คลังความรู้

Everyday knowledge for you

ห้องแสดงนิทรรศการ

กลับมาอีกครั้งงาน “Mango Art Festival 2026” งานที่คนรักศิลปะต้องห้ามพลาด

06/03/2026

คนรักงานศิลป์ห้ามพลาด งาน “Mango Art Festival 2026” เทศกาลศิลปะสีสันสุดยิ่งใหญ่ของไทย ที่จะปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์สู่ระดับ “ICON” นิยามใหม่แห่งศิลปะที่ก้าวข้ามกาลเวลา ระหว่างวันที่ 4-8 มีนาคม 2569 ณ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อกเตรียมพบกับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของเทศกาลศิลปะที่เต็มไปด้วยสีสันที่สุดในประเทศไทย Mango Art Festival 2026 ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 อย่างสง่างาม ภายใต้คอนเซปต์ ‘ICON’ พื้นที่รวบรวมปรากฏการณ์ทางศิลปะและการออกแบบที่จะเปลี่ยน "แรงบันดาลใจ" ให้กลายเป็น "ตำนาน"ในปีนี้ Mango Art Festival มุ่งเน้นการนำเสนอพลังของศิลปะร่วมสมัย เฉลิมฉลองพลังของศิลปะและการออกแบบ  ที่สามารถใช้ผืนผ้าใบ วัสดุ สิ่งธรรมดาต่างๆ หรือแม้กระทั่งความคิดชั่วขณะและแรงบันดาลใจรอบตัว ให้กลายเป็นผลงานที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น (Identity) จนกลายเป็นไอคอนที่ไร้พรมแดนและอยู่เหนือกาลเวลาปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นตำนาน! ผ่านศิลปะร่วมสมัย ดีไซน์ แฟชั่น งานคราฟต์ ไปจนถึงการแสดงสดที่ปลุกทุกประสาทสัมผัส จัดแสดงระหว่างวันที่ 4-8 มีนาคม 2569 ณ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อกMango Art Festival 2026 ยังคงยึดมั่นในการเชื่อมต่อศิลปะเข้ากับชีวิตประจำวัน พร้อมเป็นพื้นที่ในการ Cross Over ของความคิดสร้างสรรค์จากศิลปินและนักออกแบบทั้งชาวไทยและต่างชาติ ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะ Vibrant Hub แห่งวัฒนธรรมร่วมสมัยของเอเชีย 
ภายในงานแบ่งพื้นที่ออกเป็น 6 โซนหลัก ที่สะท้อนมุมมองศิลปะหลากหลายรูปแบบ ได้แก่  ·  Gallery Zone: แหล่งรวมผลงานสร้างสรรค์จากแกลเลอรีชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ
ทั้ง YOD TOKYO & Editions จากญี่ปุ่น, gallery. sort of. จากฟิลิปปินส์, A4 ART GALLERY จากมาเลเซีย และอื่นๆ  ·  Independent Artist Zone: พื้นที่ปล่อยของสำหรับศิลปินอิสระที่มาพร้อมไอเดียสดใหม่จากหลากหลายพื้นที่ทั่วไทยและต่างประเทศ ปีนี้มีไฮไลท์ทั้ง JOAN CORNELLÀ, Janfive Studio, Bonyuki, BGC Glass Studio, Emon Surakitkoson, Nawat Cubic และอีกมากมายกว่า 100 ศิลปิน  ·  Newcomer Zone: พื้นที่แจ้งเกิดของศิลปินรุ่นใหม่ 95 คน ที่พร้อมจะก้าวขึ้นมาเป็น ICON คนต่อไป  ·  Craft Zone: การประยุกต์งานหัตถกรรมดั้งเดิม สู่งานดีไซน์ที่ทันสมัยและยั่งยืน  ·  Special Exhibition Zone: นิทรรศการสุดพิเศษ ที่จัดทำขึ้นเฉพาะในงานนี้เท่านั้น ทั้ง Little Man โดย TOR ที่สร้างปรากฏการณ์เมื่อปีที่แล้วในงาน Treasure Discovered 2025 ในช่วง Chiang Mai Design Week และ Special Collection curated by Nim Niyomsin  ·  Main Stage: พื้นที่สำหรับการแสดงสดโดย Performer จากหลากหลายแขนง และกิจกรรมพูดคุย (Talk) จากเหล่าผู้ทรงอิทธิพลในวงการสร้างสรรค์Mango Art Festival ไม่ใช่แค่เทศกาลศิลปะ แต่คือบทสนทนาระหว่างไอเดีย ผู้คน และเมือง พื้นที่ที่ความธรรมดากลายเป็นพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ ที่ทุกคนสามารถค้นหาความหมายของคำว่า ‘ICON’ ในแบบของตัวเองงาน “Mango Art Festival 2026” จัดแสดงวันที่ 4 - 8 มีนาคม 2569 ณ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก (River City Bangkok) ชั้น 1 และ 2 รายละเอียดเพิ่มเติม FB/IG: MangoArtFestival Website: https://www.mangoartfestival.com/แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000021975

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ ประเทศไทย จัดงาน AIA Recruitment Kick-off 2026 : Forcing the Future ขับเคลื่อนกลยุทธ์ FA 4.0 พร้อมเส้นทางสู่โบนัส CAB 10 ปี 10 ล้านบาท มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

