Everyday knowledge for you
ห้องแสดงนิทรรศการ
14/05/2026
‘มิก-วรวิล สนเจริญ’ เจ้าของผลงานนิทรรศการภาพถ่าย CHROMATICบทสนทนาเกิดขึ้นท่ามกลางภาพถ่ายที่เปี่ยมด้วยสีสัน รูปทรงแห่งสถาปัตยกรรม แสงเงาที่ทาบทา และห้วงขณะแห่งวิถีชีวิตของผู้คนใน 3 ย่านการค้าสำคัญ คือทรงวาด พาหุรัด ปากคลองตลาด ที่ถูกบันทึกไว้ผ่านเลนส์กล้อง‘มิก-วรวิล สนเจริญ’ เจ้าของผลงานนิทรรศการภาพถ่าย CHROMATIC‘ผู้จัดการออนไลน์’ สัมภาษณ์พิเศษ ‘มิก-วรวิล สนเจริญ’ เจ้าของผลงานภาพถ่ายในนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรก CHROMATIC: A Journey Through Neighborhood Color ซึ่งจัดกำลังแสดง ณ Tay Songwatประเด็นการพูดคุยอันหลากหลายเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มิกได้ถ่ายทอดมุมมองต่างๆ ที่เขาได้พบเห็นระหว่างการเดินสำรวจและถ่ายภาพในย่านการค้าอันเก่าแก่ไม่ว่านิยามของ ‘CHROMATIC : Spectrum of Color’, มุมมองด้านสถาปัตยกรรมที่สะท้อนวิถีชีวิต, ไอเดียฟื้นฟูย่านเก่าด้วย Creative Economy, ความพยายามรักษารูปแบบ Original ของอาคาร สถาปัตยกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในย่าน,เบื้องหลัง-ความเป็นมาของนิทรรศการ, มิติที่ 4 ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่งในการถ่ายภาพรวมทั้งพูดคุยถึงตัวตนใน 2 บทบาทของมิก คือ การเป็นนักวางกลยุทธ์ทางการตลาด และช่างภาพอิสระที่มีความสุขกับการ Capture moment…เฝ้ามองห้วงขณะผ่านเลนส์กล้องCHROMATIC… Spectrum of Colorมิกเอ่ยถึงที่มาของชื่อนิทรรศการได้อย่างน่าสนใจว่า“คำว่า CHROMATIC หมายถึง Spectrum of Colorคำว่า ‘สี’ ในที่นี้ เราไม่ได้คุยกันถึงวัตถุ Object หรือสถาปัตยกรรม แต่ ‘สี’ในนิทรรศการนี้ สื่อสารถึง ‘Way of living’ หรือวิถีชีวิต การใช้ชีวิตของผู้คน ใน Area นี้”เหตุใด CHROMATIC - Spectrum of Color จึงกลายเป็น Topic ที่มิกสนใจเนื่องจากมิกมองว่า ย่านเหล่านี้เป็น ‘พหุวัฒนธรรม’“เรามีคนไทย, คนไทยเชื้อสายจีน, คนจีน และคนอินเดีย ใช้ชีวิตร่วมกันใน Area เหล่านี้ แชร์พื้นที่ร่วมกัน ทำการค้าระหว่างกัน ทำให้เกิดวัฒนธรรมที่แตกต่างแต่ยังอยู่ร่วมกัน ผู้คนที่แตกต่างแต่อยู่ร่วมกัน รวมถึง สิ่งของในการใช้ชีวิตที่แตกต่างหลากหลาย‘สี’ ในที่นี้ จึงไม่ใช่แค่ Object แต่เล่าถึงวิธีการใช้ชีวิตที่หลากหลาย ทำให้เกิดความน่าสนใจในพื้นที่ โดยเฉพาะถ้าสังเกตเห็นจากงานที่ถ่ายมา สิ่งที่ผมนำเสนอก็คือ ‘สี’ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อในการใช้ชีวิตของผู้คน ทั้งเรื่องของการทำมาค้าขาย เรื่องของสถาปัตยกรรม เรื่องของวิถีแห่งการใช้ชีวิตของคนที่อยู่ตรงนั้น เป็นแนวคิดของการนำเสนอ CHROMATIC ออกมาเป็น Exhibition”สถาปัตยกรรมสะท้อนวิถีชีวิตถามว่า ในนิทรรศการ CHROMATIC คุณมองว่า สถาปัตยกรรมในย่านทรงวาด พาหุรัด ปากคลองตลาด สะท้อนยุคสมัยและวิถีชีวิตผู้คนอย่างไรบ้างมิกตอบว่าสถาปัตยกรรมในย่านนี้ถูกสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากสไตล์ที่เราเรียกว่า European Chinese มี element ของความเป็นยุโรปเข้ามา เห็นได้ว่า มี Ornament ที่หน้าอาคาร มีความเป็นฝรั่งเข้ามา แล้วก็มีความ Chinese มีความเป็นจีนเข้ามานอกจากนั้น ยังมีสิ่งที่มิกพบว่ามีคาแรคเตอร์ที่น่าสนใจ คือเมื่อเข้าไปศึกษาจริงๆ แล้ว จะพบว่ารูปแบบของอาคาร สื่อสารถึงรูปแบบการใช้ชีวิต เช่น ในยุคแรกๆ ในย่านทรงวาด สังเกตได้ว่าตึกแถวหรือ Shophouse แถวนี้ค่อนข้างยาว และมีพื้นที่เป็นที่เก็บของค่อนข้างเยอะ นอกจากนี้ย่านทรงวาดเดิมเป็นโกดังหรือ Warehouse ของธุรกิจด้านพืชผลการเกษตร ณ จุดหนึ่งก็ถูกเปลี่ยนเป็นร้านรองเท้าหรือผลิตภัณฑ์ของเล่น เรายังเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ในย่านนี้“เพราะฉะนั้น รูปทรงของสถาปัตยกรรมจึงสื่อสารถึงฟังก์ชั่นการใช้ชีวิต การทำการค้าของคนในสมัยนั้น”ในย่านทรงวาด ตึกแต่ละหลังยังมีช่องที่คนไว้ใช้ชักรอกของจากชั้นล่างขึ้นมาเก็บไว้ชั้นบน ตึกส่วนใหญ่ในย่านนี้ก็จะมีช่องแบบนี้อยู่ ขณะที่ย่านพาหุรัด แม้อาจมีสถาปัตยกรรมคล้ายกันแต่มี element ของ Culture แบบคนอินเดียเข้ามา ทำให้มีความแตกต่างและมีความวาไรตี้มากขึ้นเส้นระนาบและมิติที่ 4มิกเล่าว่าความประทับใจของการทำโปรเจ็กต์ครั้งนี้ สังเกตเห็นได้จากงานภาพถ่ายที่เขานำเสนอ“ผมนำเสนอผ่านรูปทรง แสงและเงา และสถาปัตยกรรมที่มองผ่านเส้นระนาบ นี่คือ Fundamental component ของการมองความสวยงาม ของการมองสถาปัตยกรรมในแบบของผม ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันถูกนำเสนอออกมาในงานอย่างชัดเจน”“จริงๆ แล้วในเรื่องสถาปัตยกรรม เรามักมีการคุยกันถึงเรื่อง ‘มิติ ที่ 4’ปกติเรามักพูดถึงงาน 3 มิติ (*หมายเหตุ : หมายถึง ความกว้าง-ความยาว/สูง-ความลึก/ความหนา) ส่วนมิติที่ 4 คือ ‘เวลา’ หากถามว่าเวลาส่งผลต่อสถาปัตยกรรมอย่างไร นั่นก็คือการเปลี่ยนแปลงของแสงและแต่ช่วงเวลาของวัน ทำให้เกิดเงา เกิด Effect ของภาพที่มีความแตกต่างกันไป”“ผมสนุกกับการลองใช้เวลา กับช่วงเวลาที่แตกต่างกันในแต่ละวันในแต่ละสถานที่ เพราะสิ่งที่ผมสังเกตเห็นคือเวลาที่แตกต่างไป Effect ของภาพหรือแสงและเงาจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน เมื่อเวลาผ่านไปแล้วเราก็ไม่สามารถกลับไป Capture มันได้ เพราะมันผ่านไปแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ผมตื่นเต้นกับมันทุกครั้งที่ได้เห็น ทุกวันนี้ เมื่อได้เดินบนถนนทรงวาดเอง หรือใน Area ใกล้ๆ ผมก็อยากจะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพทุกครั้งเพราะเราไม่รู้ว่าจะเห็นแสงแบบนี้ เงาครั้งนี้อีกเมื่อไหร่” มิกบอกเล่าได้อย่างน่าสนใจเบื้องหลัง-ความเป็นมาของนิทรรศการเมื่อขอให้ช่วยเล่าเบื้องหลังความเป็นมาของนิทรรศการ CHROMATICมิกตอบว่า ในช่วงหลังๆ ย่านทรงวาดเป็นพื้นที่ที่มิกแวะเวียนมาบ่อยครั้งและมีโอกาสได้รู้จักกับเปิ้ล-วาสนาและเบียร์-ชาญวิทย์ ชัยพิทักษ์กุล แห่งร้าน Tay Songwat ซึ่งเป็นสถานที่จัดนิทรรศการในครั้งนี้ รวมทั้งเพื่อนรุ่นพี่คือจารุวรรณ ธนพัฒนากุล (ผู้ร่วมก่อตั้งเบิกบานบุรีที่เขาใหญ่และเป็นผู้มีส่วนร่วมจัดงาน WALKK: Bangkok Re-Birth นำชมวิถีชีวิตผู้คนและย่านเมืองเก่าของกรุงเทพ)“ผมรู้จักคุณเปิ้ลคุณเบียร์มานานแล้ว ทั้งสองท่านก็แนะนำให้รู้จักคุณจารุวรรณด้วย เราจึงมีโอกาสได้คุยกันว่า ทรงวาดค่อนข้าง Popular ขึ้นมาในช่วง 2-3 ปีนี้ มีทั้งนักท่องเที่ยว มีทั้งคนรุ่นใหม่ๆ แวะเวียนมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ย่านทรงวาดยังมีอะไรมากกว่านั้น”“Area นี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ทั้งสำหรับกรุงเทพและประเทศไทย แล้วเรื่องราวเหล่านี้ยังไม่ถูกสื่อสารผ่านไปให้กับนักท่องเที่ยวหรือคนรุ่นใหม่ที่เข้ามา เราจึงคิดกันว่า ทำยังไงให้คนรุ่นใหม่เค้าเข้าใจว่าพื้นที่เหล่านี้ มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์กับคนไทย”มิกเล่าว่า เพื่อนทั้ง 3 คนที่เอ่ยถึงข้างต้น ได้เอ่ยชวนเขาว่า ‘ลองไปเดินชมทรงวาดกันไหม’ จากนั้น ได้มีโอกาสพบกับ ‘ฤต นากชื่น’ นักโบราณคดี ผู้พามิกและเพื่อนทั้ง 3 คน ไปเดินสัมผัสย่านทรงวาด ตลาดน้อย เลยไปถึงปากคลองตลาดและพาหุรัดด้วย“ย่านเหล่านี้เป็นย่านการค้าเก่าแก่ของกรุงเทพ ซึ่งพอเรามีโอกาสได้เข้าไปเดินแล้วรู้สึกว่ามันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรามองข้ามไป มันเป็นพื้นที่ที่คนธรรมดาอย่างผมซึ่งเป็นคนกรุงเทพก็ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะมาแถวนี้ ยกเว้นมาทรงวาดแล้วก็มาดู มาถ่ายรูปร้านกาแฟ แต่เราไม่ได้เดินเข้าไปใน Area ที่ผู้คนใช้ชีวิตจริงๆ”“เมื่อเดินเข้าไปแล้ว พบว่ามันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าสนใจ มีเสน่ห์จากทั้งสถาปัตยกรรม ทั้งรูปแบบการใช้ชีวิต ทั้ง Object ที่อยู่ในชุมชน ทำให้เกิดเป็นแนวความคิดว่า เมื่อเราเจอสิ่งนี้แล้ว เราอยากนำมาเล่าเรื่องให้กับคนที่เข้ามาใน Area เหล่านี้ ได้เห็น ได้สัมผัส จึงเกิดเป็นไอเดียว่า เราอยากนำเสนอเป็นภาพถ่ายที่เป็น Medium ซึ่งเป็นสื่อที่ผมถนัดและใช้ในการนำเสนอ ใช้ในการถ่ายทอด Message เกิดเป็นแนวคิดที่อยากจัดเป็นนิทรรศการขึ้นมา”กลิ่นอายความทรงจำเมื่อ 23 ปีก่อนย้อนกลับไปเมื่อ 23 ปีที่แล้ว มิกเล่าว่า เขาได้ทำ Student Project เมื่อครั้งศึกษาอยู่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาการออกแบบอุตสาหกรรม มิกได้ทำ Photo Book เก็บบันทึกเรื่องราวของพื้นที่ในย่านเยาวราช-สำเพ็ง-พาหุรัด ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงและทับซ้อนกับการจัดนิทรรศการในครั้งนี้“ผมก็คิดว่าเป็นไอเดียที่ดีนะ ที่เราได้กลับมามองดูว่า 23 ปีที่ผ่านไป มันเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ก็เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นที่ผมอยากนำเสนอสิ่งนี้ แล้วก็อยากให้ผู้คนได้เห็นว่าวิวัฒนาการของพื้นที่เหล่านี้ ย่านเหล่านี้ เปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา”นิทรรศการ CHROMATIC ในปัจจุบัน ภาพที่จัดแสดงเป็นภาพจากกล้องดิจิตัล แต่ Photobook เมื่อ 23 ปีก่อนเป็นภาพฟิล์ม“ 23 ปีที่แล้ว ผมใช้กล้องฟิล์ม และใช้เทคนิคที่เรียกว่า Cross Processing