คลังความรู้

Everyday knowledge for you

ประกันชีวิต

เอไอเอ ปฏิวัติวงการประกันยูนิต ลิงค์ สร้างนวัตกรรมใหม่ ให้คนไทยสร้างรายได้พร้อมรับความคุ้มครองไปกับ AIA ELITE INCOME PRESTIGE (UNIT LINKED)

22/01/2026

  •  เอไอเอ ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดประกันยูนิต ลิงค์ 16 ปีซ้อน เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ AIA ELITE INCOME PRESTIGE (UNIT LINKED) เพื่อสร้างโอกาสรับรายได้สม่ำเสมอ พร้อมรับความคุ้มครองชีวิตเพื่อความมั่นคงในระยะยาว  •  จุดเด่นหลัก ช่วยปิดจุดอ่อนของแบบประกันในยุคดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งมาพร้อม Ecosystem ที่มุ่งตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าสินทรัพย์สูงอย่างครบวงจรกรุงเทพฯ 22 มกราคม 2569 - เอไอเอ ประเทศไทย เดินหน้าพันธกิจสร้างความมั่งคั่งให้กับคนไทย เพื่อความมั่นคงในชีวิตระยะยาว ผ่านผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิต ลิงค์) ซึ่งเอไอเอ เป็นผู้นำด้วยส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่ง ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยูนิต ลิงค์ ต่อเนื่องมานานกว่า 16 ปี[1] และล่าสุดกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “AIA ELITE INCOME PRESTIGE (UNIT LINKED)” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Wealth-Life-Balance” นับเป็นการปฏิวัติวงการประกันยูนิต ลิงค์ ของไทย ด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านการประกันชีวิตและการลงทุน ที่มุ่งตอบโจทย์ด้านการวางแผนชีวิต สุขภาพ และการเงินให้แก่ลูกค้า โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าสินทรัพย์สูง (High Net Worth) ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการทางด้านการเงินที่หลากหลาย และมองหาการลงทุนในรูปแบบที่แตกต่าง โดยผสานความร่วมมือกับบริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน เอไอเอ (ประเทศไทย) จำกัด ออกแบบกองทุนที่ช่วยสร้างโอกาสรับรายได้ตั้งแต่ปีแรก ให้เงินทำงาน เพื่อพาคนไทยไปสู่เป้าหมายทางการเงินที่มั่นคงอย่างยั่งยืนคุณชลิดา นครชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในฐานะที่เอไอเอ เป็นผู้นำตลาดประกันยูนิต ลิงค์ มาอย่างยาวนาน เรามองเห็นโอกาสของตลาดที่ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากที่ประกันยูนิต ลิงค์ เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่สามารถช่วยลูกค้าวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในช่วงปลายปีที่ผ่านมาเราจึงได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ AIA ELITE INCOME PRESTIGE (UNIT LINKED) ไปกับพลังตัวแทนทั่วประเทศ โดยได้ผลตอบรับที่ดีมากจากตัวแทนและลูกค้า ซึ่งผลิตภัณฑ์ตัวนี้เป็นแบบประกันยูนิต ลิงค์ ใหม่ล่าสุดที่เราได้นำนวัตกรรมทั้งในด้านความคุ้มครองและการลงทุนมาผนวกไว้ด้วยกัน ถือเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงของเอไอเอในปี 2569 เพราะเราอยากพาลูกค้าทุกท่านก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่งคั่งและมั่นคงไปพร้อมกัน“ที่สำคัญ AIA ELITE INCOME PRESTIGE (UNIT LINKED) เป็นนวัตกรรมใหม่ที่สร้างความแตกต่างให้กับตลาดโดยมุ่งเน้นที่การนำความสำเร็จของลูกค้ามาต่อยอด เพื่อให้เงินเก็บของลูกค้าได้มีโอกาสสร้างรายได้ที่มากขึ้น ซึ่งมีจุดเด่นที่น่าสนใจ ได้แก่  •  สร้างโอกาสรับรายได้ระยะยาวตั้งแต่ปีแรกเป็นประกันยูนิต ลิงค์ แรกของไทย ที่ช่วยสร้างโอกาสรับรายได้การลงทุนในกองทุน AIA Global Active Income Fund  (AIA-GAIF) ซึ่งเป็นกองทุนประเภท Auto Redemption ที่เน้นกลยุทธ์สร้างรายได้จากหลากหลายสินทรัพย์ ซึ่งบริหารโดยผู้เชี่ยวชาญอย่าง บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย)  •  เข้าถึงง่าย ไม่ต้องกังวลหากมีปัญหาสุขภาพเป็นประกันยูนิต ลิงค์ แรกของไทย ที่ไม่ต้องตรวจและไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพ[2]  •  ลงทุนได้อย่างเต็มที่เพื่อการสร้างรายได้ที่มากขึ้นเป็นประกันยูนิต ลิงค์ แรกที่ชำระเบี้ยประกันภัยรายงวดของเอไอเอที่ไม่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการประกันภัยสำหรับเบี้ยประกันภัยหลัก[3]  •  จ่ายเบี้ยเพียง 5 ปี คุ้มครองตลอดชีพวางแผนง่ายจ่ายเบี้ยประกันภัยเพียง 5 ปี คุ้มครองตลอดชีพ ถึงอายุ 99 ปี (หรือตราบเท่าที่มูลค่ารับซื้อหน่วยลงทุนเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามตารางค่าธรรมเนียมกรมธรรม์) และรับประกันภัยตั้งแต่อายุ 15 วัน – 70 ปี เบี้ยประกันภัยเริ่มต้น 500,000 บาท  •  คุ้มค่าระยะยาวด้วยโบนัสสำหรับการเติบโตหน่วยลงทุน (Performance Bonus)รับ Performance Bonus[4] 0.25% ของมูลค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุนของเบี้ยประกันภัยหลัก ตั้งแต่ปีที่ 10 เป็นต้นไป  •  เพิ่มมูลค่าผลประโยชน์เพื่อส่งต่อได้ตามที่ตั้งใจส่งต่อสินทรัพย์ยังคนที่คุณตั้งใจ ด้วยความคุ้มครอง 110% ของเบี้ยรวมที่ชำระมาแล้ว หรือมูลค่าหน่วยลงทุน บวกด้วย 10% ของเบี้ยประกันภัยหลักที่ชำระมาแล้วทั้งหมด ซึ่งเราจะจ่ายในแบบใดแบบหนึ่งที่มากกว่าเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของลูกค้า“สำหรับผลิตภัณฑ์ตัวนี้เหมาะอย่างยิ่งกับกลุ่มลูกค้าสินทรัพย์สูง