Everyday knowledge for you
ธุรกิจ
17/09/2026
คอลัมน์ : Smart SMEsผู้เขียน : ดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์กรุงศรี SMEหลายกิจการที่ผู้ก่อตั้งสร้างขึ้นจากศูนย์กำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนผ่าน จากคนรุ่นบุกเบิกสู่ทายาทรุ่นที่ 2 หรือรุ่นที่ 3 สิ่งที่เจ้าของธุรกิจจำนวนไม่น้อยกังวลจึงไม่ใช่เพียงเรื่องผลประกอบการหรือการแข่งขันในตลาด หากแต่เป็นคำถามว่า “ธุรกิจจะเดินต่ออย่างไรในวันที่เราไม่ได้เป็นคนขับเคลื่อนอีกต่อไป”ซึ่งเมื่อพูดถึงการส่งต่อธุรกิจสิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงมักเป็นเรื่องของ “ทายาท” เสมอ ไม่ว่าจะเป็นคำถามว่าลูกหลานจะกลับมารับช่วงต่อหรือไม่ คนรุ่นใหม่จะเข้าใจธุรกิจที่คนรุ่นก่อนสร้างมาทั้งชีวิตหรือเปล่า หรือเมื่อถึงวันที่ผู้ก่อตั้งวางมือธุรกิจจะยังเดินหน้าต่อได้หรือไม่ ความกังวลเหล่านี้ทำให้เจ้าของกิจการจำนวนไม่น้อยเร่งเตรียมความพร้อมให้กับผู้สืบทอด ทั้งการส่งไปศึกษาต่อ การเปิดโอกาสให้เข้ามาเรียนรู้งานตั้งแต่อายุยังน้อย หรือค่อย ๆ มอบหมายความรับผิดชอบมากขึ้นแต่จากประสบการณ์ที่ดิฉันได้พบปะกับผู้ประกอบการ SMEs ดิฉันกลับพบว่า คำถามที่สำคัญกว่านั้นอาจไม่ใช่ “ใครจะเป็นผู้รับช่วงต่อ” หากแต่คือ “เรากำลังจะส่งต่ออะไร” เพราะต่อให้ทายาทมีความสามารถเพียงใด หากสิ่งที่ส่งต่อมีเพียงกรรมสิทธิ์ในกิจการ หุ้น หรือทรัพย์สิน ขณะที่องค์ความรู้ วิธีคิดในการตัดสินใจ ความสัมพันธ์กับลูกค้า เครือข่ายพันธมิตร และวัฒนธรรมการทำงาน ยังคงอยู่กับเจ้าของเพียงคนเดียว ผู้รับช่วงต่อก็ย่อมต้องเริ่มต้นใหม่ในวันที่ควรจะเดินหน้าต่อดิฉันเคยพบธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่วางแผนส่งต่อหุ้นอย่างเป็นระบบ แต่ไม่เคยวางแผนส่งต่อองค์ความรู้ ส่งต่อกรรมสิทธิ์ แต่ไม่เคยส่งต่อวิธีคิด และเมื่อถึงวันที่ผู้ก่อตั้งลดบทบาท สิ่งที่หายไปจึงไม่ใช่เพียงตำแหน่งผู้บริหาร หากคือความสามารถในการขับเคลื่อนธุรกิจทั้งองค์กรหลายกิจการเติบโตขึ้นจากความสามารถของผู้ก่อตั้งที่ทำหน้าที่แทบทุกอย่าง ตั้งแต่วางกลยุทธ์ เจรจาธุรกิจ ตัดสินใจเรื่องสำคัญ ไปจนถึงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตนเอง ความสามารถเหล่านี้คือเหตุผลที่ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ในอีกด้านหนึ่งสิ่งเดียวกันนี้ก็อาจกลายเป็นความเปราะบางเพราะเมื่อทุกการตัดสินใจต้องผ่านคนเพียงคนเดียว ธุรกิจก็เติบโตได้เร็วกว่าที่องค์กรจะเติบโตได้ด้วยตัวเอง เราจึงเห็นธุรกิจที่เคยแข็งแรงสะดุดลงในวันที่เจ้าของลดบทบาท ทั้งที่ตลาดยังมีโอกาส ลูกค้ายังอยู่ พนักงานก็ยังอยู่ครบ สิ่งที่หายไปจึงไม่ใช่เพียงผู้บริหาร แต่คือ “ระบบการตัดสินใจ” ที่ไม่เคยถูกสร้างขึ้นให้เป็นทรัพย์สินขององค์กรด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงเชื่อว่าการส่งต่อธุรกิจไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันใดวันหนึ่ง แต่เป็นกระบวนการที่ต้องใช้ระยะเวลาเตรียมการ ได้แก่ ระยะแรก คือ “ถอดรหัส” เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดของธุรกิจจำนวนมากไม่ได้อยู่ในเครื่องจักร อาคาร หรือบัญชีลูกค้า แต่อยู่ในประสบการณ์ที่สะสมอยู่ในหัวของผู้ก่อตั้ง การเปิดโอกาสให้ทายาทหรือทีมผู้บริหารได้ “ประกบสังเกต” (Shadowing) ตั้งแต่การประชุม การเจรจากับลูกค้า การประเมินความเสี่ยง ไปจนถึงการตัดสินใจในสถานการณ์จริง คือการเปลี่ยนประสบการณ์ส่วนบุคคลให้กลายเป็นองค์ความรู้ขององค์กรสิ่งที่ต้องถ่ายทอดไม่ใช่เพียง “วิธีทำ” แต่คือ “วิธีคิด” และเมื่อองค์ความรู้เริ่มถูกถ่ายทอดแล้ว ระยะต่อมาคือ “สร้างระบบ” เพราะองค์กรไม่ควรพึ่งพาความจำของคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป วิธีคิดที่เคยอยู่กับเจ้าของต้องถูกแปลงเป็นกระบวนการ มาตรฐานการทำงาน และวัฒนธรรมขององค์กร พร้อมเปิดโอกาสให้ทายาทหรือทีมผู้บริหารได้ตัดสินใจจริง รับผิดชอบจริง และเรียนรู้จากประสบการณ์จริงขณะเดียวกันผู้ก่อตั้งเองก็ต้องค่อย ๆ เปลี่ยนบทบาทจากผู้ตัดสินใจมาเป็นผู้สร้างคน เป็นพี่เลี้ยง และเป็นที่ปรึกษา เพราะบทบาทที่สำคัญที่สุดของผู้นำในช่วงเปลี่ยนผ่านไม่ใช่การบริหารธุรกิจ แต่คือการสร้างผู้นำรุ่นถัดไป และเมื่อทั้งคนและระบบเริ่มแข็งแรง ระยะสุดท้ายคือ “ส่งมอบ” ซึ่งไม่ใช่เพียงการส่งมอบตำแหน่ง หากคือการส่งมอบความเชื่อมั่นให้กับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ลูกค้า คู่ค้า หรือสถาบันการเงิน ว่าองค์กรสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้ผู้ก่อตั้งจะไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจในทุกเรื่องอีกต่อไป เพราะการส่งต่อธุรกิจที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกคนเชื่อว่า “องค์กร” แข็งแรงพอที่จะเดินต่อได้ ไม่ใช่เพียงเพราะ “เจ้าของ” ยังอยู่ท้ายที่สุดแล้วดิฉันเชื่อว่ามรดกทางธุรกิจที่มีค่าที่สุดอาจไม่ใช่ตัวเลขผลกำไร ไม่ใช่ทรัพย์สิน และไม่ใช่แม้แต่ชื่อเสียงของผู้ก่อตั้ง หากคือการสร้างองค์กรที่สามารถเติบโตต่อได้ด้วยระบบ ด้วยคน และด้วยวัฒนธรรมที่ได้รับการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เพราะในวันที่เจ้าของวางมือสิ่งที่ควรเดินหน้าต่อไม่ใช่เพียงธุรกิจ แต่คือความสามารถขององค์กรในการเติบโตได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น คำถามแรกที่เจ้าของธุรกิจควรถาม อาจไม่ใช่ “ใครจะเป็นผู้รับช่วงต่อ” แต่คือ “วันนี้…เราเตรียมธุรกิจไว้พร้อมสำหรับทายาทแล้วหรือยัง”แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-2043721
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันสุขภาพ
17/09/2026