เป็นการนำฟิล์มสไลด์ มาล้างด้วยน้ำยาฟิล์มสีเนกาทีฟ ทำให้เกิดปฏิกริยาทางเคมี เมื่อเราอัดรูปออกมา รูปจะเกิดสีที่ไม่คาดฝันซึ่งในแต่ละครั้งที่อัดรูป สีที่ได้ก็จะแตกต่างกันออกไป เป็นเทคนิคที่เราได้ Inspiration จากการที่เราลงพื้นที่มาถ่ายรูป แล้วเราพบว่าคาแรคเตอร์ของสีโดดเด่นมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่เราได้เห็นเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วรวมทั้งเรื่องของการค้า Architecture และชีวิตผู้คนที่เป็นจุดเชื่อมโยง เป็นจุดเชื่อมต่อกัน”“นอกจากนั้นในนิทรรศการนี้ เราจะมีอีกโซน เป็นโซนเครื่องฉายสไลด์อยู่ด้านหน้า นั่นเป็นการถ่ายด้วยฟิล์มสไลด์ เป็นภาพถ่ายปัจจุบัน เราก็จะเห็นจุดเชื่อมโยงของการใช้สื่อที่เป็น Analog อย่างฟิล์มสไลด์และเครื่องฉายสไลด์ที่จะทำให้เรากลับไปเห็นภาพในอดีตซ้อนทับกับภาพที่อยู่ในปัจจุบันได้ชัดเจนมากขึ้น”บางสิ่งที่คงอยู่อดถามไม่ได้ว่า ย่าน ‘ทรงวาด พาหุรัด ปากคลองตลาด’ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่คุณถ่ายภาพในนิทรรศการครั้งนี้ ก็เป็นย่านที่อยู่ไม่ไกลจากที่คุณทำโปรเจ็กต์เมื่อ 23 ปีที่แล้วที่เยาวราช สำเพ็งและพาหุรัด ในมุมมองของคุณมีอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง อะไรที่คงเดิม อะไรที่หายไปมิกตอบว่า “สิ่งที่ผมรู้สึกเซอร์ไพรส์คือ 23 ปีที่ผ่านไป Area นี้ มีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างน้อย ทั้งในรูปแบบของอาคาร สถาปัตยกรรม และรูปแบบของวิถีการใช้ชีวิต”“เมื่อ 23 ปีที่แล้ว ผ่านมาถึงวันนี้ พาหุรัดก็ยังเป็นตลาดผ้า ปากคลองฯ ก็ยังเป็นตลาดดอกไม้ สำเพ็งก็ยังเป็นตลาดขายของ Giftshop รูปแบบการใช้ชีวิตยังคงเดิม นี่เป็นสิ่งที่ผมประทับใจ เพราะกรุงเทพใน Area อื่นๆ มีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก แต่ใน Area นี้ ยังรักษาภาพดั้งเดิมไว้ได้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงก็มีหลายอย่าง ผมมองว่า อย่างเช่นทรงวาดเอง ถึงแม้ว่าตัวอาคารยังเหมือนเดิม แต่ว่ามีเรื่องของ Modernize ต่างๆ เข้ามา ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไม่ดีนะครับ มีเป้าหมายที่ดี ทำให้ดึงดูดคนใหม่ๆ เข้ามา แต่สิ่งที่เราอยาก Keep มันต่อไป คือเราอยาก Keep document ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เอาไว้ เพราะ ณ วันนี้ เราเห็นว่าเริ่มมีร้านค้า คาเฟ่น่ารักๆ บนถนน หมายความว่ามันกำลังจะถูก Develop เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งผมเชื่อว่าชาวทรงวาดเอง ชุมชนใน Area นี้เองก็พยายามจะรักษาความเป็นต้นตำรับ หรือความเป็น Original ของอาคาร สถาปัตยกรรม และรูปแบบการใช้ชีวิตของทรงวาดก็ยังอยู่ เป็นการ Balance ระหว่างโลกใหม่กับโลกเก่าครับ”ไอเดียฟื้นฟูย่านเก่าด้วย Creative Economyมิกสะท้อนมุมมองว่า เขามีโอกาสได้ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ เคยไปทำงานที่ ลอนดอนและได้ใช้ชีวิตในอีกหลายประเทศ สิ่งที่เขาสนใจ คือ ณ วันนี้ ในประเทศไทยหรือในกรุงเทพเอง น่าจะมีการฟื้นฟู หรือพัฒนาย่านที่เราเรียกว่าย่านเมืองเก่า โดยรักษาภาพดั้งเดิม รักษาความเป็น Original ของย่านหรือของพื้นที่นั้นๆ ไว้ โดยที่เราใช้ความสามารถของ Creative Economy เข้ามาช่วย ทำให้ย่านเหล่านี้มีมิติมากขึ้น มีเรื่องราวที่สามารถสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ ทำให้คนรุ่นใหม่อยากกลับมาใช้ชีวิตในย่านที่เรียกว่าย่านเมืองเก่า และส่งผลต่อผู้ประกอบการในพื้นที่ทั้งทำให้ความเป็นเมืองเก่า ความเป็น Original ของกรุงเทพกลับมาอีกครั้งนึง สิ่งนี้คือสิ่งที่มิกอยากบอกต่อไม่เพียงเฉพาะในย่านเมืองเก่าเหล่านี้ แต่ในกรุงเทพ ยังมีพื้นที่อีกมากมายที่พร้อมจะถูกฟื้นฟูและ Modernize ขึ้นมา แล้วดึงดูดให้คนรุ่นใหม่เข้ามา สร้าง Story ใหม่ๆ มิกยังยกตัวอย่างย่าน Shoreditch ในลอนดอนด้วยว่ามีความคล้ายย่านทรงวาดอย่างมาก ในยุคช่วงศตวรรษที่ 20 พื้นที่ย่านนี้เป็นโกดัง เป็น Industrial ในการผลิตและเก็บของ เมื่อถึงยุคนึงก็ถูกทิ้งร้าง เป็นย่านที่ไม่มีใครสนใจ กระทั่ง ในที่สุด มีกลุ่ม Creative Economy เข้าไปฟื้นฟู “วันนี้ Shoreditch กลายเป็น Area ที่เราเรียกว่า Hipster Area มีคนครีเอทีฟ คนที่สนใจงานดีไซน์ งานออกแบบ งานอาร์ต เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ ทำให้พื้นที่ที่มันเคยถูกทิ้งร้างกลับมามีชีวิตอีกครั้งนึงเช่นเดียวกัน ไม่ใช่แค่ทรงวาด แต่กรุงเทพยังมีพื้นที่อีกเยอะแยะมากมาย ที่อาจจะถูกเพิกเฉยละเลยไป แต่ถ้าเรานำสิ่งที่เรียกว่า Creative Economy