04/03/2026

เอไอเอ ประเทศไทย จัดงาน AIA Recruitment Kick-off 2026 : Forcing the Future เดินหน้าวางทิศทางการพัฒนา ที่ปรึกษาด้านประกันชีวิต การเงิน และสุขภาพ (AIA Financial Advisor – FA) ยุคใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอาชีพ ผ่านการขับเคลื่อนกลยุทธ์ FA 4.0 ที่เอไอเอมุ่งสร้าง FA มืออาชีพให้สามารถส่งมอบการดูแลและช่วยลูกค้าวางแผนความคุ้มครองเพื่อสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งในทุกช่วงของชีวิต พร้อมเปิดตัวเส้นทางสู่โบนัส CAB 10 ปี 10 ล้านบาท ที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ AIA FA เห็นคุณค่าในอาชีพ และไม่หยุดพัฒนาตนเองเพื่อคว้าโอกาสการเติบโตสู่ระดับผู้บริหาร อีกทั้งยังตอกย้ำความพร้อมของเอไอเอ ในการสนับสนุน FA ให้ก้าวสู่ความสำเร็จ ด้วยการให้เครื่องมือดิจิทัลที่ทันสมัย และ Ecosystem ที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของ AIA FA คุณนิคฮิล แอดวานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “ภารกิจสำคัญของเราคือต้องก้าวนำการเปลี่ยนแปลง โดยไม่รอให้อนาคตมาถึง ดังนั้นแนวคิด "Forcing the Future" จึงสะท้อนวิสัยทัศน์ในการ “นำการเปลี่ยนแปลง” ท่ามกลางเทคโนโลยี และ AI ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเอไอเอได้ลงทุนพัฒนาในด้านเครื่องมือดิจิทัล และ AI มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุน FA ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างทันท่วงที เรามั่นใจว่าแม้ AI จะพัฒนาได้ไกล แต่ความเชื่อใจ ความเข้าใจมนุษย์ และการดูแลลูกค้าแบบมนุษย์ คือหัวใจที่เทคโนโลยีทดแทนไม่ได้ ดังนั้น FA ของเราทุกท่านจึงมีความหมายอย่างยิ่ง และเป็นผู้ส่งมอบคุ้มครองให้กับคนไทย สำหรับในปีนี้เราเปิดตัว FA 4.0 โดยเพิ่มผลตอบแทนให้กับการทำงานอย่างหนักของ FA ด้วย CAB 10 ปี 10 ล้าน เพื่อให้ FA ทุกท่านรู้สึกถึงความมั่นคงในอาชีพอันน่าภาคภูมิใจนี้ และเติบโตไปพร้อมกับเอไอเอด้วยความยั่งยืนต่อไป”นอกจากนี้ คุณนิคฮิล แอดวานี ยังได้ร่วมแสดงความยินดีกับ FA ทั้ง 85 ท่าน ที่สามารถพิชิต CAB 5 ปี 5 ล้านบาท ประจำปี 2568 รวมมูลค่าโบนัสกว่า 425 ล้านบาท โดยครั้งนี้นับเป็นปีที่ 4 ที่เอไอเอจัดงานมอบโบนัส CAB ให้แก่ FA ซึ่งแสดงถึงความสำเร็จจากการทำงานอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องอย่างแท้จริงในงาน คุณอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ ประเทศไทย ยังได้กล่าวถึงกลยุทธ์ในการพัฒนา AIA FA ว่า “ภายใต้แนวทาง “Forcing The Future : AIA FA” ถือเป็นการยกระดับ AIA FA ที่เริ่มต้นจากความต้องการของลูกค้า เพื่อพัฒนาที่ปรึกษาฯ ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งบทบาทใหม่ของ FA ที่ต้องเป็นที่ปรึกษาด้านประกันชีวิต การเงิน และสุขภาพเต็มรูปแบบ (Holistic Advisor) โดยเน้นทักษะสำคัญ 4 ด้านของ FA ยุคใหม่  1.  Financial Knowledge - ที่ต้องเข้าใจทุกเรื่องการเงิน ไม่ใช่แค่ประกัน แต่รวมถึงสุขภาพ ความเสี่ยง การลงทุน การออม และวางแผนเกษียณ เพื่อออกแบบคำแนะนำที่ครบกว่าเดิม  2.  Holistic Advisory Skill - การออกแบบแผนชีวิตทั้งภาพ ช่วยลูกค้าวางแผนชีวิตทั้งระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้ายุคใหม่มองหา  3.  Digital literacy - ต้องสามารถใช้ดิจิทัลได้คล่อง ทำงานเร็วขึ้น และให้บริการลูกค้าได้ดีกว่าเดิม   4.  Human Skills - เข้าใจลูกค้า เป็น ‘ที่ปรึกษาที่ลูกค้าเชื่อใจ’ และทำหน้าที่ในการสร้างความสัมพันธ์ระยาวกับลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ AI ยังไม่สามารถทดแทนได้“สำหรับเทรนด์ลูกค้ายุคใหม่ ส่วนใหญ่ต้องการประสบการณ์ที่มาจากทั้งมนุษย์ (Human) ผนวกกับ ดิจิทัล (Digital) โดยจะได้รับทั้งการดูแลด้วยความเข้าใจและใส่ใจจากมนุษย์ พร้อมกับความรวดเร็วและแม่นยำจากการบริการดิจิทัล แน่นอนว่าเอไอเอ มีความพร้อมทั้งสองด้าน ประกอบกับการมี Ecosystem ที่แข็งแกร่ง และการพัฒนาต่อยอดอย่างไม่หยุดยั้ง ย่อมเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เรายังคงความเป็นผู้นำในตลาดประกันชีวิตและสุขภาพของประเทศไทย สะท้อนได้ถึงอนาคตและโอกาสการเติบโตของอาชีพตัวแทนและที่ปรึกษาฯ เอไอเอ”