คนส่วนใหญ่มีแผนที่จะเกษียณเมื่อเข้าสู่อายุ 55 - 60 ปี และคาดหวังว่าจะเป็นช่วงที่มีความสุขมากที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ความสุขในชีวิตลดลง นั่นก็คือ “การเจ็บป่วย” ซึ่งคนวัยเกษียณมีโอกาสเข้ารักษาพยาบาลมากกว่าช่วงวัยอื่นๆ และการเจ็บป่วยจะทำให้มีความทุกข์ทั้งกายทั้งใจ ส่งผลให้เงินที่เก็บออมมาหลายสิบปีร่อยหรอลงและส่งผลกระทบต่อแผนการใช้จ่ายเงินในช่วงวัยเกษียณ“มีคนวัยเกษียณจำนวนไม่น้อยที่ต้องใช้เงินที่เก็บออมมามากกว่าครึ่ง ไปกับค่าใช้จ่ายเพื่อการรักษาพยาบาล ซึ่งอาจส่งผลให้บางคนต้องกลับไปหางานทำในช่วงวัยที่ควรจะต้องพักผ่อน เพื่อหาเงินมารักษาตัว ดังนั้น หากท่านมีวิธีที่จะควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลได้ จะทำให้ท่านสามารถวางแผนเกษียณได้มีอย่างประสิทธิภาพ ลดความกังวลใจด้านค่าใช้จ่าย ส่งผลให้มีความสบายใจและมีความสุขมากขึ้น”“การทำประกันสุขภาพ” เป็นการวางแผนค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล โดยการจ่ายเบี้ยประกันที่ทราบว่าจะต้องชำระเมื่อไหร่เป็นจำนวนเงินเท่าใด เพื่อให้บริษัทประกันคุ้มครองค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่ไม่ทราบว่าจะจ่ายเมื่อไหร่ และไม่ทราบว่าเป็นจำนวนเงินเท่าใด โดยจะได้รับความคุ้มครองสูงสุดไม่เกินกว่าที่ระบุในสัญญา“การทำประกันสุขภาพในช่วงเกษียณอายุจะทำให้ท่านสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น และลดความเสี่ยงจากการจ่ายเงินก้อนใหญ่ สำหรับค่ารักษาพยาบาลที่ไม่ได้วางแผนไว้ แต่มี 2 สาเหตุหลักที่ทำให้คนในวัยเกษียณส่วนใหญ่ ไม่สามารถมีความคุ้มครองด้านสุขภาพ”1. มีโรคประจำตัว เมื่ออายุมากขึ้น คนส่วนใหญ่จะมีโรคภัยไข้เจ็บตามมา และบางโรคเมื่อเป็นแล้วจะไม่สามารถรักษาให้หายขาด หรืออาจเรียกว่าโรคประจำตัว และเมื่อมีโรคประจำตัวบางโรคแล้วจะไม่สามารถสมัครทำประกันสุขภาพได้ ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึงประเด็นนี้ จึงประวิงเวลาการตัดสินใจซื้อความคุ้มครองด้านสุขภาพ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสการมีโรคประจำตัวมากขึ้นและอาจไม่ผ่านการพิจารณารับประกัน จึงทำให้ต้องแบกรับความเสี่ยงในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง“ดังนั้นหากท่านวางแผนที่จะทำประกันสุขภาพ เพื่อจะโอนถ่ายความเสี่ยงในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับบริษัทประกัน ก็ควรทำประกันตั้งแต่ช่วงที่ท่านมีสุขภาพอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อป้องกันการไม่รับทำประกันเนื่องจากมีโรคประจำตัว”2. ไม่ได้เตรียมเงินสำหรับจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพ ประกันสุขภาพส่วนใหญ่จะต้องจ่ายเบี้ยทุกปี และเบี้ยประกันสุขภาพส่วนใหญ่จะเพิ่มขึ้นตามอายุ ทำให้บางคนที่ไม่ได้จัดเตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับเบี้ยประกันสุขภาพไว้ อาจจะตัดสินใจยกเลิกประกันสุขภาพของตนเอง เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงเกษียณอายุ แต่ก็ต้องแลกกับการที่ต้องแบกรับความเสี่ยงด้านค่ารักษาพยาบาลไว้เอง และมีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลมากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพ“ดังนั้น หากต้องการที่จะถ่ายโอนความเสี่ยงในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับบริษัทประกัน ควรจะจัดเตรียมเงินสำหรับชำระเบี้ยประกันในช่วงเกษียณไว้ด้วย หรือเลือกทำประกันสุขภาพที่ชำระเบี้ยระยะสั้นแต่ให้ให้ความคุ้มครองระยะยาว (ชำระเบี้ยประกันในช่วงวัยทำงาน แล้วให้คุ้มครองที่ครอบคลุมถึงช่วงวัยเกษียณอายุด้วย) โดยอาจเรียกประกันในกลุ่มนี้ว่า Long-Term Health Care”ดังนั้นคนที่คาดว่าตนเองจะไม่มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล หรือมีสวัสดิการการรักษาพยาบาลแต่ไม่เหมาะสมกับตนเองในช่วงเกษียณอายุ อยากให้ท่านพิจารณาการทำประกันสุขภาพ เพื่อถ่ายโอนความเสี่ยงในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับบริษัทประกัน โดยแนะนำให้ท่านสมัครทำประกันตั้งแต่ตนเองมีสุขภาพอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน รวมทั้งจัดเตรียมเงินเพื่อจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพในช่วงเกษียณอายุเอาไว้ให้เพียงพอด้วยหรืออาจจะเลือกทำประกันสุขภาพในกลุ่ม “Long-Term Health Care” เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในส่วนของเบี้ยประกันสุขภาพในช่วงเกษียณอายุ โดยในการทำประกันสุขภาพ ควรจะพิจารณาเรื่องเงินเฟ้อด้านค่ารักษาพยาบาลด้วยซึ่งการวางแผนด้านค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่ดี จะช่วยให้ทุกท่านสามารถใช้ชีวิตในช่วงเกษียณอายุได้อย่างสบายใจ ลดความกังวลใจ และมีความสุขมากขึ้นแหล่งที่มาข่าวและภาพ wealthythaihttps://www.wealthythai.com/en/updates/wealth-management/wealth-ez/41901
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
17/09/2026
ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่นมักทำให้คนส่วนใหญ่นึกถึงความงดงามของสีสันของใบไม้ที่เปลี่ยนแปลงในช่วงเดือนพฤศจิกายน แต่ความจริงแล้ว ฤดูกาลนี้ในญี่ปุ่นเริ่มต้นขึ้นก่อนภูมิภาคอื่นที่ “ฮอกไกโด” โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขาสูง ตั้งแต่กลางเดือนกันยายนเป็นต้นไปด้วยตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ทางเหนือสุดของประเทศ ฮอกไกโดจึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางเริ่มต้นของปรากฏการณ์ “koyo” หรือ ใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาในช่วงนี้จึงได้สัมผัสทั้งอากาศสดชื่นของต้นฤดูใบไม้ร่วง ทิวทัศน์ธรรมชาติที่กว้างใหญ่ และสีสันแรกของใบไม้แดง-เหลือง ก่อนที่สีสันเหล่านี้จะค่อย ๆ แผ่ขยายลงไปยังภูมิภาคอื่นๆของประเทศPhoto: WePro/Getty Imagesพื้นที่ราบและเมืองใหญ่ของฮอกไกโด ใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีชัดเจนในช่วงกลางถึงปลายเดือนตุลาคม แต่บนยอดเขาสูง เช่น ในเขตอุทยานแห่งชาติไดเซ็ตสึซัง (Daisetsuzan National Park) ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “หลังคาของฮอกไกโด” ใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีตั้งแต่ต้นถึงกลางเดือนกันยายน โดยเฉพาะบริเวณยอดเขาอาซาฮิดาเกะ (Asahidake) ซึ่งสูง 2,291 เมตร และถือเป็นจุดที่เห็นสีแดงแรกของญี่ปุ่นได้เร็วที่สุดสีสันจะค่อย ๆ เคลื่อนตัวจากยอดเขาลงสู่หุบเขาและพื้นราบ ทำให้ผู้เดินทางสามารถเก็บเกี่ยวความงามของ ใบไม้เปลี่ยนสีได้ตลอดทั้งเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม โดยเริ่มจากภูเขาสูงก่อน แล้วค่อยลงมายังเมือง หรือแหล่งน้ำพุร้อนPhoto: Perry Svensson/Getty Imagesสำหรับในเดือนกันยายน มีสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่น่าสนใจของฮอกไกโด เช่นอุทยานแห่งชาติไดเซ็ตสึซัง – อาซาฮิดาเกะจุดแรกและจุดสำคัญที่สุดสำหรับการชมใบไม้เปลี่ยนสีในเดือนกันยายน สามารถขึ้นกระเช้าจากหมู่บ้านอาซาฮิดาเกะออนเซ็น ไปยังระดับความสูงประมาณ 1,600 เมตร แล้วเดินสำรวจเส้นทางรอบบึง สุงาตามิ (Sugatami Pond) ทิวทัศน์ภูเขาไฟ ไอน้ำพุร้อนธรรมชาติ และใบไม้สีแดง-ส้มที่แผ่ปกคลุมเนินเขา จะปรากฏชัดในช่วงกลางถึงปลายเดือนกันยายนคุโรดาเกะและโซอุนเคียว (Kurodake & Sounkyo Gorge)ฝั่งตรงข้ามของเทือกเขาไดเซ็ตสึซัง สามารถขึ้นกระเช้าจากเมืองโซอุนเคียวออนเซ็นไปยังยอดคุโรดาเกะ ช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นตุลาคม ใบไม้บนภูเขาและหุบเขาจะเริ่มเปลี่ยนสีอย่างสวยงามPhoto: Tatsuo115/Getty Imagesคาบสมุทรชิเรโตะโกะ (Shiretoko Peninsula)พื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติทางตะวันออกของฮอกไกโด ใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นตุลาคม ทิวทัศน์ป่าดิบชื้น ทะเล และสัตว์ป่าอุทยานแห่งชาติอาคังมาชู (Akan-Mashu National Park)ช่วงปลายเดือนกันยายน สีสันของใบไม้รอบทะเลสาบอาคัง และภูเขาโดยรอบจะเริ่มปรากฏชัด สามารถผสมผสานกับการพักผ่อนในออนเซ็นและชมวิถีชีวิตของชาวไอนุ ชนพื้นเมืองของญี่ปุ่นแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000088205
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
11/09/2026
เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นายสุวิรัช พงศ์เสาวภาคย์ (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการภายนอก มอบสินไหมทดแทนมรณกรรม จำนวน 100,000 บาท ให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ของนายศักดิ์กรินทร์ วิชาจารย์ (กลางและที่ 2 จากขวา) พนักงานราชการทั่วไป เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสวรรค์) ปฏิบัติหน้าที่ลาดตะเวนพื้นที่ป่าอนุรักษ์ สังกัดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ภายใต้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่เสียชีวิตจากเหตุถูกสัตว์ป่าทำร้ายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยที่ผ่านมาท่านได้ปฏิบัติภารกิจอย่างทุ่มเทและเสี่ยงภัยสูง แต่ด้วยความมุมานะท่านได้ทำหน้าที่ปฏิบัติภารกิจอย่างเข้มแข็งต่อเนื่องมาจวบจนวาระสุดท้ายโดยมี นายครรชิต ศรีนพวรรณ (ซ้ายสุด) กรรมการมูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และนายสันต์ภพ อัศวปภาพงศ์ (ขวาสุด) ผู้ช่วยหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เป็นสักขีพยาน ซึ่งการมอบสินไหมในครั้งนี้ เป็นความคุ้มครองอุบัติเหตุกลุ่มภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือตามโครงการมอบความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่มสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าและบุคลากรประเภทสัญญาจ้างที่ปฏิบัติงานในพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ ครอบคลุมทั้งสิ้น 3 แห่ง ได้แก่ 1) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ - ห้วยขาแข้ง 2) กลุ่มป่าดงพญาเย็น - เขาใหญ่ และ 3) กลุ่มป่าแก่งกระจาน (“พื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ”) เพื่อมอบความคุ้มครองด้านอุบัติเหตุให้แก่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นกำลังใจให้แก่ครอบครัวในช่วงเวลาแห่งความสูญเสีย อีกทั้งยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอไอเอในการร่วมดูแลและสนับสนุนผู้ปฏิบัติงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการดูแลผืนป่าและระบบนิเวศของประเทศไทย ผ่านโครงการที่จัดทำขึ้นเพื่อสร้างหลักประกันและความอุ่นใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง เอไอเอ ประเทศไทย ยังคงเดินหน้าสนับสนุนภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด Healthier, Longer, Better Lives เพื่อร่วมสร้างคุณภาพชีวิตและความมั่นคงที่ดีขึ้นให้กับคนไทยและสังคมไทยอย่างยั่งยืน พร้อมร่วมแสดงความเสียใจ และเป็นกำลังใจให้ครอบครัววิชาจารย์ ให้สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไปให้ได้ ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 จ.อุทัยธานี
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
08/09/2026
ทุกวันนี้แค่คิดจะซื้อทองสักบาทก็ต้องคิดหนัก เพราะราคาทองขึ้นมาอยู่ในระดับที่ไม่ใช่เงินก้อนเล็กๆ สำหรับใครหลายคน กว่าจะเก็บเงินได้พอซื้อทอง ราคาก็อาจขยับขึ้นไปอีกในจีนคนรุ่นใหม่เริ่มหันมาซื้อ ‘Gold Beans’ หรือเม็ดทองคำเล็กๆ หนักประมาณ 1 กรัม เก็บสะสมทีละเม็ด บางคนซื้อใส่ขวดโหลไว้เหมือนเป็นกระปุกออมสิน ขณะที่อีกหลายประเทศก็เริ่มเห็นคนอายุน้อยหันมาซื้อทองผ่านแอป ด้วยเงินเริ่มต้นไม่กี่ร้อยถึงหลักพันบาททองคำจึงกำลังขยับจากสินทรัพย์ที่หลายคนมองว่า ต้องมีเงินก่อนถึงซื้อได้ มาเป็นของที่คนรุ่นใหม่สามารถค่อยๆ เก็บได้เหมือนการออมเงิน‘ฐิภา นววัฒนทรัพย์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เล่าว่า พฤติกรรมการซื้อทองของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่ต้องรอมีเงินก้อน ซื้อแล้วเก็บยาว วันนี้คนรุ่นใหม่เริ่มซื้อเร็วขึ้น ใช้เงินต่อครั้งน้อยลง และมองทองเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการจัดการเงินของตัวเอง[ เม็ดทองจิ๋วที่ทำให้ Gen Z จีนแห่ซื้อ ]หนึ่งในเทรนด์ที่เห็นภาพชัดที่สุดคือ ‘Gold Beans’ หรือเม็ดทองคำขนาดเล็ก หนักประมาณ 1 กรัม ราคาประมาณ 600 หยวน หรือราว 83 ดอลลาร์สหรัฐต่อเม็ดถ้าเทียบให้เห็นภาพแบบคนไทย ทอง 1 กรัมมีน้ำหนักประมาณ 1 ใน 4 ของทอง 1 สลึง และประมาณ 1 ใน 15 ของทอง 1 บาท ทำให้การซื้อทองไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเงินก้อนใหญ่เหมือนเมื่อก่อน แต่สามารถค่อยๆ ซื้อทีละเม็ด แล้วสะสมเพิ่มไปเรื่อยๆความน่าสนใจไม่ได้อยู่แค่ขนาดเล็ก แต่คือวิธีขายที่ทำให้ทองดูเข้าถึงง่ายขึ้น จากของที่เคยรู้สึกว่า “ต้องซื้อจริงจัง” กลายเป็นของที่สามารถค่อยๆ ซื้อสะสมทีละเม็ดได้ บางร้านบรรจุมาในขวดโหลแก้วเล็กๆ ทำให้ดูคล้ายของสะสมมากกว่าสินทรัพย์แบบเดิมกระแสนี้เกิดขึ้นในช่วงที่คนจีนรุ่นใหม่รู้สึกไม่มั่นใจกับการลงทุนแบบเดิม