เข้ามาก็จะทำให้พื้นที่เหล่านั้นน่าอยู่มากขึ้น มีเรื่องราวมากขึ้นและกลับมามีชีวิตอีกครั้ง”2 บทบาทที่แตกต่างและเชื่อมโยงสำหรับความเป็นมาของชายคนนี้ ในการก้าวเข้ามาสู่บทบาทของช่างภาพอิสระ และมีนิทรรศการภาพถ่ายเป็นครั้งแรก ก็นับว่าน่าสนใจคล้ายมีหลายเฉดสี ไม่ต่างจากภาพของเขานอกจากการเป็นช่างภาพอิสระแล้ว มิกยังทำงานเป็นนักวางกลยุทธ์ทางการตลาดด้วย ส่วนงานช่างภาพอิสระนับเป็นอีก Moment หนึ่งที่ทำด้วยความรักในศิลปะแห่งการถ่ายภาพ“โดยหน้าที่ของผม ผมทำงานใน Agency โฆษาซึ่งดูแลเรื่องการวางกลยุทธ์ทางการสื่อสารทางการตลาด ทำพวกโฆษณา แคมเปญ Branding ให้กับแบรนด์ใหญ่ๆ ทั้ง Global Brand และ Local Brand ด้วย”“ผมทำงานนี้มาเกือบ 20 ปีแล้วครับ แล้วก็มีช่วงที่ไปทำงานที่ประเทศอังกฤษ ที่ลอนดอนด้วย ช่วงปี 2022-2023 นอกจากงานหลักแล้วผมก็สนใจการถ่ายภาพมาโดยตลอด เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสทำออกมาในรูปแบบ Exhibition ครั้งนี้เป็นครั้งแรก”แล้วการเป็นช่างภาพอิสระมอบอะไรให้ชีวิตบ้างมิกตอบว่า “คำถามนี้ ทำให้ผมได้มีโอกาสนั่งหาคำตอบ ว่าทำไมเราสนุกกับการถ่ายภาพและทำงานเป็นนักวางกลยุทธ์ทางการตลาดไปพร้อมๆ กัน ผมว่า 2 Role นี้ มีความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ เราเป็น Storyteller เราเป็นนักเล่าเรื่อง”“ในการวางกลยุทธ์ทางการตลาด เราเล่าเรื่องผ่านความเข้าใจของผู้คน ผ่านพฤติกรรมของผู้คน การสังเกตพฤติกรรมของผู้คน แต่การเป็นช่างภาพ เราเล่าผ่านพื้นที่ แสง สี แต่ทั้งสองบทบาทนี้ก็คือการสื่อสารข้อความที่เราอยากสื่อไปถึงคนฟัง ถึงผู้รับสารของเรา เป็น Process เดียวกัน แต่ว่าใช้จุดตั้งต้นและวิธีการที่แตกต่างกัน นั่นจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ผมสนุกกับทั้งสองอย่างไปในเวลาเดียวกัน”“เวลาเราทำแบรนด์ เราสื่อสารในเรื่องของแบรนด์ แต่งานภาพถ่าย คือสิ่งที่เราอยากจะสื่อสารจริงๆ”ทราบว่าคุณยังเป็นช่างภาพถ่ายภาพนักกีฬาด้วย คุณร่วมงานกับ CrossFit Inc. และได้เป็นช่างภาพในงาน CrossFit Regional Games ในหลากหลายประเทศในทวีปเอเชียได้อย่างไรมิกตอบว่า “มีอีก Another Part ที่ผมสนใจ คือผมเป็นคนออกกำลังกาย เล่นกีฬา และเมื่อครั้งไปเรียนปริญญาโทที่อเมริกาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว (MBA : University of Massachusetts-Boston) ก็มีโอกาสได้เล่นกีฬาที่เรียกว่า CrossFit เมื่อกลับมาที่เมืองไทย ก็มีโอกาสได้อยู่ในกลุ่ม CrossFit ที่เป็น Community ทั้งในเอเชียเลย แล้วผมชื่นชอบการถ่ายภาพอยู่แล้ว มีโอกาสได้เข้าไปร่วมในการถ่ายภาพการแข่งขัน ใน Scale ที่เป็น Local ทั้งในเมืองไทย สิงคโปร์ ฮ่องกง บาหลี และเกาหลีใต้ ก็ไปเข้าตา CrossFit Organization ที่อเมริกา เค้าจึงติดต่อมา ช่วงนั้นเป็นปี 2019 มีงาน CrossFit Regional ที่เซี่ยงไฮ้ เค้าก็ติดต่อให้ผมไป เพราะเค้าต้องการคน Local ที่รู้จักกับ Community ในเอเชียเข้าไปร่วมด้วย”“ผมทำงานกับคนที่อยู่ในวงการ CrossFit ทั้งในและต่างประเทศ พวกเค้าก็จะรู้จักและ Recommend ผมให้กับ CrossFit ที่อเมริกา ผมจึงมีโอกาสไปร่วมงานกับ CrossFit Organization ที่อเมริกา ที่เค้ามาจัดที่เซี่ยงไฮ้ แล้วก็มีโอกาสได้พบกับทั้งช่างภาพและผู้สื่อข่าวกีฬาจากต่างประเทศ รวมทั้งนักกีฬาจากต่างประเทศอีกมากมายครับ เป็นอีกหนึ่งความสนใจ”แต่ไม่ว่าบทบาทของการเป็นนักกลยุทธ์ทางการตลาดหรือการเป็นช่างภาพอิสระณ วันนี้ มิกยอมรับว่า…“วันนี้ สิ่งที่ผมสนใจที่สุดก็คือการ Capture moment เล็กๆ ที่หลายๆ คน อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญ”สัมผัสผลงานและตัวตน ของ ‘มิก สนเจริญ’ ที่ถ่ายทอดแต่ละห้วงขณะผ่านภาพถ่ายในนิทรรศการครั้งนี้ได้อย่างมีมิติ เปี่ยมเอกลักษณ์เฉพาะตัว และแฝงไว้ด้วยความหมายที่น่าสนใจ……..Text By : รพีพรรณ สายัณห์ตระกูลPhoto : รพีพรรณ สายัณห์ตระกูล, วรวิล สนเจริญเอื้อเฟื้อสถานที่ : Tay Songwatนิทรรศการ CHROMATIC: A Journey Through Neighborhood Color จัดแสดง ณ TAY Songwat (ถนนทรงวาด) ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/onlinesection/detail/9690000041136
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
14/05/2026
คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับมือใหม่ เตรียมตัวให้พร้อมก่อนไป "เดินป่า" ครั้งแรกอย่างปลอดภัยนาทีนี้กิจกรรมยอดฮิตของคนรุ่นใหม่คงหนีไม่พ้นการเดินป่า หนึ่งกิจกรรมที่มอบประสบการณ์อันน่าประทับใจ การได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด และพิชิตขีดจำกัดของตัวเอง แต่สำหรับมือใหม่แล้ว การเตรียมตัวที่ดีคือหัวใจสำคัญของความสนุกและความปลอดภัย นี่คือคู่มือฉบับสมบูรณ์ที่จะช่วยให้การเดินป่าครั้งแรกของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและน่าจดจำ.1. เตรียม "ข้อมูล" และ "ร่างกาย" ให้พร้อมก่อนลุยก่อนจะจัดกระเป๋า สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำความรู้จัก "ป่า" ที่เราจะไป และ "ร่างกาย" ของตัวเราเอง การรู้เขารู้เราจะช่วยให้สามารถวางแผนและเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสมได้ดียิ่งขึ้น.ศึกษาเส้นทางและสภาพแวดล้อม • รู้เขารู้เรา: ศึกษาข้อมูลเส้นทางอย่างละเอียดเกี่ยวกับระยะทางและความชัน ควรเลือกเส้นทางสำหรับมือใหม่โดยเฉพาะ เช่น เส้นทางระยะสั้น 1–2 วัน. • สภาพอากาศและความเสี่ยง: ตรวจสอบอุณหภูมิสูงสุด–ต่ำสุด และเตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะสม รวมถึงศึกษาว่ามีสัตว์หรือแมลงอันตราย (เช่น ทาก) หรือไม่. • ติดต่อเจ้าหน้าที่: สอบถามข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการเปิดเส้นทาง สภาพพื้นที่ และข้อควรปฏิบัติจากอุทยานหรือผู้ให้บริการนำเที่ยว.เตรียมความพร้อมของร่างกาย • ออกกำลังกายล่วงหน้า: ควรเริ่มฝึกร่างกายอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ก่อนเดินทาง โดยเน้นการบริหารกล้ามเนื้อขาและปอด. • ฝึกความทนทาน: ซ้อมเดินเร็ว เดินขึ้นบันได หรือวิ่งเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ และฝึกท่า Squat (สควอท) หรือ Lunge เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา. • พักผ่อนให้พอ: คืนก่อนเดินทางควรนอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 7–8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานเต็มที่และพร้อมสำหรับกิจกรรมหนัก.2. เตรียมอุปกรณ์จำเป็นสำหรับนักเดินป่ามือใหม่การเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสมจะช่วยลดความเหนื่อยล้าและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินป่าอย่างมาก ควรตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ทุกชิ้นก่อนออกเดินทางเสมอ.รองเท้าและเครื่องแต่งกาย • รองเท้าเดินป่า (Hiking Boots/Shoes): ควรเลือกแบบที่มีดอกยางที่ยึดเกาะดี กันน้ำได้ในระดับหนึ่ง และที่สำคัญคือต้องลองใส่และเดินจนคุ้นชินก่อน เพื่อป้องกันรองเท้ากัด. • ถุงเท้า: ควรใช้ถุงเท้าสำหรับเดินป่าโดยเฉพาะ (หนา, ระบายอากาศดี) เพื่อลดการเสียดสีและป้องกันการเกิดแผลพุพอง. • เสื้อผ้า: สวมใส่เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวที่เนื้อผ้าแห้งง่าย ระบายอากาศได้ดี (ไม่ควรใส่ผ้าฝ้าย 100% เพราะอมน้ำและแห้งยาก) และเตรียมเสื้อแจ็คเก็ตกันลมและกันฝนที่มีน้ำหนักเบา.อุปกรณ์สำคัญอื่น ๆ • กระเป๋าเป้ (Backpack): เลือกขนาดที่เหมาะสม (สำหรับทริป 1–2 วัน อาจใช้ขนาด 30–45 ลิตร) ควรมีระบบซัพพอร์ตหลังและสายรัดหน้าอก/เอวที่ดีเพื่อกระจายน้ำหนัก. • ไม้เท้าเดินป่า (Trekking Poles): เป็นอุปกรณ์ช่วยผ่อนแรงได้มากถึง 20–30% และช่วยในการทรงตัวบนทางลาดชันหรือทางลื่นได้ดีเยี่ยม. • อาหาร น้ำ และไฟ: ควรพกน้ำอย่างน้อย 1.5–2 ลิตรต่อวัน เตรียมขนมขบเคี้ยวที่ให้พลังงานสูง และไฟฉายคาดศีรษะพร้อมแบตเตอรี่สำรอง.3. สิ่งที่ต้องมีในชุดปฐมพยาบาลชุดปฐมพยาบาลเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการเดินป่าทุกครั้ง ควรเตรียมยาสามัญที่จำเป็นและยาประจำตัวให้พร้อมเสมอ. • ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น (First Aid Kit): ยาแก้ปวด ลดไข้ ยาแก้แพ้ พลาสเตอร์ปิดแผล ผ้าก๊อซ และยาฆ่าเชื้อ. • ยาป้องกันแมลง: ยาทากันยุง/กันทาก และถุงกันทาก (ถ้าเส้นทางมีทากเยอะ). • ยาประจำตัว: สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นสิ่งที่ห้ามลืมเด็ดขาด.ข้อควรจำสำหรับนักเดินป่ามือใหม่ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอเมื่ออยู่ในป่า ควรเดินเป็นกลุ่มและห้ามแยกตัวออกไปเดินคนเดียว ควรหยุดพักสั้น ๆ 5–10 นาที ทุก 1–2 ชั่วโมงของการเดิน ไม่ควรพักบ่อยหรือนานเกินไป เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวและเดินต่อได้ยากขึ้น ปฏิบัติตามกฎของอุทยานอย่างเคร่งครัด และจิบน้ำบ่อย ๆ ก่อนที่จะรู้สึกกระหายเพื่อจัดการกับความร้อน.การเดินป่าคือการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และเป็นการเรียนรู้ตัวเอง การเตรียมตัวที่ดี จะช่วยให้คุณพร้อมรับมือกับความท้าทายทุกรูปแบบที่รออยู่ข้างหน้า ขอให้สนุกกับการเดินทางครั้งแรกในโลกกว้าง!แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ sanookhttps://www.sanook.com/travel/1453031/
