คลังความรู้

Everyday knowledge for you

ประกันชีวิต

เอไอเอ ประเทศไทย รักษาแชมป์อันดับ 1 รางวัลตัวแทนคุณภาพดีเด่นแห่งชาติ ครั้งที่ 43 (43rd TNQA) ติดต่อกันเป็นปีที่ 19

26/06/2026

เอไอเอ ประเทศไทย นำทัพพลังตัวแทนประกันชีวิต ร่วมพิธีมอบรางวัลตัวแทนคุณภาพดีเด่นแห่งชาติ ครั้งที่ 43 (43rd Thailand National Quality Awards) ปีนี้เอไอเอ ประเทศไทย ยังคงครองอันดับ 1 บริษัทที่มีจำนวนผู้ได้รับรางวัลตัวแทนคุณภาพดีเด่นแห่งชาติมากที่สุด ต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 โดยมีจำนวนตัวแทนที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้นถึง 1,696 ท่าน ถือเป็นจำนวนมากที่สุดจากทั้งหมด 15 บริษัทประกันชีวิตชั้นนำ โดยมีคณะผู้บริหาร เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย คุณอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต คุณอดิศักดิ์ เสงี่ยมศักดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารตัวแทน ภูมิภาค 4 คุณสลักจิต นิลประเสริฐศักดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนช่องทางการขาย และคุณกันยา กันตถาวร ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการตลาดและสื่อสารตัวแทน ให้การต้อนรับ คุณชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ประธานในพิธี พร้อมร่วมถ่ายภาพและแสดงความยินดีแก่พลังตัวแทนเอไอเอที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้ที่เข้าร่วมงานกว่า 60 ท่าน โดยพิธีมอบรางวัลดังกล่าวจัดขึ้น ณ ไอคอนสยาม ฮอลล์ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่ผ่านมาโดยในปีนี้ มีพลังตัวแทนเอไอเอ ประเทศไทย ที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้นดังนี้  • รางวัลโล่เกียรติคุณ 25 ปี พร้อมเกียรติบัตร และเข็มกลัด จำนวน 1 ท่าน ได้แก่         1. คุณสุริศา ไตรภูมิสุทธิ หน่วยนำทอง 1398 • รางวัลโล่เกียรติคุณ 20 ปี พร้อมเกียรติบัตร และเข็มกลัด จำนวน 3 ท่าน ได้แก่        1.   คุณกิติยา อุทัยศรี หน่วยศรีพัฒนา 11 ซี        2.   คุณพร้อมพงษ์ พานิชวรผล หน่วยเอ็มดี ยูนิเวอร์ส        3.   คุณยศวัฒน์ จิรนลินพัฒน์ หน่วยดี-บียอนด์ กรุ๊ป • รางวัลโล่เกียรติคุณ 15 ปี พร้อมเกียรติบัตร และเข็มกลัด จำนวน 11 ท่าน ได้แก่        1.   ว่าที่ร้อยโทธนกฤต อุดมกิจโสภณ หน่วยบีเวลธ์ พลัส 1        2.   คุณสุภาวดี อัครเอกฒาลิน หน่วยทองอลังการ 2        3.   คุณนันทภัค พูลสมบัติ หน่วยเดอะ ฟินนิค บี         4.   คุณช่อชฎา วงศาสุราฤทธิ์ หน่วยเดอะเน็กซ์        5.   คุณบุญโฮม ศรีเมือง หน่อยเพชรทรัพย์ทอง        6.   ประนอม หาญโสภา หน่อยกาฬสินธุ์ 50        7.   คุณจิตรณภา ผาวันดี หน่วยพีเอสเค 24        8.   คุณพิชยะภรณ์ ธนิทพชราพรรณ์ หน่วยเพ็ชรพรรณ์        9.   คุณขวัญลักษณ์ วงศ์วัชรมงคล หน่วยหลักเมือง        10. คุณกาญจน์ เหล่าพิพัฒนา หน่วยอัศวิน 57 เอ        11. คุณนุชรินทร์ ปึงศิริเจริญ หน่วยเอฟเวอเรสต์ 32นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนที่ได้รับรางวัลโล่เกียรติคุณ 10 ปี พร้อมเกียรติบัตร และเข็มกลัด อีกจำนวน 35 ท่าน ตัวแทนที่ได้รับรางวัลโล่ พร้อมเกียรติบัตรและเข็มกลัด อีกจำนวน 5 ท่าน ตัวแทนที่ได้รับรางวัลเกียรติบัตรและเข็มกลัด อีกจำนวน 25 ท่าน และตัวแทนที่ได้รับรางวัลเกียรติบัตร รวมรางวัลทั้งสิ้น 1,696 ท่านคุณอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในนามของเอไอเอ ประเทศไทย รู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งกับความสำเร็จของพลังตัวแทนเอไอเอ ประเทศไทย ทุกท่านที่ได้รับรางวัลตัวแทนคุณภาพดีเด่นแห่งชาติ ครั้งที่ 43 ประจำปี 2569 และโอกาสนี้ขอร่วมแสดงความยินดีกับทุกท่าน โดยรางวัลตัวแทนคุณภาพดีเด่นแห่งชาติ  หรือ TNQA เป็นรางวัลแห่งเกียรติยศ เพื่อเชิดชูเกียรติแก่ที่ปรึกษาประกันชีวิต การเงิน และสุขภาพ ที่สร้างผลงานคุณภาพมาตลอดทั้งปี รางวัลนี้ถือเป็นผลจากความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานวิชาชีพของสมาคมประกันชีวิตไทยอย่างเคร่งครัด ดูแลลูกค้าด้วยความจริงใจ ยึดมั่นในจรรยาบรรณ และจริยธรรม วันนี้ผลลัพธ์ได้สร้างคุณค่าให้กับชีวิตคนไทยอย่างมากมาย ซึ่งในปี 2569 นี้ เอไอเอ ประเทศไทย มีผู้ที่ได้รับรางวัลตัวแทนคุณภาพดีเด่นแห่งชาติจากสมาคมประกันชีวิตไทย จำนวนทั้งสิ้น 1,696 ท่าน ถือเป็นอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน ซึ่งความสำเร็จนี้เป็นเครื่องสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพ ตลอดจนความสามารถที่ยอดเยี่ยมของตัวแทนเอไอเอ ประเทศไทย เพื่อร่วมกันส่งมอบความคุ้มครองและการวางแผนชีวิตในทุกมิติ ให้คนไทยได้มีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา Healthier, Longer, Better Lives”

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ ประเทศไทย ฉลอง 88 ปีอย่างยิ่งใหญ่ จัดคอนเสิร์ต “AIA Thailand’s 88th Anniversary Concert: Let It Live | Last | Rock” แทนคำขอบคุณจากใจถึงครอบครัวเอไอเอ