ทั้งตลาดหุ้นที่ซบเซา ดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำ และตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เผชิญแรงกดดัน ทองคำจึงกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกที่พวกเขารู้สึกคุ้นเคยและจับต้องได้ความนิยมไม่ได้อยู่แค่ในร้านทอง เพราะธนาคารรายใหญ่ของจีนก็เริ่มออกผลิตภัณฑ์ ‘เม็ดทอง’ ของตัวเองมาขายด้วย สะท้อนว่าการซื้อทองชิ้นเล็กกำลังกลายเป็นพฤติกรรมการออมอีกรูปแบบหนึ่ง[ ไม่ใช่แค่จีน คนรุ่นใหม่ทั่วโลกก็ซื้อทองมากขึ้น ]เทรนด์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในจีน แต่คนอายุน้อยในหลายประเทศก็เริ่มสนใจทองคำมากขึ้นข้อมูลจาก BullionVault ที่ IFA Magazine นำเสนอพบว่า ในปี 2026 นักลงทุนทองคำอายุ 16-27 ปี คิดเป็น 15.4% ของผู้ใช้งานใหม่ทั่วโลก เพิ่มจาก 12.6% ในปีก่อน และเพิ่มขึ้นจาก 8.9% เมื่อ 20 ปีก่อนพูดง่ายๆ คือ คนที่เพิ่งเริ่มซื้อทองกำลังอายุน้อยลงเรื่อยๆ อย่างอินเดียก็เป็นอีกตลาดที่เห็นภาพชัด จากผลสำรวจผู้บริโภคอายุ 18-39 ปี กว่า 5,000 คน พบว่า หากมีเงิน 25,000 รูปี มีถึง 61.9% ที่เลือกซื้อทองคำ ขณะที่กองทุนรวมอยู่ที่ 16.6% เงินฝากประจำ 13% หุ้น 6.6% และคริปโต 1.9%ส่วนสิงคโปร์ คนอายุ 18-35 ปี กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ซื้อทองเพิ่มขึ้นเร็ว ผ่านทั้งแอปทองดิจิทัลและทองแท่งขนาดเล็ก[ บางคนซื้อทีละนิด บางคนซื้อเก็งกำไร ]เมื่อทองเข้าถึงง่ายขึ้น วิธีซื้อของคนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้มีแบบเดียว โดย YLG มองว่าหลักๆ แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มแรกคือ สายตามตลาด คนกลุ่มนี้ติดตามราคาทอง ข่าวเศรษฐกิจ และค่าเงินอยู่ตลอด ถ้าราคาขึ้นหรือลงก็พร้อมปรับพอร์ตตามจังหวะตลาดส่วนอีกกลุ่มคือ สายสะสม ไม่ได้อยากนั่งเฝ้าราคาทุกวัน แต่เลือกทยอยซื้อทองจำนวนเล็กๆ เป็นประจำ เช่น ซื้อทุกเดือนแบบ DCA เพื่อค่อยๆ สะสม โดยไม่ต้องกังวลว่าจะซื้อถูกหรือแพงในแต่ละครั้งแต่ไม่ว่าจะเป็นสายไหน สิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการเหมือนกันคือ ต้องง่ายและทำผ่านมือถือได้ไม่อยากเดินเข้าร้าน ไม่อยากใช้เงินก้อนใหญ่ และไม่อยากเจอกระบวนการซื้อขายที่ยุ่งยากข้อมูลจาก YLG พบว่า ลูกค้าที่ลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัลเกือบ 7 ใน 10 คน หรือประมาณ 68% มีอายุไม่เกิน 40 ปี สะท้อนว่าช่องทางออนไลน์กำลังกลายเป็นประตูสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงทองคำได้ง่ายขึ้น[ วิธีที่คนใช้มองทองคำเปลี่ยนไป ]สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงไม่ใช่แค่ ‘ขนาดของทอง’ แต่คือวิธีที่คนมองทองคำ จากเดิมที่ทองอาจเป็นของที่ต้องรอให้มีเงินก้อนก่อนถึงจะซื้อได้ วันนี้คนสามารถเริ่มจากเงินหลักร้อยหรือหลักพัน แล้วค่อยๆ สะสมเพิ่มไปเรื่อยๆYLG มองว่า คนรุ่นใหม่เริ่มลงทุนเร็วขึ้น ใช้เงินต่อครั้งน้อยลง และคุ้นเคยกับการทำทุกอย่างผ่านมือถือ ทองคำจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมแบบนี้ด้วยท้ายที่สุดแล้ว ‘Gold Beans’ อาจไม่ได้เป็นแค่เทรนด์น่ารักๆ จากจีน แต่กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของทองคำ เพราะในวันที่ราคาทองคำสูงขึ้น การซื้อทองก็เป็นเรื่องยากขึ้น แต่ในเมื่อมีวิธีให้เราซื้อทองได้ในราคาเบาลง ทยอยเก็บสะสมไปได้เรื่อยๆ ทองคำก็เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันได้เหมือนกันแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ workpointtodayhttps://www.workpointtoday.com/ylg-gold-beans-811341-2
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
08/09/2026
• อุเทน พัฒนานิผล เจ้าของธุรกิจรับจ้างผลิตเครื่องสำอาง (OEM) กว่า 20 ปี ได้ผันตัวมาเป็นนักสะสมงานศิลปะแถวหน้าของไทย • มีผลงานศิลปะในครอบครองกว่า 2,000 ชิ้น โดยเน้นสะสมจากความชอบส่วนตัว (Passion) และสนับสนุนศิลปินร่วมสมัยทั้งไทยและต่างชาติที่ยังมีชีวิตอยู่ • กำลังสร้างอาร์ตแกลเลอรีส่วนตัวขนาดใหญ่เพื่อเป็นพื้นที่สาธารณะในอนาคต และได้นำผลงานในคอลเลคชันมาจัดแสดงในนิทรรศการ "Visual Dialogue" ร่วมกับ พิริยะ วัชจิตพันธ์ นักสะสมและนักวิจารณ์งานศิลปะอะไรก็เกิดขึ้นได้ เมื่อเจ้าของโรงงานผลิตเครื่องสำอางรายใหญ่ผู้ปิดทองหลังพระมานานกว่า 20 ปี หันมาสนใจศิลปะและกลายมาเป็นหนึ่งในนักสะสมงานศิลป์แถวหน้า มีผลงานในครอบครองซึ่งหาชมได้ยากกว่า 2,000 ชิ้นจากนักธุรกิจผู้ทำหน้าที่สร้างความงามบนใบหน้า อุเทน พัฒนานิผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) June Laboratories Co Ltd กำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในการสร้างความจรรโลงใจผ่านดวงตา เขาเชื่อว่า “ตาของเราต้องการอาร์ตดีๆ ไว้เสพ” ไม่ต่างจากหูชอบฟังเพลงไพเราะ หรือจมูกที่ชอบกลิ่นน้ำหอม“ยิ่งมีงานศิลปะให้ดูมากๆ ผมคิดว่าช่วยจรรโลงใจได้เยอะ เราชอบกินอาหารอร่อย หูเราก็ชอบฟังเพลงเพราะๆ จมูกเราก็ชอบกลิ่นน้ำหอมหอมๆ ตาเราก็ต้องการอาร์ตดีๆ ไว้เสพในบางครั้งเหมือนกัน” อุเทนตอบคำถามที่ว่าเหตุใดจึงเริ่มต้นให้ความสนใจงานศิลปะเมื่อเร็วๆ นี้ อุเทน พัฒนานิผล นำผลงานศิลปะในคอลเลคชันส่วนตัวออกมาจัดแสดงร่วมกับผลงานศิลปะชิ้นเอกในครอบครองของ พิริยะ วัชจิตพันธ์ นักสะสมและผู้เชี่ยวชาญงานศิลปะคนสำคัญของเมืองไทย ภายใต้นิทรรศการศิลปะที่พวกเขาร่วมกันตั้งชื่อว่า Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ ณ ท่าพิพิธภัณฑ์ ในโครงการท่าช้างวังหลวง ถนนมหาราช แขวงพระบรมมหาราชวังอุเทน พัฒนานิผล และ พิริยะ วัชจิตพันธ์ • จุดเริ่มจากบ้านหลังใหม่ และวิกฤตโควิดเปลี่ยนชีวิตอุเทน พัฒนานิผล เริ่มต้นธุรกิจ OEM รับจ้างผลิตเครื่องสำอางมาตั้งแต่ปี 2003 กิจการเติบโตเป็นฐานผลิตสำคัญของแบรนด์ไทยและต่างชาติ แต่จุดเปลี่ยนสู่โลกศิลปะกลับเกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายในช่วงต้นของวิกฤตโควิด-19 ขณะที่เขากำลังสร้างบ้านใหม่และต้องการงานศิลปะมาประดับบ้านอุเทนเล่าว่าเขาเริ่มจากการซื้อของเก่าจากตลาดนัดยุโรปวันอาทิตย์ (Flea Market) จนกระทั่งเพื่อนแนะนำให้ลองสะสมงานของศิลปินไทยกลุ่มที่ไปเขียนภาพที่วัดพุทธปทีป ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษจากจุดนั้นเองที่เริ่ม “กว้านซื้อ” อย่างหนัก จนกลายเป็นบทเรียนแรกที่ทำให้เขาหันมาศึกษาศิลปะอย่างจริงจังและปรับกลยุทธ์การสะสมใหม่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การสะสมก้าวกระโดดสู่ระดับสากล คือการเดินทางไปงาน Art Basel Hong Kong ในปี 2022 การได้เห็นงานศิลปะระดับโลกทำให้เขาเริ่มสะสมงานของศิลปินต่างชาติเข้ามาในคอลเลคชัน โดยยึดหลักการสนับสนุน Living Artist หรือศิลปินที่ยังมีชีวิตอยู่อุเทนกับ Red Paper Bride, 2023/2566 ผลงานของ เจิง ฉวงซิงInner Light, 2025/2568 ผลงานของ Benzilla (ปริญญา ศิริสินสุข) สร้างขึ้นเพื่อเตือนใจให้รักษาประกายไฟและซื่อสัตย์ต่อตนเองอุเทนให้สัมภาษณ์ว่า เขาไม่ได้มองศิลปะเป็น การลงทุน (Investment) เป็นหลัก แต่เน้นที่ ความชอบส่วนตัว (Passion)“จุดประสงค์ที่เราเก็บสะสมภาพเป็นเพราะ passion, ไม่เหมือนบางท่านที่มองเป็น investment ซึ่งไม่มีอะไรผิดอะไรถูก แต่จากประสบการณ์ของผม ใครอยากลงทุนกับงานศิลปะ ผมแนะนำให้เลือกจากงานที่เราต้องรู้สึกชอบส่วนตัวด้วย ไม่ใช่ฟังคนอื่นบอกให้ซื้องานของศิลปินคนนั้นคนนี้สิเป็นศิลปินดัง สุดท้ายถ้าราคางานไปไม่ถึงขั้นนั้น เขาจะเศร้าที่ต้องมานั่งทนดูรูปนั้น งานศิลปะควรเป็นอะไรที่อิ่มเอมใจ สบายใจ ไม่ว่าคุณจะสะสมด้วย passion หรือ investment คุณต้องชอบก่อน”อุเทนยังมักซื้องานศิลปะผ่านแกลเลอรีเพื่อสนับสนุน ระบบนิเวศศิลปะให้ครบวงจร และมีความสุขที่ได้เห็นพัฒนาการและการเติบโตของศิลปินตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาจนก้าวสู่ศิลปินอาชีพ“ผมมองว่าในระบบนิเวศของศิลปะ มีนักสะสม แกลลอรี ศิลปิน คิวเรเตอร์(ภัณฑารักษ์) ถ้าเป็นไปได้ผมจะสนับสนุนซื้องานผ่านแกลลอรีทุกครั้ง เพราะแกลลอรีมีหน้าที่นำเสนอศิลปินที่ดี เคี่ยวเข็ญพัฒนาให้เขาเติบโตต่อไปในระดับโลกได้ใช่ไหมครับ แต่ขณะเดียวกันศิลปินบางท่านยังไม่มีแกลลอรีสนับสนุน เราก็อาจต้องคุยกับเขาส่วนตัวตั้งแต่เก็บมาแรกๆ จนถึงวันนี้ ก็น่าจะมีคร่าวๆ สัก 2,000 กว่าชิ้น ไม่ใช่งานมาสเตอร์พีซทุกชิ้นนะครับ จะมีผลงานที่เราเข้าไปสนับสนุนเด็กช่วงโควิดล็อคดาวน์ เด็กบางคนเรียนด้วยทำงานด้วย พอทำงานไม่ได้ เราก็สนับสนุนค่าเทอม-ค่าความเป็นอยู่ของเขา ผ่านมาสี่-ห้าปีบางคนก็กลายเป็นศิลปินจริงๆ มันก็เป็นความสุขทางใจกับเราเหมือนกัน บางคนยังนึกถึงเราก็มีครับ” อุเทนกล่าวBabel, 2023/2566 เกิดจาการวาดรูปบ้านขนาดเล็กจำนวนมากมาจัดเรียงต่อกันจนเกิดเป็นรูปทรงมนุษย์ ผลงานของ Hyeong-Gil Choi ศิลปินร่วมสมัยชาวเกาหลีใต้ปัจจุบัน อุเทนกำลังสร้างอาร์ตแกลเลอรีส่วนตัว (Private Gallery) ขนาดใหญ่กว่า 2,000 ตารางเมตร บนถนนเทอดไทย เขตธนบุรี อาคาร 3 ชั้นแห่งใหม่นี้ได้รับการออกแบบด้วยแนวคิดให้เหมือนแกลลอรีต่างประเทศ ใช้ระบบไฟส่องสว่างที่แตกต่างกันในแต่ละชั้น (ไฟขาวและไฟส้ม) เพื่อดึงศักยภาพของงานศิลปะแต่ละประเภทออกมาเป้าหมายของแกลลอรีแห่งนี้ไม่ใช่แค่ที่เก็บของสะสม แต่อุเทนต้องการให้เป็นพื้นที่สาธารณะในอนาคต ให้ศิลปินไทยได้มีโอกาสมาดูงานศิลปินต่างชาติระดับโลกด้วยตาตนเอง เพื่อศึกษาเทคนิคและมุมมองโดยไม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ • บทสนทนาที่ไม่มีพรมแดนนิทรรศการ Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ คือการเปิดพื้นที่ให้ผลงานศิลปะต่างพรมแดน ต่างยุคสมัย ต่างวัฒนธรรม ได้ร่วมสร้างบทสนทนาผ่านจินตนาการของผู้เข้าชมจุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้เกิดขึ้นจากมิตรภาพระหว่าง 2 นักสะสมที่พบกันโดยบังเอิญระหว่างเดินทางไปชมงาน Art Basel ที่เกาะฮ่องกง แม้หลงใหลศิลปะเหมือนกัน แต่มีแนวทางสะสมงานที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงพิริยะ วัชจิตพันธ์ มุ่งสะสมผลงานที่สะท้อนประวัติศาสตร์ศิลปะไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน ขณะที่ อุเทน พัฒนานิผล ให้ความสำคัญกับศิลปะร่วมสมัยทั้งศิลปินไทยรุ่นใหม่และศิลปินต่างประเทศระดับแถวหน้าของโลก“ปกติเราสองคนสนทนากันด้วยคำพูดอยู่แล้ว ครั้งนี้เราอยากลองเปลี่ยนมาสนทนากันด้วยงานศิลปะดูบ้าง” พิริยะ กล่าวถึงที่มาของจัดนิทรรศการ Visual Dialogueการเผชิญหน้าระหว่าวภาพวาดของถวัลย์ ดัชนี - อันเดร บุทเชอร์นิทรรศการนี้ ผลงานของศิลปินไทยระดับครูไปจนถึงศิลปินร่วมสมัยรุ่นใหม่ได้รับการนำมาจัดแสดงร่วมกับผลงานศิลปะร่วมสมัยของศิลปินนานาชาติ อาทิ ภาพวาด Untitled, 2024/2567 สีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาด 200 x 250 เซนติเมตร ของศิลปินร่วมสมัยชาวเยอรมัน อันเดร บุทเชอร์ (Andre Butzer) ในคอลเลคชันส่วนตัวของอุเทน ได้รับการติดตั้งประจันหน้ากับภาพจิตรกรรม มารผจญ (Battle of Mara, 1989/2532) สีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาด 174 x 360 เซนติเมตร ของ ถวัลย์ ดัชนี (พ.ศ.2482-2557) ซึ่งอยู่ในคอลเลคชันสะสมของพิริยะภาพวาด Untitled, 2024/2567 โดยอันเดร บุทเชอร์อันเดร บุทเชอร์ อายุ 53 ปี ประสบความสำเร็จอย่างสูงในแนวทางศิลปะ Science Fiction Expressionism ซึ่งเป็นการผสมผสานศิลปะจากลัทธิสำแดงอารมณ์แบบเยอรมันและรูปแบบศิลปะอเมริกันยุคหลังสงครามผลงาน Untitled, 2024/2567 นำเสนอภาพวาดสไตล์นาอีฟ (Naive)และกึ่งนามธรรม ตัวละครรูปร่างบิดเบี้ยวผิดสัดส่วนควบคู่ไปกับการลดทอนรูปทรง ทว่ากลับถ่ายทอดมวลอารมณ์ออกมาได้อย่างล้นหลาม ทั้งจากการใช้สีสันจัดจ้านและลายเส้นหนักแน่นรุนแรง องค์ประกอบเหล่านี้สะท้อนให้เห็นแนวคิดของศิลปินต่อการนำเสนอสภาวะจิตใจอันเปราะบางและความสับสนของมนุษย์ในโลกยุคใหม่ได้อย่างทรงพลังภาพวาด มารผจญ (Battle of Mara, 1989/2532) โดย ถวัลย์ ดัชนีเมื่ออุเทนนำเสนอผลงานผลงานชิ้นดังกล่าว พิริยะจึงนึกถึงภาพ มารผจญ ชิ้นนี้ ซึ่งแตกต่างจากผลงานชิ้นอื่นๆ ของศิลปินที่คนส่วนใหญ่คุ้นตา ในผลงานกลับปรากฏภาพตัวละครจากภาพยนตร์แนวแอ็คชั่นหลายเรื่อง เช่น แรมโบ้, บรูซ ลี, อินเดียน่า โจนส์, คนเหล็ก, แบทแมน, ซูเปอร์แมน, คิงคอง พร้อมภาพส่วนหัวของสัตว์ป่าหน้าตาดุดันล้อมรอบผลงาน ซึ่งมีความนาอีฟและสนุกสนานเหมือนเด็กวาดเมื่อมองไปยังกลางภาพส่วนบน มีภาพเศียรพระพุทธรูปหันหลัง เปรียบเปรยถึงการไม่แยแสต่อสิ่งยั่วยุในสังคม