึกแปลกแค่ไหน ก็ลองมั่นใจกับความรู้สึกนั้นดู อย่าเพิ่งเพิกเฉยกับมัน เพราะสัญชาตญาณ หากมีอะไรก็ตามที่ทำให้คุณรู้สึกไม่ปลอดภัย มันก็มักจะเป็นเช่นนั้น คุณจึงต้องพยายามปกป้องตัวเอง แล้วคุณจะได้รู้ว่าคุณเพิ่งหลีกเลี่ยงวิกฤติที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยตัวคุณเอง จากความรู้สึกแปลก ๆ นั่นล่ะ!15. ทำความรู้จักตัวเองเมื่อได้ออกเดินทางตามลำพัง อย่าพลาดที่จะใช้เวลาพูดคุยกับ “ตัวของคุณเอง” การเดินทางอาจทำให้คุณได้ค้นพบจุดหมายปลายทาง แต่มันกลับไม่ใช่หนทางที่จะพัฒนาตนเอง แม้ว่าคุณจะคิดว่าตัวเองมีอิสระอยู่ตลอดเวลา ทว่าคนเรามักจะมีกรอบของ comfort zone ล้อมรอบไว้อยู่เสมอนั่นแหละ ในการเดินทางคนเดียว คุณสามารถวางสิ่งเหล่านี้ไว้เบื้องหลังในชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นลองสำรวจความคิดและทำความรู้จักตัวเองดูอีกสักทีแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ sanookhttps://www.sanook.com/travel/1449479/