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

การวางแผนทางการเงิน

85% ของคนไทย ยังไม่ได้คิดหรือวางแผนการออมเพื่อเกษียณ

27/02/2026

ธปท. เปิดข้อมูล 85% ของคนไทย ยังไม่ได้คิดหรือวางแผนการออมเพื่อเกษียณ ขณะที่วัยทำงาน 31-60 ปี และกลุ่มอาชีพที่มีรายได้ไม่แน่นอน ยังไมได้เริ่มวางแผน สะท้อนความไม่พร้อมต่อการเข้าสังคมผู้สูงอายุธนาคารแห่งประเทศไทย เปิด รายงานปี 2567 ชี้ คนไทยมีทักษะทางการเงินดีขึ้นต่อเนื่อง และอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD แต่ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจเรื่อง “ดอกเบี้ยและดอกเบี้ยทบต้น”  เพราะหลายคนยังไม่วางแผนการใช้เงิน และเลือกกู้ยืม เมื่อเงินไม่พอใช้ขณะที่คนรุ่นใหม่มีทัศนคติและค่านิยมให้ความสำคัญกับความสุขในปัจจุบันมากกว่าการวางแผนระยะยาว ซึ่งทั้งหมดนี้อาจส่งผลต่อความมั่นคงทางการเงินของบุคคลและครัวเรือนระยะยาวธปท. เปิดข้อมูล 85% ของคนไทย ยังไม่ได้คิดหรือวางแผนการออมเพื่อเกษียณ ขณะที่วัยทำงาน 31-60 ปี และกลุ่มอาชีพที่มีรายได้ไม่แน่นอน ยังไมได้เริ่มวางแผน สะท้อนความไม่พร้อมต่อการเข้าสังคมผู้สูงอายุหากมาโฟกัสที่ การออม คนไทยเก็บออมเงิน แต่เงินออมฉุกเฉินไม่พอ และยังไม่ได้คิดวางแผนหรือวางแผนออมเกษียณ พบว่า   •  91.5% ของคนไทยเก็บออมเงิน  •  77.3% มีเงินออมฉุกเฉินไม่ถึง 6 เดือน  •  86% ยังไม่ได้วางแผนเกษียณหรือยังไม่สามารถทำตามแผนออมเกษียณได้สะท้อนว่าหลายคนยังไม่สามารถออมเงินได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่เพียงพอในระยะยาวซึ่งหากดูข้อมูลอีกด้าน พบว่า การใช้บริการทางการเงิน ผู้ใช้บริการพื้นฐานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการฝากเงินและโอนเงิน ขณะที่บริการอื่น เช่น บัตรเครดิต ประกัน และการลงทุน ยังมีผู้ใช้ในระดับต่ำและมีแนวโน้มลดลง อีกทั้งการใช้สินเชื่อมีแนวโน้มลดลงในทุกกลุ่มอาชีพ จากการพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจโดยการฝากเงินของคนไทย 96.1% มีบัญชีเงินฝากในระบบ แต่ในจำนวนนี้ 91.9% มีบัญชีเงินฝากเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และ 56.1% มีบัญชีเงินฝากที่ตั้งใจออม และส่วนใหญ่การออมยังเป็นไปในรูปแบบเงินสด 81.5% ขณะที่มีเพียง 1.9% ที่นำเงินไปลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ มาดูที่การออมเผื่อฉุกเฉิน ในกรณีขาดรายได้ กะทันหัน กว่า 75%  ของคนไทยมีเงินสำรองสำหรับการใช้จ่ายได้ไม่เกิน 6 เดือน  โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น เด็กจบใหม่ และผู้ประกอบอาชีพที่มีรายได้ไม่แน่นอน เช่น กลุ่มลูกจ้างเอกชน หรือ อาชีพอิสระสะท้อนถึงความเปราะบางในการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในวงกว้างต่อมาคือ การออมเผื่อเกษียณ กว่า 85% ของคนไทยยังไม่ได้คิดหรือวางแผนการออมเพื่อเกษียณ โดยพบว่า คนวัยทำงานที่มีอายุ 31-60 ปี และกลุ่มอาชีพที่มีรายได้ไม่แน่นอน มั่นคง ที่ควรให้ความสำคัญกับการ เตรียมตัวเกษียณ กลับเป็นกลุ่มที่ยังไม่เริ่มวางแผน หรือเริ่มแต่ยังทำไม่ได้ ตามแผนมากที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พร้อมของประชาชนต่อการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ  (Aging Society)อย่างไรก็ตาม ข้อมูลยังบอกด้วยว่า ผู้ที่มีระดับเงินออมเผื่อฉุกเฉิน 6 เดือนขึ้นไป มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในการเก็บออมเพื่อเกษียณมากขึ้น รวมทั้งมีความสามารถในการจัดการหนี้สินได้ดีกว่า ซึ่งสะท้อนถึงวินัยทางการเงินที่ดี ซึ่งเพิ่มโอกาสในการบรรลุ เป้าหมายการเก็บออมระยะยาว ลดความกังวลเกี่ยวกับการจัดการภาระหนี้สิน และส่งผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีทางการเงิยอีกด้วยแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ pptvhd36https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/269633

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

กลับมาแล้ว ! Open Call 1 วัน 1,000 ภาพ ครั้งที่ 7: Pawtrait นิทรรศการภาพถ่ายสุดไอคอนิคของ “แมด, มันมัน ศรีนครินทร์” ที่ใคร ๆ ก็เป็นศิลปินได้