23/06/2026

เอไอเอ ประเทศไทย จัดคอนเสิร์ต “AIA Thailand’s 88th Anniversary Concert: Let It Live | Last | Rock” ฉลองครบรอบ 88 ปีอย่างยิ่งใหญ่ ขนทัพศิลปินวง Bodyslam & Friends อาทิ ก้อง สหรัฐ, ดา เอ็นโดรฟิน, โจอี้ ภูวศิษฐ์, วี วิโอเลต และบอย พีซเมกเกอร์ ขึ้นเวทีอิมแพค อารีน่า ปลุกพลังร็อคพร้อมระเบิดความมันส์ไปกับสมาชิกครอบครัวเอไอเอ ประเทศไทย ทั้งลูกค้าคนสำคัญ พันธมิตรธุรกิจ พลังตัวแทน และเพื่อนพนักงาน กว่า 10,000 ชีวิต นับเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงเพลง และความทรงจำดี ๆ แทนคำขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่ให้เอไอเอ ประเทศไทย ได้ดูแลและมอบความคุ้มครองให้แก่คนไทยมาตลอด 88 ปี ซึ่งคอนเสิร์ตครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี คณะผู้บริหารเอไอเอ นำโดย คุณตัน ฮาค เลห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาค กลุ่มบริษัทเอไอเอ และคุณนิคฮิล แอดวานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอ ประเทศไทย ร่วมโชว์เปิดคอนเสิร์ต พร้อมกล่าวต้อนรับและขอบคุณครอบครัวเอไอเออย่างอบอุ่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะก้าวต่อไปเพื่อดูแลคนไทยทั่วประเทศ ซึ่งได้สร้างความประทับใจอย่างยิ่งสมกับเป็นการเฉลิมฉลองปีที่ 88 ของเอไอเอ ประเทศไทย นอกจากนี้ คุณชลิดา นครชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด คุณอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต คุณอรรัตน์ ชุติมิตร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพันธมิตรธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์เชิงกลยุทธ์ และคุณสุขวัฒน์ ประเสริฐยิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) ยังได้มาร่วมต้อนรับลูกค้า พันธมิตรธุรกิจ พลังตัวแทนจากทั่วประเทศ และเพื่อนพนักงานที่เป็นกำลังสำคัญในการส่งต่อความคุ้มครองและการดูแลที่ดีไปสู่คนไทย บรรยากาศก่อนเริ่มคอนเสิร์ตยังเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ทั้งกิจกรรมบูธ AIA Prestige Club และ AIA Vitality ที่มาชวนผู้เข้าร่วมงานเล่นเกมและแจกของรางวัลมากมาย อีกทั้งยังมีกิจกรรม AIA Lucky Seat ที่มอบโชคให้กับผู้ชมคอนเสิร์ต สร้างความตื่นเต้นและประสบการณ์สุดพิเศษให้แก่ครอบครัวเอไอเอ ประเทศไทย ทุกท่านทั้งนี้ เอไอเอ ประเทศไทย ขอขอบคุณคนไทยทั่วประเทศ ตลอดจนพันธมิตรธุรกิจ พลังตัวแทน และเพื่อนพนักงานเอไอเอทุกภาคส่วนที่เป็นแรงสนับสนุนสำคัญในทุกความสำเร็จตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งเอไอเอยังคงเดินหน้าสร้างความมั่นคงให้แก่คนไทยผ่านการวางแผนชีวิต สุขภาพ และการเงินในทุกมิติ เพื่อให้คนไทยได้มีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ข่าวการเงิน

ชำแหละเงินฝากไทย คนมีบัญชีทั่วถึง แต่เงินส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวสูง

22/06/2026

  •  คนไทยกว่า 92% สามารถเข้าถึงบริการเงินฝาก แต่เงินฝากส่วนใหญ่ (93%) กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ฝากเพียง 10% แรกของประเทศ  •  โครงสร้างเงินฝากสะท้อนความเหลื่อมล้ำสูง โดยค่ากลางของเงินฝากอยู่ที่เพียง 3,554 บาท และผู้ฝากส่วนใหญ่มีเงินในบัญชีไม่มากนัก  •  บัญชีออมทรัพย์ถูกใช้เพื่อทำธุรกรรมมากกว่าการออมระยะยาว ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ทำให้ผลตอบแทนจากการฝากเงินไม่สูง  •  ตลาดเงินฝากกระจุกตัวในธนาคารขนาดใหญ่ไม่กี่แห่ง และการแข่งขันด้านดอกเบี้ยมีจำกัด ซึ่งไม่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ฝากรายย่อยจากรายงานของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์  เสนอข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยมีประชาชนเข้าถึงบริการเงินฝากในระดับสูง โดยข้อมูล World Bank ปี 2024 ระบุว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปกว่า 92% มีบัญชีเงินฝากแล้ว ถือเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในกลุ่มรายได้ใกล้เคียงกันข้อมูลจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) ยังสะท้อนการขยายตัวของระบบเงินฝากอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยจำนวนผู้ฝากเพิ่มจาก 35.7 ล้านคนในปี 2016 เป็นเกือบ 44 ล้านคนในปี 2023 ขณะที่จำนวนบัญชีเงินฝากเพิ่มจาก 75.8 ล้านบัญชี เป็นมากกว่า 118 ล้านบัญชี และมูลค่าเงินฝากรวมในระบบเพิ่มจาก 11.9 ล้านล้านบาท เป็น 16.2 ล้านล้านบาทอย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของจำนวนบัญชีและมูลค่าเงินฝากไม่ได้หมายความว่าคนไทยมีเงินออมเพิ่มขึ้นอย่างทั่วถึง เพราะโครงสร้างเงินฝากที่ขยายตัวในช่วงหลังมาจากบัญชีออมทรัพย์เป็นหลักในช่วงปี 2019-2023 เงินฝากของผู้ฝากชาวไทยเพิ่มขึ้นรวม 1.37 ล้านล้านบาท โดยเงินฝากออมทรัพย์เพิ่มขึ้นถึง 1.7 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินฝากประจำกลับลดลง 0.3 ล้านล้านบาท สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของบทบาทบัญชีออมทรัพย์จากช่องทางออมเงินไปสู่การเป็นบัญชีสำหรับทำธุรกรรมมากขึ้น โดยเฉพาะหลังการเติบโตของ Mobile Banking และพร้อมเพย์ข้อมูลปี 2023 พบว่า ผู้ฝากชาวไทยมีบัญชีเงินฝากเฉลี่ย 2.7 บัญชีต่อคน และ 39% มีบัญชีเพียงบัญชีเดียว ขณะที่ผู้ฝากถึง 88% ถือเพียงบัญชีออมทรัพย์เท่านั้น มีเพียง 12% ที่ถือบัญชีหลายประเภทหรือมีบัญชีฝากประจำและบัญชีกระแสรายวันร่วมด้วยเงินฝาก 93% ยังกระจุกตัวในผู้ฝากส่วนน้อยเมื่อพิจารณาด้านมูลค่าเงินฝากกลับพบภาพที่แตกต่างออกไป โดยเงินฝากจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในผู้ฝากส่วนน้อยของประเทศการจัดกลุ่มผู้ฝากชาวไทยกว่า 42 ล้านคนตามมูลค่าเงินฝากรวม พบว่า เงินฝากถึง 93% ของทั้งระบบอยู่ในมือผู้ฝากเพียง 10% แรก ขณะที่ค่ากลางของเงินฝากอยู่ที่เพียง 3,554 บาท และมีผู้ฝากเพียง 4.2 ล้านคน หรือประมาณ 10% ของผู้ฝากทั้งหมด ที่มีเงินฝากเกิน 185,000 บาทข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า แม้คนไทยจำนวนมากจะมีบัญชีเงินฝาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีเงินออมในระดับสูง และยังสะท้อนความเหลื่อมล้ำด้านสินทรัพย์ที่ยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยด้านผลตอบแทนจากการออมผ่านระบบธนาคารยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ โดยอัตราดอกเบี้ยบัญชีออมทรัพย์เฉลี่ยในช่วงปี 2019-2023 อยู่ระหว่าง 0.35-0.64% ต่อปี ส่งผลให้เจ้าของบัญชีกว่า 80% ได้รับดอกเบี้ยไม่ถึง 200 บาทต่อปีส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 0.65-1.61% ต่อปี ทำให้ผู้ที่มีเงินเหลือเก็บบางส่วนเลือกกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นแทนดอกเบี้ยต่ำ-การแข่งขันจำกัด ฉุดบทบาทเงินฝากเพื่อการออมนอกจากนี้ เงินฝากยังมีความกระจุกตัวในระดับสถาบันการเงิน โดยกว่าร้อยละ 70 ของเงินฝากทั้งหมดอยู่ในธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 5 แห่ง ขณะที่การแข่งขันด้านราคายังมีจำกัดสำหรับผู้ฝากเงินทั่วไปในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับเพิ่มขึ้นจาก 0.50% ในปี 2022 เป็น 2.00% ในเดือนพฤษภาคม 2023 ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในระดับที่ต่ำกว่า โดยดอกเบี้ยบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยจาก 0.35% เป็น 0.41% ส่วนธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็กเพิ่มขึ้นจาก 0.42% เป็น 0.46%สำหรับเงินฝากประจำ ธนาคารขนาดใหญ่ปรับอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยจาก 0.5% เป็น 1.0% ขณะที่ธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็กปรับจาก 1.0% เป็น 1.5% ส่งผลให้ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราดอกเบี้ยเงินฝากขยายตัวขึ้นในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นผลการศึกษาระบุว่า ตลาดเงินฝากไทยในปัจจุบันมีลักษณะสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การเข้าถึงบริการทางการเงินที่อยู่ในระดับสูง การกระจุกตัวของเงินฝากทั้งในระดับผู้ฝากและระดับสถาบันการเงิน และการแข่งขันด้านดอกเบี้ยที่ยังมีข้อจำกัดสำหรับผู้ฝากเงินทั่วไปจากข้อค้นพบดังกล่าว มีข้อเสนอเชิงนโยบาย 3 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมการแข่งขันและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์เงินฝาก การลดต้นทุนในการย้ายบัญชีหรือเปลี่ยนผู้ให้บริการ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของผู้ฝากเงิน และการยกระดับความโปร่งใสของข้อมูลด้านดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และคุณภาพบริการ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกใช้บริการทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแหล่งที่มาข่าวอละภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://www.thansettakij.com/finance/financial-banking/661984