แสดงให้เห็นถึงแนวคิดของผลงานต่อการวิพากษ์วิจารณ์ถึงวัฒนธรรมจากโลกตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยการสนทนาระหว่างผลงานของ Gao Hang และมณเฑียร บุญมานอกจากนี้ยังมีการสนทนาระหว่างผลงาน Stupa/สถูป, 1994/2537 ศิลปะจัดวางจากดินเหนียว ไม้ ผ้าใบ ของ มณเฑียร บุญมา และผลงานจิตรกรรมจัดวาง Surprise Again ร่วมกับประติมากรรม Ammo! ของ Gao Hang (เกา ฮัง) ศิลปินร่วมสมัยชาวจีนปัจจุบันทำงานและพำนักในอเมริกาอุเทนอธิบายผลงาน Surprise Again และประติมากรรม Ammo! ของ Gao Hangอุเทนเล่าว่าเจอผลงาน Surprise Againของ เกา ฮัง ที่ปักกิ่ง ครั้งแรกเห็นแต่ภาพลังไม้กับอินสตอลเลชั่นจากผ้าใบเขียนเป็นรูปกระสุนปืน แต่ศิลปินบอกว่าผลงานเซ็ตนี้ต้องมีภาพทหารกึ่งพอร์เทรตอยู่ด้านบนแต่รัฐบาลจีนสั่งให้เก็บภาพทหารออกไปด้วยเหตุผลอันอ่อนไหวระหว่างประเทศ จึงมองว่าผลงานชิ้นนี้มีอัตลักษณ์และบริบทที่เชื่อมโยงกับสังคม น่าจะมีความสำคัญต่อไปในอนาคตพิริยะอธิบายศิลปะจัดวาง Stupa ของ มณเฑียร บุญมาพิริยะเล่าเสริมว่าเมื่อเห็นงานของเกา ฮัง ชิ้นนี้ ทำให้นึกถึงงานของอาจารย์มณเฑียร บุญมา ผู้บุกเบิกการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะจัดวางของบ้านเรา จึงนำผลงาน ‘สถูป’ มาแสดงคู่กับงานชิ้นนี้ของเกา ฮัง เพราะมีบริบทหลายอย่างที่ใกล้เคียงกัน เช่น ความเป็นกล่องที่อาจารย์มณเฑียรนำเฟรมผ้าใบมาฉาบด้วยดินเหนียวเหมือนอิฐเพื่อนำมาเรียงเป็นสถูป ในนิทรรศการฯ ยังมีผลงานของจักรพันธุ์ โปษยกฤต, ประเทือง เอมเจริญ, ขรัวอินโข่ง, ศิลป์ พีระศรี, Gongkan (ก้องกาน), Muebon (มือบอญ) ได้รับการนำมาจัดแสดงร่วมกับผลงานศิลปะร่วมสมัยของ Christian Rex van Minnen, Alexander James, Jason Kinsella, Matias Sanchez เป็นอาทิเป็นอีกหนึ่งนิทรรศการศิลปะที่สนุกและเต็มไปด้วยบทสนทนา..แม้ต่างวัฒนธรรม • ภาพ : ท่าพิพิธภัณฑ์แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/art-living/1249703
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
08/09/2026
ผู้เชี่ยวชาญเตือน ห้ามห่อกระเป๋าเดินทางด้วยพลาสติก เสี่ยงตกเป็นเป้าโจรการเดินทางท่องเที่ยวควรเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน แต่ผู้โดยสารหลายล้านคนกลับทำพลาดด้วยการป้องกัน กระเป๋าเดินทาง แบบผิดวิธี หนึ่งในวิธียอดฮิตที่เห็นได้ตามสนามบินคือการ ห่อกระเป๋าด้วยพลาสติก เพื่อป้องกันรอยขีดข่วนและการถูกยัดสิ่งของผิดกฎหมายทว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย กลับเตือนว่าพฤติกรรมนี้อาจทำให้คุณกลายเป็นเป้าหมายหลักของมิจฉาชีพโดยไม่รู้ตัวสาเหตุที่ ห่อกระเป๋าด้วยพลาสติก ดึงดูดหัวขโมยเอ็ด เบอร์เนตต์ (Ed Burnett) อดีตสารวัตรทหารและ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย เปิดเผยว่า การใช้พลาสติกใสแรปกระเป๋าเปรียบเสมือนการตะโกนบอกโจรว่า "ในนี้มีของมีค่า" แม้จะช่วยให้เจ้าของกระเป๋าสบายใจ แต่ในทางกลับกัน มันทำให้คุณไม่สามารถตรวจสอบสภาพสิ่งของภายในได้อย่างรวดเร็วหากสงสัยว่าถูกรื้อค้น กว่าจะรู้ตัวว่าของหายก็มักจะสายเกินไปแล้วนอกจากนี้ การเลือกใช้ กระเป๋าเดินทาง แบรนด์เนมหรูหรา เช่น Tumi, Rimowa หรือ Louis Vuitton ก็เป็นแม่เหล็กดึงดูดโจรชั้นดี เพราะมันบ่งบอกว่าสัมภาระข้างในน่าจะมีราคาแพงไม่แพ้ตัวกระเป๋า ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าควรเลือกใช้กระเป๋าแบบเคสแข็ง (Hard shell) ที่ไม่มีโลโก้แบรนด์เตะตา เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกเพ่งเล็งข้อควรระวังสำหรับกระเป๋าแบบผ้าและซิปกระเป๋าแบบผ้าหรือกระเป๋าที่ใช้ซิปแบบขดลวด เป็นประเภทที่ถูกเจาะได้ง่ายที่สุด ขโมยสามารถใช้เพียงปากกาลูกลื่นจิ้มทะลุซิปและรูดเปิดได้ในเวลาไม่กี่วินาที โดยไม่ต้องยุ่งกับแม่กุญแจที่ล็อกไว้เลย ดังนั้นการใช้สายรัดพลาสติก (Cable ties) รัดซิปไว้ แม้จะไม่ได้ช่วยหยุดยั้งการงัดแงะ แต่ก็ทำหน้าที่เป็นตัวซีล ที่ทำให้เรารู้ตัวทันทีว่ากระเป๋าถูกแอบเปิดออกแล้วทริคเก็บของมีค่าให้พ้นมือมิจฉาชีพเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ควรเก็บสิ่งของจำเป็น เช่น โทรศัพท์มือถือ เครื่องประดับ ยารักษาโรค และเอกสารสำคัญ ไว้ในกระเป๋าถือขึ้นเครื่อง (Carry-on) และอย่าให้คลาดสายตา หากจำเป็นต้องโหลดของมีค่าลงใต้ท้องเครื่อง ควรซ่อนไว้ในจุดที่คาดไม่ถึง เช่น ขวดครีมกันแดดเปล่า หรือถุงใส่เสื้อผ้าใช้แล้ว • การใช้ GPS Tracker: อุปกรณ์ติดตามตัวไม่ได้ช่วยป้องกันการถูกขโมย แต่มีประโยชน์มากในการตามหาของคืน ควรซ่อนไว้ในจุดที่มิดชิด เช่น เย็บติดซับใน หรือซ่อนในถุงเท้า หากโจรหาเจอจะได้ไม่ถูกโยนทิ้งทันที • งดติดป้ายบอกสิ่งของ: การติดป้ายคำว่า "ระวังแตก" หรือ "อุปกรณ์กล้อง" ถือเป็นการเชิญชวนโจรให้มาเปิดกระเป๋า ไม่ควรระบุสิ่งของที่อยู่ด้านในเด็ดขาดสรุปแนวทางป้องกัน กระเป๋าเดินทางโดยสรุปแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย แนะนำให้หลีกเลี่ยงการ ห่อกระเป๋าด้วยพลาสติก และหันมาใช้กระเป๋าเคสแข็งแบบเรียบง่ายแทน การจัดเก็บสิ่งของมีค่าอย่างแนบเนียนและการใช้สายรัดรอยรูดซิป จะช่วยปกป้อง กระเป๋าเดินทาง ของคุณให้ปลอดภัย และทำให้ทริปพักผ่อนของคุณราบรื่นไร้กังวลแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ sanookhttps://www.sanook.com/travel/1453642/
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
08/09/2026