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

การวางแผนทางการเงิน

เพราะอะไรคนรวยถึงไม่พึ่งหวย นี่คือ 3 ข้อแตกต่างของเศรษฐีที่ทำไม่เหมือนคนทั่วไป

18/10/2024

ในโลกนี้ ผู้คนล้วนมีความแตกต่างกันออกไป ทั้งในเรื่องการใช้ชีวิต การทำงาน ตลอดจนการใช้เงินที่ไม่เหมือนกัน แต่เราเคยสงสัยพร้อมกับตั้งคำถามว่า บุคคลที่ร่ำรวย ประสบความสำเร็จ พวกเขามีวิธีการใช้จ่ายอย่างไรในแต่ละวันTrey Lockerbie ซีอีโอและเจ้าของรายการพอดแคสต์ “We Study Billionaires” ได้สัมภาษณ์มหาเศรษฐี 25 คน และมากกว่า 100 คนที่สร้างฐานะขึ้นมาจนเป็นเศรษฐี รวมถึงนักลงทุนที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็น Howard Marks และ Cathie Woodsสิ่งที่เรียนรู้จากการศึกษา นั่นคือคนรวยพวกเขาไม่มีความคิดเรื่องลอตเตอรี่ หรือความเชื่อที่ว่าทางลัดนำไปสู่ความมั่งคั่งต้องอาศัยการเสี่ยงโชค เสี่ยงดวง และนี่คือนิสัย 3 ข้อ ที่มหาเศรษฐีเป็นกัน และใคร ๆ ก็สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้1. คนรวยจะไม่ทำอะไรด้วยความกลัว หรือมีแรงกระตุ้นคนที่ประสบความสำเร็จทางการเงินมากที่สุด จะมีความหลงใหลในการไขปริศนา และพวกเขาก็จะปฏิบัติกับตลาดหุ้นในลักษณะเดียวกันการสัมภาษณ์ Howard Marks มหาเศรษฐี ผู้ร่วมก่อตั้ง Oaktree Capital Management กล่าวว่ามีการพูดคุยถึงช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสภาวะถดถอย และการแพร่ระบาด แทนที่จะตัดสินใจด้วยความกลัว แต่เขาโฟกัสไปที่ข้อมูล และโอกาสที่เป็นไปได้ มากกว่าที่จะคำนึงถึงความเสี่ยง และข้อเสียแนวทางนี้ทำให้เขาประสบความสำเร็จเดิมพันหนี้ของบริษัทที่มีปัญหาในช่วงวิกฤตการเงินในปี 2008 สู่ผลกำไรราว 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่นักลงทุนได้รับหากคุณต้องพบว่าตัวเองกำลังเผชิญอยู่กับความไม่แน่นอน Marks แนะนำว่าควรดึงอารมณ์ออกจากสมการ และมองหาวิธีที่คุณสามารถทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ เป็นไปตามผลลัพธ์ที่คุณต้องการ2. คนรวยมีความอดทน และคิดระยะยาวหนึ่งในปัจจัยความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ Warren Buffett คือการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโต สร้างมูลค่าในอนาคต ไม่ว่าช่วงนั้นราคาหุ้นจะตกมากแค่ไหนก็ตามเศรษฐีหลายคนชื่นชมแนวทางของ Buffett และใช้ความอดทนที่จะทำตาม โดย Brian Chesky ผู้ร่วมก่อตั้ง Airbnb เผยช่วงเวลาที่ได้รับประทานอาหารร่วมกับ Jeff Bezos และ Buffett ว่า Bezos เล่าถึงการพบกันครั้งแรกระหว่างเขากับ Buffett พร้อมกับคำถามที่ว่า “วิทยานิพนธ์การลงทุนของคุณนั้นง่ายมาก ทำไมทุกคนถึงไม่เลียนแบบคุณล่ะ”Buffett ตอบกลับมาว่า “เพราะว่าไม่มีใครต้องการรวยแบบช้า ๆไง”3. คนรวยจะพูด “ไม่” มากกว่า “ใช่”การสัมภาษณ์ David Rubenstein เศรษฐีผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Carlyle Group โดยเขาคือคนใจบุญ และยังเป็นผู้เขียนหนังสืออีกด้วยเมื่อถูกถามว่าเขาทำสิ่งต่าง ๆ สำเร็จได้อย่างไร เขาจดบันทึกทุกสิ่งที่ไม่ทำ ไม่ว่าจะเป็น ไม่เล่นกอล์ฟ, ไม่ดื่มแอลกอฮอล์, ไม่ดู Netflix เขาหลีกเลี่ยงกับสิ่งที่ทำให้เวลาหมดไป เช่นเดียวกับ Jesse Itzler มหาเศรษฐีผู้ร่วมก่อตั้ง Marquis Jet ที่เห็นด้วยกับพลังของการพูดคำว่า “ไม่” โดยเขาบอกว่า ช่วงอายุระหว่าง 20-30 ปี เป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมกับการพูดคำว่า “ใช่” เพราะคุณต้องการเครือข่าย, ต้องการเปิดเผย และสร้างตัวตน แต่ถ้าคุณอายุ 40 ปีปลาย ๆ แล้ว เป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะพูดคำว่า “ไม่” และควบคุมเวลาของคุณอย่างเต็มที่ที่มา: CNBCแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ smartsmehttps://smartsme.co.th/content/252032/