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

วธ. เปิด “เทศกาลศิลปะสงขลา เชื่อมโยงจากรุ่นสู่รุ่น ครั้งที่ 4 ปี 2569”

22/06/2026

กระทรวงวัฒนธรรม เปิด “เทศกาลศิลปะสงขลา เชื่อมโยงจากรุ่นสู่รุ่น ครั้งที่ 4 ปี 2569” (New Gen Connected Art Fest #4 2026) ชูแนวคิด “Bloom in Uncertainty : เมื่อชีวิตยังผลิบาน” ชวนค้นหาความหวังผ่านงานศิลปะร่วมสมัย สร้างพื้นที่เรียนรู้และศักยภาพศิลปินรุ่นใหม่ทั่วประเทศ ต่อยอดเมืองเก่าสู่พื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานวัฒนธรรมเมื่อเร็ว ๆ นี้ นางเสริมกิจ ชัยมงคล ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิดงานเทศกาลศิลปะสงขลา เชื่อมโยงจากรุ่นสู่รุ่น ครั้งที่ 4 ปี 2569 (New Gen Connected Art Fest #4 2026) โครงการพัฒนาเมืองต้นแบบด้านศิลปวัฒนธรรม: เมืองเก่าสงขลา (Culture Smart City: Songkhla Old Town) โดยมี นายสุรพันธ์ เจริญทรัพย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นายธีรพจน์ จรูญศรี ผู้ก่อตั้งหอศิลป์สงขลาเเละประธานมูลนิธิสงขลาเมืองเก่า นายอำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ ศิลปินเเห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ปี 2563 นางศศิเพ็ญ ละม้ายพันธุ์ วัฒนธรรมจังหวัดสงขลา ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภัณฑารักษ์ ศิลปิน คณาจารย์สถาบันการศึกษา นิสิต นักศึกษา แขกผู้มีเกียรติ เเละสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ หอศิลป์สงขลา ถนนกำแพงเพชร จังหวัดสงขลานางเสริมกิจ กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ให้ความสำคัญกับการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสู่การพัฒนาสังคม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านการสนับสนุนพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และสร้างสรรค์ร่วมกัน โดยจังหวัดสงขลาเป็นพื้นที่ที่มีมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า และได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างพลังทางสังคม เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้เทศกาลศิลปะสงขลากลายเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ทุนทางวัฒนธรรมในการพัฒนาเมืองและชุมชนอย่างต่อเนื่องนางเสริมกิจ กล่าวอีกว่า มูลนิธิสงขลาเมืองเก่า และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้ร่วมกันผลักดันและส่งเสริมงานวัฒนธรรมเชิงพื้นที่จังหวัดสงขลา ผ่านการพัฒนาเมืองต้นแบบด้านศิลปวัฒนธรรม (Culture Smart City) และการจัดเทศกาลศิลปะสงขลา “New Gen Connected Art Fest” อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 จนสามารถพัฒนาให้เป็นพื้นที่สำคัญของการเรียนรู้และการสร้างสรรค์ทางศิลปวัฒนธรรมทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศทั้งนี้ สำหรับปีพ.ศ. 2569 เทศกาลจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Bloom in Uncertainty : เมื่อชีวิตยังผลิบาน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แม้โลกจะกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและความไม่แน่นอนในหลากหลายมิติ ศิลปะและวัฒนธรรมยังคงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงผู้คน สร้างความเข้าใจในความแตกต่าง และเป็นพลังสร้างสรรค์ที่ช่วยให้สังคมมองเห็นความหวังและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทายในปัจจุบันโดยคณะภัณฑารักษ์ของเทศกาล ได้ร่วมกันตั้งคำถามว่า เมื่อโลกเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน คนรุ่นใหม่กำลังมองอนาคตอย่างไร และศิลปะจะช่วยให้เราเข้าใจความหวัง ความกังวล และความหมายของชีวิตในยุคสมัยนี้ได้อย่างไร เทศกาลศิลปะครั้งนี้จึงมุ่งใช้ศิลปะและวัฒนธรรมเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และการตั้งคำถามต่ออนาคต เพื่อสะท้อนศักยภาพของมนุษย์ในการปรับตัว เติบโต และผลิบานท่ามกลางความไม่แน่นอนนอกจากนี้ เทศกาลยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและเปิดพื้นที่แก่ศิลปินรุ่นใหม่จากทั่วประเทศ โดยคัดเลือกผลงานจากทั้ง 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เพื่อร่วมถ่ายทอดมุมมอง ประสบการณ์ และความคิดสร้างสรรค์ผ่านผลงานศิลปะร่วมสมัย พร้อมแสดงศักยภาพบนเวทีสาธารณะ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการกระจายโอกาสทางวัฒนธรรม และการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกันของคนรุ่นใหม่จากทั่วประเทศ ผลงานที่นำมาจัดแสดงล้วนสะท้อนความคิด ความฝัน ความกังวล การค้นหาความหมายของการดำรงอยู่ และมุมมองต่อโลกของคนรุ่นใหม่ในบริบทที่แตกต่างกันของแต่ละภูมิภาค ทำให้เทศกาลครั้งนี้ไม่เพียงเป็นพื้นที่จัดแสดงศิลปะร่วมสมัย แต่ยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และประสบการณ์ร่วมของสังคมไทยในยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง ผ่านพื้นที่จัดแสดงในย่านเมืองเก่าสงขลา โดยเปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน – 16 สิงหาคม 2569“ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา เทศกาลศิลปะสงขลาได้เติบโตขึ้นจากความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และเครือข่ายศิลปิน จนกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองเก่าสงขลาให้เป็นพื้นที่แห่งศิลปวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ สะท้อนพลังของการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาเมืองบนฐานทุนทางวัฒนธรรม ขอชื่นชมมูลนิธิสงขลาเมืองเก่า โรงพยาบาลศิครินทร์ คณะภัณฑารักษ์ ศิลปินทุกท่าน และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนเทศกาลศิลปะสงขลาให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเเละเข้มเเข็ง หวังว่าเทศกาลแห่งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้เห็นถึงพลังของศิลปะและวัฒนธรรมในการพัฒนาเมือง สังคม และชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป” ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวแหล่งที่มาข่าวอละภาพต้นฉบับ ผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000056703