เอไอเอ ประเทศไทย ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ กลุ่มบริษัท พราว เดินหน้าสานต่อพันธกิจในการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น เปิดตัว “AIA One Billion Day 2026” เทศกาลสุขภาพและไลฟ์สไตล์แห่งปี ที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2569 ณ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายใต้แนวคิดการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความเป็นอยู่ที่ดี โดยปีนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 พร้อมยกระดับงานให้ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ที่ผสานกีฬา สุขภาพ ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์ไว้ในงานเดียว ผ่านกิจกรรม AOB Trail, AOB Concert และ ALive Carnival เพื่อมอบประสบการณ์ที่ทุกคนในครอบครัวสามารถร่วมสนุกได้ตลอดทั้งวัน การจัดงานในปีนี้ยังเป็นการสานต่อพันธกิจ AIA One Billion ที่เอไอเอ มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกว่าพันล้านคนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นภายในปี 2030 ภายใต้คำมั่นสัญญา Healthier, Longer, Better Livesไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือ AOB Concert และ ALive Carnival ซึ่งเป็นเทศกาลแห่งความสุขที่จัดขึ้น ณ อารีน่า หัวหิน ภายหลังการแข่งขัน AIA One Billion Trail 2026 เพื่อเป็นแลนด์มาร์กแห่งการเฉลิมฉลอง ด้วยคอนเสิร์ตสุดมันส์จากศิลปินชั้นนำ อาทิ โจอี้ บอย, ตั๊ก-สุ-ฮาย และวงมีน พร้อมกิจกรรม ALive Carnival ที่อัดแน่นด้วยเกม กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Experiences) พร้อมลุ้นรับของรางวัล และประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์สุดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อทุกเพศทุกวัย เปิดโอกาสให้ทั้งนักวิ่ง ครอบครัว นักท่องเที่ยว และประชาชนทั่วไป ได้ร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จและใช้เวลาร่วมกันในบรรยากาศแห่งความสุข โดยกิจกรรมทั้งหมดสะท้อนแนวคิดของเอไอเอที่ต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพในแบบของตนเอง และเปลี่ยนการดูแลสุขภาพให้เป็นเรื่องสนุก เข้าถึงได้ และเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวันAIA One Billion Trail 2026 ก้าวสู่มาตรฐานระดับสากล ด้วยความร่วมมือกับ Trail Master Series ผู้จัดการแข่งขันวิ่งเทรลมืออาชีพ เพื่อยกระดับมาตรฐานการแข่งขัน ทั้งด้านการออกแบบเส้นทาง การบริหารจัดการ และประสบการณ์ของผู้เข้าร่วม โดยสนามแข่งขันในปีนี้ได้รับการรับรองให้สามารถสะสม UTMB Index ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในวงการวิ่งเทรลระดับโลก ช่วยดึงดูดนักวิ่งทั้งชาวไทยและต่างชาติ พร้อมปักหมุดสู่เวทีการแข่งขันเทรลระดับนานาชาติ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเลือกแข่งขันได้ถึง 5 ประเภท ได้แก่ ระยะ 5 กิโลเมตร (Fun Run) ระยะ 10 กิโลเมตร ระยะ 15 กิโลเมตร ระยะ 30 กิโลเมตร และระยะ 50 กิโลเมตร รองรับทั้งนักวิ่งประเภทบุคคลและประเภททีมในบางระยะ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมทุกระดับได้สัมผัสประสบการณ์การแข่งขันที่ได้มาตรฐานระดับโลกการจัดงานในปี 2026 เป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของ AIA One Billion Day 2025 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม จากนักวิ่งและประชาชน มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 4,600 คนจากทั้งในและต่างประเทศ พร้อมระดมทุนสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมผ่านสภากาชาดไทย และโครงการด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กในพื้นที่ห่างไกล สะท้อนให้เห็นถึงพลังของ AIA One Billion Day ที่ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ชุมชน และคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ การเลือกอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นสถานที่จัดงานในปีนี้ ยังตอกย้ำศักยภาพของหัวหินในฐานะจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์ (Health-focused Destination) ที่พร้อมต้อนรับทั้งนักวิ่งและนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศและต่างประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยว การกระจายรายได้สู่ชุมชน และการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นอย่างยั่งยืนผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน AIA One Billion Trail 2026 ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 พร้อมติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ www.aobdayth.com และ Facebook: AIA ONE BILLION TRAIL แล้วมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ AIA One Billion Day 2026 เทศกาลสุขภาพแห่งปีที่รวมการแข่งขันเทรลระดับนานาชาติ ความบันเทิง และกิจกรรมเพื่อสุขภาพไว้ในงานเดียว เพื่อร่วมขับเคลื่อนสังคมแห่งสุขภาพที่ดี และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นไปด้วยกัน
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
07/09/2026
กรุงเทพฯ, 4 กันยายน 2569 – เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นายนิคฮิล แอดวานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รับรางวัลเกียรติยศประจำปี 2568 ได้แก่ ‘บริษัทประกันชีวิตที่มีการบริหารดีเด่น’ อันดับที่ 2 และ ‘บริษัทประกันภัยที่มีการพัฒนาด้านความยั่งยืนในธุรกิจประกันภัยดีเด่น’ จาก นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ประธานในพิธี ภายในงานมอบรางวัลประกันภัยดีเด่นครบวงจร (Prime Minister’s Insurance Awards 2026) จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ทั้ง 2 รางวัลที่เอไอเอ ประเทศไทยได้รับ สะท้อนถึงการบริหารงานที่โดดเด่น มีประสิทธิภาพ คำนึงถึงลูกค้าเป็นสำคัญ ตลอดจนการเป็นบริษัทประกันชีวิตที่มุ่งสร้างความยั่งยืนผ่านการดำเนินงานที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance หรือ ESG) อันเป็นสิ่งที่เอไอเอยึดถือในการดำเนินธุรกิจมาตลอดระยะเวลา 88 ปี ตามพันธกิจที่มุ่งมั่นส่งเสริมคนไทยให้มีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ภายใต้คำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’นอกจากนี้ มีตัวแทนประกันชีวิตเอไอเอ ประเทศไทย จำนวน 7 ท่าน ได้รับรางวัล ‘ตัวแทนประกันชีวิตคุณภาพดีเด่น’ ประจำปี 2568 ประกอบด้วย นางสาวดาวใจ สืบวงค์ (หน่วยพาวเวอร์ดี) นายนที ดีประสิทธิ์ (หน่วยทองล้านนา 10) นายปลองพล สนธิเณร (หน่วยแม็กซ์เวลท์ 48) นางสาวจันทมาศ มณีโชติ (หน่วยเนตรทรายทอง 56) นางสาววรดาลักษณ์ ตันวิบูลย์ (หน่วยบีเวลธ์ พลัส 8) นายชัยสิทธิ์ ธรรมรัตนากร (หน่วยฟินเนอจี้ เอ็กซ์) และ นางสาวพัชร์ลิตา ยศหิรัณย์ภาส (หน่วยบีลีฟ 36)นายนิคฮิล แอดวานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในนามของเอไอเอ ประเทศไทย ผมขอแสดงความยินดีกับตัวแทนทั้ง 7 ท่าน ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้ และขอขอบคุณสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่มอบรางวัลอันทรงคุณค่าแก่เอไอเอ ซึ่งนับเป็นทั้งความภาคภูมิใจและแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เรามุ่งมั่นพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ พร้อมยกระดับศักยภาพของตัวแทนและที่ปรึกษาทางเงิน เพื่อส่งมอบความคุ้มครอง การดูแล และบริการที่เป็นเลิศแก่คนไทยทั่วประเทศ ซึ่งนอกเหนือจากการพัฒนาภายในองค์กรแล้ว เอไอเอ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าแก่สังคมและชุมชนมาตลอด 88 ปีที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และในอนาคต เอไอเอ จะยังคงเดินหน้ามุ่งมั่นสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไป”