27/02/2026

ผ่านมาแล้ว 6 ครั้ง กับ 6,000 ภาพถ่ายจาก “1 วัน 1,000 ภาพ Photo Installation Exhibition” หรือนิทรรศการภาพถ่ายสุดไอคอนิคของ แมด, มันมันศรีนครินทร์ (MMAD, MunMun Srinakarin) ที่เชื่อว่าใคร ๆ ก็เป็นศิลปินได้  ครั้งนี้ ‘1 วัน 1,000 ภาพ ครั้งที่ 7: Pawtrait’ เปิดพื้นที่ให้กับ ‘เจ้าตัวโปรดของคุณ’ไม่ว่าจะเป็นสายป่วน สายซน    สายอ้อน หรือว่าสายเอ็กโซติก ชวนให้มาทบทวนความสัมพันธ์ ความผูกพัน และความหมายของการอยู่ร่วมกันในโลกใบเดียวกัน ระหว่างคนกับสัตว์ที่แตกต่างแต่เชื่อมโยงกันทุกภาพที่ส่งเข้ามามีโอกาสถูกคัดเลือกเป็น MMADclusive Pick ที่จะอยู่ในภาพโปรโมทหลักของนิทรรศการ จำนวน 1 ภาพ และ MMAD Pick อีก 9 ภาพ เพื่อจัดทำเป็นโปสเตอร์สำหรับแจกในงานเปิดนิทรรศการติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://forms.gle/f8sM1Kgrum13fZHg6 ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2569แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/entertainment/detail/9690000020007

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

“ทะเลแหวกสันหลังมังกรเกาะพลอง” สุดอันซีนถนนทรายกลางทะเลพังงา ยาวกว่า 2 กิโลเมตร

27/02/2026

พาไปสัมผัสกับอีกหนึ่งมนต์เสน่ห์ของทะเลพังงาอันน่าตื่นตาตื่นใจ กับ “ทะเลแหวกสันหลังมังกรเกาะพลอง” ที่มีลักษณะคล้ายถนนทรายกลางทะเล ยาวกว่า 2 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งอันซีนพังงาที่ผู้มาเที่ยวเกาะยาวน้อย และพื้นที่ใกล้เคียงไม่พลาดด้วยประการทั้งปวง“เกาะพลอง” เป็นเกาะเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในเขต ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ห่างจากเกาะยาวน้อยไปด้านทิศเหนือประมาณ 3 กิโลเมตรเกาะพลองแม้เป็นเกาะเล็ก ๆ ไม่มีคนอยู่อาศัย แต่ที่นี่มีปรากฏการณ์แปลกตาน่ามหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสรรสร้างขึ้นมา คือ “ทะเลแหวกสันหลังมังกรเกาะพลอง” อันสวยงามสุดอเมซิ่ง ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้พบเห็นกันเป็นจำนวนมากทะเลแหวก เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลของน้ำขึ้น-น้ำลง โดยยามน้ำทะเลลดระดับลงต่ำ จะทำให้เห็นแนวสันทรายที่อยู่ในช่วงน้ำตื้นโผล่ขึ้นมาอยู่กลางทะเล จนกลายเป็นอันซีนดึงดูดให้ผู้คนจากทั่วสารทิศอยากเดินทางไปพบความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์เอาไว้สักครั้งสำหรับทะเลแหวกสันหลังมังกรเกาะพลอง ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับเกาะยาวน้อยนั้น ยามเมื่อน้ำทะเลลดระดับลงต่ำ จะมีลักษณะเป็นสันดอนทรายกลางทะเลระยะทางความยาวกว่า 2 กิโลเมตร ทอดตัวคดเคี้ยวจากเกาะพลองทอดยาวไปหาเกาะยาวน้อย จนหลายคนยกให้เป็นดัง “สันหลังมังกร” กลางทะเลตามรูปลักษณ์ที่พบเห็นนักท่องเที่ยวเมื่อมาเที่ยวที่นี่ (ในช่วงน้ำทะเลลดระดับ) สามารถลงไปเดินบนทะเลแหวกหรือสันดอนทรายกลางทะเล ซึ่งจะให้ความรู้สึกคล้าย ๆ กับเดินบนถนนทรายกลางทะเล ที่บริเวณรอบข้างห้อมล้อมไปด้วยเกาะใหญ่น้อย ถือเป็นบรรยากาศอันซีนพังงาที่ดูน่ามหัศจรรย์ไม่น้อยนอกจากนี้ในระหว่างทางที่เดินบนสันหลังมังกรยังสามารถพบเห็นวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านที่มาหาหอยแถวให้บริเวณนั้น ซึ่งเราสามารถเข้าพูดคุยทักทายกับชาวบ้านผู้เปี่ยมมิตรไมตรีเหล่านี้ได้ด้วยเหตุนี้วันนี้ทะเลแหวกสันหลังมังกรเกาะพลอง จึงเป็นอีกหนึ่งอันซีนพังงา เป็นหนึ่งในจุดท่องเที่ยวอันโดดเด่นไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่มาท่องเที่ยวพักผ่อนที่เกาะยาวน้อย และในจังหวัดพังงาส่วนบรรดาช่างภาพทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ ที่นี่ถือเป็นจุดถ่ายรูปชั้นดีกลางทะเล ที่มีมุมหลากหลายให้เลือกบันทึกภาพ โดยเฉพาะการถ่ายภาพมุมสูงจากอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ที่แต่ละคนถ่ายได้ไม่ซ้ำกันในบรรยากาศของแต่ละเวลาสำหรับผู้ที่สนใจต้องการจะสัมผัสกับความสวยงามแปลกตาน่าทึ่งของปรากฏการณ์ธรรมชาติทะเลแหวกสันหลังมังกรเกาะพลอง เมื่อเดินทางมาถึงที่เกาะยาวน้อย จังหวัดพังงาแล้ว สามารถติดต่อเหมาเรือนำเที่ยวของชาวบ้านในพื้นที่ให้พาไปเที่ยวชมทะเลแหวกที่เกาะพลองได้ หรืออาจจะติดต่อล่วงหน้ากับกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนในพื้นที่เกาะยาวน้อยก่อนเดินทางก็ได้ โดยคนขับเรือในพื้นที่จะรู้เวลาการขึ้น-ลง ของน้ำทะเล และเวลาที่เหมาะสมในการมาเที่ยวชมได้เป็นอย่างดีภาพ : อโนทัย งานดีแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000013928