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

คู่มือเลือกที่นั่งบนเครื่องบิน ตรงไหนดีและเหมาะกับเราที่สุด?

22/06/2026

คู่มือเลือกที่นั่งบนเครื่องบินที่ดีที่สุด คำแนะนำสำหรับทุกความต้องการการเดินทางโดยเครื่องบินจะสบายขึ้นอย่างมาก หากคุณเลือกที่นั่งที่เหมาะสมกับความต้องการส่วนตัว ตั้งแต่ตำแหน่งริมหน้าต่างไปจนถึงส่วนที่เงียบที่สุดของเครื่องบิน บทความนี้ได้รวบรวมหลักการและคำแนะนำต่าง ๆ ในการเลือกที่นั่งบนเครื่องบินที่ดีที่สุด เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างง่ายดายและมั่นใจก่อนการเดินทางการเลือกที่นั่งบนเครื่องบินตามตำแหน่งการตัดสินใจเลือกระหว่างริมหน้าต่างและริมทางเดิน ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสบการณ์การบินของคุณ แต่ละตำแหน่งมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าคุณให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากกว่า เช่น การชมวิว หรือความสะดวกในการลุกเข้าออกริมหน้าต่าง  •  ข้อดี : เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ชอบชมวิวทิวทัศน์ หรือต้องการเอนตัวพิงเพื่อพักผ่อนและนอนหลับ  •  ข้อเสีย : การลุกไปห้องน้ำจะรบกวนผู้ที่นั่งข้างๆ และอาจมีแสงแดดส่องเข้ามาในช่วงเวลาเดินทางริมทางเดิน  •  ข้อดี : ลุกเข้าออกไปเข้าห้องน้ำสะดวก เหมาะสำหรับผู้ที่ลุกไปเดินหรือเข้าห้องน้ำบ่อย รวมถึงสามารถลงจากเครื่องได้รวดเร็วกว่า  •  ข้อเสีย : แต่ข้อเสียคืออาจถูกรบกวนบ่อยครั้งจากผู้โดยสารหรือพนักงานที่เดินผ่านตรงกลาง  •  ข้อดี : เหมาะกับผู้ที่มีเป็นครอบครัว สามารถนั่งด้วยกันได้ทั้งครอบครัว และมีพื้นที่เก็บของใต้เบาะเยอะ  •  ข้อเสีย : มีพื้นที่จำกัดและอึดอัด ผู้ที่เลือกนั่งตำแหน่งนี้มักเป็นผู้ที่ไม่มีทางเลือกอื่นการเลือกที่นั่งบนเครื่องบินตามส่วนของเครื่องบินส่วนต่างๆ ของเครื่องบินมีผลโดยตรงต่อระดับเสียง ความรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน และความรวดเร็วในการรับบริการ ดังนั้น การเลือกส่วนที่เหมาะสมจึงช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์จากการเดินทางได้มากส่วนหน้า  •  ข้อดี : เป็นส่วนที่เงียบที่สุดและจะได้รับบริการจากพนักงานเร็วที่สุด นอกจากนี้ยังสามารถลงจากเครื่องบินได้รวดเร็ว  •  ข้อเสีย : ราคาค่อนข้างสูง และมักจะเต็มตลอดส่วนกลาง (เหนือปีก)  •  ข้อดี : ที่นั่งบริเวณนี้จะนิ่งที่สุด และรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนน้อยมาก ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เมาเครื่องบิน  •  ข้อเสีย : ทัศนียภาพภายนอกจะถูกปีกเครื่องบินบัง ทำให้ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดส่วนหลัง (ท้ายเครื่อง)  •  ข้อดี : มักเป็นที่นั่งที่มีราคาถูกกว่าและมีโอกาสได้ที่นั่งว่างข้างๆ หากเที่ยวบินไม่เต็ม   •  ข้อเสีย : ส่วนท้ายเครื่องจะเสียงดังที่สุดและวุ่นวาย เนื่องจากอยู่ใกล้ห้องน้ำหรือห้องครัวเคล็ดลับเพิ่มเติมสำหรับความต้องการเฉพาะ  •  พื้นที่วางขาเยอะ: ควรเลือกที่นั่งใน แถวทางออกฉุกเฉินหรือ แถวแรกของแต่ละโซน ซึ่งจะมีพื้นที่ให้เหยียดขาได้มากกว่าปกติ แต่ที่นั่งเหล่านี้มักมีข้อจำกัดบางประการ  •  ความเงียบสงบ: เลือกที่นั่งในส่วนหน้าของเครื่องบิน และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้กับห้องน้ำหรือห้องครัว เพราะเป็นจุดที่มีการสัญจรของผู้คนบ่อยที่สุด  •  ลดอาการเมาเครื่องบิน: ควรเลือกที่นั่งในส่วนกลางเครื่องบินที่อยู่เหนือปีก เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่ตัวเครื่องมีความนิ่งและมีการสั่นสะเทือนน้อยที่สุดตลอดการบินการเลือกที่นั่งบนเครื่องบินที่ดีที่สุด ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการเดินทางและความชอบส่วนตัวของคุณ ก่อนทำการจองทุกครั้ง ควรตรวจสอบแผนผังที่นั่งของเครื่องบินรุ่นที่คุณจะเดินทาง เพื่อให้เห็นภาพรวมของตำแหน่งห้องน้ำ ห้องครัว และพื้นที่วางขาพิเศษ ก่อนตัดสินใจเลือกแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ sanookhttps://www.sanook.com/travel/1453115/

