Everyday knowledge for you
ภาษี
05/08/2026
By วิชชุดา จิตจันทร์ • การพลาดโอกาสซื้อหุ้นส่งผลกระทบทางจิตใจต่อนักลงทุน เช่น ความเสียดาย ความสงสัยในตนเอง และความกลัวตกรถ (FOMO) • ผลกระทบทางอารมณ์อาจนำไปสู่การตัดสินใจลงทุนที่ผิดพลาดในอนาคต เช่น การรีบร้อนซื้อหุ้นโดยขาดการวิเคราะห์ หรือการลังเลจนพลาดโอกาสซ้ำ • แนวทางรับมือคือการยอมรับความจริง เรียนรู้จากข้อผิดพลาด และทำความเข้าใจว่าตลาดยังมีโอกาสใหม่ๆ เสมอ • การสร้างแผนการลงทุนที่ชัดเจนและมีวินัย รวมถึงการใช้เครื่องมือช่วยตัดสินใจ จะช่วยลดอิทธิพลของอารมณ์และพัฒนาการลงทุนในระยะยาวการพลาดจังหวะซื้อหุ้นเป็นประสบการณ์ที่นักลงทุนแทบทุกคนต้องเผชิญ แต่สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่การเสียโอกาสเพียงครั้งเดียว หากเป็นผลกระทบทางจิตใจที่อาจนำไปสู่การตัดสินใจผิดพลาดในอนาคต คอลัมน์ Investing Tactic โดย กนิษฐา รอดดำ (ครูไก่) ชวนทำความเข้าใจอารมณ์หลังพลาดโอกาสลงทุน พร้อมแนะ 5 วิธีรับมืออย่างมีวินัย เพื่อเปลี่ยนความเสียดายให้เป็นบทเรียนและเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนในระยะยาวภาวะทางจิตใจที่เกิดขึ้นเมื่อถึงจุดซื้อหุ้นแล้วไม่ได้ซื้อหุ้นเป็นเรื่องที่นักลงทุนแทบทุกคนเคยประสบ บทความนี้จะอธิบายถึงความรู้สึกและผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์นี้ พร้อมเสนอแนวทางจัดการกับอารมณ์เพื่อให้พร้อมสำหรับการตัดสินใจที่ดีขึ้นในอนาคตความรู้สึกเมื่อพลาดการซื้อหุ้นเมื่อถึงจุดที่ควรซื้อหุ้น แต่กลับลังเลหรือไม่สามารถตัดสินใจซื้อได้ทัน นักลงทุนมักจะประสบกับความรู้สึกหลายอย่าง เช่น:1. เสียใจและเสียดาย: ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเนื่องจากรู้ว่าหุ้นที่ควรจะซื้อมีการเคลื่อนไหวขึ้นหลังจากนั้น ทำให้รู้สึกว่าพลาดโอกาสในการทำกำไร2. สงสัยในการตัดสินใจของตนเอง: นักลงทุนบางคนอาจเริ่มสงสัยในทักษะและวิจารณญาณของตนเอง เมื่อพลาดการซื้อหุ้น ทำให้ขาดความมั่นใจในการตัดสินใจครั้งถัดไป3. กลัวการสูญเสียโอกาส (Fear of Missing Out - FOMO): ความรู้สึกกลัวการสูญเสียโอกาสทำให้เกิดความกังวลและแรงกดดันเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้อีกครั้งผลกระทบทางจิตใจต่อการลงทุนในอนาคตภาวะทางจิตใจจากการพลาดการซื้อหุ้นอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนในอนาคต เช่น: • ความรีบร้อนในการตัดสินใจ: นักลงทุนอาจรีบเข้าซื้อหุ้นโดยขาดการวิเคราะห์อย่างรอบคอบเพื่อแก้ตัวจากการพลาดโอกาสในครั้งก่อน ซึ่งอาจนำไปสู่ความผิดพลาดที่มากกว่าเดิม • ลังเลมากขึ้น: ความไม่มั่นใจอาจทำให้นักลงทุนลังเลมากขึ้นในสถานการณ์ถัดมา ทำให้พลาดโอกาสซ้ำซาก • ความเครียดและการวิเคราะห์มากเกินไป: นักลงทุนอาจรู้สึกเครียดและต้องการวิเคราะห์ข้อมูลให้ละเอียดเกินจำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในครั้งต่อไป ซึ่งบางครั้งอาจทำให้ไม่สามารถตัดสินใจได้ทันเวลาวิธีการจัดการภาวะทางจิตใจเมื่อพลาดการซื้อหุ้นเพื่อจัดการกับภาวะทางจิตใจที่เกิดขึ้นเมื่อพลาดการซื้อหุ้น นักลงทุนสามารถปฏิบัติตามแนวทางดังนี้:1. ยอมรับความจริง: การพลาดโอกาสเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการลงทุน แม้แต่นักลงทุนมืออาชีพก็ยังมีช่วงเวลาที่พลาด การยอมรับความเป็นจริงจะช่วยลดความเครียดและไม่ทำให้อารมณ์เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจครั้งถัดไป2. ทำความเข้าใจว่าตลาดหุ้นมีโอกาสเสมอ: ตลาดหุ้นมีโอกาสมากมาย หากพลาดโอกาสในวันนี้ ก็ยังมีโอกาสอื่น ๆ รออยู่ข้างหน้า การคิดเช่นนี้จะช่วยให้นักลงทุนรู้สึกผ่อนคลายและไม่กังวลเกินไป3. วิเคราะห์และเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น: หลังจากพลาดโอกาส ให้วิเคราะห์เหตุผลว่าเหตุใดจึงไม่สามารถตัดสินใจซื้อได้ในขณะนั้น และเรียนรู้จากมันเพื่อพัฒนากลยุทธ์และการตัดสินใจในอนาคต4. ตั้งแผนการซื้อขายและปฏิบัติตามอย่างมีวินัย: การมีแผนการซื้อขายที่ชัดเจนและปฏิบัติตามอย่างมีวินัยจะช่วยให้นักลงทุนไม่ปล่อยให้ความรู้สึกหรืออารมณ์มาแทรกแซงการตัดสินใจ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสในการพลาดการซื้อที่ควรทำ5. ใช้เครื่องมือช่วยในการตัดสินใจ: นักลงทุนสามารถใช้เครื่องมือเช่น การตั้งคำสั่งซื้ออัตโนมัติ (Buy Limit Order) เพื่อให้การซื้อหุ้นเป็นไปตามแผนที่วางไว้โดยไม่ต้องพึ่งพาอารมณ์ในช่วงเวลานั้นสรุปการพลาดการซื้อหุ้นและความรู้สึกทางจิตใจที่ตามมาเป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกคนต้องเจอ การยอมรับและการเรียนรู้จากความผิดพลาดเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาความสามารถในการลงทุนในระยะยาว การปฏิบัติตามแผนการซื้อขายอย่างมีวินัยจะช่วยให้นักลงทุนลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจที่ไม่รอบคอบ และพร้อมรับมือกับโอกาสใหม่ในตลาดได้อย่างมั่นใจแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับฐานเศรษฐกิจhttps://www.thansettakij.com/finance/665123
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
สุขภาพ
05/08/2026
ลูกสาวร้อง แม่ต้องผ่าตัดด่วน ถูกรพ.เรียกเงินค่ามัดจำ 3 หมื่น ไม่งั้นเข้าห้องผ่าตัดไม่ได้ ต้องวิ่งหากู้เงินวุ่น เตรียมเข้าร้องเรียน สสจ.ยะลา เผย มีญาติผู้ป่วยเจอเหมือนกันหลายรายวันที่ 5 ก.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงาน สมาคมสื่อมวลชนเพื่อพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับเรื่องร้องเรียน ผู้สูงอายุวัย 76 ปี ป่วยวิกฤตต้องผ่าตัดใหญ่ด่วนที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.ยะลา แต่ถูกเจ้าหน้าที่สั่งให้วางเงินมัดจำล่วงหน้า 30,000 บาท ไม่งั้นเข้าห้องผ่าตัดไม่ได้ ทำให้ลูกหลานซึ่งมีอาชีพรับจ้างกรีดยางรายได้วันละ 300 บาท ต้องวิ่งกู้เงินมาจ่ายสมาคมสื่อมวลชน เพื่อพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและโทรศัพท์สัมภาษณ์ลูกสาวของผู้ป่วยรายนี้ เปิดเผยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า แม่เป็นอดีตแม่บ้าน ปัจจุบันเป็นผู้สูงอายุชราภาพ เพิ่งเข้ารับการผ่าตัดด่วนเมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมาเนื่องจากมีอาการป่วยวิกฤตเกี่ยวกับโรคเส้นเลือดแดงใหญ่ก่อนที่แม่จะถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดเวลาประมาณ 10.00 น. ของวันที่ 4 ก.ค. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลได้แจ้งกับญาติอย่างกระชั้นชิดว่า ก่อนเข้าห้องผ่าตัด ญาติจะต้องนำเงินสด 30,000 บาท มาจ่ายเป็นค่ามัดจำล่วงหน้าให้แก่โรงพยาบาลก่อน หากไม่มีเงินมัดจำก้อนนี้โรงพยาบาลจะไม่สามารถดำเนินการผ่าตัดให้ได้“ตอนนั้นพวกเราตกใจและมืดแปดด้านมาก เพราะแม่ต้องผ่าตัดด่วน ครอบครัวเราลำบากมาก ลูกๆ ทุกคนทำงานรับจ้างกรีดยางสวนคนอื่น มีรายได้รวมกันแค่เฉลี่ยวันละ 200–300 บาท แต่ต้องเลี้ยงดูคนในบ้านรวมถึง 7 ชีวิต พอเจอเรียกเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ในเวลาจำกัด ต่างคนต่างต้องรีบโทรศัพท์หาคนรู้จัก จนสามารถกู้มาได้ครบ 30,000 บาท นำมาวางมัดจำเพราะอยากให้แม่ได้มีโอกาสรอดชีวิต”ลูกสาวบอกด้วยว่า หลังจากที่ญาติๆ หาเงินมาจ่ายมัดจำและได้รับเพียงใบเสร็จรับเงินมัดจำ 30,000 บาทมาแล้ว มารดาจึงได้เข้าห้องผ่าตัด ระหว่างนั้นมีแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่ในห้องผ่าตัดเดินออกมาสอบถามญาติด้วยความแปลกใจว่า “น้องต้องจ่ายเงินด้วยหรือ” เมื่อญาติยืนยันว่าจ่ายไปแล้วตามที่เจ้าหน้าที่แจ้ง แพทย์ท่านนั้นกล่าวถึงกับแสดงความเห็นใจ ตอนนี้ครอบครัวเตรียมเดินทางไปร้องเรียนกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา วันอังคารที่จะถึงนี้“ตอนที่นั่งเฝ้าแม่ อยู่หน้าห้องผู้ป่วยวิกฤต ญาติผู้ป่วยรายอื่นๆ ที่นั่งอยู่ด้วยกันบ่นและคุยกันแต่เรื่องนี้ ว่าถูกเรียกเก็บเงินส่วนเกินค่ามัดจำก่อนผ่าตัดเหมือนกัน เจ้าหน้าที่บอกแค่ว่าเป็นเงินมัดจำ ถ้าใช้ไม่หมดจะคืนให้ แต่ก็ไม่มีใครรู้เลยว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดเท่าไหร่ และจะได้คืนจริงไหม” ลูกสาว ระบุผู้สื่อข่าวติดต่อสอบถามคุณหมอ ท่านหนึ่งทำงานอยู่จ.ยะลา ได้สะท้อนถึงปัญหาว่า ขณะนี้เริ่มมีการเรียกเก็บเงินเพิ่มจากคนไข้ในระบบสิทธิบัตรทอง 30 บาทอย่างผิดเงื่อนไข เป็นปัญหาที่ขยายวงกว้างไปในหลายแผนก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประชาชน มีผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัดสมองอย่างเร่งด่วน แต่ถูกโรงพยาบาลเรียกเก็บเงินเพิ่มจนคนไข้รายนั้นต้องดิ้นรนไปกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายเพื่อรักษาชีวิต คนไข้รายล่าสุดที่ต้องผ่าตัดด่วน คงไปกู้เงินมาน่าจะเดือดร้อนจริง ไม่รู้เขายืมเงินมาจากไหน ทราบว่าจะไปยื่นเรื่องกับ สสจ. อีกทางแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับข่าวสดออนไลน์https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_10311837
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
05/08/2026
Urban Collectibles โดย Mango Art Festival คือเทศกาลศิลปะที่โฟกัสด้านศิลปะในพื้นที่เมือง (Urban Art)สถานที่: The StandardX, Bangkok Phra Arthitวันที่: 7–9 สิงหาคม 2569 เวลา 13:00 - 21:00Urban Collectibles โดย Mango Art Festival คือเทศกาลศิลปะที่โฟกัสด้านศิลปะในพื้นที่เมือง (Urban Art) จัดแสดงภายใน ห้องพักและส่วนต่างๆของโรงแรม ภายในงานจะมีการรวบรวมผลงานหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ งานศิลปะต้นฉบับบนผืนผ้าใบ, งานดิจิตอล, งานปั้น และผลงานต่างๆ ที่ควรค่าแก่การสะสมโดยศิลปินทั้งจากไทย และต่างประเทศโดยในปีนี้ได้จัดขึ้นเป็นปีที่ห้า ณ โรงแรม StandardX, Bangkok Phra Arthit ในวันที่ 7 - 9 สิงหาคม 2026 มาในธีม MOVING CITY : เมืองไม่เคยหยุดนิ่ง... จังหวะชีวิตบนท้องถนนที่เต้นเร้า สายน้ำที่ไหลริน และแสงนีออนที่ไม่มีวันจางหาย แต่ท่ามกลาง ความวุ่นวายนี้ เราอยากให้ "ศิลปะ" สะกดให้คุณหยุดนิ่งExhibition Themeในโลกที่หมุนไวเกินกว่าจะก้าวทัน (Hyper-velocity) เมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว ผู้คนและกาลเวลาที่ไหลผ่าน ไปอย่างรวดเร็วจนเราอาจเผลอลืม "ตัวตน" หรือ "ความหมาย" ของการดำรงอยู่... "Moving City" คือนิทรรศการที่ตั้งใจสร้าง "จุดหยุดนิ่ง" ท่ามกลางพายุแห่งความวุ่นวายเราเชื่อว่าศิลปะมีอำนาจในการ หยุดเวลา (Freeze-frame) เพื่อให้ผู้ชมได้กลับมา สำรวจรายละเอียดที่เคยมองข้าม ทบทวนความงดงามที่ซ่อนอยู่และตกตะกอนความหมายของชีวิต ในช่วงขณะที่สายตาได้ปะทะ กับผลงานKey Message"ในโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ศิลปะจะหยุดเราไว้ เพื่อให้หัวใจเห็นความหมายที่ซ่อนอยู่" แนวคิดของสถานที่จัดงาน: Living Gallery ที่ก้าวข้ามกรอบสี่เหลี่ยมสีขาว เราขอเชิญคุณก้าวข้ามขีดจำกัดของห้องจัดแสดงสีขาวแบบเดิม (White Cube) เข้าสู่บรรยากาศ ที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยรสนิยมของ Luxury Guest Suite พื้นที่แห่งนี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด “Living Gallery” เพื่อ เชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึกระหว่างงานศิลปะและพื้นที่การใช้ชีวิตจริงการจัดแสดงในบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกเหมือน ‘บ้าน’ ช่วยให้เหล่านักสะสมก้าวข้ามจินตนาการและสัมผัส ได้ด้วยตาตนเอง ว่าภาพวาดระดับ Masterpiece, อาร์ตทอยไวนิลรุ่นสะสม หรือผลงานดีไซน์สุดล้ำ สามารถมอบลมหายใจและจิตวิญญาณให้กับ พื้นที่ส่วนตัวได้อย่างไร นี่ไม่ใช่เพียงแค่นิทรรศการศิลปะทั่วไป แต่คือ “ภาพจำลองของชีวิตที่ใช้ร่วมกับศิลปะ”ที่เปิดโอกาสให้ทุกคน ได้เห็นว่าศิลปะสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ที่เหนือระดับได้อย่างสมบูรณ์แบบแกลเลอรี่ อาร์ตสเปซ และแบรนด์ต่างๆ ที่มาร่วมงานในครั้งนี้ได้แก่Art Zone Asia / gallery. sort of. / Boo X ProjectTexture Printing Thailand / Mobella / eufyMake / Ming Art SpaceStreet Star Gallery / Mr.Zen Art Studio / Art Bridge Chiang Rai / Dadsada StudioศิลปินJOAN CORNELLÀ / MUKLAY / Ping Hatta / NINJA•ROMAN•PARE•LOLAY La chambre de Kesvita / Jaemy C Studio / Little Man / Vayupad / Luck Maisalee Pang Torsuwan / Prem.artistic / Itsuko Kiyokawa / Supachet Bhunmakarn JIMMY AAJA / chis_pong / Juart Woraset / Deja Jueng / Piya CharoenmuangChookiat Likitpunyarut / Chanchai Boriboon / Cerukmahachan / papaiwasallday Mick Natthapol / Taweechob.design / Pnk.ff / Goodnight.XinqXinq / Saran Patchimasiri Pure Create / Fah Jitaree / Rizwan Baran Art / PalmJ's Palette / Ping Mantana JP Pemapsorn / Nisra Sobhanasiri / Supmanee Chaisansuk / Ar(t)chana And kazi Istela imamแหล่งที่มาข่าวต้นฉบับและภาพผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/celebonline/detail/9690000074919
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
05/08/2026