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ ประเทศไทย ร่วมเปิดโครงการปรับปรุงศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนวัดดาวดึงษารามเพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กเล็ก

27/02/2026

เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นายนิคฮิล แอดวานี (ที่ 5 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นางสาวชลิดา นครชัย (ที่ 4 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด นางสาวรพีพร วงศ์ทองคำ (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ นายราเชนทร์ ขุมนาค (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายอสังหาริมทรัพย์และงานบริการ พร้อมคณะ ร่วมพิธีเปิดโครงการปรับปรุงศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนวัดดาวดึงษาราม ชุมชนบางพลัด ในงานได้รับเกียรติจาก นายศานนท์ หวังสร้างบุญ (ที่ 3 จากขวา) รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นตัวแทนรับมอบโครงการ พร้อมด้วยผู้อำนวยการเขตบางพลัด โดยเอไอเอได้สนับสนุนงบประมาณสำหรับซ่อมแซมพื้นห้องเรียนที่ชำรุดและมอบอุปกรณ์เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ประกอบด้วย ตู้น้ำดื่ม นาฬิกาแขวนผนัง หนังสือ ตุ๊กตา และของเล่นหลากหลายชนิดที่ได้รับบริจาคจากพนักงาน เพื่อร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย เหมาะสมต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย สอดคล้องกับพันธกิจของเอไอเอในการสนับสนุนให้ผู้คนนับพันล้านคนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา “Healthier, Longer, Better Lives”

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ เปิดตัวโครงการ Club CI 2026 เดินหน้าสร้างความตระหนักรู้ ส่งต่อตวามห่วงใย พร้อมเสริมความคุ้มครองโรคร้ายแรงให้แก่คนไทย

25/02/2026

เอไอเอ ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านประกันชีวิตและสุขภาพ เปิดตัวโครงการ Club CI 2026 มุ่งสร้างความตระหนักรู้และส่งต่อความห่วงใยแก่คนไทยถึงภัยเงียบอย่างโรคร้ายแรง (Critical Illness: CI) โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อตัง (NCDs) ที่นับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย* ผ่านการเสริมสร้างความรู้ให้แก่ที่ปรึกษาทางด้านการประกันชีวิต สุขภาพ และการเงินของเอไอเอ เพื่อให้มีความพร้อมและศักยภาพในการออกไปส่งมอบความคุ้มครองโรคร้ายแรงให้แก่คนไทยทั่วประเทศ ส่งเสริมให้คนไทยมีความคุ้มครองในกลุ่มผลิตภัณฑ์โรคร้ายแรงถึง 10 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ทุกคนคลายกังวลหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด พร้อมมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’คุณอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “เอไอเอ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวแทนให้มีความรู้และความสามารถในการวางแผนส่งมอบความคุ้มครองทั้งในด้านประกันชีวิต ประกันสุขภาพ รวมถึงประกันโรคร้ายแรง ซึ่งปัจจุบันถือเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่คร่าชีวิตคนไทย ตลอดจนอัตราส่วนประชากรไทยที่มีความคุ้มครองโรคร้ายแรงยังถือว่าต่ำมาก เราจึงตั้งเป้าที่จะส่งเสริมให้คนไทยสามารถเข้าถึงประกันโรคร้ายแรงได้อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งมีวงเงินความคุ้มครองที่เพียงพอต่อการรักษาพยาบาล โดยในปีที่ผ่านมาเราได้เสริมความรู้ ความมั่นใจ และสร้างบรรยากาศเพื่อส่งเสริมการขายประกันโรคร้ายแรงในแก่ตัวแทน ในนามของ Captain CI จำนวนทั้งสิ้น 220 ท่าน ที่ร่วมกันผลักดันตัวแทนของเรากว่า 27,000 ท่าน ให้เข้าร่วมกิจกรรม Club CI และจำนวนตัวแทนที่เข้าร่วมกิจกรรมยังคงเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยเดือนละ 19% ของตัวตัวแทนทั้งหมด และในปีนี้ประกันโรคร้ายแรงยังถือเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ที่เอไอเอให้ความสำคัญและให้การสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง ตลอดจนเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักผ่านโครงการ Club CI ที่ขับเคลื่อนโดยผู้บริหารหน่วยตัวแทนประจำพื้นที่ และ Captain CI 2026 ทั่วประเทศ โดยมี 3 แนวทางหลักที่เราตั้งใจมอบให้พลังที่ปรึกษาทางการเงิน และตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ ส่งต่อแก่ลูกค้า ประกอบด้วย  1)  การให้มุมมองและเครื่องมือการขายสำหรับตัวแทนที่ร่วมกิจกรรม Club CI เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ลูกค้า  2)  การส่งเสริมความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญด้านประกันโรคร้ายแรง เพื่อส่งมอบข้อมูลที่ตอบโจทย์ลูกค้าผ่าน Captain CI  3)  การมอบสิทธิประโยชน์พิเศษให้แก่ลูกค้าทั้งนี้ เอไอเอ ต้องการให้คนไทยทั่วประเทศได้รับการดูแลรักษาพยาบาลที่ดีและเหมาะสมที่สุด เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนของทุกคน”สำหรับลูกค้าที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อตัวแทนบริการของท่าน หรือ AIA Call Center 1581 หมายเหตุ:*ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ณ ปี 2568