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
การวางแผนทางการเงิน
11/05/2026
ในยุคที่ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจผันผวน การมีเงินสำรองไว้ใช้จ่าย ในเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน หรือ “เงินสำรองฉุกเฉิน” จึงกลายเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นใจและลดแรงกระแทกเมื่อชีวิตสะดุดPPTV Wealth จึงนำเคล็ดลับจาก fintips by ttb มาชวนทุกคนทำความเข้าใจว่า เงินสำรองฉุกเฉินไม่ใช่แค่เงินออมทั่วไป แต่คือ “เครื่องมือบริหารความเสี่ยง” ที่ช่วยให้ยังใช้ชีวิตต่อได้ แม้ในวันที่รายได้ไม่เป็นไปตามแผนเปิดเคล็ดลับเก็บ “เงินสำรองฉุกเฉิน" เตรียมยังไงให้พร้อม? เพื่อชีวิตไม่สะดุดในทุกสถานการณ์แล้วคำถามคือจะเริ่มสร้างเงินสำรองฉุกเฉินอย่างไร ให้ทำได้จริงและไม่กระทบค่าใช้จ่ายปัจจุบัน โดยเริ่มจาก 4 เคล็ดลับง่าย ๆ ดังนี้1. ตั้งเป้าหมายให้ชัดการกำหนดบทบาทของเงินฉุกเฉินเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า ถ้าวันหนึ่งไม่มีรายได้ เราจะอยู่ได้กี่เดือน เพราะเงินสำรองฉุกเฉินควรถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ชีวิตเดินหน้าต่อได้อย่างน้อย 3-6 เดือน โดยมีสูตรคำนวณก็เข้าใจง่าย คือ ค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือน × จำนวนเดือนที่ต้องการสำรอง = เป้าหมายเงินฉุกเฉิน และเมื่อมีตัวเลขและเป้าหมายที่ชัดเจน จะช่วยลดความกังวลและแรงกดดันเมื่อต้องเจอสถานการณ์เฉพาะหน้า2. เก็บก่อนใช้ สร้างวินัยทันทีที่มีรายได้โดยเมื่อเงินเดือนเข้า ควรเก็บเงินสำรองฉุกเฉินก่อนเสมอ อย่ารอให้เหลือแล้วค่อยเก็บ และอาจจะตั้งโอนเงินอัตโนมัติเข้าบัญชีออมเงินทันที พร้อมวางแผนรายจ่ายให้เหมาะกับตัวเอง หรือใช้สูตรแบ่งเงินแบบง่ายๆ อย่างสูตร 50-30–20 หรือ 50% ค่าใช้จ่ายจำเป็น / 30% ไลฟ์สไตล์ / 20% ออมและลงทุน ทั้งนี้ สัดส่วนสามารถปรับได้ตามรายได้และเป้าหมายของแต่ละคน3. แยกบัญชีให้ชัดเจน ซึ่งจะช่วยบริหารเงินได้ง่ายขึ้นการแยกบัญชีตามเป้าหมาย เช่น บัญชีรายรับ–รายจ่าย บัญชีออมเงิน และบัญชีเงินสำรองฉุกเฉิน จะช่วยลดโอกาสเผลอนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เมื่อแต่ละบัญชีมีบทบาทที่ชัดเจน ก็จะช่วยสร้างวินัยทางการเงินได้ง่ายขึ้น โดยเงินสำรองฉุกเฉินควรอยู่ในบัญชีที่สามารถถอนใช้ได้ทันทีเมื่อจำเป็น4. ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เปลี่ยนเป็นเงินเก็บสำรองเมื่อจดรายรับ–รายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ จะเริ่มเห็นชัดว่าอะไร “จำเป็น” และอะไร “ตัดได้” เงินส่วนที่ลดลงมาได้ ไม่ควรถูกนำไปใช้กับค่าใช้จ่ายใหม่ที่ไม่จำเป็น แต่ควรโอนเข้าบัญชีเงินสำรองฉุกเฉินทันที หากทำอย่างต่อเนื่อง เงินสำรองจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัวดังนั้น ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเตรียมความพร้อมทางด้านการเงินจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป การเริ่มต้นสร้างเงินสำรองฉุกเฉินตั้งแต่วันนี้ คือก้าวสำคัญที่จะช่วยให้รับมือกับทุกสถานการณ์ได้อย่างมั่นใจ และเสริมเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาวแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ pptvhd36https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/274388
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันควบการลงทุน
11/05/2026
11 พฤษภาคม 2569 : ตลาดประกันชีวิตไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงกับการลงทุนต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะ “ประกันชีวิตควบการลงทุน” หรือ Unit Linked ที่เปิดโอกาสให้ผู้ถือกรมธรรม์นำเงินบางส่วนไปลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ดัชนีเทคโนโลยี หรือธีม AI ซึ่งกำลังได้รับความนิยมทั่วโลกแม้ว่าผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้จะยังไม่ใช่ “Index-Linked Insurance” แบบเต็มรูปแบบเหมือนในสหรัฐอเมริกา แต่ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการ “ความคุ้มครองชีวิต” ควบคู่กับ “โอกาสสร้างผลตอบแทนจากตลาดทุนโลก”มาทำความรู้จักประกันภัยประเภทนี้ เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น “ประกันชีวิตเชื่อมการลงทุน คืออะไร?”ประกันประเภทนี้ มีรูปแบบที่พบมากในไทย คือ “ประกันชีวิตควบการลงทุน” (Unit Linked) ซึ่งแบ่งเบี้ยประกันออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.