ช่วงฤดูฝน หรือ “กรีนซีซั่น” น่านเป็นหนึ่งในจังหวัดที่เปล่งศักยภาพทางการท่องเที่ยวในบรรยากาศสีเขียวออกมาอย่างเต็มเปี่ยม โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ ที่มีสถานที่ท่องเที่ยว และจุดชมวิวทิวทัศน์ทุ่งนาขั้นบันไดสวย ๆ งาม ๆ อยู่หลายจุดด้วยกันหนึ่งในนั้นก็คือ “บ้านเวร” ตำบลบ่อเกลือเหนือ ที่อยู่เหนือบ้านสะปันแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังไปทางอำเภอเฉลิมพระเกียรติประมาณ 20 กิโลเมตรเสน่ห์น่าน “บ้านเวร” สวยโดนใจนาขั้นบันไดท่ามกลางหุบเขาบ้านเวรเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขา ชาวบ้านที่นี่ดำรงวิถีสงบงาม เดิมมีอาชีพทำนา ทำไร่ ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ แต่หลังจากที่ภาคการท่องเที่ยวเข้ามาเติบโต ชาวบ้านที่นี่จึงมีอาชีพทำธุรกิจในภาคการท่องเที่ยว อย่างเช่น โฮมสเตย์ ที่พักชุมคน ร้านอาหาร คาเฟ่ เพิ่มมาอีกทางหนึ่งสำหรับจุดเด่นสำคัญทางการท่องเที่ยวของบ้านเวรก็คือทัศนียภาพอันสวยงามกว้างไกล โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน บ้านเวรจะงดงามไปด้วยทิวทัศน์ของทุ่งนาขั้นบันไดเขียวขจี ท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขาทุ่งนาขั้นบันได บ้านเวรที่บ้านเวรนักท่องเที่ยวจะไปแวะชมวิว ไปนั่งชิลล์ จิบกาแฟแลวิว หรือพักค้างใต้อ้อมกอดแห่งขุนเขาที่บ้านเวรก็สุดแท้แต่ความชอบของแต่ละคนนอกจากวิวทิวทัศน์ของทุ่งนาขั้นบันไดกับวิถีชาวบ้านท่ามกลางบรรยากาศแห่งขุนเขาแล้ว บริเวณทุ่งนาบ้านเวรยังสามารถมองเห็น “อันซีนแม่น้ำน่าน”ที่ไหลจากจุดกำเนิดที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล กับลักษณะการไหลของสายน้ำในช่วงต้นที่แปลกแตกต่างจากแม่น้ำทั่ว ๆ ไปทุ่งนาขั้นบันได บ้านเวรเนื่องจากปกติสายน้ำทั่วไปจะไหลจากที่สูงไปที่ต่ำ และส่วนใหญ่ไหลจากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้ แต่แม่น้ำน่านในช่วงต้นน้ำที่บริเวณบ้านเวร และช่วงตอนบนของสายน้ำมีลักษณะไหลสวนทิศ คือไหลจากใต้ขึ้นไปเหนือ ตามสภาพภูมิประเทศที่สูงลงไปสู่ที่ต่ำ ซึ่งบ้านเรามีแม่น้ำที่ไหลย้อนทิศแบบนี้เพียงไม่กี่สายเท่านั้น อย่างเช่น แม่น้ำอิงที่ไหลจากทางใต้ขึ้นไปทางเหนือในจังหวัดเชียงรายและพะเยาเพื่อลงแม่น้ำโขงที่พักและคาเฟ่ชมวิวสุดแจ่มที่บ้านเวรสำหรับแม่น้ำน่าน มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาหลวงพระบาง ในเขต อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน เริ่มจากตาน้ำจุดเล็ก ๆ ในผืนป่า ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำน่าน โดยช่วงแรกไหลจากทิศใต้ในอำเภอบ่อเกลือขึ้นไปทางเหนือ ผ่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่านจากนั้นไหลวกลงใต้เหมือนสายน้ำปกติ ผ่าน อำเภอทุ่งช้าง อำเภอเชียงกลาง อำเภอปัว อำเภอท่าวังผา อำเภอเมืองน่าน อำเภอภูเพียง อำเภอเวียงสา อำเภอนาน้อย อำเภอนาหมื่น ก่อนจะถูกกั้นด้วยเขื่อนสิริกิติ์ ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ แล้วไหลผ่านจังหวัดอุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และไหลรวมกับแม่น้ำปิง ที่จังหวัดนครสวรรค์ กลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วไหลออกสู่อ่าวไทยมุมจิบกาแฟ แลวิว ที่บ้านเวรใครที่มาเที่ยวบ้านเวร หรืออำเภอบ่อเกลือ นอกจากจะได้ชมวิวทิวทัศน์ของทุ่งนาป่าเขาที่งดงามแล้ว ยังจะได้เห็นอันซีนสายน้ำน่านในช่วงต้นที่ไหลจากใต้ขึ้นไปทางเหนืออีกด้วยแม่น้ำน่านช่วงต้นที่บ้านเวร ไหลย้อนทิศจากเหนือไปใต้แม่น้ำน่านช่วงต้นที่บ้านเวร ไหลย้อนทิศจากเหนือไปใต้แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000076017
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
30/07/2026
ความแตกต่างระหว่างคนที่มีเงิน กับคนที่สร้างความมั่งคั่งได้จริง อาจไม่ได้อยู่ที่ความรู้หรือรายได้ แต่อยู่ที่ 7 วิธีคิดเบื้องหลังการใช้เงิน ออมเงิน และลงทุน ที่สะสมผลลัพธ์ไปตลอดทั้งชีวิตหากให้เรานึกถึงคนที่ร่ำรวย หลายคนอาจจินตนาการถึงนักลงทุนอัจฉริยะ นักธุรกิจระดับโลก อย่าง Elon Musk (อีลอน มัสก์)หรือ อาจเป็นคนที่เข้าใจตัวเลขซับซ้อนกว่าคนทั่วไปแต่โลกในความจริงกลับมีเรื่องราวที่น่าสนใจกว่านั้น ย้อนไปในปี 2014 ชายชื่อ โรนัลด์ รีด เสียชีวิตด้วยวัย 92 ปี เขาไม่ได้เป็นนักธุรกิจ ไม่ได้เป็นผู้บริหาร และไม่ได้จบมหาวิทยาลัยชื่อดัง ตลอดชีวิตทำงานเป็นพนักงานปั๊มน้ำมันและภารโรงในเมืองเล็ก ๆ ของรัฐเวอร์มอนต์ สหรัฐอเมริกาคนรอบตัวจดจำเขาได้ในฐานะชายสูงวัยที่ขับรถมือสอง สวมเสื้อผ้าเก่า และใช้ชีวิตเรียบง่ายเหมือนคนทั่วไป แต่หลังจากเสียชีวิต ทุกคนกลับพบว่าเขามีทรัพย์สินมากกว่า 8 ล้านดอลลาร์แน่นอนว่า ความมั่งคั่งนั้นไม่ได้เกิดจากโชค ไม่ได้มาจากมรดกก้อนใหญ่ หากค่อย ๆ สะสมขึ้นจากพฤติกรรมที่เขาทำซ้ำมาตลอดชีวิต นั่นคือ การเก็บออม ลงทุน และปล่อยให้เวลาเป็นผู้ทำงานตรงกันข้ามกับ ริชาร์ด ฟัสโคน อดีตผู้บริหารระดับสูงของ Merrill Lynch ผู้จบ MBA จาก Harvard และเคยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในคนเก่งที่สุดในวงการการเงิน เขามีทั้งความรู้ เครือข่าย และรายได้มหาศาล แต่กลับจบลงด้วยการล้มละลายหลังวิกฤติการเงินปี 2008 เพราะใช้ชีวิตอยู่บนความมั่นใจเกินพอดี ก่อหนี้จำนวนมาก และถือครองสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ยากเรื่องราวของทั้งสองคนที่กล่าวมา ทำให้เราเห็นว่า ความรู้เรื่องการเงินกับผลลัพธ์ทางการเงิน อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป และสิ่งที่แยกคนทั้งสองออกจากกัน ไม่ได้อยู่ที่ระดับการศึกษา แต่อยู่ที่นิสัยและการตัดสินใจที่ทำซ้ำมาตลอดชีวิตเช่นเดียวกับกรณีของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก ผู้พิสูจน์ให้เห็นว่า กาลเวลาและพลังของดอกเบี้ยทบต้นมีอิทธิพลต่อความมั่งคั่งมากเพียงใดจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่เคยบันทึกไว้ในระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากเขาอายุ 65 ปีไปแล้ว นั่นไม่ได้เกิดจากการเร่งสร้างผลตอบแทนในช่วงปลายชีวิต แต่เกิดจากการสะสมผลตอบแทนในอัตราที่ดีอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปีและนี่อาจเป็น 7 Mindset ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจเรื่องเงินของคนจำนวนมากที่สร้างความมั่งคั่งได้สำเร็จ1. มองเงินเป็น "เครื่องมือ" มากกว่าสิ่งตอบแทนความเหนื่อยหลายคนทำงานหนักแล้วมองว่าเงินเดือนคือรางวัลที่ควรใช้เพื่อชดเชยความเหนื่อยล้าตลอดทั้งเดือน วิธีคิดแบบนี้ไม่ผิดเลย แต่หากเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทุกเดือน เงินก็มักไหลออกเร็วกว่าที่ควรขณะที่คนที่สร้างฐานะได้ มักกำหนดหน้าที่ให้เงินแต่ละก้อนอย่างชัดเจน บางส่วนเอาไว้ใช้ชีวิต บางส่วนเอาไว้สร้างโอกาส และบางส่วนเอาไว้ดูแลอนาคต ก่อนใช้เงิน พวกเขามักคิดก่อนว่า เงินก้อนนี้ควรถูกส่งไปทำงานตรงไหน มากกว่าจะถามตัวเองว่าอยากซื้ออะไร2. ออมก่อนใช้ ไม่ใช่เหลือแล้วค่อยเก็บคนส่วนใหญ่ใช้สูตรเดียวกัน รายได้ - รายจ่าย = เงินออม ปัญหาคือหลายเดือนสมการนี้เหลือศูนย์ หรือบางครั้งก็ติดลบส่วนคนที่เก็บเงินได้จริงกลับใช้สูตรอีกแบบ รายได้ - เงินออม = รายจ่ายพวกเขาจ่ายให้ตัวเองก่อน แล้วจึงใช้เงินส่วนที่เหลือเพราะหลายคนรู้จากประสบการณ์ว่า ต่อให้ตั้งใจเก็บแค่ไหน หากเงินยังอยู่ในบัญชีเดียวกับเงินใช้จ่าย โอกาสเผลอใช้ก็มีอยู่เสมอ3. ให้ความสำคัญกับอนาคต