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
04/09/2026
หากอยากออกไปเที่ยวในมุมที่แตกต่างของกรุงเทพฯ ลองปักหมุดมายังพื้นที่กรมศิลปากร แล้วใช้เวลาค่อยๆ เดินชม “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์” และ “หอประติมากรรมต้นแบบ” สองสถานที่ที่เปรียบเสมือนห้องเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะไทย ที่บอกเล่าเรื่องราวของศิลปิน ผลงาน และเบื้องหลังการสร้างสรรค์ศิลปะสำคัญของชาติ ที่เปิดให้เข้าชมในวาระพิเศษ ถึงวันที่ 20 ก.ย.นี้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ จัดตั้งขึ้นเพื่อรำลึกถึงคุณูปการของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้บุกเบิกการศึกษาศิลปะสมัยใหม่และศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย รวมถึงผู้มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2527 ก่อนจะได้รับการจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในปี พ.ศ. 2530 และอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรมาจนถึงปัจจุบันภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นห้องจัดแสดงผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ของศิลปินและลูกศิษย์คนสำคัญของศาสตราจารย์ศิลป์ อาทิ เฟื้อ หริพิทักษ์ ประยูร อุลุชาฎะ ชลูด นิ่มเสมอ เขียน ยิ้มศิริ สวัสดิ์ ตันติสุข และทวี นันทขว้าง ผลงานเหล่านี้สะท้อนช่วงเริ่มต้นของศิลปะร่วมสมัยไทย และแนวทางการศึกษาศิลปะตามหลักวิชาการที่ศิลป์ พีระศรี วางรากฐานไว้ส่วนห้องชั้นในให้ความรู้สึกคล้ายกำลังเดินเข้าไปในโลกส่วนตัวของศิลปิน เพราะจัดแสดงโต๊ะทำงาน เก้าอี้ เครื่องพิมพ์ดีด เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องมือปั้น และของใช้ส่วนตัวของศาสตราจารย์ศิลป์ โดยจำลองบรรยากาศการทำงานในอดีตเอาไว้ พร้อมจัดแสดงแบบร่างและต้นแบบประติมากรรมสำคัญ อาทิ แบบร่างพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 พระศรีศากยทศพลญาณ พระประธานพุทธมณฑล และต้นแบบพระเศียรรัชกาลที่ 8สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือหนังสือหายากที่ศาสตราจารย์ศิลป์ใช้ค้นคว้าเกี่ยวกับศิลปะตะวันตก เพราะช่วยสะท้อนให้เห็นว่าเบื้องหลังผลงานศิลปะอันยิ่งใหญ่ไม่ได้มีเพียงพรสวรรค์ แต่ยังประกอบด้วยการศึกษา การค้นคว้า และการสั่งสมประสบการณ์อย่างจริงจังจากนั้นลองเดินทางต่อไปยัง“หอประติมากรรมต้นแบบ (Hall of Sculpture)”อาคารประวัติศาสตร์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น “โรงปั้นหล่อ” สถานที่ปฏิบัติงานด้านการปั้น การหล่อ และการหลอมโลหะของกรมศิลปากร อาคารสองชั้นทรงสูงติดกระจกแห่งนี้ถูกออกแบบให้ได้รับแสงสว่างและช่วยระบายความร้อน เพื่อเอื้อต่อการทำงานของช่างและประติมากรโรงปั้นหล่อแห่งนี้เริ่มใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติงานมาตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2499 ก่อนจะย้ายไปยังอาคารแห่งใหม่บริเวณถนนพุทธมณฑลสาย 5 ในปี พ.ศ. 2530 จากนั้นอาคารเดิมได้รับการปรับปรุงและพัฒนาเป็นหอประติมากรรมต้นแบบ เพื่อเป็นแหล่งเก็บรักษาองค์ความรู้และจัดแสดงผลงานต้นแบบทางประติมากรรมของศิลปินชั้นครูไฮไลต์สำคัญคือการได้ชม “ต้นแบบ” ของประติมากรรมและอนุสาวรีย์ที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ไทย อาทิ พระศรีศากยะทศพลญาณ ต้นแบบพระบรมรูปสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ต้นแบบพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ต้นแบบพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และต้นแบบพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8อีกหนึ่งผลงานที่โดดเด่นคือ “ท้าวสุรนารี” อนุสาวรีย์คู่บ้านคู่เมืองนครราชสีมา ซึ่งศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นประติมากร การได้เห็นต้นแบบในพื้นที่จัดแสดง จึงช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้เราได้ย้อนกลับไปมองอนุสาวรีย์ที่คุ้นเคยในฐานะผลงานศิลปะที่ผ่านกระบวนการคิด ปั้น และสร้างสรรค์มาอย่างประณีตการมาเยือนสองสถานที่แห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงการชมพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นการเดินทางย้อนรอยประวัติศาสตร์ศิลปะไทย ผ่านโต๊ะทำงาน เครื่องมือ หนังสือ และต้นแบบประติมากรรมที่ครั้งหนึ่งอยู่ในมือของศิลปิน ก่อนจะกลายเป็นผลงานที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมาจนถึงทุกวันนี้ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบศิลปะ ประวัติศาสตร์ หรือกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในกรุงเทพฯ ที่นี่นับเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่ควรหาเวลาไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งสำหรับผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ เป็นหนึ่งสถานที่ในเส้นทางเส้นทางท่องเที่ยวทางมรดกวัฒนธรรม "รากนครา มรรคาแห่งรัตนโกสินทร์" จัดขึ้นโดยกรมศิลปากร ซึ่งเปิดให้เข้าชม วันพุธ-อาทิตย์ (ปิดวันจัทร์-อังคาร) ตั้งแต่วันนี้ - 20 กันยายน 2569 เวลา 09:00 - 16:00 น.แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000083121
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
29/04/2024
29/04/2024
02/02/2026
29/04/2024
29/04/2024