ที่มีความต้องการแผนการเงินไว้ช่วยตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย เช่น กลุ่มผู้บริหารที่อยากคงชีวิตที่มีคุณภาพไว้เป็นรางวัลตอบแทนตัวเอง กลุ่มเจ้าของกิจการที่อยากวางมือ แต่ยังต้องการให้เงินทำงานเพื่อตอบแทนความสำเร็จในชีวิตและส่งต่อไปยังลูกหลาน รวมถึงกลุ่มผู้ปกครองที่อยากวางแผนการศึกษาของบุตรให้มั่นคงยิ่งขึ้น โดยให้เงินทำงานแทนเพื่อช่วยเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต” คุณชลิดา กล่าวเสริมว่า “นอกจากผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ ลูกค้าของเอไอเอยังได้รับบริการจากที่ปรึกษาทางการเงินกลุ่มลูกค้าสินทรัพย์สูง AIA Elite Advisor กว่า 3,400 คน ที่มีความรู้ด้านการวางแผนการเงินอย่างมืออาชีพ ร่วมด้วยเอกสิทธิ์ Legal Advisory บริการให้คำปรึกษาเบื้องต้นเพื่อช่วยลูกค้าบริหารจัดการทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพจากพันธมิตรของเอไอเอ เพื่อช่วยให้ลูกค้าส่งต่อความมั่งคั่งสู่ทายาทได้อย่างมั่นคงและราบรื่น ตลอดจนเอกสิทธิ์ในโครงการ AIA Prestige Club ทั้งด้านไลฟ์สไตล์ ทั้งการท่องเที่ยว สุขภาพ และอื่น ๆ อีกหลากหลาย ให้ลูกค้าได้ใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและมั่นคงยิ่งขึ้น”คุณสุขวัฒน์ ประเสริฐยิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) เผยว่า “เพื่อให้ตอบโจทย์ทางการเงินสำหรับลูกค้าของผลิตภัณฑ์ AIA ELITE INCOME PRESTIGE (UNIT LINKED) ทาง บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) จึงได้คิดค้นนวัตกรรมการลงทุนในกองทุนที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ ภายใต้ชื่อ AIA Global Active Income Fund (AIA-GAIF) ซึ่งมุ่งสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอให้แก่ผู้ลงทุนผ่านการรับซื้อหน่วยลงทุนอัตโนมัติ (Auto Redemption)[5] ด้วยกลยุทธ์การบริหารกองทุนในแบบ AIA Stewardship ซึ่งเน้นการคัดเลือกกองทุนต่างประเทศที่มีคุณภาพดี และกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างแหล่งรายได้ที่หลากหลาย รวมทั้งมีประวัติผลการดำเนินงานที่ดีและจ่ายปันผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้รับกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ พร้อมนำไปสู่เป้าหมายทางการเงินตามที่มุ่งหวังไว้“ทั้งนี้ บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) กำลังก้าวเข้าสู่ที่ปี 6 ในปีนี้ โดยตลอดระยะเวลา 5 ปีในการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา เราเป็น บลจ. ที่ติดอันดับ Top 5 ของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2568 เราปิดปีด้วยสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท [6] ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 4 ของประเทศ [6] นอกจากนี้เรายังภาคภูมิใจกับรางวัลต่าง ๆ ที่ได้รับจากสถาบันระดับนานาชาติ นับเป็นเครื่องหมายที่การันตีความสำเร็จและความทุ่มเทในการบริหารจัดการสินทรัพย์และการลงทุนเพื่อมุ่งสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับลูกค้าผู้ถือกรมธรรม์เอไอเอ ยูนิต ลิงค์ ซึ่งแน่นอน บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) ไม่หยุดที่จะพัฒนานวัตกรรมด้านการลงทุน รวมถึงนำศักยภาพและความเชี่ยวชาญจากกลุ่มการลงทุน AIA Investments และพันธมิตรผู้จัดการกองทุนทั่วโลกมาช่วยเติมเต็มความต้องการด้านการเงินให้กับคนไทย พร้อมทั้งผนึกความแข็งแกร่งกับผู้นำด้านการประกันชีวิตอย่าง เอไอเอ ประเทศไทย เพื่อสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพทางการเงินที่ดีขึ้น สร้างสมดุลในทุกมิติของชีวิต”หมายเหตุ:[1] ข้อมูลจากเอไอเอ ประเทศไทย ณ เดือนมกราคม 2569[2] การพิจารณารับประกันภัยเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของบริษัท เอไอเอ จำกัด[3] สำหรับค่าธรรมเนียมอื่นเป็นไปตามที่ระบุในกรมธรรม์[4] เป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ ทั้งนี้ หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด สิทธิในการได้รับโบนัสดังกล่าวจะสิ้นสุดลง และไม่สามารถรับสิทธิดังกล่าวได้อีก[5] กรณีลงทุนในกองทุนที่มีการรับซื้อหน่วยลงทุนอัตโนมัติ (Auto Redemption) จะมีการจ่ายเงินคืนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นรายงวดจากการรับซื้อหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติตามเงื่อนไขที่บริษัทจัดการกำหนดไว้[6] ข้อมูลจาก บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) ณ เดือนพฤศจิกายน 2568คำเตือน:  •  ผู้ขอเอาประกันภัยควรศึกษาทำความเข้าใจรายละเอียดข้อกำหนดและเงื่อนไขของความคุ้มครอง รวมทั้งข้อยกเว้นไม่คุ้มครองของผลิตภัณฑ์ประกันภัย และเงื่อนไขที่เอไอเอประกาศ ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง   •  ข้อกำหนดและเงื่อนไขของความคุ้มครองจะระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยที่ออกให้กับผู้ถือกรมธรรม์   •  การลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะผลิตภัณฑ์ เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ (aia.co.th) ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ข่าวการเงิน