มากกว่าความสุขชั่วคราวมนุษย์ทุกคนมีแนวโน้มให้คุณค่ากับความสุขในวันนี้ มากกว่าผลตอบแทนที่จะได้รับในอีกสิบปีข้างหน้านั่นจึงเป็นเหตุผลที่หลายคนตัดสินใจซื้อของได้ง่ายกว่าการเริ่มลงทุน คนที่มีฐานะมั่นคงก็อยากซื้อของเหมือนคนทั่วไป เพียงแต่พวกเขาให้น้ำหนักกับผลลัพธ์ในอนาคตมากกว่าคำถามที่มักเกิดขึ้นในหัวคือ"ความสุขวันนี้ คุ้มค่ากับสิ่งที่อาจเสียไปในอนาคตหรือไม่" เพราะบางครั้ง การไม่ใช้เงิน 10,000 บาทในวันนี้ อาจสร้างมูลค่าที่มากกว่านั้นหลายเท่าในอีก 20 ปีข้างหน้า4. เข้าใจว่าการออมอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอเงินฝากยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเงินต้น และเหมาะกับการสำรองสภาพคล่อง แต่ในโลกที่ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นทุกปี การออมเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เงินปลอดภัย แต่ไม่ได้ช่วยให้มูลค่าเติบโตทันต้นทุนชีวิตที่เพิ่มขึ้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนเริ่มกระจายเงินบางส่วนไปยังกองทุนรวม หุ้นคุณภาพ หรือสินทรัพย์ที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของตัวเอง เพราะเงินก้อนเดิมอาจซื้อของได้น้อยลงเรื่อย ๆ แม้ยอดเงินในบัญชีจะยังเท่าเดิม5. อย่าพึ่งวินัยเพียงอย่างเดียว จงสร้างระบบหลายคนเชื่อว่าคนที่เก็บเงินเก่งเป็นคนมีวินัยมากกว่าคนทั่วไป แต่เบื้องหลังการเก็บเงินได้อย่างสม่ำเสมอ หลายครั้งมาจากการจัดระบบการเงินเอาไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการหักออมอัตโนมัติ การลงทุนแบบ DCA อัตโนมัติ หรือการแยกบัญชีใช้จ่ายออกจากบัญชีลงทุน เพราะยิ่งต้องตัดสินใจเรื่องเงินบ่อยเท่าไร โอกาสใช้อารมณ์นำเหตุผลก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น6. มองภาษีเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนความมั่งคั่งหลายคนมองภาษีเป็นค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่คนที่วางแผนการเงินเป็น มักมองภาษีเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบของการบริหารทรัพย์สิน แก่นของเรื่องนี้อยู่ที่การรู้จักสิทธิประโยชน์ที่กฎหมายเปิดช่องไว้ และนำมาใช้ให้เหมาะกับแผนการเงินของตัวเอง การลงทุนผ่าน RMF หรือ ThaiESG จึงไม่ได้ช่วยเพียงเรื่องลดหย่อนภาษี แต่ยังเปลี่ยนเงินส่วนหนึ่งให้กลายเป็นการลงทุนระยะยาวได้ในเวลาเดียวกัน7. วินัยสำคัญกว่ารายได้นี่อาจเป็น Mindset ที่สำคัญที่สุด เพราะโลกเต็มไปด้วยตัวอย่างของคนรายได้สูงแต่ไม่มีเงินเก็บ และก็เต็มไปด้วยคนรายได้ระดับปานกลางที่ค่อย ๆ สร้างฐานะขึ้นมาได้ คนจำนวนไม่น้อยหาเงินเก่ง แต่สุดท้ายเหลือเงินไม่มากนัก ขณะที่บางคนมีรายได้ธรรมดา กลับสะสมทรัพย์สินได้มากขึ้นทุกปี ความแตกต่างมักเกิดขึ้นหลังจากหาเงินมาได้แล้ว ว่าจะบริหาร จัดการ และรักษาเงินก้อนนั้นไว้อย่างไรหากย้อนกลับไปดูเรื่องราวของโรนัลด์ รีด กับ ริชาร์ด ฟัสโคน จะพบว่าชีวิตการเงินของคนสองคนไม่ได้ถูกกำหนดด้วยระดับการศึกษา หรือรายได้ที่เคยได้รับ แต่ถูกกำหนดจากการตัดสินใจเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำทุกวันเป็นเวลาหลายสิบปีและนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ความมั่งคั่งไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่เราหาเงินได้มากที่สุด หากเกิดขึ้นในวันที่เราเริ่มคิดเรื่องเงินต่างออกไปจากเดิมเพราะท้ายที่สุดแล้ว เงินทุกก้อนล้วนสะท้อนวิธีคิดของเจ้าของมันเสมอ และเมื่อวิธีคิดเปลี่ยน พฤติกรรมก็เปลี่ยนตาม ส่วนผลลัพธ์ทางการเงินก็เป็นเพียงสิ่งที่ค่อย ๆ ตามมาในภายหลังที่มา : หนังสือ The Psychology of Money ,ธนาคารกรุงศรีอยุธยา แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับข่าวไทยรัฐออนไลน์https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/wealth_management/2941962
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
30/07/2026
คปภ.แจง ฮลุน โซโล่ ทำประกันเดินทาง ทุน 5 ล้าน แต่ถ้าเสียชีวิตจากโรคประจำตัว ไม่ได้เงินประกัน คุ้มครองแค่อุบัติเหตุ-ฆาตกรรมเมื่อวันที่ 30 ก.ค.2569 นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการด้านกฎหมายและตรวจสอบ คปภ. กล่าวในรายการโหนกระแสว่า ฮลุน โซโล่ มีประกันอุบัติเหตุเดินทาง 1 ฉบับ เป็นการเดินทางที่อาจยาวกว่าทริปนี้ ซึ่งทริปจอร์เจียคุ้มครองอยู่ โดยทุนประกัน 5 ล้านบาท หลักการคือ คุ้มครองกรณีอุบัติเหตุ และฆาตกรรมนายอดิศร กล่าวว่า แต่กรณีโรคประจำตัวปกติกรมธรรม์ไม่คุ้มครอง กรณีโรคประจำตัวจะเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตที่เสียชีวิตทุกกรณี ส่วนเคลมได้หรือไม่ได้นั้น ต้องมีใบมรณบัตร ใบความเห็นแพทย์ หรือใบนิติเวช ที่นำประกอบการยื่นเคลม ขณะนี้รอแค่เอกสารเท่านั้น ถ้าหากเป็นอุบัติเหตุหรือฆาตกรรมบริษัทประกันพร้อมจ่ายหนุ่ม กรรชัย ถามว่า หากพิสูจน์แล้วเป็นการใหลเสียชีวิต ทางคปภ.ชี้แจงว่า “ถือว่าเป็นโรค” เมื่อถามต่อว่าหากนำร่างกลับมาแล้วชันสูตรซ้ำ แล้วปรากฎว่า ไม่ใช่การใหลอาจมีเหตุอื่นคปภ.ยืนยันว่า กรณีดังกล่าวต้องรับฟัง เพราะเราไม่แน่ใจว่าการทำงานแต่ละที่เป็นอย่างไร หากนำกลับมาพิสูจน์แล้วว่าเป็นอุบัติเหตุหรือฆาตกรรม ฮลุนมีสิทธิได้รับการคุ้มครองหนุ่ม กรรชัย ถามว่า กรณีได้กลิ่นก๊าซ หรือได้กลิ่นที่ทำให้เสียชีวิต คปภ.ย้ำว่าถือเป็นอุบัติเหตุ เพราะไม่เกี่ยวกับโรค หากญาติมีเอกสารเพิ่มเติมให้รีบส่งมายังคปภ.ช่วยตรวจสอบแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับข่าวสดออนไลน์https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_10342360
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
30/07/2026
ดังคำกล่าวของ มาร์แซล พรุสต์ (Marcel Proust) นักเขียนชื่อดังชาวฝรั่งเศสที่ว่า “การเดินทางที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การไปยังสถานที่ที่ไม่เคยรู้จัก แต่คือการมองโลกใบเดิมด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป” อดีตช่างภาพและหนึ่งในผู้ก่อตั้งนิตยสาร Phuket Bulletin ผู้กลับมาจับกล้องถ่ายภาพอีกครั้งในรอบเกือบ 20 ปี สมาคมศิลป์ภูเก็จ (Phuket Art Association) ขอเชิญชวนทุกท่านออกเดินทางสู่ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์และพหุวัฒนธรรมใน “ถนนไปสู่แหลมทอง” (The Road to the Golden Peninsula) นิทรรศการภาพถ่ายโดย ไชยยศ ปิ่นประดับศิลปินชวนผู้ชมออกเดินทางผ่านผลงานภาพถ่าย 114 ภาพ ที่ทำหน้าที่เสมือน “สมุดบันทึก” การเดินทางจากปราณบุรีสู่ตากใบ สัมผัสวิถีชีวิต สถาปัตยกรรม และจิตวิญญาณแห่งแหลมทอง (Golden Chersonese) ชื่อที่นักเดินเรือชาวตะวันตกยุคโบราณเรียกคาบสมุทรมลายูและภาคใต้ของไทยมาตั้งแต่ยุคกรีก-โรมัน เรื่องเล่าผ่านเลนส์และมุมมองที่เปลี่ยนไปของชายผู้รักการถ่ายภาพที่หวนกลับมาจับกล้องฟิล์มอีกครั้งในวัยกว่า 