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ ประกาศรายชื่อผู้โชคดีจากกิจกรรม “AUTOPAY เฮรับโชค” มอบ 70 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 580,000 บาท

22/06/2026

เอไอเอ ประเทศไทย ประกาศรายชื่อผู้โชคดีจากกิจกรรม “AUTOPAY เฮรับโชค” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ลูกค้าใช้บริการหักบัญชีอัตโนมัติแบบต่อเนื่องผ่านบัตรเครดิต (AUTOPAY) เพื่อชำระเบี้ยประกันภัย โดยได้มีการจับรางวัลรวมทั้งสิ้น 70 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 580,000 บาท เมื่อวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2569 ณ สำนักงานใหญ่ เอไอเอ ประเทศไทย  การจับรางวัลครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงของเอไอเอ ประเทศไทย นำโดย คุณสุธนิศร์ สุริโยทัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ และ คุณมอร์แกน ลี หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืนกรมธรรม์ ร่วมเป็นสักขีพยานและดำเนินการจับรางวัล เพื่อความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้าผู้เข้าร่วมกิจกรรมสำหรับรางวัลในกิจกรรม “AUTOPAY เฮรับโชค” ประกอบด้วย• รางวัลที่ 1: iPhone 17 Pro ความจุ 256 GB มูลค่ารางวัลละ 43,022.60 บาท จำนวน 10 รางวัล• รางวัลที่ 2: iPad 11 A16 Wi-Fi ความจุ 128 GB มูลค่ารางวัลละ 12,513.65 บาท จำนวน 5 รางวัล• รางวัลที่ 3: AirPods 4 (2024) มูลค่ารางวัลละ 4,695.16 บาท จำนวน 5 รางวัล• รางวัลที่ 4: Central Gift Card มูลค่า 2,000 บาท จำนวน 20 รางวัล• รางวัลที่ 5: Central Gift Card มูลค่า 1,000 บาท จำนวน 30 รางวัล รวมทั้งสิ้น 70 รางวัล เพื่อแทนคำขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจและเลือกใช้บริการของเอไอเออย่างต่อเนื่องทั้งนี้ ท่านสามารถติดตามรายชื่อผู้โชคดีได้ทางเว็บไซต์ https://aiathailand.info/autopayluckydrawwinners และสามารถติดต่อเพื่อยืนยันสิทธิ์ในการรับรางวัลได้ระหว่างวันที่ 1 – 10 กรกฎาคม 2569 โดยรับรางวัลได้ ณ เอไอเอ ประเทศไทย สำนักงานใหญ่ ถนนสุรวงศ์ หรือดำเนินการรับของรางวัลตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด สำหรับกิจกรรม “AUTOPAY เฮรับโชค” ถือเป็นอีกหนึ่งแคมเปญสำคัญของ เอไอเอ ประเทศไทย ในการส่งเสริมด้านการบริการเพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบาย ผ่านช่องทางการชำระเงินอัตโนมัติ พร้อมยกระดับประสบการณ์ลูกค้าด้วยการมอบสิทธิประโยชน์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และตอบแทนลูกค้าที่มอบความไว้วางใจให้เอไอเอได้ดูแลมาอย่างต่อเนื่อง โดยเอไอเอ พร้อมเดินหน้าพัฒนาโซลูชันด้านการประกันชีวิตและสุขภาพ รวมถึงการบริการ เพื่อสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’หมายเหตุ: รายละเอียดและเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลง ยกเลิก แก้ไขรายละเอียดหรือเงื่อนไขต่างๆ โดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าผ่านช่องทางการสื่อสารของบริษัท 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

เอไอเอ ประเทศไทย ปรับปรุงห้องสมุดโรงเรียนไชยะวิทยา จ.สุโขทัยหนุนเยาวชนเข้าถึงแหล่งเรียนรู้คุณภาพ

18/06/2026

บุคคลในภาพ: นายนิคฮิล แอดวานี (กลางบน) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายอีริค ลู (ที่ 7 จากซ้ายแถวบน) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน นางสาวรพีพร วงศ์ทองคำ (ที่ 6 จากซ้ายแถวบน) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ นายราเชนทร์ ขุมนาค (ที่ 4 จากซ้ายแถวบน) ผู้อำนวยการฝ่ายอสังหาริมทรัพย์และงานบริการ  นายมนต์ชัย บุณยรัตพันธุ์ (ที่ 5 จากซ้ายแถวบน) ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารตัวแทนภูมิภาค 3 และประธานเจ้าหน้าที่บริหารตัวแทนประจำภูมิภาค 3เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นายนิคฮิล แอดวานี (กลางแถวบน) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วย นายอีริค ลู (ที่ 7 จากซ้ายแถวบน) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน คณะผู้บริหาร และตัวแทนประกันชีวิตเอไอเอ ร่วมพิธีเปิดห้องสมุดโรงเรียนไชยะวิทยา จังหวัดสุโขทัย ซึ่งได้รับการปรับปรุงใหม่หลังได้รับความเสียหายจากวาตภัย โดยมีนายธีรยุทธ สำราญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นผู้แทนรับมอบ พร้อมด้วยนางกรรณิการ์ ชูเชิด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย จังหวัดสุโขทัย ให้เกียรติเข้าร่วมงานสำหรับโครงการปรับปรุงห้องสมุดดังกล่าว เอไอเอได้สนับสนุนงบประมาณมูลค่ากว่า 300,000 บาท เพื่อบูรณะและพัฒนาห้องสมุดให้กลับมาเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สมบูรณ์อีกครั้ง พร้อมมอบหนังสือเสริมทักษะและหนังสืออ่านนอกเวลา เพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สำคัญ เสริมสร้างจินตนาการ และขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนในระยะยาว ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอไอเอในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการคำนึงถึงการสร้างคุณค่าตอบแทนคืนสู่สังคม เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนและชุมชน พร้อมให้ความสำคัญกับการสร้างอนาคตที่ดีให้แก่เยาวชนไทย ซึ่งสอดคล้องกับคำมั่นสัญญา “Healthier, Longer, Better Lives” ที่ต้องการ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ข่าวการเงิน

"Sunk Cost Fallacy" อคติจากต้นทุนจม จิตวิทยาที่มิจฉาชีพใช้หลอกลงทุน ล่อเหยื่อให้ยอมโอนเงินซ้ำ ๆ