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ภาษี

ศุลกากรจ่อเก็บภาษี ‘ทองคำ’ 1% ปิดช่องโหว่ฟอกเงิน-สกัดทุนเทา

24/02/2026

  •  กรมศุลกากรศึกษาเก็บภาษีนำเข้าทองคำในอัตรา 1% โดยยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน  •  มีวัตถุประสงค์เพื่อปิดช่องว่างทางกฎหมายที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงินและเคลื่อนย้ายเงินทุนผิดกฎหมาย (ทุนเทา)  •  ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีการเก็บอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับทองคำ ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่น เช่น จีนและอินเดียประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะงบประมาณขาดดุลอย่างต่อเนื่องมานานนับทศวรรษ เหมือนครอบครัวที่มีรายจ่ายเกินรายได้มหาศาลมาตลอด 10 ปี เมื่อรายได้จากการเก็บภาษีแบบเดิมไม่เพียงพอต่อรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น กรมศุลกากรซึ่งเป็นหนึ่งในการจัดเก็บรายได้รัฐบาล กำลังมองหาช่องทางการเพิ่มรายได้รัฐจากส่วนที่ยังเป็นช่องว่างอยู่นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรเตรียมเสนอต่อรัฐบาลใหม่ พิจารณาปรับปรุงอัตราภาษีให้สะท้อนความเป็นจริงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจชาติในระยะยาว แต่จะไม่ไปเพิ่มภาระให้คนรากหญ้า โดยมีแนวคิดที่จะทบทวนอัตราภาษีนำเข้ากระเป๋าแบรนด์เนม เครื่องประดับแบรนด์หรู และเครื่องสำอาง แม้จะมีข้อเสนอจากภาคเอกชนที่ต้องการให้รัฐบาลลดภาษีสินค้าแบรนด์เนม เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างไรก็ตาม การดำเนินการเรื่องดังกล่าวต้องพิจารณาให้รอบคอบ โดยต้องมองถึงความคุ้มค่าและกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงว่า ผู้ที่ซื้อสินค้าเหล่านี้คือ นักท่องเที่ยวจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงคนไทยกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เพราะกระเป๋าแบรนด์เนม เป็น 1 ใน 5 อันดับสินค้า ที่กรมศุลกากรจัดเก็บรายได้ภาษีสูงที่สุด ได้แก่ 1.รถยนต์, 2.ชิ้นส่วนยานยนต์, 3.ยา, 4. เครื่องสำอาง และอันดับที่ 5 คือ กระเป๋าแบรนด์เนม ซึ่งหากมีการยกเลิกหรือลดภาษีส่วนนี้ รายได้ของประเทศจะหายไปอย่างมหาศาล“เราตั้งข้อสังเกตว่า โครงสร้างภาษีในปัจจุบันยังมีความลักลั่นอยู่ ทำไม เครื่องสำอาง ที่ผู้หญิงเกือบทุกระดับต้องใช้ถึงเสียภาษีสูงถึง 30% ขณะที่ กระเป๋าแบรนด์เนม ราคาสูง ซึ่งเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มกลับเสียเพียง 20% และที่หนักกว่านั้นคือ เครื่องประดับหรูและทองคำ กลับเสียภาษี 0%”ขณะเดียวกัน ยังพบว่า ผู้ประกอบการบางกลุ่ม ใช้เขตปลอดอากร (Free Zone) ที่ควรจะเป็นพื้นที่ส่งเสริมการส่งออกเพื่อดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ นำเข้าสินค้ามาขายในเมืองไทยโดยใช้สิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีที่ลักลั่นและส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของรัฐและความเท่าเทียมในการทำธุรกิจนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร“เพื่อแก้ปัญหานี้ กรมศุลกากรเตรียมเดินหน้าหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อกำหนดนิยามและเงื่อนไขการใช้สิทธิ์ใน Free Zone ใหม่ให้ชัดเจน และเกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง”ทั้งนี้ การปรับปรุงเกณฑ์ Free Zone ในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยอุดช่องโหว่การเลี่ยงภาษีแล้ว ยังมุ่งหวังให้เกิดการสร้าง Ecosystem ที่เอสเอ็มอี และผู้ผลิตชาวไทยสามารถแข่งขันได้ในสภาวะที่ต้องเผชิญกับสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ สินค้าราคาต่ำจากจีนเข้ามาทุ่มตลาดในไทยนายพันธ์ทองกล่าวว่า แนวคิดเบื้องต้นที่ร่างไว้ คือ การกำหนดสัดส่วนที่ชัดเจนว่า สินค้าที่จะได้รับสิทธิ์ใน Free Zone ต้องมีมูลค่าวัตถุดิบภายในประเทศบวกกับค่าแรงงานไทย รวมกันแล้วต้องมากกว่าค่า X (ตัวเลขสมมติ) หรือต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์สินค้าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสัดส่วนนี้เราไม่สามารถกำหนดเองได้เพียงหน่วยงานเดียว จึงจะให้สอท.เป็นผู้ช่วยออกแบบว่า ผู้ประกอบการไทยควรได้รับประโยชน์อย่างไร และรูปแบบไหนที่เอื้อต่อการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน  “ในสถานะที่รายได้ประเทศไม่เพียงพอต่อรายจ่าย การปล่อยให้มีการใช้สิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีที่ผิดวัตถุประสงค์เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และทุกมาตรการที่ออกมาจะต้องมีเหตุผลรองรับที่ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีที่หายไปจากการยกเว้นสิทธิ์นั้น จะถูกเปลี่ยนเป็นแรงขับเคลื่อน GDP ของประเทศอย่างแท้จริง”ส่วนกรณีที่คณะอนุกรรมการตรวจสอบเส้นทางการเงินและการฟอกเงิน ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (Connect the Dots) ได้มอบหมายให้กรมศุลกากรศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการกลับมาจัดเก็บภาษีนำเข้าทองคำจากต่างประเทศนั้น กรมศุลกากรได้หารือร่วมกับปลัดกระทรวงการคลังในประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้นายพันธ์ทองกล่าวว่า ประเทศไทยยังไม่มีการเก็บอากรขาเข้า และไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทำให้เป็นช่องว่าง ทั้งนี้ หากดำเนินการจัดเก็บภาษีนำเข้าทองคำมีแนวคิดที่จะจัดเก็บที่อัตรา 1% และจะต้องออกประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อให้มีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุป สำหรับสถิติการนำเข้าทองคำนั้น ในเชิงปริมาณไม่ได้กระโดดมาก แต่ในเชิงมูลค่าเติบโตขึ้นจากราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยปีที่ผ่านมา มีการนำเข้าทองคำมูลค่าสูงถึง 700,000 ล้านบาท และมีการส่งออกประมาณ 400,000 ล้านบาท โดยส่งออกไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์อันดับหนึ่ง และกัมพูชา อันดับสอง โดยมีการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งนี้ กรมและหน่วยงานด้านความมั่นคงกำลังจับตามองว่า การนำเข้า-ส่งออกทองคำที่เสรีเกินไป อาจถูกใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงิน หรือเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมาย เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ตรวจสอบเส้นทางได้ยากกว่าเงินสด ฉะนั้น คณะกรรมการ Connect the Dots จึงศึกษาและจะเข้ามาดูแลในเรื่องนี้“ประเทศกำลังพัฒนาอย่างจีนหรืออินเดีย เก็บภาษีทองคำ 5% ต่างมีมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวด แต่ไทยเป็นประเทศเดียวที่ไม่มีการกับอากรขาเข้า และ VAT และเราเป็นประเทศที่บริโภคทอง 96.5% ซึ่งต้องส่งออกไปสกัดเป็นทอง 99.99% ที่สวิตเซอร์แลนด์หรือออสเตรเลียเพื่อให้ได้มาตรฐานสากล ก่อนจะนำกลับเข้ามาใหม่ กระบวนการนี้จึงควรมีการกำกับดูแลด้านภาษีที่เหมาะสม”นายพันธ์ทองกล่าวทิ้งท้ายแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับฐานเศรษฐกิจhttps://www.thansettakij.com/economy/652146