70 ปี ที่อยากบอกเล่าเรื่องราวความสวยงามของภาคใต้-บ้านเกิดของเขา ผ่านความยิ่งใหญ่ของภูเขา ทะเล สถาปัตยกรรม ใบหน้าของผู้คน และเสน่ห์ของดินแดนพหุวัฒนธรรมในมิติที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง จัดแสดงวันที่ 28 กรกฎาคม – 9 สิงหาคม 2569 บริเวณผนังโค้งชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)ไชยยศ ปิ่นประดับจากถนนข้ามผ่านคาบสมุทร สู่จุดเริ่มต้นของ “ถนนไปสู่แหลมทอง”ไชยยศ ปิ่นประดับ เป็นชาวภูเก็ตโดยกำเนิด เขาหลงใหลในการถ่ายภาพและกล้องฟิล์ม มากพอ ๆ กับความรักที่มีต่อปักษ์ใต้-บ้านเกิดของเขา หลังห่างหายจากการถ่ายรูปไปนานเกือบสองทศวรรษ กล้องฟิล์มสุดหวงที่เคยสะสมไว้ก็จำหน่ายจ่ายแจกไปจนหมด ก่อนที่สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงก็พัดผ่านเข้ามาในชีวิต ไชยยศหวนนึกถึงการถ่ายภาพที่ร้างลามานานปี เขาตัดสินใจโทร. หาเพื่อนเก่าในกรุงเทพฯ เพื่อจัดหากล้อง Hasselblad Xpan (กล้องฟิล์ม Rangefinder) แล้วเรื่องราวก็ลื่นไหลจากฟิล์ม 50 ม้วน สู่หนังสือและนิทรรศการภาพถ่ายในวัย 74 ปีบางสะพาน ประจวบคีรีขันธ์“ผมก็เหมือนมือสมัครเล่นทั่วไปที่ถ่ายรูปเพราะใจรัก ความที่บ้านเกิดอยู่ภาคใต้ก็เลยเลือกความสะดวกในการทำงานและความเข้าใจในพื้นที่ แต่ผมขายกล้องฟิล์มไปหมดแล้ว เลยต้องไหว้วานให้เพื่อนเก่าอย่างคุณบิ๊ก (ศรีสุภัจจ์ เสถียรศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านห้องมืด ผู้ก่อตั้ง Min Black and White Darkroom) ที่อยู่กรุงเทพฯ จัดหาอุปกรณ์ถ่ายรูปมาให้ ทุกวันหยุดผมจะขับรถตระเวนถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจสภาพดินฟ้าอากาศ เริ่มต้นการทำงานจากปราณบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ ที่หลายคนเรียกว่า “ประตูสู่ภาคใต้” ขับรถสำรวจบ้านเมืองไปเรื่อย ๆ แต่ผมรู้สึกว่ามันมีอะไรน่าสนใจมากกว่าที่คิด ทั้งธรรมชาติ บ้านเรือน สถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์ และวัดวาอาราม ทุกครั้งที่ผมออกไปทำงานก็จะส่งม้วนฟิล์มกลับไปให้คุณบิ๊กล้างขยายและตรวจดูความเรียบร้อยที่กรุงเทพฯ ทำอยู่อย่างนั้นเกือบ 5 เดือน”ประจวบคีรีขันธ์“ถนนไปสู่แหลมทอง” จึงมีจุดเริ่มต้นจากการเดินทางข้ามคาบสมุทรจากฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย ผ่านมุมมองของชายที่เห็นโลกมาแล้วหลายยุคสมัย ตึกเก่าที่คุ้นเคยแต่อาจไม่คุ้นตาสำหรับนักเดินทาง ตลอดหลายเดือนของการเดินทางเพียงลำพังไปกับรถคู่ใจ ทำให้เขาค้นพบความสวยงามของเทือกเขาที่ทอดตัวยาว เรื่องราวระหว่างการเดินทาง และความหลากหลายของพหุวัฒนธรรมที่หลอมรวมอยู่ในดินแดนภาคใต้ จนกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของนิทรรศการภาพถ่ายในครั้งนี้ปากน้ำปราณบุรีช่างภาพและกล้องฟิล์ม บนถนนสายใต้กว่า 150 วันตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 ถึงมกราคม 2568 ไชยยศตระเวนลงพื้นที่ตลอดแนวคาบสมุทร ตั้งแต่เทือกเขาตะนาวศรีที่ประจวบคีรีขันธ์ ไล่เรียงลงไปจนถึงเทือกเขาสันกาลาคีรีที่ชายแดนภาคใต้ โดยมี ‘ปัตตานี’ เป็นศูนย์กลางการทำงาน พร้อมได้รับความช่วยเหลือจาก ‘คุณโมนา ปัตตานี’ ในการเข้าถึงชุมชนท้องถิ่น เกือบทุกภาพในนิทรรศการนี้จึงไม่ได้เกิดจากการกดชัตเตอร์เพียงครั้งเดียว หากแต่เป็นผลจากการเดินทางกลับไปยังสถานที่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึง 2-3 ครั้ง เพื่อรอคอยจังหวะแสงและเวลาที่สมบูรณ์แบบที่สุด สะท้อนความอดทนและความพิถีพิถันแบบช่างภาพฟิล์มที่หาชมได้ยากในปัจจุบันอ่าวมะนาว ประจวบคีรีขันธ์“เราอาจคุ้นเคยกับทะเลจนหลงลืมความยิ่งใหญ่ของภูเขา ระหว่างทางผมรู้สึกเหมือนถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาขนาดใหญ่ บางลูกสูงใหญ่เสียดฟ้าให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม บางลูกโค้งมนอ่อนโยน ความที่ทิ้งการถ่ายภาพมานาน ผมเลยทำฟิล์มเสียหายไป 5 ม้วน พอทำความเข้าใจกับเครื่องมืออีกครั้ง การถ่ายภาพก็สมูทขึ้นท่าเรือ อุทยานแห่งชาติแหลมสน ระนอง“หลายภาพมีคุณค่าต่อจิตใจของผมอย่างมาก ผมได้เห็นวัดวาอารามที่ในชีวิตไม่เคยไปเที่ยวชมมาก่อน ตั้งแต่ปลายนครศรีธรรมราชจรดสงขลา โดยเฉพาะรูปบนปกหนังสือคือ “กุฏิเจ้าอาวาส” วัดชลธาราสิงเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เป็นศิลปะพื้นถิ่นที่ใกล้เคียงกับสกุลช่างสงขลาอย่างมาก คาดไม่ถึงเลยว่าศิลปะเก่าแก่ของช่างฝีมือชั้นสูงยังได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีในวัดวาอารามทางภาคใต้ แม้กระทั่งพลับพลาที่ประทับของรัชกาลที่ 4 หรือที่เรียกว่า “ศาลาพระวิหารแดง” บนเขาตังกวน จังหวัดสงขลา ก็เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปสีแดงที่สวยงามอย่างมาก”เขื่อนรัชชประภา สุราษฎร์ธานีนอกจากความยิ่งใหญ่ของแนวเทือกเขา อีกสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดสายตาของไชยยศมาตลอดการเดินทาง คือ สถาปัตยกรรม ซึ่งสำหรับเขาไม่ได้เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้าง หากเป็นหลักฐานที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และอัตลักษณ์ของผู้คนในแต่ละท้องถิ่น ภาพถ่ายหลายชิ้นจึงให้ความสำคัญกับองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมมากกว่ามุมมหาชน ไชยยศเลือกที่จะหันเลนส์ไปยังมุมธรรมดา ๆ ที่ชาวบ้านพบเห็นในชีวิตประจำวัน แต่กลับซ่อนรายละเอียด แสง เงา และเรื่องราวที่นักท่องเที่ยวอาจไม่เคยสังเกต ภาพถ่ายแต่ละใบจึงชวนให้ผู้ชมมองพื้นที่เดิมด้วยสายตาใหม่ และค้นพบความงามที่ซ่อนอยู่ในความคุ้นชินโรงเรียนวัดพระบรมธาตุไชยา สุราษฎร์ธานีHasselblad Xpan ห้องมืด และงานฝีมือที่อยู่ข้างหลังภาพหัวใจสำคัญของนิทรรศการ คือการเลือกใช้ Hasselblad Xpan กล้องฟิล์มพาโนรามา Rangefinder สัญลักษณ์ของความคลาสสิกและทรงคุณค่า ที่ช่างภาพสายสตรีทและศิลปินทั่วโลกต่างตามหา ด้วยสามารถบันทึกภาพในสัดส่วนพาโนรามา (24×65 มิลลิเมตร) ทำให้ได้มุมมองที่กว้างขวางตระการตาและมีความลึกทางมิติภาพที่ระบบดิจิทัลยากจะเลียนแบบ ศิลปินใช้ฟิล์มกว่า 50 ม้วน ในการสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่าย 114 ภาพ เพื่อถ่ายทอดภูมิทัศน์และบรรยากาศของคาบสมุทรภาคใต้ผ่านภาษาของภาพฟิล์มฐานองค์พระบรมธาตุไชยา สุราษฎร์ธานี“ผมคุยกับคุณบิ๊กไว้ว่า เราน่าจะอัดภาพสีไว้บ้างเพื่อสร้างคอนทราสต์กับภาพขาวดำ เพื่อเป็นจังหวะในการเล่าเรื่องด้วยภาพ และผมอยากให้ผู้ชมสัมผัสความสวยงามของ ‘แหลมทอง’ ชื่อดั้งเดิมของคาบสมุทรภาคใต้ที่หลายคนอาจหลงลืมไป และนำมาใช้เป็นชื่อนิทรรศการ “ถนนไปสู่แหลมทอง” ผมอยากให้ผู้คนรับรู้ถึงคุณค่าของภาคใต้ผ่านภาพถ่ายในมุมมองของสถานที่ต่าง ๆ ที่ไม่จำกัดแค่แลนด์มาร์ก โดยเฉพาะคนใต้ที่ย้ายรกรากไปอยู่กรุงเทพฯ ให้ลูกหลานหันกลับมามองรากเหง้าและเห็นคุณค่าของปักษ์ใต้บ้านเรา ”ตะกั่วป่า พังงาด้วยเหตุนี้ทุกภาพในนิทรรศการจึงผ่านกระบวนการล้างและอัดขยายด้วยห้องมืด (Darkroom) มาตรฐานสากล โดย ศรีสุภัจจ์ เสถียรศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านห้องมืดและเพื่อนสนิทของไชยยศ ที่ร่วมเดินบนเส้นทางสายภาพถ่ายด้วยกันมากว่า 30 ปี ประสบการณ์ที่สั่งสมจากการทำงานร่วมกับช่างภาพมืออาชีพระดับนานาชาติ ถูกถ่ายทอดลงในทุกขั้นตอนของการสร้างภาพ ทำให้ผลงานแต่ละชิ้นไม่เพียงสะท้อนความงามของสถานที่และผู้คน หากยังสะท้อนให้เห็นคุณค่าของงานคราฟต์ ความละเอียดอ่อน และมิตรภาพที่อยู่เบื้องหลังภาพถ่ายบ้านต้นตระกูลวานิช ตะกั่วป่า พังงานิทรรศการ “ถนนไปสู่แหลมทอง” จึงเปรียบเหมือนบทสนทนาระหว่างอดีตและปัจจุบันของแหลมทอง ที่ไม่อาจหาได้จากกล้องดิจิทัล พร้อมเปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม – 9 สิงหาคม 2569 ผนังโค้งชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เวลา 10.00 – 20.