18/06/2026

"เจาะลึกกับดักจิตวิทยาจิตวิทยา "เสียดายเงินเก่า จนต้องถมเงินใหม่" ช่องโหว่ทางอารมณ์ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้รีดไถเงินล้าน พร้อมเปิดสเตปกลโกงและวิธีคัตลอสทางความคิดก่อนหมดตัว"“พี่โอนมาอีกแค่ 10,000 บาท ก็จะได้เงินทั้งหมดคืนแล้ว" "ลงทุนไป 50,000 บาท ถ้าหยุดตอนนี้ จะเอาเงินออกจากระบบไม่ได้นะ"ประโยคเหล่านี้คือนิทานเรื่องเดิมที่มิจฉาชีพใช้เล่าซ้ำ ๆ ในข่าวอาชญากรรมทางการเงินรายวัน หลายคนฟังข่าวแล้ว อาจจะตั้งคำถามด้วยความไม่เข้าใจว่า “ทำไมเหยื่อถึงยอมโอนเงินเพิ่มทีละเป็นแสนเป็นล้าน ทั้งที่รู้ว่าโดนหลอก?” หรือคิดง่าย ๆ แค่ว่าพวกเขาเหล่านั้นคงโดนความโลภบังตาแต่รู้หรือไม่ ? ในความเป็นจริงของโลกพฤติกรรมศาสตร์ มันมีสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น ที่ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนมือใหม่ หรือแม้แต่คนทั่วไปจำนวนมาก ก็เคยพ่ายแพ้ต่อกลไกจิตวิทยาของตัวเองที่ชื่อว่า "Sunk Cost Fallacy" หรือ "อคติจากต้นทุนจม” กันมานักต่อนักแล้ว เจ็บแต่ไม่จบ ! อคติที่แฝงตัวอยู่ในชีวิตประจำวันคำว่า "ต้นทุนจม" (Sunk Cost) ในทางเศรษฐศาสตร์ อาจหมายถึง เงิน เวลา หรือแรงกายที่จ่ายไปแล้ว และไม่มีวันเรียกคืนกลับมาได้ ซึ่งตามหลักการที่ถูกต้อง ก็ค่อ เราไม่ควรเอาต้นทุนที่เสียไปแล้วนี้ มาคิดในการตัดสินใจอนาคต แต่ความจริงแล้ว “สมองของมนุษย์ของเรา” ไม่ได้เป็นโรบอตที่คิดด้วยเหตุผลร้อยเปอร์เซ็นต์แบบนั้นเสมอไปใครเคยมีพฤติกรรมแบบนี้บ้าง? ลองเช็กดู  • กินบุฟเฟต์เอาให้คุ้ม: ทั้งที่อิ่มจนจุกและทรมานร่างกายมากแล้ว แต่ก็ยังตักฝืนกินต่อ เพราะเสียดายเงินค่าหัวที่จ่ายไป  • ติดดอยหุ้นไม่เติบโต: ซื้อหุ้นโดยไม่ได้ศึกษาข้อมูลให้ดี พอหุ้นตกฮวบเพราะบริษัทไม่มีอนาคต แทนที่จะตัดขาดทุน (Cut Loss) กลับเลือกที่จะ "ซื้อถัวเฉลี่ย" ไปเรื่อย ๆ เอาเงินใหม่ไปถมทับเงินเสีย เพียงเพราะหวังลึก ๆ ว่าสักวันมันจะกลับมาเท่าทุน ทั้งที่จริง ๆ เป็นการสูญเสียโอกาสที่จะเอาเงินก้อนนั้นไปทำกำไรกับสิ่งอื่นพฤติกรรมข้างต้น เกิดขึ้นเพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” ซึ่งนี่เอง ได้กลายเป็น กับดักช่องโหว่รูเบ้อเริ่ม ที่มิจฉาชีพใช้เป็นอาวุธเข้ามาควบคุมการตัดสินใจของเรา ไม่ว่าจะเป็น คดีหลอกเทรดสินทรัพย์ดิจิทัล ,คดีหลอกลงทุนทองคำ ,คดีหลอกเทรดหุ้นจำลอง  และ คดีหลอกลงทุนหุ้นต่างประเทศ สเต็ปกลโกง มิจฉาชีพใช้ Sunk Cost Fallacy สูบเงินเราได้อย่างไร?อ้างอิงข้อมูลวิเคราะห์จาก ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า แก๊งหลอกลงทุนออนไลน์ หรือพวก Romance Scam จะมีกระบวนการทำงานจิตวิทยาที่แยบยลและเป็นขั้นเป็นตอนในการเปลี่ยนอคตินี้ให้เป็นเครื่องมือรีดเงิน ดังนี้  • ขั้นตอนที่ 1: ฝัง "ต้นทุนจม" ก้อนแรก มิจฉาชีพจะเริ่มล่อลวงให้เราโอนเงินจำนวนไม่มากก่อน เช่น ค่าสมัครกลุ่มทำงาน ค่าเปิดพอร์ตลงทุน หรือค่าธรรมเนียมเบื้องต้น แถมบางครั้งยังใจดีให้ผลตอบแทนหรือกำไรกลับมาจริง ๆ ในรอบแรก ๆ เพื่อซื้อความตายใจ ทันทีที่เราโอนเงินก้อนนี้ไป "ต้นทุนจม" ก้อนแรกในจิตใจของเราได้เกิดขึ้นแล้ว  • ขั้นตอนที่ 2: สร้าง "ปัญหา" บีบให้หา "ทางออกปลอม" เมื่อเราเริ่มลงเงินเพิ่มขึ้น มิจฉาชีพจะเริ่มระงับระบบแล้วสร้างเงื่อนไขขึ้นมาทันที เช่น "ยอดเงินยังไม่ครบถอนไม่ได้" หรือ "ต้องจ่ายค่าภาษี/ค่าปลดล็อกระบบก่อน" แล้วพวกเขาก็จะเสนอทางออกเดียวให้เรา คือการ "โอนเงินเพิ่ม"  • ขั้นตอนที่ 3: จุดที่ระบบเหตุผลล่มสลาย ณ วินาทีนี้ จิตใจของเหยื่อจะเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง ระหว่างความจริงที่ว่าอาจกำลังโดนหลอก กับความกลัวที่จะต้องสูญเสียเงินก้อนแรกไป สมองจะเริ่มหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองว่า "ลงทุนไปตั้ง 50,000 แล้ว ถ้าหยุดตอนนี้เท่ากับเงินหายวับไปเลยนะ แต่ถ้าโอนเพิ่มอีกแค่หมื่นเดียว เราจะได้เงินทั้งหมดคืนพร้อมกำไร" กับดักความเสียดายตรงนี้เองที่บดบังความจริง จนทำให้เรามองว่าการโอนเงินเพิ่มคือหนทางเดียวที่จะรักษาเงินก้อนเก่าเอาไว้ได้  • ขั้นตอนที่ 4: วงจรอุบาทว์ดูดเงินจนหมดตัว เมื่อเรายอมโอนครั้งที่สอง ต้นทุนจมของเราจะยิ่งสูงขึ้นเป็น 60,000 บาท ความเสียดายจะทวีคูณขึ้นเป็นสองเท่า มิจฉาชีพจะใช้เงื่อนไขเดิมสร้างปัญหาใหม่มาเรื่อย ๆ ยิ่งคุณโอนเพิ่ม คุณยิ่งติดหล่มลึกขึ้นจนถอนตัวยาก กลายเป็นความเสียหายหลักแสนหลักล้านในเวลาไม่กี่สัปดาห์เพียงเพราะต้องการชนะในเกมที่ไม่มีวันชนะตั้งแต่แรกเอาชนะ Sunk Cost Fallacy ก่อนหมดตัวสำหรับวิธีดึงสติ หากคุณ หรือคนรอบข้างกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้อง "เติมเงิน" ไปเรื่อย ๆ เพื่อแก้ปัญหาทางการเงิน หรือสงสัยว่าพอร์ตลงทุนกำลังถูกปั่นหัว ให้รีบทำตามสเตปการเยียวยาพฤติกรรมเหล่านี้ทันที1. ยอมรับคำว่า "เสียดาย" อย่างซื่อสัตย์: เข้าใจก่อนว่าความเสียดายคือกลไกปกติของมนุษย์ แต่ต้องยอมรับความจริงเฉพาะหน้าให้ได้ว่า เงินที่โอนไปแล้วคือเสียไปแล้ว อย่าปล่อยให้ความรู้สึกนี้มาลากเงินก้อนใหม่ในกระเป๋าเราให้จมหายตามไปด้วย2. เปลี่ยนคำถามใหม่: แทนที่จะคิดว่า "ทำยังไงถึงจะเอาเงินก้อนเก่าคืนมา" ให้เปลี่ยนคำถามเป็น "ถ้าวันนี้เราต้องควักเงินใหม่อีกก้อนโอนไปให้คน ๆ นี้ เรายังจะยอมโอนอยู่ไหม?" ถ้าคำตอบคือไม่ ก็จงหยุดทันที3. คิดถึงอนาคต ไม่ใช่อดีต: เงินที่โอนไปแล้วคือ "อดีต" ที่เปลี่ยนไม่ได้ การตัดสินใจในตอนนี้ทำเพื่อรักษาเงินที่เหลืออยู่เพื่ออนาคต จำไว้ว่า "การหยุดโอนไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการตัดขาดทุน (Cut Loss) เพื่อรักษาชีวิต"4. หาเสียงที่สองจากคนนอก: นี่คือไม้ตายที่สำคัญที่สุด มิจฉาชีพมักจะบีบให้เราตัดสินใจคนเดียวในเวลาที่จำกัด ลองเดินไปเล่าเรื่องนี้ให้ครอบครัว เพื่อน หรือคนสนิทที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียฟัง สายตาของคนนอกที่มองเข้ามาแบบไร้อารมณ์ร่วม จะเห็นความผิดปกติของสถานการณ์ได้ชัดเจนที่สุด และพวกเขาจะช่วยกระชากสติคุณกลับมาได้ก่อนที่จะสายเกินไปขณะที่ในมิติด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ การป้องกันตนเองจากการเข้าถึงระบบข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบสามารถทำได้ผ่าน 2 แนวทางหลัก ๆ  • หลีกเลี่ยงการใช้รหัสผ่านเดียวกันในทุกบัญชีใช้งาน โดยเฉพาะบัญชีอีเมลส่วนตัว บัญชีโมบายแบงก์กิ้ง และบัญชีโซเชียลมีเดีย เพื่อป้องกันการบุกรุกแบบต่อเนื่อง (Cascading Breach) เมื่อมีบัญชีใดบัญชีหนึ่งหลุดรอดไป   • กำหนดให้ระบบส่งรหัสผ่านชั่วคราว (One-Time Password - OTP) หรือแอปพลิเคชันยืนยันตัวตนทุกครั้งที่มีการเข้าใช้งานจากอุปกรณ์ใหม่ เพื่อสกัดกั้นการเข้าถึงข้อมูลจากระยะไกลของมิจฉาชีพในโลกของการลงทุนและการใช้ชีวิต การรู้เท่าทันสภาวะจิตวิทยาของตัวเอง สำคัญไม่แพ้การอ่านกราฟหรือการวิเคราะห์งบการเงิน อย่าปล่อยให้อคติความเสียดาย มาเป็นเครื่องมือให้คนอื่นใช้ปล้นเงินในกระเป๋าของเรา ที่มา : ธนาคารกรุงเทพ , Finnomena ,ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ,Krungsriแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ ไทยรัฐhttps://www.thairath.co.th/money/investment/stocks/2936832