ปีม้า-ปีใหม่ กับโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย

20/01/2026

คอลัมน์ : แบงก์ชาติชวนคุยผู้เขียน : ชญาวดี ชัยอนันต์, เพชรลักษณ์ บุญญาคุณากร ธนาคารแห่งประเทศไทยสวัสดีปีใหม่ค่ะทุกท่าน ! ปีงูเล็กที่ผ่านมา ถือว่าเต็มไปด้วยเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทั้งแผ่นดินไหว สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และน้ำท่วมใหญ่หลายจุดในประเทศไทย ปีใหม่นี้ เราทุกคนคงหวังว่าจะเป็นปีม้าที่ใจดีกับคนไทยมากขึ้น และพอเป็นช่วงต้นปี ก็เลยอยากชวนคุยโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ว่าเราจะพอเห็นสัญญาณที่ทำให้ยิ้มได้หรือไม่ แล้วก็ทำความเข้าใจกับปัญหาที่ต้องเจอ เพื่อเตรียมรับมือกับอุปสรรคหรือประเด็นใหม่ ๆ ไปพร้อม ๆ กันเราจะเจอกับ (ปี) ม้าติดหล่มไหม ?แบงก์ชาติคาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวช้าลง โดยจะโตเพียง 1.5% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำสุดในรอบหลายปี และน่าจะฟื้นตัวขึ้นได้เล็กน้อยในปี 2570 มาโตที่ 2.3% ซึ่งเมื่อเทียบกับอดีตที่เคยโต 5-7% แล้ว ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ สาเหตุหลักเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ซึ่งจำกัดศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายจากทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้เส้นทางข้างหน้า “ไม่ราบรื่น”ปี 2568 เราเห็นอาการคล้ายกับการ “ติดหล่ม” จากเครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกสินค้าที่ชะลอตัวลง หลังจากเร่งส่งล่วงหน้าไปแล้วเพราะกลัวจะเจอกับมาตรการภาษีของสหรัฐ จึงคาดว่าการส่งออกปีนี้จะโตลดลงจาก 12% เหลือต่ำกว่า 1%อีกสาเหตุคือ การใช้จ่ายภาครัฐที่อาจชะลอลงจากการเมืองที่เข้าสู่ช่วงเลือกตั้งใหม่ ทำให้งบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปประมาณหนึ่งไตรมาส ในช่วงปลายปีนี้จึงอาจเห็นรายจ่ายภาครัฐลดลง นอกจากนี้ ผลกระทบจากน้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ ยังน่าจะส่งผลต่อเนื่องมาถึงปีนี้ ซึ่งน่าจะฉุดการเติบโตของจีดีพีลงราว 0.1%อย่างไรก็ดี ในปี 2570 เมื่อสถานการณ์ทยอยคลี่คลาย คาดว่าการส่งออกและการใช้จ่ายภาครัฐกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ภาคท่องเที่ยวจะฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น แต่ยังมีเครื่องยนต์อื่นที่มีกำลังจำกัด เช่น การบริโภคภาคประชาชน ที่ยังอาจโตได้ช้ากว่าปกติจากรายได้แรงงานที่ขยายตัวได้ไม่มาก และหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้เราติดหล่มเรียกได้ว่าเศรษฐกิจไทยติดอยู่ในหล่มตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แม้เครื่องยนต์หลักจะยังพอขับเคลื่อนได้ แต่ถ้าไม่รีบปรับแก้แล้วเครื่องยนต์พร้อมใจกันแผ่ว เส้นทางข้างหน้าก็ไม่ได้ราบเรียบ เมื่อทั้งไม่แข็งแรงรวมกับแบกปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สะสมมานานในหลาย ๆ มิติ ทำให้ไทยขยับได้ไม่ไวเท่าประเทศอื่น แต่เพื่อไม่ให้การติดหล่มครั้งนี้ยาวนานออกไป ดังนั้นน่าจะมี 3 ส่วนหลักที่ต้องได้รับการเสริมสร้างและซ่อมแซมโดยเร็วส่วนแรก ผลิตภาพต่ำ ไทยยังพึ่งพาอุตสาหกรรมโลกเก่าและไม่ได้ลงทุนสำหรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ มานาน ทั้งภาคการผลิต เช่น การผลิตรถยนต์ที่ยังเป็นแบบสันดาปและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก ในขณะที่ทั่วโลกหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของเรายังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด ขณะที่คู่แข่งในเอเชียมีนักท่องเที่ยวมากกว่าช่วงก่อนโควิดและเพิ่มขึ้นเร็วกว่าไทย ก็สะท้อนความสามารถในการแข่งขันที่ด้อยลงเช่นกันส่วนที่สอง ภูมิคุ้มกันต่ำ ไทยมีระดับหนี้สูง โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 87% ของจีดีพี ไม่รวมกับหนี้นอกระบบที่ยังเป็นปัญหาของพี่น้องฐานราก ขณะที่หนี้ SMEs ก็ยังสูงและคุณภาพเริ่มด้อยลง ทำให้ในภาพรวมความสามารถในการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนลดลงไปด้วย ส่วนที่สาม ความเหลื่อมล้ำสูง เศรษฐกิจไทยเติบโตแบบ K-Shape มานาน ธุรกิจขนาดใหญ่แข็งแกร่ง แต่ธุรกิจ SMEs อ่อนแอ โดยธุรกิจใหญ่มีจำนวนเพียง 2% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมด แต่มีรายได้ถึง 83% การเข้าถึงสินเชื่อก็แตกต่างกันด้วย สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ยังคงเติบโตได้ในปี 2568 ขณะที่ธุรกิจ SMEs ประสบปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ เห็นได้จากยอดสินเชื่อที่หดตัวต่อกันถึง 13 ไตรมาส ส่วนหนึ่งเพราะเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง ธุรกิจจึงชะลอการลงทุนและใช้จ่าย ขณะที่สถาบันการเงินก็ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อโดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงมาตรการเฉพาะจุด ฉุดม้าขึ้นจากหล่มการแก้ไขทำได้ 2 ส่วน คือ ให้เครื่องยนต์ของเรามีกำลังมากขึ้น หรือให้หล่มตื้นขึ้น ซึ่งอย่างหลังคงทำได้ยากกว่า เพราะหลัก ๆ จะเป็นเรื่องภาวะเศรษฐกิจหรือการทำนโยบายของต่างประเทศ ซึ่งบทบาทของแบงก์ชาติที่ผ่านมา อย่างแรก คือ การดูเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินโดยรวม ผ่านการลดดอกเบี้ยนโยบายไป 4 ครั้งในปี 2568 มาอยู่ที่ 1.25% ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 3 ปี และเกือบจะต่ำที่สุดในโลก เพื่อช่วย “หล่อเลี้ยงเครื่องยนต์” ด้วยการลดต้นทุนหรือภาระทางการเงินของประชาชนและธุรกิจ แต่คงไม่ใช่ “การปรับเครื่องยนต์ใหม่” ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยหลุดออกจากปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างยั่งยืนแบงก์ชาติจึงเพิ่มบทบาทในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างให้มากขึ้น โดยออกมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะจุดควบคู่กับการปรับลดดอกเบี้ย โดยมาตรการแรกที่เริ่มไปแล้ว คือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) มาซื้อหนี้ NPL ของลูกหนี้รายย่อยที่รวมแล้วรายละไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อช่วยให้ลูกหนี้ปิดจบ หรือกลับมาชำระหนี้ได้ ด้วยยอดหนี้ที่ลดลงมาก ทำให้มีโอกาสกลับเข้าถึงสินเชื่อในระบบ และกลับมาจับจ่ายใช้สอยได้คล่องขึ้นอีกมาตรการ คือ โครงการ “กลไกการค้ำประกันสินเชื่อ” (SMEs Credit Boost) ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง กระทรวงการคลัง แบงก์ชาติ และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เพื่อชดเชยต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิตที่จะช่วยให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น โดยเฉพาะ SMEs ที่มีศักยภาพและมีแผนปรับตัวชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจมีเงินทุนที่จะเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเป็นรูปธรรมสองมาตรการทางการเงินนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการช่วยปรับเครื่องยนต์ให้มีกำลังแรงขึ้น โดยเน้นในเรื่องของคนตัวเล็กแต่มีจำนวนมาก เพื่อเพิ่มรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และจูงใจให้ปรับตัว ซึ่งแบงก์ชาติจะทยอยทำต่อ โดยเฉพาะการดึงคนฐานรากให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อหรือเงินกู้ในระบบ และเพิ่มความเป็นธรรมในระบบสินเชื่อให้ได้มากขึ้นในระยะต่อไปแต่แบงก์ชาติเพียงคนเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ทั้งหมด ทุกภาคส่วนมีบทบาทในการปรับตัว เร่งเครื่องยนต์ให้เศรษฐกิจผ่านพ้นจากหล่มนี้ ซึ่งการร่วมแก้ไขปัญหากันอย่างจริงจังจำเป็นมากสำหรับประเทศเราตอนนี้ โครงการ Reinvent Thailand เป็นอีกหนึ่งความพยายามของภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม หนทางข้างหน้าไทยจะกลับไปวิ่งได้เร็วเท่าเดิมหรือไม่ ? ขึ้นอยู่กับพวกเราหลายฝ่ายต้องช่วยกันแก้ไข ซึ่งจะมาเล่าให้ฟังครั้งต่อ ๆ ไป นะคะสุดท้ายนี้ สวัสดีปีม้า ขอให้เป็นม้าทองของทุกคน แล้วพบกันใหม่ในโอกาสต่อไปค่ะแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1951844