ส่วนที่ใช้ซื้อความคุ้มครองชีวิต 2.ส่วนที่นำไปลงทุนในกองทุนรวมจุดเด่น คือ ผู้ถือกรมธรรม์สามารถเลือกสัดส่วนการลงทุนเองได้ เช่น กองทุนหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ หุ้นสหรัฐฯ ตราสารหนี้ หรือกองทุนธีมเทคโนโลยีและ AIในช่วงที่ผ่านมา หลายบริษัทประกันเริ่มเพิ่มกองทุนที่อ้างอิงตลาดสหรัฐฯ เช่น ดัชนี S&P 500 หรือ Nasdaq ผ่านกองทุน Feeder Fund ทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงการลงทุนระดับโลกผ่านกรมธรรม์ประกันได้ง่ายขึ้นจุดเด่นของประกันชีวิตเชื่อมการลงทุน1. ได้ทั้งความคุ้มครองและโอกาสลงทุน ผู้ซื้อจะได้รับความคุ้มครองชีวิตในเวลาเดียวกับที่เงินบางส่วนถูกนำไปลงทุน ช่วยตอบโจทย์คนที่ต้องการวางแผนการเงินระยะยาวแบบ “สองต่อ”2. เข้าถึงตลาดหุ้นต่างประเทศได้ง่ายขึ้น หลายคนอาจยังไม่สะดวกเปิดพอร์ตลงทุนต่างประเทศโดยตรง การลงทุนผ่านกรมธรรม์จึงเป็นอีกช่องทางที่ช่วยกระจายการลงทุนไปยังเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐฯ ที่มีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ระดับโลกอยู่จำนวนมาก3. ปรับเปลี่ยนกองทุนได้ตามภาวะตลาด กรมธรรม์หลายแบบเปิดโอกาสให้สับเปลี่ยนกองทุนภายในได้ ทำให้นักลงทุนสามารถปรับพอร์ตตามสภาวะเศรษฐกิจหรือระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้4. เหมาะกับการวางแผนระยะยาวผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้มักถูกออกแบบเพื่อการออมและลงทุนระยะยาว เช่น การเกษียณ การส่งต่อมรดก หรือการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้ครอบครัว อย่างไรก็ตาม ข้อควรรู้และความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา แม้จะมีจุดเด่นหลายด้าน แต่ประกันชีวิตควบการลงทุนไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับทุกคน เพราะมีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงจากการลงทุนร่วมด้วย • ผลตอบแทนไม่การันตี ต่างจากประกันสะสมทรัพย์ทั่วไป มูลค่าเงินลงทุนขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของกองทุน หากตลาดหุ้นปรับตัวลง มูลค่ากรมธรรม์ก็อาจลดลงได้เช่นกัน • มีค่าธรรมเนียมหลายส่วนผู้ซื้อควรศึกษาโครงสร้างค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน เช่น ค่าความคุ้มครองชีวิต ค่าบริหารกรมธรรม์ ค่าธรรมเนียมกองทุน ค่าใช้จ่ายในการสับเปลี่ยนกองทุน หากไม่เข้าใจต้นทุนทั้งหมด อาจทำให้ผลตอบแทนสุทธิต่ำกว่าที่คาด • ต้องติดตามการลงทุนพอสมควร แม้จะอยู่ในรูปแบบประกัน แต่ผู้ถือกรมธรรม์ยังต้องติดตามภาวะตลาดและเลือกกองทุนให้เหมาะสม เพราะผลตอบแทนขึ้นอยู่กับการลงทุนจริง 4. ไม่เหมาะกับผู้ที่รับความผันผวนไม่ได้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้เติบโตสูงในระยะยาว แต่ระยะสั้นอาจผันผวนแรง โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีหรือธีม AI ที่มีโอกาสปรับขึ้นและลงรวดเร็วส่วนใครบ้างที่อาจเหมาะกับผลิตภัณฑ์นี้ ซึ่งผู้ที่ต้องการทั้งประกันชีวิตและการลงทุนในสัญญาเดียว คนวัยทำงานที่มีเป้าหมายลงทุนระยะยาว ผู้ที่รับความเสี่ยงจากตลาดทุนได้ระดับหนึ่ง ผู้ที่ต้องการกระจายการลงทุนไปต่างประเทศ ขณะที่ผู้ที่ต้องการ “เงินต้นปลอดภัย” หรือไม่ต้องการติดตามการลงทุน อาจเหมาะกับประกันแบบดั้งเดิมมากกว่าสำหรับทางเลือกที่ควรศึกษาก่อนตัดสินใจก่อนซื้อ ผู้บริโภคควรเปรียบเทียบหลายด้าน เช่น ความคุ้มครองชีวิต ค่าธรรมเนียมรวม จำนวนกองทุนให้เลือก นโยบายลงทุนต่างประเทศ ความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ต ผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน รวมถึงควรอ่านเอกสารเสนอขายและทำความเข้าใจความเสี่ยงอย่างละเอียดท้ายที่สุด ประกันชีวิตเชื่อมการลงทุนไม่ใช่ “ทางลัดสร้างความร่ำรวย” แต่เป็นอีกเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยผสาน “การคุ้มครอง” และ “การลงทุน” เข้าไว้ด้วยกัน ผู้บริโภคจึงควรเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายทางการเงิน ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และระยะเวลาการลงทุนของตนเอง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์นี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการเงินอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาวแหล่งที่มาข่าวและภาพจ้นฉบับซีเคว้ล ออนไลน์https://www.sequelonline.com/?p=204632
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
11/05/2026