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

ถอดสูตรสำเร็จยุค AI นายกสมาคมประกันชีวิตไทย ชี้ “Human Touch + เทคโนโลยี” กุญแจสำคัญสู่ความเติบโตอย่างยั่งยืน

16/06/2026

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในทุกอุตสาหกรรม ธุรกิจประกันชีวิตก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ทว่า.. ความท้าทายที่แท้จริงอาจไม่ใช่เรื่องของงบประมาณหรือความล้ำสมัยของเทคโนโลยี แต่กลับเป็นเรื่องของ “การบริหารคน”คุณนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย ได้ให้มุมมองในเรื่องดังกล่าวผ่านการเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษหัวข้อ “Leadership Priorities in Life Insurance: Driving Culture, Embracing Diversity, and Enhancing Workforce Agility” ภายใต้ “โครงการพัฒนาบุคลากรประกันชีวิตนานาชาติ 2569” (ASEAN Life Insurance Leadership Program: ALIP) โดยได้ร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์และแนวทางการบริหารจัดการองค์กรในยุคขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนแปลง มุ่งเน้นการหล่อหลอมวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง การเปิดรับความหลากหลายเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความยืดหยุ่น พร้อมรับมือกับความท้าทายในธุรกิจประกันชีวิตระดับสากล ซึ่งมีประเด็นเชิงลึกเกี่ยวกับจุดตัดระหว่างเทคโนโลยีและมนุษย์ไว้อย่างน่าสนใจนิยามใหม่ของผู้นำ เติมพลังคน ก่อน เติมระบบคุณนุสราได้ให้แนวคิดที่สร้างแรงบันดาลใจว่า หน้าที่สำคัญของผู้นำยุคใหม่คือการเป็น "พันธมิตรในการขับเคลื่อนร่วมกัน" (Execution Partnership) และส่งเสริมให้พนักงานเข้าใจถึงเป้าหมายและวิธีการทำงานอย่างแท้จริง"ระบบเทคโนโลยีที่ดีที่สุด จะแสดงประสิทธิภาพได้สูงสุดก็ต่อเมื่ออยู่ในมือของคนที่พร้อมและเข้าใจ หน้าที่ของผู้นำจึงเป็นการพัฒนาและเตรียมความพร้อมของบุคลากรให้เต็มศักยภาพ เพื่อให้เทคโนโลยีที่ลงทุนไปคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรและลูกค้า"พิมพ์เขียว AI 3 ระดับ พันธมิตรทางกลยุทธ์เพื่อความมั่นคงเทคโนโลยี AI ในมุมมองของคุณนุสราไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมความมั่นคงและแม่นยำให้กับธุรกิจ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ โดยคุณนุสราได้แนะนำกรอบการประยุกต์ใช้ AI ใน3 ระดับ เพื่อให้องค์กรค่อย ๆ เรียนรู้และเติบโตไปทีละสเต็ป•  ระดับบุคคล (Generative AI) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดงานประจำ เช่น การสรุปเอกสารและเตรียมงานนำเสนอ ทำให้พนักงานมีเวลาไปสร้างสรรค์งานส่วนอื่น•  ระดับแกนหลัก (Predictive AI) ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและคาดการณ์ความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ ทำให้การรับประกันภัยมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น•  ระดับขั้นสูง (Agentic AI) การจัดระบบอัตโนมัติแบบครบวงจร (End-to-End) ที่ช่วยก้าวสู่นวัตกรรมใหม่ ๆนอกจากนี้ ยังแนะนำเคล็ดลับเชิงบวกให้องค์กรเริ่มต้นทดลองจากเครื่องมือที่เข้าถึงได้ง่าย เช่น ระบบสำหรับทดลองใช้งานในรูปแบบไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างความคุ้นเคยและมั่นใจให้กับทีมงานก่อนขยับขยายสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ปลุกพลังแห่งการเรียนรู้การขับเคลื่อนองค์กรในยุคนี้เน้นไปที่การสร้าง "วัฒนธรรมแห่งการสนับสนุน (Culture of Support)" และสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิทยา (Psychological Safety) เพื่อให้พนักงานกล้าคิด กล้าทำ และกล้าทดลองสิ่งใหม่ ๆ โดยมีผู้นำที่พร้อมรับฟังและเคียงข้างในทุกความท้าทาย ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยปลดล็อกความมั่นใจและจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ (Growth Mindset) ให้กับบุคลากรได้อย่างดีเยี่ยม4 สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญในการกำกับดูแล เพื่อความอุ่นใจของลูกค้า เพื่อให้การนำ AI มาใช้เป็นไปอย่างราบรื่นและสร้างความเชื่อมั่นสูงสุด คุณนุสราได้มอบแนวทางปฏิบัติ 4 ข้อสำคัญ (Four Governance Priorities)1. รักษาความลับ ปกป้องข้อมูลความเป็นส่วนตัวของลูกค้าอย่างเข้มงวด2. ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ มุ่งเน้นความโปร่งใสและตรวจสอบได้ (Explainability) สอดคล้องกับ PDPA และ ปฏิบัติตามแนวทางของหน่วยงานกำกับ3. Human in the Loop ให้มนุษย์เป็นผู้ดูแลลูกค้าในขั้นตอนสุดท้ายเสมอ โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องใช้ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และความละเอียดอ่อนในบริบทที่ AI ยังไม่สามารถทำได้ดีพอ4. ตรวจสอบความถูกต้อง มีกลไกคอยตรวจสอบซ้ำข้อมูลร่วมกับ AI เพื่อความถูกต้องแม่นยำที่สุดหัวใจที่เทคโนโลยีไม่มีวันแทนที่เป้าหมายที่แท้จริงของการทำ Transformation ในครั้งนี้ ไม่ใช่การลดบทบาทของคน แต่คือ "การเพิ่มศักยภาพให้คนทำงานได้สร้างสรรค์และมีคุณค่ามากขึ้นกว่าเดิม" โดยขับเคลื่อน 3 ปัจจัยร่วมกันเสมอคือ ข้อมูล (Data) ระบบ (System) และ คน (People)คุณนุสราได้ฝากแง่คิดอันลึกซึ้งและอบอุ่นทิ้งท้ายไว้ว่า "ไม่ว่าเทคโนโลยีจะชาญฉลาดเพียงใด แต่ธุรกิจประกันชีวิตเติบโตได้ด้วย 'ความรู้สึก' และ 'ความไว้วางใจ' AI อาจช่วยเสริมประสิทธิภาพให้เราทำงานได้เร็วขึ้น แต่ 'สัมผัสของความเป็นมนุษย์ (Human Touch)' และความเห็นอกเห็นใจ คือสิ่งล้ำค่าที่ไม่มีอะไรมาทดแทนได้ ในอุตสาหกรรมที่ดำรงอยู่เพื่อดูแลและปกป้องชีวิตของผู้คน"แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ ซีเคว้ล ออนไลน์https://www.sequelonline.com/?p=206756

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

SRI PANWA X JITTI ROBOT นิทรรศการศิลปะร่วมสมัย สำรวจพื้นที่ระหว่างผู้คน ความรู้สึก และจินตนาการ

16/06/2026

ศรีพันวา ภูเก็ต จัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย “SPACE BETWEEN US” คอลแลปส์สุดพิเศษกับ หนุ่ม – จิตติ จำเนียรไว ศิลปินป๊อปอาร์ตแถวหน้าของไทย เจ้าของคาแรกเตอร์ "ROBOT" หรือหุ่นยนต์หน้าตาซื่อๆ ที่มักเล่าเรื่องราวความรู้สึกของมนุษย์ผ่านมุมมองที่อบอุ่นและน่ารัก ลายเซ็นของเขาคือการใช้สีสันสดใส ภาพความฝัน และการส่งพลังบวก โดยนิทรรศการ “SPACE BETWEEN US” นำเสนอผลงานที่สะท้อนการสำรวจ “พื้นที่ว่าง” ในมิติทางอารมณ์ ความสัมพันธ์ และการเชื่อมโยงระหว่างผู้คน ผ่านภาษาทางศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์ของ JITTI ROBOT พื้นที่ภายในศรีพันวาถูกปรับให้กลายเป็นสเปซจัดแสดงงานศิลปะ เพื่อให้ทุกคนได้ก้าวออกจากความวุ่นวายของโลกภายนอก แล้วเข้ามานั่งปล่อยใจไปกับลายเส้นและสีสันตรงหน้า ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ที่ชวนให้รู้สึกปลอดภัย ผ่อนคลาย และพร้อมเปิดรับพลังงานดีๆ กลับไปอีกครั้งพิมพ์ปวีณ สุนทรธรรมรัต ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ กล่าวว่า นิทรรศการนี้ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ แต่เป็นพื้นที่สำหรับการรับรู้และเชื่อมโยงกับความรู้สึกของตนเอง ผ่านผลงานที่ชวนให้ผู้ชมค่อย ๆ ใช้เวลาอยู่กับความคิด ความฝัน และจินตนาการ ท่ามกลางบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นส่วนตัว ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือน ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสผลงานศิลปะร่วมสมัยควบคู่ไปกับทัศนียภาพอันงดงามของทะเลอันดามัน สะท้อนการบรรจบกันระหว่างศิลปะ ธรรมชาติ และสถาปัตยกรรม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ ของศรีพันวา ภูเก็ตนิทรรศการ SPACE BETWEEN US: SRI PANWA X JITTI ROBOT จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน - 18 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมศรีพันวา ภูเก็ตแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/celebonline/detail/9690000056707

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

X