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ ประเทศไทย คว้ารางวัล Top Investment Houses สาขา Local Currency Bonds จาก The Asset Benchmark Research Awards 2025

20/01/2026

เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย คุณอีริค ลู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน เป็นตัวแทนรับรางวัลสถาบันการลงทุนชั้นนำ (Top Investment Houses) ในสาขา ตราสารหนี้สกุลเงินบาท หรือ Local Currency Bonds - Thai Baht จากงาน The Asset Benchmark Research Awards 2025 โดยรางวัลดังกล่าวพิจารณาจากคะแนนโหวตทั้งจากสถาบันการลงทุนและนักลงทุนที่มากประสบการณ์ จึงนับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเอไอเอ ในฐานะผู้นำด้านการประกันชีวิตและการเงินของประเทศไทย นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงศักยภาพของทีมบริหารการลงทุนของเอไอเอ ประเทศไทย ในการพัฒนากลยุทธ์การลงทุนที่แข็งแกร่ง ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างสมดุล เพื่อส่งมอบความมั่นใจและเพิ่มคุณค่าให้แก่ผู้ถือกรมธรรม์ของเอไอเออย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำถึงพันธกิจที่มุ่งยกระดับสุขภาพและชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

ส่องโฟโต้บุ๊คสุดแซ่บของ “เจนนี่ BlackPink” ถ่ายเก็บตั้งแต่ตอน 25 แต่เพิ่งปล่อยตอน 30

19/01/2026

ทำเอาโลกโซเชียลฮือฮากันถ้วนหน้าสำหรับการเปิดนิทรรศการภาพถ่ายของ “เจนนี คิม” หรือ “เจนนี BlackPink” ที่เจ้าตัวเป็นนางแบบถ่ายไว้ตั้งแต่สมัยอายุเพียง 25 ปี ที่ชาวเน็ตต่างซี๊ดปากให้กับความแซ่บเจนนี่ สมาชิกวง Blackpink จัดนิทรรศการภาพถ่ายครั้งแรกของตนเองเมื่อวันที่ 16 ม.ค. ที่ผ่านมานิทรรรศการของเจ้าตัวจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 16 ถึง 29 ม.ค. โดยเจนนี่จะนำเสนอนิทรรศการภาพถ่ายครั้งแรกของเธอในชื่อ “JENNIE PHOTO EXHIBITION ‘J2NNI5’” ที่ Youthquake Gallery ในเขตจงโน กรุงโซลนิทรรศการ “JENNIE PHOTO EXHIBITION ‘J2NNI5’” จัดขึ้นเพื่อแสดงภาพช่วงเวลาที่เป็นตนเองที่สุดของ เจนนี่ ที่ค้นพบโดยไม่ได้ตั้งใจ นิทรรศการนี้จะเผยภาพถ่ายที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหนมาก่อนของ เจนนี่ในช่วงวัย 25 ปี ซึ่งถ่ายโดยช่างภาพชื่อดังชาวเกาหลี ฮงจางฮยอน, ชินซอนฮเย และ ม็อกจองอุคโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นิทรรศการนี้ซึ่งเปิดตัวในวันเกิดของ เจนนี่ ( 16 ม.ค. ) มีความสำคัญเพิ่มขึ้น เนื่องจากเธอมีส่วนร่วมในโครงการทั้งหมดด้วยตนเอง ตั้งแต่การจัดพิมพ์โฟโตบุ๊ค การวางแผนและการดำเนินการจัดนิทรรศการ โดยใส่ความรู้สึกนึกคิดของเธอลงไปในทุกขั้นตอน ตั้งแต่นิทรรศการและโฟโตบุ๊ค ไปจนถึงสินค้าต่างๆ โครงการนี้ได้รวบรวมมุมมองและอารมณ์ของเจนนี่ไว้ และคาดว่าจะทำหน้าที่เป็นพื้นที่ที่เธอได้แบ่งปันช่วงเวลาและความรู้สึกที่เธอได้เคยผ่านมาเอาไว้อย่างเป็นธรรมชาติแทนที่จะเป็นการจัดแสดงภาพถ่ายแบบทั่วไป นิทรรศการนี้โดดเด่นด้วยองค์ประกอบเชิงพื้นที่ที่ประกอบกันเป็นเรื่องราวต่อเนื่อง ผู้เข้าชมจะได้เดินผ่านแต่ละชั้นของสถานที่จัดงานและพบกับช่วงเวลาที่จริงใจที่สุดของ เจนนี่ ในวัย 25 ปี โดยปราศจากแนวคิดหรือเจตนาใดๆ นิทรรศการจะปิดท้ายด้วยบทสัมภาษณ์เบื้องหลังที่เจนนี่เองจะพูดถึงการสร้างนิทรรศการและโฟโตบุ๊ก ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความรู้สึกดื่มด่ำมากยิ่งขึ้นนอกจากนี้ ยังมีการวางจำหน่ายโฟโตบุ๊คจำนวนจำกัดเพียง 3,000 เล่มทั่วโลก โฟโตบุ๊คเล่มนี้รวบรวมภาพชีวิต 1 ปีของ เจนนี่ ในวัย 25 ปี โดยช่างภาพชั้นนำของเกาหลี ในกว่า 50 แนวคิดและผลงานที่นอกเหนือจากที่จัดแสดงในนิทรรศการ รวมทั้งหมด 692 หน้า การซื้อจำกัดเพียงหนึ่งเล่มต่อคน และผู้ซื้อฉบับพิมพ์ครั้งแรกจะได้รับใบรับรองความถูกต้องจำนวนจำกัดและที่คั่นหนังสือบัตรเข้าชมงานนิทรรศการภาพถ่าย “JENNIE PHOTO EXHIBITION ‘J2NNI5’” ที่จัดขึ้นในวันที่ 9 จำหน่ายล่วงหน้าหมดภายใน 40 นาทีหลังเปิดจำหน่าย และการสำรองบัตรล่วงหน้าที่ร้านหนังสือ Daikanyama Tsutaya Books ก็ปิดลงภายใน 15 นาทีหลังเปิดจำหน่ายเช่นกัน ส่วนรายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายบัตรเข้าชมงานนิทรรศการภาพถ่าย “JENNIE PHOTO EXHIBITION ‘J2NNI5’” รายงานระบุว่า จะนำไปบริจาคเพื่อการกุศลแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/entertainment/detail/9690000005109