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์) ผู้สนใจในศิลปวัฒนธรรมและความสวยงามของธรรมชาติในภาคใต้ สามารถเข้าร่วมชมงานฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายแหลมพรหมเทพ ภูเก็ตหาดในทอน ถลาง ภูเก็ตหาดในทอน ถลาง ภูเก็ตหาดป่าตอง กระทู้ ภูเก็ตหาดราไวย์ เมืองภูเก็ตสถานีรถไฟกันตัง ตรังอุทยานแห่งชาติเจ้าไหม ตรังตลาดทุ่งหว้า สตูลโนรารำถวายเกี้ยวปักดิน ปัตตานีมัสยิดตะโละมาเนาะ บาเจาะ นราธิวาสแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/celebonline/detail/9690000072783
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
30/07/2026
Gergeti Church, Kazbegi (Photo: georgia.travel)“จอร์เจีย”ประเทศรอยต่อสองทวีปยุโรป-เอเชีย เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวในฝันของใครหลายคน ด้วยการผสมผสานระหว่างความอลังการของธรรมชาติสุดตระการตา ประวัติศาสตร์โบราณ ศิลปวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ รวมทั้งผู้คนที่เป็นมิตรชวนมารู้จักประเทศแห่งนี้ในมุมด้านการท่องเที่ยวกันให้มากขึ้น(Photo: georgia.travel)ดินแดนแห่งเทือกเขาคอเคซัส“จอร์เจีย” (Georgia) หรือชาวท้องถิ่นเรียกตัวเองว่า “Sakartvelo” เป็นประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ตรงรอยต่อระหว่างยุโรปกับเอเชีย จึงมีความผสมผสานภูมิประเทศอันตระการตา วัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์สูง อารยธรรมโบราณ เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัวประเทศแห่งนี้ตั้งอยู่ในภูมิภาคทรานส์คอเคซัส (Transcaucasia) ทางตะวันออกของทะเลดำ มีพรมแดนติดกับรัสเซียทางทิศเหนือ ตุรกี และอาร์เมเนียทางทิศใต้ อาเซอร์ไบจานทางทิศตะวันออก และมีชายฝั่งทะเลดำทางทิศตะวันตก พื้นที่รวมประมาณ 69,700 ตารางกิโลเมตรซึ่งเต็มไปด้วยความหลากหลายทางภูมิศาสตร์อย่างน่าทึ่งจอร์เจีย นับเป็นหนึ่งในประเทศที่แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียตเมื่อวันที่ 9 เมษายน ค.ศ.1991 ปัจจุบันมีเมืองหลวง คือ “ทบิลิซี” (Tbilisi) ตั้งอยู่ริมแม่น้ำคูร่า (Kura) หรือ มต์กวารี (Mtkvari) ในภาษาถิ่น มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,500 ปี ทั้งยังคงเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวของประเทศ ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวจอร์เจียน โดยมีกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆปะปนอยู่ร่วมกัน เช่น อาเซอร์ไบจาน อาร์เมเนีย และรัสเซียเมืองหลวง กรุงทบิลิซี (Photo: georgia.travel)จุดเด่นอันหลากหลายด้านการท่องเที่ยวสิ่งที่ทำให้จอร์เจียโดดเด่นเรื่องการท่องเที่ยว คือ ความหลากหลาย ครบเครื่องของรูปแบบการท่องเที่ยว ภายในเวลาไม่กี่วัน นักท่องเที่ยวมีโอกาสเปลี่ยนบรรยากาศจากเมืองเก่าย้อนยุค ไปสัมผัสความงามของยอดเขาสูงตระหง่านปกคลุมด้วยหิมะ ชื่นชมสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นมรดกโลกของยูเนสโก แล้วเปลี่ยนไปพักผ่อนริมชายหาดทะเลดำได้ไม่ยากภายในทริปเดียวเหตุผลสำคัญที่ฉายภาพการท่องเที่ยวของจอร์เจียให้น่าจับตา เช่น(Photo: georgia.travel)ภูมิประเทศอันหลากหลาย เทือกเขาคอเคซัสใหญ่ (Greater Caucasus) ทางทิศเหนือมียอดเขาสูงกว่า 5,000 เมตร ขณะที่ชายฝั่งทะเลดำทางตะวันตกมีสภาพอากาศกึ่งร้อนชื้นและหาดทรายดำ ในขณะที่ที่ราบและหุบเขาตรงกลางเต็มไปด้วยไร่องุ่นและโบสถ์โบราณโดยเฉพาะจุดหมายยอดนิยมที่แทบจะเป็นภาพแทนสัญลักษณ์จอร์เจีย คือ โบสถ์เกอร์เกตี้ (Gergeti Trinity Church) ซึ่งมีฉากหลังเป็นภูเขาโอบล้อมสุดอลังการGergeti Church, Kazbegi (Photo: georgia.travel)จุดเด่นอีกด้าน คือ จอร์เจีย ยังเป็นแหล่งกำเนิดไวน์ของโลก โดยมีหลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่าการทำไวน์ในจอร์เจียมีอายุประมาณกว่า 8,000 ปี วิธีหมักไวน์แบบดั้งเดิมในไหดินเผาที่ฝังใต้ดิน เรียกว่า “คเวฟรี” (Qvevri) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก โดย “ภูมิภาคคาเคติ” (Kakheti) ทางตะวันออก ถือเป็นจุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวสายไวน์ไวเนอร์รีที่ Khareba Gnta (Photo: georgia.travel)ในด้านวัฒนธรรมการต้อนรับแขกผู้มาเยือนที่ฝังรากลึกในสังคมจอร์เจียก็เป็นเสน่ห์ที่ใครๆต่างชื่นชม ชาวท้องถิ่นมีชื่อเสียงเรื่องความใจดีและการจัดงานเลี้ยงแบบ “ซูปรา” (Supra) การร่วมมื้ออาหารที่มีการกล่าวอวยพรและดื่มไวน์อย่างเป็นพิธีการ หากใครการได้เข้าร่วมซูปราถือเป็นประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่นักท่องเที่ยวมักจดจำไปตลอดชีวิตเลยทีเดียวนอกจากนี้ ในด้านความปลอดภัย ก็นับว่าเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูง แม้นักท่องเที่ยวบางคนอาจมีประสบการณ์ส่วนตัวที่ไม่ดีบ้าง แต่หากวัดด้วยสถิติที่เป็นข้อมูลทางการ จาก Safety Index by Country โดย สถาบัน Numbeo ในปี 2026 ประเทศจอร์เจีย มีความปลอดภัยสูง ติดอันดับที่ 21 ของโลก (เทียบกับเมืองไทย ซึ่งอยู่ในอันดับ 48)อาหารจอร์เจีย (Photo: georgia.travel)สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังทบิลิซี เมืองหลวงของประเทศจอร์เจีย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง ที่นี่มีย่านเมืองเก่า (Old Town) เต็มไปด้วยบ้านไม้สีสันสดใส ระเบียงไม้ฉลุลาย โบสถ์โบราณ และโรงอาบน้ำที่ใช้น้ำพุร้อนใต้ดินมาตั้งแต่สมัยโบราณ นักท่องเที่ยวนิยมขึ้นรถเคเบิลคาร์ไปชมวิวจากป้อมนาริคาลา (Narikala Fortress) เดินเล่นบนสะพานสันติภาพ (Bridge of Peace) ที่เป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ และเยี่ยมชมวิหารโฮลีทรินิตี้ (Sameba Cathedral)โรงอาบน้ำโบราณ (Photo: georgia.travel)ไม่ไกลจากเมืองหลวง ยังมี “Mtskheta” เมืองหลวงยุคโบราณที่เป็นมรดกโลก มีวิหารสเวติตสโคเวลี (Svetitskhoveli