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

ประกันชีวิตลุ้นรัฐปลุกเศรษฐกิจหนุนกำลังซื้อ คาดเบี้ยรับรวมปี’69 แตะ 7 แสนล้าน

24/02/2026

สมาคมประกันชีวิต ประเมินเบี้ยประกันชีวิตปี’69 โต 2.5-3.5% แตะ 7 แสนล้าน ชี้ประกันสุขภาพ-โรคร้ายแรงเป็นไฮไลต์ ปม “เงินเฟ้อทางการแพทย์/ค่ารักษา” พุ่ง ผลักธุรกิจต้องปรับเงื่อนไขใช้ “Copayment”นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจประกันชีวิตปี 2569 สมาคมประมาณการเติบโตเบี้ยประกันชีวิตขยายตัวอยู่ในกรอบ 2.50-3.50% หรือคิดเป็นเบี้ยรับรวมอยู่ราว 7 แสนล้านบาท จากปี 2568 เบี้ยรับรวมอยู่ที่ 6.76 แสนล้านบาท ที่มีการเติบโตอยู่ที่ 3.45% แบ่งเป็น เบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ (New Business Premium) 1.90 แสนล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 3.60% และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป (Renewal Premium) 4.85 แสนล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 3.40%ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตและผลิตภัณฑ์ที่เป็นไฮไลต์ในปีนี้ คือ ประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ที่เพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 8-10% ซึ่งจากปี 2568 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 10.8% และคาดการณ์ในปี 2569 จะอยู่ที่ 10.8% ส่งผลให้ประชาชนเริ่มมองหาความคุ้มครองที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคตมากขึ้น ซึ่งโดยเฉลี่ยเบี้ยประกันสุขภาพเติบโตอยู่ที่ 1.2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งในปี 2568 ประกันสุขภาพเติบโตสูงถึง 11%นอกจากนี้ ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) ยังเห็นการเติบโตได้ดี ส่วนหนึ่งมาจากดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาลง นักลงทุนมองหาช่องทางการลงทุนใหม่ ที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้นภายใต้ระดับความเสี่ยงที่พอรับได้ รวมถึงได้รับความคุ้มครองจากการประกันชีวิตรวมอยู่ด้วย ส่งผลให้คนหันมาสนใจผลิตภัณฑ์ลงทุนมากขึ้น สะท้อนจากปี 2568 ที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 15.75%ขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่อาจจะเติบโตไม่สูงมากนัก จะเป็นประกันสะสมทรัพย์ (Endowment) จะเห็นการเติบโตน้อยลง โดยเฉพาะที่ไม่ได้การันตีผลตอบแทน รวมถึงประกันกลุ่ม (Group) ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้บริษัทหรือองค์กรขนาดใหญ่มีความระมัดระวังค่าใช้จ่ายกับพนักงานมากขึ้น เช่นเดียวกับประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Mortgate) ที่ได้รับผลกระทบจากทิศทางของธนาคารที่มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น“ตอนนี้เราต้องรอดูเศรษฐกิจว่ารัฐบาลจะสามารถขับเคลื่อนได้แค่ไหน เพราะเรื่องของเศรษฐกิจมีผลโดยตรงต่อธุรกิจประกัน เพราะหากคนไม่มีเงินการคิดถึงประกันจะเป็นเรื่องรอง ๆ และไม่ใช่ปัจจัยเร่งด่วน แต่เชื่อว่ายังมีปัจจัยหนุนธุรกิจได้ เช่น สังคมสูงวัย ภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามเงินเฟ้อทางการแพทย์ จะทำให้คนหันมาสนใจประกันมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันสัดส่วนจำนวนกรมธรรม์ต่อประชากรอยู่ที่ 40% และเหลืออีก 60% ที่ยังไม่มีประกัน ซึ่งปีนี้เราคาดเบี้ยประกันอยู่ที่ 7 แสนล้านบาท น่าจะสอดคล้องกับตัวเลขสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ต้องการเห็นเบี้ยประกันภัยรวมกว่า 1 ล้านล้านบาท”นางนุสรากล่าวว่า ผลกระทบจากการนำ Copayment และการยกเลิกประกันเหมาจ่ายนั้น จะเห็นว่าภายหลังประกาศนำประกันแบบ Copayment มาใช้ ตัวเลขเบี้ยประกันในไตรมาสที่ 1/2568 มีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูงถึง 28% เพราะคนกังวลจึงเร่งซื้อประกัน และต่อเนื่องมายังไตรมาสที่ 2 เติบโต 18% และไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 14% และสิ้นปี 2568 อยู่ที่ 11.7% ถือว่าขยายตัวดีดังนั้น หากมองไปข้างหน้าการยกเลิกประกันแบบเหมาจ่าย คงขึ้นแต่ละบริษัทในการพิจารณา แต่เชื่อว่าหากเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ปรับเพิ่มขึ้น อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมี Copayment ตั้งแต่ปีแรก หรือเบี้ยประกันอาจปรับเพิ่มขึ้น หรือถ้าลูกค้ามีการจ่ายส่วนแรก อาจทำให้เบี้ยปรับลดลงได้อย่างไรก็ดี สิ่งที่สมาคมดำเนินการคือ การร่วมมือกับโรงพยาบาลรัฐขยายการบริการ หากโรงพยาบาลรัฐสามารถทำได้ดี บริการสะดวกแบบไร้รอยต่อ สมาคมอยากเห็นการร่วมมือกับโรงพยาบาลรัฐมากขึ้น จากปัจจุบันร่วมมือไปแล้ว 27 แห่ง เพราะโรงพยาบาลรัฐต้องการเพิ่มรายได้เช่นกัน ดังนั้น ในอนาคตโรงพยาบาลรัฐจะมาเป็นอีกกำลังหนึ่งของธุรกิจประกัน จากปัจจุบันสัดส่วนการใช้โรงพยาบาลรัฐมีประมาณ 5% ของการเคลมทั้งหมด“ผลกระทบจาก Copayment น่าจะรู้ภายในเดือน มี.ค.นี้ เพราะจะดูจากสัญญาปีที่ 2 แต่จากเดิมมีการคาดการณ์ว่ามีสัดส่วน 4% ที่มีการเคลมไปแล้ว 25% แต่มีคนถือกรมธรรม์อีก 96% มีการเคลม 75% หากเราไม่ทำอะไรการเคลมจะเพิ่มขึ้น และบริษัทประกันจะไม่ขายก็ไม่ได้ อาจจะมีการปรับเพิ่มเบี้ย แต่เชื่อว่าหากมี Copayment สัดส่วน 4% จะปรับลดลงได้ แต่ไม่รู้จะลงเท่าไร”แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1968045