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

“นกกระเรียนมงกุฎแดงแห่งฮอกไกโด” สัญลักษณ์ความเป็นสิริมงคลของญี่ปุ่น

19/01/2026

เมื่อฤดูหนาวมาเยือน หมู่บ้านสึรุอิ (Tsurui) ทางตะวันออกของฮอกไกโด ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของนกกระเรียนมงกุฎแดง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น อนุสรณ์ธรรมชาติพิเศษของชาติญี่ปุ่น ก็คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดPhoto: Wolfgang Kaehler/Getty Imagesสำนักข่าว Japan News รายงานว่าตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา นกกระเรียนมงกุฎแดงราว 100 ตัวได้บินมายังพื้นที่แหล่งให้อาหารขนาดใหญ่ในช่วงฤดูหนาว ณ เขตรักษาพันธุ์นกกระเรียนสึรุอิ–อิโตะ (Tsurui-Ito Tancho Sanctuary) โดยนกที่เพิ่งมาถึงหลายตัวแหงนจะงอยปากขึ้นสู่ท้องฟ้าและส่งเสียงร้องดังก้องกังวาน เป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้พบเห็นคำว่า “ทันโจ” (Tancho) เป็นคำภาษาญี่ปุ่นที่ใช้เรียกนกกระเรียนมงกุฎแดง ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคลและความยืนยาวในวัฒนธรรมญี่ปุ่นPhoto: Wolfgang Kaehler/Getty Imagesทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างกล่าวด้วยความชื่นชมว่า เป็นภาพที่สง่างามน่าประทับใจ รวมทั้งมีความเชื่อว่านกกระเรียนเป็นสัตว์มงคล ตามตำนานความเชื่อของคนญี่ปุ่น ที่เชื่อกันว่า นกชนิดนี้มีอายุขัยยาวนาน พร้อมนำมาซึ่งโชคลาภ ส่วนในตำนานเทพนิยายของจีน นกกระเรียนมงกุฎแดงก็มักปรากฏกายมาคู่กับเทพผู้เป็นอมตะในด้านการอนุรักษ์ แม้ว่านกกระเรียนมงกุฎแดงมีสถานะใกล้สูญพันธุ์ แต่ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ จากเพียง 10 คู่ในช่วงทศวรรษ ค.ศ. 1920 เพิ่มมาเป็นมากกว่าพันตัวในปัจจุบัน ซึ่งจากความพยายามปกป้องนกกระเรียนมงกุฎแดงก็ได้แสดงผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยผลสำรวจเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว ยืนยันว่า ปัจจุบันมีนกกระเรียนมงกุฎแดงอาศัยอยู่ในฮอกไกโดมากถึง 1,927 ตัว ซึ่งถือเป็นจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับเป็นสัญญาณเชิงบวกของการฟื้นฟูประชากรสัตว์ป่าหายากชนิดนี้ในญี่ปุ่นPhoto: Wolfgang Kaehler/Getty Imagesแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000002660

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

5 เหตุผลที่ผู้สูงอายุควรมีประกันชีวิต ไม่ทิ้งภาระให้ลูกหลาน

15/01/2026

ในปัจจุบัน การมีประกันชีวิตผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป ไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องตนเอง แต่ยังเป็นการลดภาระให้กับลูกหลานอีกด้วย ในบทความนี้เราจะมาพูดถึง 5 เหตุผลที่ทำให้ผู้สูงอายุควรพิจารณาทำประกันชีวิต เพื่อให้ชีวิตของพวกเขามีความมั่นคงและไม่สร้างภาระให้กับคนที่รัก1. การป้องกันภาระทางการเงินการมีประกันชีวิตผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถป้องกันภาระทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ค่ารักษาพยาบาลที่อาจสูงขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ประกันชีวิตจากเมืองไทยประกันชีวิตจะช่วยให้มีเงินก้อนหนึ่งเพื่อใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉิน โดยไม่ต้องพึ่งพาลูกหลาน แม้ว่าหลายบริษัทจะมีข้อจำกัดในการรับประกัน แต่เมืองไทยประกันชีวิตมีแผนที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้สูงวัยที่มีความต้องการความคุ้มครองที่เหมาะสม2. การสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวเมื่อผู้สูงอายุมีประกันชีวิต จะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น การเสียชีวิตอย่างกระทันหัน ประกันชีวิตผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป จะช่วยให้ลูกหลานไม่ต้องเผชิญกับปัญหาทางการเงินในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เมืองไทยประกันชีวิตเข้าใจความต้องการของผู้สูงอายุและครอบครัว จึงได้พัฒนาแผนประกันที่ให้ความคุ้มครองอย่างครอบคลุมและเหมาะสมกับช่วงวัย3. การวางแผนอนาคตการมีประกันชีวิตผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนอนาคตที่ดี ถึงแม้ว่าในวัย 80 ปีขึ้นไป อาจจะมีตัวเลือกจำกัดในตลาดประกัน แต่เมืองไทยประกันชีวิตมีแผนพิเศษที่รองรับผู้สูงอายุในวัยนี้ ผู้สูงอายุสามารถเลือกแผนประกันที่เหมาะสมกับความต้องการและสถานการณ์ทางการเงินของตนเองได้ ทำให้สามารถจัดการกับค่าใช้จ่ายในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ4. การเพิ่มความสบายใจการมีประกันชีวิตผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ช่วยให้ผู้สูงอายุมีความสบายใจในชีวิตประจำวัน เพราะพวกเขาจะรู้ว่ามีการป้องกันทางการเงินในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เมืองไทยประกันชีวิตมีศูนย์บริการลูกค้าที่พร้อมให้ความช่วยเหลือและคำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ผู้สูงอายุมีความอุ่นใจว่าจะมีคนดูแลเมื่อต้องการ การมีความสบายใจนี้จะส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและร่างกาย5. การสนับสนุนการดูแลสุขภาพหลายๆ แผนประกันชีวิตผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป ในปัจจุบันมีการรวมบริการดูแลสุขภาพ เช่น การตรวจสุขภาพประจำปี หรือการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ ซึ่งช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้ดียิ่งขึ้น เมืองไทยประกันชีวิตให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน จึงมีบริการพิเศษสำหรับผู้ถือกรมธรรม์ เช่น โปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษและการปรึกษาแพทย์ทางโทรศัพท์การมีประกันชีวิตผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป ไม่เพียงแต่เป็นการป้องกันตนเอง แต่ยังเป็นการช่วยลดภาระให้กับลูกหลานและสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว ด้วยเหตุผลทั้ง 5 ข้อที่ได้กล่าวมาแล้ว ผู้สูงอายุควรพิจารณาทำประกันชีวิตเพื่อให้ชีวิตมีความมั่นคงและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เมืองไทยประกันชีวิตมีแผนประกันที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้สูงวัยแต่ละช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็น 50+, 60+ หรือแม้แต่ 80+หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังพิจารณาทำประกันชีวิตผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป อย่าลืมศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบแผนประกันที่เหมาะสม เพื่อให้ได้แผนที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณมากที่สุด ทีมที่ปรึกษาจากเมืองไทยประกันชีวิตพร้อมให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละบุคคลการลงทุนในประกันชีวิตผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป ไม่ใช่เพียงแค่การซื้อความคุ้มครอง แต่เป็นการสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับตัวเองและคนที่คุณรัก แม้ในวัยที่อาจมีข้อจำกัดในการทำประกัน เมืองไทยประกันชีวิตยังมีทางเลือกที่เหมาะสมให้กับทุกคนแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับสยามรัฐออนไลน์https://siamrath.co.th/contents/107900