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันภัย

คำศัพท์ที่ควรทราบด้านประกันภัย

18/10/2024

คอลัมน์ : คุยฟุ้งเรื่องการเงินผู้เขียน : Actuarial Business Solutions [ABS]ในยุคที่การประกันภัยเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปกป้องทรัพย์สินและชีวิต เรามาทำความรู้จักกับคำศัพท์สำคัญในวงการประกันภัยกันเถอะ เพื่อให้คุณเข้าใจมากขึ้น และเลือกประกันที่เหมาะสมได้อย่างมั่นใจ ปลดล็อกความซับซ้อนและเตรียมพร้อมสู่การตัดสินใจที่ดี1. Life Annuitiesเงินรายปี คือการรับประกันชีวิตรูปแบบหนึ่งที่บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับเงินรายปีเป็นระยะเวลาที่ตกลงกัน โดยทั่วไปจะจ่ายจนกว่าผู้เอาประกันชีวิตจะเสียชีวิต หรืออาจจะจ่ายในระยะเวลาที่กำหนดก็ได้ ซึ่งเงินนี้อาจจะจ่ายเป็นรายปี รายครึ่งปี หรือรายเดือนก็ได้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในกรมธรรม์โดยเงินที่บริษัทประกันชีวิตจ่ายให้แก่ผู้รับเงินรายปี ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบเงินรายปี ซึ่งผู้รับประกันภัยสัญญาว่าตราบใดที่ผู้เอาประกันชีวิตยังอยู่ บริษัทจะจ่ายเงินให้ตลอดไปจนกว่าจะเสียชีวิต หรือจะจ่ายให้ระยะเวลาหนึ่งตามที่ตกลงกันไว้ เงินรายปีนี้อาจจะจ่ายเป็นงวด รายปี รายครึ่งปี หรือรายเดือนก็ได้ จำนวนเงินที่จ่ายอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้- ผู้รับเงินรายปี คือบุคคลที่ได้รับเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิต ซึ่งอาจมีการกำหนดให้จ่ายเงินเป็นงวด ๆ ได้- เบี้ยประกันแบบชำระครั้งเดียว คือการจ่ายเบี้ยประกันเพียงครั้งเดียว ณ เวลาที่เริ่มต้นสัญญาตัวอย่างของประกันชีวิตแบบจ่ายเงินรายปี ได้แก่- เงินรายปีชั่วคราว จ่ายเงินเป็นงวดตามระยะเวลาที่กำหนด หรือจนกว่าผู้เอาประกันชีวิตจะเสียชีวิต- เงินรายปีตลอดชีพ จ่ายเงินรายปีจนกว่าผู้เอาประกันชีวิตจะถึงแก่ความตาย- เงินรายปีแบบเลื่อนการรับ ผู้เอาประกันชีวิตเลือกที่จะไม่รับเงินในทันที แต่จะรอรับในเวลาที่ตกลงกัน- เงินรายปีแบบรับรอง จ่ายเงินเป็นประจำไม่ต่ำกว่าระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่คำนึงว่าผู้รับเงินจะมีชีวิตอยู่หรือไม่2. Joint Insuranceประกันภัยร่วม หมายถึงกรมธรรม์ที่มีผู้เอาประกันภัยตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ตัวอย่างเช่น- ประกันชีวิตร่วมของสามีและภรรยา จ่ายผลประโยชน์เมื่อคนใดคนหนึ่งยังมีชีวิตอยู่- ประกันชีวิตร่วมสำหรับคู่ธุรกิจ จ่ายผลประโยชน์เมื่อมีการเสียชีวิตของบุคคลใดบุคคลหนึ่งข้อกำหนดของผู้เอาประกันภัยร่วม คือข้อกำหนดในกรมธรรม์ที่กำหนดให้มีการร่วมกันเป็นผู้เอาประกันภัยของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป- เงินรายปีร่วมชีวิต จ่ายเงินแก่ผู้เอาประกันภัยตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป จนกระทั่งผู้เอาประกันภัยคนใดคนหนึ่งเสียชีวิต- การประกันชีวิตร่วม เป็นกรมธรรม์ที่มีผู้เอาประกันชีวิตหลายคน โดยสามารถเป็นแบบตลอดชีพ หรือแบบสะสมทรัพย์ได้การรู้จักคำศัพท์ในวงการประกันภัยเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริโภคในยุคนี้ เพื่อให้คุณสามารถทำความเข้าใจในเงื่อนไขและข้อกำหนดต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น มั่นใจในทุกการตัดสินใจ และสร้างความมั่นคงให้กับตัวเองและคนที่คุณรัก หากคุณมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันภัย หรือคำศัพท์ที่ไม่เข้าใจอย่าลืมสอบถามตัวแทนประกันภัย หรือค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุดสำหรับคุณแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1670090

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

X