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

ผสานพลัง 2 ศิลปินแห่งชาติ น้อมรำลึกถึงพระพันปีหลวง

24/02/2026

สยามพารากอน เปิดพื้นที่ Art Jewel แกลอรี่แสดงงานศิลปะ ขนาด 500 ตร.ม. ภายใต้แนวคิด การพัฒนาแพลตฟอร์มแห่งโอกาส มุ่งสนับสนุนความสามารถของศิลปินไทย ให้ได้แสดงผลงานเป็นที่รู้จักแก่คนไทยและชาวต่างชาติยิ่งขึ้น โดยมี 2 ศิลปินแห่งชาติ นำโดย ศ.เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง และศ.เกียรติคุณ ถาวร โกอุดมวิทย์ พร้อมด้วยศิลปินชั้นนำของไทย 20 ท่าน ร่วมกันจัดนิทรรศการภายใต้ชื่อ “น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ แห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ถ่ายทอดผ่านนิทรรศการศิลปกรรมอันวิจิตร งดงาม และร่วมสมัย วันนี้-25 มี.ค. 69 ณ Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอนอ.ปรีชา เถาทองพิธีเปิดงานมีบุคคลสำคัญในแวดวงต่างๆ ตลอดจนศิลปิน อาทิ ท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ, ท่านผู้หญิงกอบกุล อุบลเดชประชารักษ์, จรสิริ สุกรเกยูร, กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูล, สัณหพิศ โพธิรัตนังกูร, จรรยา สว่างจิตร, พล.ท.ดร. พีระพงษ์ มานะกิจ, สลิล ล่ำซำ, ศ.ดร. อภินันท์ โปษยานนท์, ผศ.ดร. อนุชา ทีรคานนท์, นิติกร กรัยวิเชียร และเสริมคุณ-วาดฝัน คุณาวงศ์ ร่วมชมนิทรรศการ “ศิลป์สดุดี พระบารมีคู่แผ่นดิน” โดย อ.ปรีชา เถาทอง และนิทรรศการ “กราบ/สักการะ” โดย อ.ถาวร โกอุดมวิทย์ ซึ่งร่วมถ่ายทอดความหมายแห่งการน้อมรำลึกให้ปรากฏเป็นรูปธรรม ชวนผู้ชมสัมผัสความซาบซึ้งทั้งในมิติของ “ความงาม” และ “ความหมาย” ที่ประณีตลึกซึ้งชฎาทิพ จูตระกูล, ท่านผู้หญิงกอบกุล อุบลเดชประชารักษ์ และ 2 ศิลปินจรรยา สว่างจิตร และพล.ท.ดร. พีระพงษ์ มานะกิจสัณหพิศ โพธิรัตนังกูร และกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูรณัฏฐวรรณ ตันหยงมาศ และสลิล ล่ำซำแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/celebonline/detail/9690000018521

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

X