Cathedral) และวัดจวารี (Jvari Monastery) ตั้งอยู่บนยอดเขา มองเห็นจุดบรรจบของแม่น้ำสองสาย เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญของชาวจอร์เจียคาซเบกิ (Kazbegi หรือ Stepantsminda) ทางตอนเหนือ ตื่นตาตื่นใจไปกับโบสถ์เกอร์เกติทรินิตี้ (Gergeti Trinity Church) ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง เบื้องหลังคือยอดเขาคาซเบกJvari Monastery (Photo: georgia.travel)สวาเนติ (Svaneti) โดยเฉพาะเมืองเมสเทีย (Mestia) และอุชกูลี (Ushguli) เป็นพื้นที่ภูเขาสูงที่มีหอคอยหินโบราณกระจายอยู่ทั่วหมู่บ้าน ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เป็นจุดหมายของนักเดินป่าและผู้ที่ต้องการสัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวสวานคาเคติ คือดินแดนแห่งไร่องุ่นและไวน์ เมืองซิกนาคี (Sighnaghi) หรือ “เมืองแห่งความรัก” มีกำแพงเมืองเก่าและวิวหุบเขาอลาซานีอันกว้างไกล ขณะที่เทลาวี (Telavi) เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวไวน์ สามารถเยี่ยมชมโรงกลั่นไวน์แบบครอบครัวและชิมไวน์จากคเวฟรีได้โดยตรงแหล่งผลิตไวน์โบราณ (Photo: georgia.travel)ทางตะวันตก บาตูมี (Batumi) บนชายฝั่งทะเลดำ เป็นเมืองรีสอร์ตที่ผสมผสานอาคารสมัยใหม่ โบสถ์ออร์โธดอกซ์ และคาสิโน มีสวนพฤกษศาสตร์และหาดสำหรับพักผ่อนช่วงฤดูร้อน หรือ บอร์โจมี (Borjomi) ที่มีน้ำแร่ชื่อดังและอุทยานแห่งชาติ และถ้ำโพรมีธีอุส รวมถึงหุบเขาและถ้ำต่าง ๆ ที่เป็นจุดนิยมของนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติทะเลดำที่ Adjara (Photo: georgia.travel)สถานที่โบราณอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ เมืองถ้ำอูพลีสซิเค (Uplistsikhe) ซึ่งเป็นเมืองที่ขุดจากหินมีอายุกว่า 3,000 ปี และอารามวาร์ดเซีย (Vardzia) ที่สร้างเป็นเมืองถ้ำบนหน้าผาในยุคกลาง(Photo: georgia.travel)ข้อมูลท่องเที่ยวเพิ่มเติม- สำหรับชาวไทย สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวและพำนักอยู่ในจอร์เจียได้ถึง 365 วัน (หรือ 1 ปีเต็ม) โดยไม่ต้องขอวีซ่า- การเดินทางจากกรุงเทพฯ นิยมต่อเครื่อง 1 ครั้ง ด้วยสายการบินหลัก เช่น Qatar Airways (แวะที่โดฮา) หรือ Turkish Airlines (แวะที่อิสตันบูล)- เว็บไซต์การท่องเที่ยวจอร์เจีย https://georgia.travelฤดูหนาวใน Bakhmaro (Photo: georgia.travel)แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000074559
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ธุรกิจ
23/07/2026
คอลัมน์ : Smart Smesผู้เขียน : ดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์ กรุงศรี SMEท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญคำถามเดียวกันว่า ยอดขายที่ชะลอลงเกิดจากกำลังซื้อที่ลดลง หรือเกิดจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนไปหนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจซึ่งมีการนำเสนอในงาน Krungsri Business Talk โดยคุณจามร ฉัตรเสถียรพงศ์ Head of Data Analytics จาก The 1, Central Group ได้สะท้อนภาพพฤติกรรมผู้บริโภคไทยจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่น่าคิดอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ในวันนี้ โดยข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคไทยไม่ได้หยุดใช้จ่าย แต่กำลังเลือกใช้จ่ายอย่างมีเหตุผลมากขึ้นกว่าเดิม และหากต้องสรุปการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดออกมาเป็นประโยคเดียวดิฉันคิดว่าอาจเป็นประโยคนี้ “ธุรกิจที่อยู่ตรงกลาง กำลังเหนื่อยที่สุด”ที่ผ่านมา หลายธุรกิจเติบโตได้ดีจากการวางตำแหน่งอยู่ตรงกลางของตลาด สินค้ามีคุณภาพในระดับที่ลูกค้ายอมรับได้ ราคาไม่สูงจนเกินไป และสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ในวงกว้าง แต่ในวันที่ผู้บริโภคเริ่มคิดมากขึ้นก่อนตัดสินใจใช้จ่าย พื้นที่ตรงกลางที่เคยปลอดภัยกลับกำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งสองด้านด้านหนึ่งคือกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อและยังพร้อมจ่าย หากมองเห็นคุณค่าที่แตกต่างอย่างชัดเจน พวกเขาไม่ได้เลือกซื้อเพราะราคาถูก แต่เลือกซื้อเพราะเชื่อว่าสินค้าหรือบริการนั้นดีกว่า มีคุณภาพสูงกว่า หรือช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริง ส่วนอีกด้านหนึ่งคือกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้นพวกเขาเปรียบเทียบมากขึ้น เลือกมากขึ้น และพร้อมเปลี่ยนแบรนด์หากพบทางเลือกที่ตอบโจทย์ในราคาที่เหมาะสมกว่าเมื่อผู้บริโภคเคลื่อนตัวออกไปคนละทิศ คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจึงไม่ใช่ธุรกิจระดับบนหรือระดับล่าง แต่คือธุรกิจที่ไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าตนเองแตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร ซึ่งในมุมของ SMEs นี่อาจเป็นสัญญาณสำคัญที่ต้องกลับมาทบทวนตำแหน่งทางธุรกิจของตนเองอีกครั้ง ว่าเราแข่งขันด้วยอะไร เราเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในเรื่องใด และเหตุผลที่ลูกค้าเลือกเราวันนี้ ยังเป็นเหตุผลเดียวกับเมื่อ 3-5 ปีก่อนหรือไม่ คำถามเหล่านี้อาจดูเรียบง่าย แต่กลับมีความสำคัญมากกว่าที่เคย เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนเร็วกว่าที่หลายธุรกิจคาดคิดอีกประเด็นที่น่าสนใจจากข้อมูลดังกล่าว คือแม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขายอมลดคุณภาพชีวิตลงเสมอไป ในหลายหมวดสินค้า ผู้บริโภคยังคงเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ เพียงแต่ต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนมากขึ้นในการตัดสินใจ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “นิยามของคุณค่า”โดยในอดีตการสื่อสารว่าสินค้ามีคุณภาพ หรือดีต่อสุขภาพ อาจเพียงพอที่จะสร้างความสนใจ แต่ในปัจจุบันผู้บริโภคต้องการมากกว่านั้น พวกเขาต้องการเข้าใจว่าสินค้าหรือบริการนั้นช่วยแก้ปัญหาอะไร ทำให้ชีวิตดีขึ้นอย่างไร หรือแตกต่างจากทางเลือกอื่นในตลาดตรงไหน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงสินค้า แต่กำลังมองหาเหตุผลในการตัดสินใจซื้อ นี่คือเหตุผลที่หลายธุรกิจลงทุนด้านการตลาดเพิ่มขึ้น แต่กลับไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง เพราะสิ่งที่ขาดอาจไม่ใช่การสื่อสารที่ดังขึ้น แต่เป็นการสื่อสารที่ชัดขึ้นในโลกที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากมาย การบอกว่าธุรกิจของเราดี อาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องอธิบายให้ได้ว่าดีกว่าอย่างไร และเหมาะกับใคร ขณะเดียวกันอีกหนึ่งบทเรียนที่น่าสนใจคือความแตกต่างระหว่าง “กระแส” และ “พฤติกรรม” โดยพบว่าหลายธุรกิจประสบความสำเร็จจากการเกาะกระแสที่กำลังได้รับความนิยม