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

“เลยดั้น” ความงดงามจากธรรมชาติ ลานหินมหัศจรรย์แห่งเพชรบูรณ์

15/01/2026

ความอัศจรรย์ของธรรมชาติ “เลยดั้น” ลานหินมหัศจรรย์ ที่ อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ลานหินทรายที่ถูกกัดกร่อนจากเม็ดกรวดที่ไหลมาตามน้ำ จนเกิดเป็นหลุมรูปร่างต่างๆ กลายเป็นจุดเช็คอินสวยๆ ของคนชอบถ่ายรูปถ้าพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวใน จ.เพชรบูรณ์ หลายๆ คนน่าจะคุ้นเคยกันดีกับการไปเที่ยวเขาค้อ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ภูทับเบิก หรืออุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพแต่ทริปนี้จะชวนมาเช็คอินที่เที่ยวสุดอัศจรรย์ ที่กำลังฮอตฮิตในเหล่านักท่องเที่ยว นั่นคือ “เลยดั้น” ลานหินมหัศจรรย์แห่งเพชรบูรณ์“เลยดั้น” ตั้งอยู่ที่ บ้านห้วยกะโปะ ต.หลักด่าน อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ อยู่ในพื้นที่อุทยานธรณีเพชรบูรณ์หากไปถึงที่เลยดั้น ก็จะเห็นภาพของลานหินกว้างที่เต็มไปด้วยหลุมรูปร่างต่างๆ กัน ทั้งหลุมเล็กหลุมใหญ่ ไปจนถึงเส้นสายตามชั้นของหินที่คล้ายกับว่ามีคนมาสลักไว้ พื้นที่หน้าตาแบบนี้ อาจจะเคยเห็นกันที่ สามพันโบก จ.อุบลราชธานี ซึ่งการเกิดขึ้นของประติมากรรมจากธรรมชาติลักษณะนี้ ก็มีที่มาในแบบเดียวกัน“เลยดั้น” มีลักษณะเป็นลานของชั้นหินทรายที่ถูกกัดกร่อนจากเม็ดกรวดเม็ดทรายที่ถูดพัดพามาจากกระแสน้ำของ “ลำน้ำเลย” ที่ไหลผ่านลานหินทรายแห่งนี้ ทำให้เกิดลักษณะเป็นหลุมใหญ่บ้างเล็กบ้าง ลึกลงไปในเนื้อหินคล้ายหลุมขนมครก ลักษณะการกัดกร่อนของชั้นหินทรายนี้ มีชื่อเรียกทางวิชาการว่า “กุมภลักษณ์" (Potholes) สามารถเห็นการกัดกร่อนได้ถึง 5 แบบ คือ แบบวงกลม แบบวงรี แบบเสาหิน แบบสะพานหิน และแบบกัดเซาะด้านข้าง นับเป็นความแปลกพิสดารและความสวยงามที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้นสำหรับ “กุมภลักษณ์” หรือ หลุมรูปหม้อ เกิดจากกระบวนการกร่อนจากลำน้ำที่ไหลผ่านชั้นหินที่อยู่ใต้น้ำ โดยเฉพาะหินทราย เม็ดกรวดเม็ดทรายที่ไหลมากับลำน้ำผ่านชั้นหินเกิดการหมุนวนทำให้เกิดเป็นหลุมเล็กๆ และเมื่อเวลาผ่านไปหลายร้อยปี หลายพันปี เม็ดกรวดเม็ดทรายที่อยู่ก้นหลุมก็หมุนวนขยายหลุมให้ใหญ่ขึ้น (เม็ดกรวดเม็ดทรายทำหน้าที่เหมือนสว่านเจาะหิน) เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่และเชื่อมต่อกันหลายๆ หลุมจนกลายเป็นดั่งประติมากรรมหินทรายที่มีรูปร่างแปลกตาตามจินตนาการของผู้ที่มองเห็นกุมภลักษณ์สามารถพบทั่วไปในลำน้ำหรือแม่น้ำที่มีชั้นหินทรายที่อยู่ใต้น้ำ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีโครงสร้างธรณีวิทยาเป็นหินทราย จนปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญหลายแห่ง เช่น สามพันโบก ริมน้ำโขง จ.อุบลราชธานี , แก่งตะนะ ริมน้ำมูล จ.อุบลราชธานี และ เลยดั้น ริมแม่น้ำเลย จ.