แต่ไม่ใช่ทุกกระแสจะสามารถสร้างการเติบโตได้ในระยะยาว บางสินค้าได้รับความสนใจอย่างรวดเร็วจากความแปลกใหม่ แต่เมื่อกระแสผ่านไปความต้องการก็ลดลงตามไปด้วย ในทางกลับกัน ธุรกิจที่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันลูกค้า มักมีโอกาสเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากกว่าดังนั้น แทนที่จะถามว่าเทรนด์อะไรจะมาแรงในปีนี้ ผู้ประกอบการอาจต้องถามตัวเองว่า สิ่งที่เรากำลังนำเสนอสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมของลูกค้าได้หรือไม่ เพราะในระยะยาว ธุรกิจที่แข็งแรงไม่ได้เติบโตจากการวิ่งตามทุกกระแส แต่เติบโตจากการเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง และกล้าปรับตัวเมื่อเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลง เพราะในวันที่ผู้บริโภคเลือกมากขึ้น ธุรกิจก็ต้องเลือกให้ชัดขึ้นเช่นกัน และในวันที่ตลาดไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องราคา ความชัดเจนของจุดยืนทางธุรกิจ อาจกลายเป็นความได้เปรียบที่สำคัญที่สุดสำหรับ SMEs ในการเติบโตต่อไปในอนาคตแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-2033626
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันภัย
23/07/2026
ประกันอัคคีภัยให้ความคุ้มครองครอบคลุมถึงภัยจากฟ้าผ่า การระเบิด ภัยธรรมชาติ ลมพายุ น้ำท่วม และความเสียหายต่อทรัพย์สินภายในอาคาร • สาเหตุหลักที่ทำให้เคลมไม่ได้เต็มจำนวนเกิดจากการใช้งานผิดประเภท การตั้งทุนประกันต่ำกว่ามูลค่าจริง และการไม่ตรวจสอบข้อยกเว้นในกรมธรรม์ • ผู้เอาประกันควรประเมินมูลค่าทรัพย์สินให้เหมาะสมและตรวจสอบวงเงินคุ้มครองในแต่ละหมวดหมู่ โดยสามารถใช้เครื่องมือคำนวณจากเว็บไซต์ของ คปภ. • การทำประกันสำหรับร้านค้าหรือสถานประกอบการต้องระบุประเภทให้ชัดเจนและครอบคลุมถึงความรับผิดต่อบุคคลภายนอกและสต็อกสินค้า • ควรศึกษาเงื่อนไขและข้อยกเว้นในกรมธรรม์อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับความคุ้มครองที่ตรงกับความต้องการและไม่เสียผลประโยชน์หลังจากเกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ในย่านลาดพร้าว ทำให้หลายคนหันมาสนใจเรื่อง "ประกันอัคคีภัย" กันมากขึ้น แต่จะเลือกซื้อยังไงให้ครอบคลุมความเสี่ยง หรือเคลมได้จริงเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด Thairath Money สรุปข้อมูลที่น่าสนใจไว้ที่นี่แล้วรู้จักประกันอัคคีภัยแม้ชื่อของประกันอัคคีภัย อาจทำให้หลายคนเข้าใจว่าคุ้มครองภัยไฟไหม้อย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วมีอีกหลายอย่าง เช่น • ไฟไหม้ ฟ้าผ่า ระเบิด และรวมถึงความเสียหายจากเครื่องใช้ไฟฟ้าลัดวงจรที่เกิดจากฟ้าผ่า • ภัยเนื่องจากน้ำ ตั้งแต่น้ำรั่ว, น้ำล้นจากท่อ, น้ำฝนเข้าบ้าน • ภัยจากยวดยานพาหนะ ภัยจากอากาศยาน รวมถึงวัตถุตกจากฟ้า • ภัยธรรมชาติ เช่น ลมพายุ, น้ำท่วม, แผ่นดินไหว, ลูกเห็บแน่นอนว่าเมื่อเกิดความเสียหายประกันอัคคีภัย มักจะคุ้มครอง “ทรัพย์สิน” เช่น ตัวอาคาร โรงรถ เฟอร์นิเจอร์ หรือข้าวของภายในอาคารที่ซื้อไว้ แต่เราสามารถซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมได้ เช่น ความรับผิดบุคคลภายนอก ฯลฯ ซึ่งประกันอัคคีภัยเราจะซื้อไว้คุ้มครองบ้าน หรือกิจการร้านค้า โรงงาน ฯลฯ ขึ้นอยู่กับผู้เอาประกันสาเหตุที่คนมักเคลมไม่ได้เต็ม 100%เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด หลายคนคิดว่ามีประกันภัยแล้วต้องเคลม (เรียกร้องสินไหมทดแทน) ได้ทุกบาทตามความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่กลับมีหลายสาเหตุที่ทำให้คนมีประกันฯ อาจเคลมไม่ได้เต็ม 100% ได้แก่ • ใช้งานผิดประเภท เช่น ซื้อประกันสำหรับบ้านพักอาศัย แต่นำไปเปิดเป็นร้านอาหาร หรือเก็บสต็อกสินค้า เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นอาจเคลมไม่ได้ • ทุนประกันต่ำกว่ามูลค่าจริง หลายคนเลือกซื้อทุนประกันต่ำๆ เพื่อประหยัดค่าเบี้ยประกัน ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้นก็เคลมได้น้อยกว่าที่คิด รวมถึงประกันอัคคีภัยมักกำหนดวงเงินความคุ้มครองอย่างชัดเจน ว่า หมวดไหนคุ้มครองเท่าไร เช่น ภัยธรรมชาติอาจอยู่ที่ไม่เกิน 20,000 บาท ถ้าอยากได้ความคุ้มครองเพิ่มต้องซื้อประกันแยกต่างหาก • เงื่อนไขยกเว้น นี่คือข้อที่คนซื้อประกันภัย ต้องอ่านให้ดี เพราะบางกรมธรรม์อาจไม่คุ้มครองสินทรัพย์มีค่า เช่น เงินสด, ทองคำ ฯลฯ ต้องอ่านให้ละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อเช็กลิสต์ต้องรู้ก่อนซื้อประกัน "บ้าน"สำหรับบ้านที่พักอาศัย แม้จะมีแบบประกันขายมากมาย แต่เราต้องเลือกให้เหมาะสมกับตัวเอง และให้มีความคุ้มครองที่ครอบคลุม สิ่งที่ต้องดูเช่น • ทุนประกันภัยเหมาะสมตามความเสี่ยง และมูลค่าทรัพย์สิน เบื้องต้นอาจใช้ราคาประเมินตัวบ้านที่มีอยู่ หรือใช้โปรแกรมช่วยคำนวนจากเว็บไซต์ของ คปภ. https://smart.oic.or.th/eservice/Menu10 • เช็กความคุ้มครองและวงเงินแต่ละประภท เช่น ความคุ้มครองภัยธรรมชาติมักจะระบุว่า ครอบคลุมภัยแบบไหนบ้างในวงเงินเท่าไร • การคุ้มครองทรัพย์สินภายในบ้าน เมื่อเกิดไฟไหม้ไม่ใช่แค่อาคารที่เสียหาย แต่เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าก็อาจพังไปด้วย ดังนั้นต้องเช็กก่อนว่า เราอยากซื้อความคุ้มครองความเสียหายเหล่านี้ไหม"ร้านอาหาร" ซื้อประกันอัคคีภัยต้องดูอะไรบ้างเมื่อทำธุรกิจ เช่น ร้านอาหาร มีกิจกรรมหลายอย่างและความเสี่ยงมักสูงกว่าบ้านพักอาศัย ดังนั้นยิ่งต้องเลือกความคุ้มครองให้รัดกุม • เลือกประเภทกรมธรรม์ให้ถูกต้อง ต้องระบุชัดเจนว่าเป็นสถานประกอบการร้านอาหาร ห้ามใช้ประกันบ้านเด็ดขาด แม้เบี้ยฯ อาจสูงกว่า แต่ถ้าเกิดเหตุขึ้นแล้วจะสามารถเคลมได้ตามภัยที่เกิดขึ้น • ความคุ้มครองสต็อกสินค้าและอุปกรณ์ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุนประกันครอบคลุมไปถึงวัตถุดิบ เครื่องจักร และอุปกรณ์ในครัวทั้งหมด • ประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ไม่ใช่แค่ของ แต่ต้องคุ้มครองกรณีสร้างผลกระทบต่อคนอีกด้วย เช่น ความคุ้มครองกรณีเกิดเหตุกับลูกค้า เช่น อุบัติเหตุในร้าน หรือความเสียหายจากไฟไหม้ที่ลุกลามไปยังบุคคลอื่นสุดท้ายแล้วก่อนตัดสินใจซื้อประกันทุกครั้ง ผู้เอาประกันควรสำรวจความต้องการและประเมินความเสี่ยงของตนเองให้ดี อย่าลืมอ่านเงื่อนไขและข้อยกเว้นในกรมธรรม์อย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เราจะได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่และไม่เสียผลประโยชน์ที่มาข้อมูล คปภ., สมาคมประกันวินาศภัยไทยแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับไทยรัฐhttps://www.thairath.co.th/money/personal_finance/insurance/2946243
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
26/06/2026
29/04/2024
29/04/2024
30/04/2024
27/05/2024