เพชรบูรณ์เลยดั้นยังมีสิ่งมหัศจรรย์อีกอย่าง คือ ลานหินทรายมีการวางตัวของชั้นหินหันเข้าหาด้านต้นน้ำ ทำให้น้ำที่ไหลลงมาตามชั้นหินเกิดการมุดตัวลงไปใต้ผิวดินตามชั้นหิน แล้วไหลไปออกยังที่ต่ำกว่าที่อยู่ไกลออกไปทางปลายน้ำ ทำให้ดูเหมือนว่าสายน้ำในฤดูแล้งขาดหายไปเป็นช่วงๆ จึงเป็นที่มาของชื่อ “เลยดั้น” โดยจะเห็นลานหินมหัศจรรย์เหล่านี้ได้ชัดเจนมากในฤดูแล้งที่ไม่มีน้ำท่วมสูงขึ้นมานอกจากความน่าอัศจรรย์ของการเกิดเลยดั้นตามข้อมูลทางธรณีวิทยา ก็ยังมีการเกิดเลยดั้นตามนิทานพื้นบ้านที่เล่าต่อๆ กันมา ดังนี้ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พญาช้างเอราวัณ มีลูกสาวคนหนึ่ง มีความงดงามมากชื่อว่า แม่นางผมหอม ซึ่งพญาช้างเอราวัณรักและแหนหวงลูกสาวของตนเองเป็นอย่างมาก ถึงขนาดสร้างเรือนหอให้อยู่ไว้บนยอดเขาและไม่ให้ออกไปไหน โดยพญาช้างจะคอยหาผลหมากรากไม้มาส่งให้กินเป็นประจำตลอดมา อยู่มาวันหนึ่ง หลังจากที่พญาช้างออกไปแสวงหาอาหาร นางผมหอมได้ออกมาจากเรือนหอ และเป็นเพราะบุพเพสันวาส จึงได้พบกันนายพรานซึ่งเป็นชายหนุ่มรูปงาม จึงเกิดมีความรักชอบพอกัน และด้วยความกลัวว่าพญาช้างจะเป็นอุปสรรคขัดขวาง ทั้งคู่จึงได้พากันหนีตามไปด้วยกันเมื่อพญาช้างกลับมาไม่พบลูกสาว จะร้องเรียกเสียงดังลั่นป่า แต่ก็ไม่มีเสียงขานรับจากแม่นางผมหอม พญาช้างใจแทบแตกสลาย และด้วยความโกรธจึงใช้กำลังเท่าที่มี พังภูเขาลูกที่ตนได้สร้างเรือนหอไว้นั้นเสียจนเกือบหมด คงเหลือไว้เป็นบางส่วน คือ ภูหอ ในปัจจุบันหลังจากนั้น พญาช้างจึงออกติดตามหาลูกสาวของตน เดินหน้าไปมาจนเกิดเป็นทางยาวลึกลงกลายเป็นลำน้ำ ซึ่งก็คือแม่น้ำเลย เมื่อเดินมาห้วยกะโปะ ก็เดินเหยียบย่ำวนไปวนมา จนลานหินเกิดเป็นหลุมเป็นบ่อมากมายตามรอยเท้าของพญาช้าง ซึ่งก็คือ เลยดั้น ในปัจจุบัน พญาช้างเสียใจจึงร้องไห้ น้ำตาไหลผ่านก้อนหินจนเป็นร่อง กลายเป็นน้ำตก และได้ใช้งาทั้งคู่แทงลงไปเป็นรอยไว้ที่ลานหิน ซึ่งก็ยังคงเห็นเป็นรอยช้างฝนงาได้จนทุกวันนี้หลังจากนั้น พญาช้างก็ไปยืนรอลูกสาวที่หน้าผาบันได ซึ่งเป็นหน้าผาสูงตะหง่าน รออยู่อย่างนั้น นานจนกลายเป็นหิน มองเห็นได้ชัดเจนเป็นรูปช้างยืนติดอยู่กับที่หน้าผา หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้านห้วยกะโปะจนทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นความน่าอัศจรรย์จากธรรมชาติ หรือเป็นนิทานพื้นบ้านที่เล่าต่อกันมา แต่ทุกวันนี้ “เลยดั้น” ก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตที่นักท่องเที่ยวเดินทางไปชมความงดงาม ในพื้นที่เลยดั้นมีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปเช็คอินมากมาย ใครจะถ่ายรูปเองหรือจะให้ช่างภาพจิตอาสาช่วยถ่ายภาพให้ก็ได้ ซึ่งตรงมุมสุดฮิตอาจจะมีนักท่องเที่ยวมาต่อคิวรอถ่ายรูปในมุมนี้เป็นจำนวนมาก (โดยเฉพาะในช่วงวันหยุด) แนะนำให้ใช้เวลาถ่ายรูปคนละไม่เกิน 2-3 นาที ทุกคนจะได้ถ่าบรูปในมุมสวยๆ กันอย่างทั่วถึงช่วงเวลาที่เหมาะกับการมาเที่ยวเลยดั้น เป็นช่วงหน้าแล้งที่ไม่มีน้ำ เพราะลานหินจะโผล่พ้นน้ำขึ้นมาชัดเจน ช่วงราวๆ เดือนพฤศจิกายน ถึง เมษายน โดยแนะนำให้มาเที่ยวเวลาประมาณ 08.00-10.00​ น. และ 15.00-17.00 น. เนื่องจากแดดจะไม่ร้อนเกินไป แสงกำลังสวย แนะนำให้ใส่รองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าหุ้มส้นที่พื้นไม่ลื่น เพราะหินมีผิวมันเงาและโค้งมน บางพื้นที่จะแคบและลาดเอียง อาจทำทำให้เกิดอุบัติเหตุได้“เลยดั้น” ตั้งอยู่ห่างจากตัว อ.น้ำหนาว ประมาณ 45 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางโดยรถยนต์ ใช้ทางหลวงหมายเลข 2216 (สายกกกะทอน-ห้วยสนามทราย) สังเกตทางเข้าจะอยู่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 58-59 เส้นทางบ้านโนนชาด-บ้านห้วยกะโปะ ตรงเข้าไปประมาณ 10 กิโลเมตร บริเวณทางเข้าจะมีลานจอดรถและห้องน้ำสำหรับบริการนักท่องเที่ยวแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000001121

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

เติมรางวัลชีวิต “เที่ยวแบบไม่ติดหนี้” เปลี่ยนรายจ่ายให้กลายเป็นทริปในฝัน

15/01/2026

ในวันที่การท่องเที่ยวกลายเป็น “รางวัลชีวิต” แต่ค่าครองชีพกลับเร่งตัวเร็วกว่าเงินเดือน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องปลายทาง แต่คือ จะออกแบบการเดินทางอย่างไรโดยไม่สร้างภาระการเงินในระยะยาวเพื่อให้การเดินทางเกิดขึ้นได้จริงโดยไม่สร้างภาระหนี้ เคทีซีสรุป 3 หลักคิดการเงิน ที่นำไปใช้ได้ทันที ดังนี้1. ออมก่อนใช้ ไม่ใช่ใช้แล้วค่อยออมการเก็บเงินจาก “เงินที่เหลือ” มักไม่เคยพอ ทางออกคือการตั้งเป้าหมายเชิงตัวเลขที่ชัดเจน เช่น งบท่องเที่ยว 50,000 บาทใน 12 เดือน และแยกบัญชีออมอัตโนมัติทันทีที่รายได้เข้า พร้อมลดรายจ่ายเล็กๆ ที่ไม่จำเป็น ซึ่งเมื่อสะสมต่อเนื่องสามารถกลายเป็นค่าตั๋วเครื่องบินได้จริง2. เปลี่ยนทุกการใช้จ่ายให้มีมูลค่าเพิ่มรายจ่ายประจำสามารถกลายเป็นทุนเดินทางได้ หากบริหารอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการรวมค่าใช้จ่ายคงที่ผ่านบัตรเครดิตเพื่อสะสมคะแนน หรือการใช้คะแนนสะสม เช่น KTC FOREVER แลกรับส่วนลดค่าตั๋ว ที่พัก และบริการท่องเที่ยว ช่วยลดการใช้เงินสดโดยไม่ต้องเพิ่มงบ3. ออกแบบทริปให้สอดคล้องกับกำลังเงินทริปที่ดีไม่จำเป็นต้องแพงที่สุด แต่ต้องเหมาะกับสภาพคล่อง เริ่มจากงบที่มีจริงแล้วเลือกจุดหมายปลายทางตามนั้น แบ่งงบอย่างสมดุล และเลือกเดินทางช่วงนอกฤดูกาล ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้ถึง 30–50%สำหรับแก่นของทริปในฝัน จึงไม่ใช่จำนวนเงินในบัญชี แต่คือวินัย การวางแผน และการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างชาญฉลาด เพื่อให้การเดินทางเป็นความสุข ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของภาระหนี้แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000004150

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

การดำเนินชีวิต

เอไอเอ ประเทศไทย เริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยงาน AIA Agency Leaders Kick Off 2026 พร้อมส่งสมการสู่ความสำเร็จ “สร้าง x เสริม = สำเร็จยกกำลัง 2

15/01/2026

เอไอเอ ประเทศไทย เริ่มต้นศักราชใหม่ 2569 อย่างเป็นทางการ กับงาน AIA Agency Leaders Kick Off 2026 ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ต้อนรับปีม้าที่รวดเร็วและทรงพลัง พร้อมส่งต่อสมการสู่ความสำเร็จ “สร้าง x เสริม = สำเร็จยกกำลัง 2” โดยจะมุ่งส่งเสริมศักยภาพของพลังตัวแทนเอไอเอ ประเทศไทย ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อพร้อมดูแลและวางแผนด้านชีวิต สุขภาพ และการเงินให้แก่ลูกค้าทั่วประเทศ ให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’ในงานปีนี้ได้รับเกียรติจากคุณหลี่ หยวน ชยอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทเอไอเอ ที่ได้ส่ง VTR กล่าวเปิดงาน พร้อมทั้งคุณตัน ฮาค เลห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาค ที่ได้ให้เกียรติมาร่วมงานและขึ้นกล่าวต้อนรับผู้บริหารหน่วยที่เข้าร่วมงานกว่า 5,000 ท่าน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเอไอเอ และแขกผู้มีเกียรติอีกเป็นจำนวนมาก ณ Icon Siam Hall ชั้น 7 Icon Siam และยังได้จัดถ่ายทอดสดไปยัง 4 จุด ในจังหวัดขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี และนครราชสีมา เพื่อให้ท่านผู้บริหารหน่วยเอไอเอได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานคุณนิคฮิล แอดวานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอ ประเทศไทย ได้ขึ้นกล่าวถึงนโยบาย และทิศทางการทำงานของเอไอเอ ที่มุ่งพัฒนา ผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมเพื่อส่งมอบความคุ้มครองที่ยั่งยืนให้แก่คนไทย พร้อมด้วยไฮไลท์ของงาน โดย คุณอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ ประเทศไทย ได้ประกาศถึงกลยุทธ์การทำงานของพลังตัวแทนในปี 2569 ซึ่งเน้นต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา พร้อมมุ่ง สร้าง (ตัวแทนใหม่ที่มีคุณภาพ)  เสริม (ศักยภาพรอบด้าน) เพื่อก้าวสู่ความ สำเร็จแบบยกกำลัง 2 เพราะนี่คือ สมการสู่ความสำเร็จ เพื่อความยั่งยืนในอาชีพที่ปรึกษาทางการเงิน ประกันชีวิต และสุขภาพ นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากท่านผู้บริหารระดับสูงที่ได้มาร่วมแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ประกอบด้วย คุณสุขวัฒน์ ประเสริฐยิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอไอเอ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้มาบอกถึงภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2569 รวมถึงการสนับสนุนจากฝ่ายธุรกิจประกันสุขภาพ โดยคุณเอกรัตน์ ฐิติมั่น การสนับสนุนจากฝ่ายการตลาด โดยคุณชลิดา นครชัย และการสนับสนุนจากฝ่ายปฏิบัติการ โดยคุณสุธนิศร์ สุริโยทัย เพื่อช่วยเสริมศักยภาพและติดอาวุธการทำงานให้กับพลังตัวแทน พร้อมแชร์สมการสู่ความสำเร็จให้กับท่านผู้บริหารหน่วยในการก้าวสู่ความสำเร็จแบบยกกำลัง 2 ในปี 2569

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ ประเทศไทย มอบกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุฟรี พร้อมหมวกนิรภัยอยู่ที่ไหนก็อุ่นใจกับเอไอเอ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

12/01/2026

เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นายสุวิรัช พงศ์เสาวภาคย์ (ที่ 5 จากขวา) ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการภายนอก ร่วมออกบูธส่งต่อความห่วงใยให้พี่น้องคนไทย และมอบประกันอุบัติเหตุ “กรมธรรม์ประกันภัยอุ่นใจข้ามปี” โดยกรมธรรม์มีระยะเวลาคุ้มครองนาน 30 วัน ด้วยวงเงินคุ้มครองชีวิตสูงถึง 100,000 บาทต่อกรมธรรม์ กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ พร้อมรับผลประโยชน์ค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุตามจำนวนที่จ่ายจริงสูงสุด 5,000 บาท และสนับสนุนหมวกนิรภัยจำนวน 100 ชุด ให้แก่ประชาชนทั่วไป และผู้ขับขี่เดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่ ผ่าน พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง สมาชิกวุฒิสภา คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา และนายสามารถ ทับศรีนวล นายกสมาคมออฟโรดไทยช่วยเหลือเพื่อนร่วมทาง(สอทช.) พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน อาทิ กรมคุมประพฤติ มูลนิธิเมาไม่ขับ สมาคมออฟโรดไทย สภากาชาดไทย รวมถึงภาคประชาชน ในงานกิจกรรมรณรงค์ “ปีใหม่ปลอดภัย ร่วมใจลดอุบัติเหตุทางถนน” เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีความคุ้มครองอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความอุ่นใจในการวางแผนเดินทาง สอดคล้องตามคำมั่นสัญญา ‘เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น - Healthier, Longer, Better Lives’ ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (บางซื่อ)

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

X