สยามพารากอน ร่วมกับ Joyman Gallery และ M Contemporary เปิดประสบการณ์ทางศิลปะครั้งพิเศษในนิทรรศการ “TRILLION STORIES UNDER THE SKY” ที่ชวนทุกคนออกเดินทางสำรวจความหมายของตัวตนและโลกที่เราอาศัยอยู่ พร้อมตั้งคำถามต่อความเป็นมนุษย์ เมือง และความสัมพันธ์ในยุคปัจจุบัน ผ่าน 2 นิทรรศการเดี่ยวจากศิลปินร่วมสมัย ที่ตีความโลกในแบบของตนเองอย่างมีเอกลักษณ์ โดยเตรียมเปิดให้ชม “เรื่องเล่านับล้าน” ภายใต้ท้องฟ้าเดียวกัน ระหว่างวันที่ 1 - 22 พฤษภาคม 2569 ณ Art Jewel พื้นที่จัดแสดงงานศิลปะแห่งใหม่ล่าสุดของเอเชีย บนชั้น 5 สยามพารากอนภายใต้นิทรรศการครั้งนี้ได้รวม 2 นิทรรศการน่าสนใจเข้าไว้ด้วยกัน คือ “Millions of CATS and ONE CAT: แมวล้านตัวกับแมวหนึ่งตัว” นิทรรศการเดี่ยวของ เนียม มะวรคนอง ที่ชวนสำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง ภาพ ระบบ และตัวตน ในยุคที่ข้อมูลหลั่งไหลเกินขีดจำกัดของการรับรู้ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ผ่านภาพแมวจำนวนมหาศาลที่ปรากฏในผลงานจิตรกรรมสีอะคริลิคบนผ้าใบกว่า 27 ชิ้น ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะของการดำรงอยู่ร่วมกันในโลกที่ความแตกต่างค่อย ๆ เลือนหาย และความเหมือนถูกขยายจนกลายเป็นมาตรฐานของสังคม นิทรรศการนี้ไม่ได้ให้คำตอบ แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมตั้งคำถามต่อการมองเห็น การรับรู้ และความหมายของการมีอยู่ ในโลกที่เต็มไปด้วย “ความมากมาย” และ “ความเหมือน” อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนและ “BENEATH THE HORIZON LINE” นิทรรศการเดี่ยวของ Zillustation (การุญ เจียมวิริยะเสถียร) ซึ่งชวนผู้ชมชะลอจังหวะและค้นพบความงดงามของเมืองในมิติที่อาจไม่เคยสังเกตมาก่อน ผ่านผลงานศิลปะที่นำเสนอ “เมือง” ในฐานะพื้นที่มีชีวิต ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว การพบพาน และความทรงจำ ผลงานชุดนี้โดดเด่นด้วยเส้นสายขาวดำอันละเอียดอ่อนจากปากกาหมึกดำ ถ่ายทอดเป็นแผนที่เชิงศิลปะที่ผสานระหว่างความเป็นจริงและจินตนาการด้วยกลิ่นอายของป๊อปอาร์ตและการอ้างอิงวัฒนธรรมร่วมสมัยอย่างมีชั้นเชิง จนเกิดเป็นโลกที่ดูเหนือจริง แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนวิถีชีวิตและความงดงามที่ซ่อนอยู่ในมหานครทั้งนี้ ทั้งสองนิทรรศการใน “TRILLION STORIES UNDER THE SKY” นับเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้หยุดมองโลกอีกครั้ง ท่ามกลางเรื่องเล่ามากมายรอบตัว พร้อมเชิญชวนให้คนรักศิลปะมาร่วมออกเดินทางสำรวจ “เรื่องเล่านับล้าน” และค้นพบความหมายของการมีอยู่ในโลกยุคปัจจุบันภายใต้ท้องฟ้าเดียวกัน ระหว่างวันที่ 1 – 22 พฤษภาคม 2569 ณ Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอนแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/celebonline/detail/9690000043141
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
11/05/2026
"อุทยานแห่งชาติภูเรือ" จ.เลย เผยโฉมทะเลหมอกฤดูฝน สวยงามราวภาพวาด เติมความสดชื่นให้ผืนป่าหลังสายฝนเพจ "กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช" เผยภาพทะเลหมอกยามเช้าในช่วงฤดูฝน ที่ "อุทยานแห่งชาติภูเรือ" จ.เลย พร้อมชวนเที่ยวพักผ่อนฮีลใจ เติมความสดชื่นในช่วงฤดูฝนหากใครกำลังมองหาที่พักผ่อนที่ "ฮีลใจ" ได้จริง ฤดูฝนนี้ อุทยานแห่งชาติภูเรือ จังหวัดเลย คือคำตอบที่ไม่ต้องลังเลนางสาวเนตรนภา งามเนตร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูเรือ เปิดเผยว่า ขณะนี้ธรรมชาติบนยอดภูเรือกำลังอยู่ในช่วงงดงามที่สุดช่วงหนึ่งของปี หลังจากฝนตกต่อเนื่อง ผืนป่าเขียวขจีกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง อากาศเย็นสบายตลอดวัน อุณหภูมิเฉลี่ยเพียง 18 องศาเซลเซียส พร้อมด้วย "ทะเลหมอก" สีขาวบริสุทธิ์ที่ลอยปกคลุมยอดเขาในยามเช้า ราวกับโลกอีกใบที่อยู่เหนือเมฆ(ภาพ : เพจ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช)(ภาพ : เพจ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช)วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 บรรยากาศบนยอดภูเรือปกคลุมไปด้วยสายหมอกขาวหนา ลอยเหนือแนวเขาสลับซับซ้อน ผสานกับสีเขียวสดของผืนป่าหลังสายฝน กลายเป็นภาพธรรมชาติที่ทั้งละมุน สงบ และเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่หาไม่ได้จากที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นวิวหมอกหนาท่ามกลางขุนเขา, ถนนสายเล็กกลางป่าสีเขียว หรือจุดชมวิวที่มองเห็นภูเขาไกลสุดสายตา — ทุกมุมคือโอกาสทองของนักถ่ายภาพและทุกคนที่อยากเก็บความทรงจำงามๆ ไว้กับตัวนอกจากความงามบนยอดภูรอบอำเภอภูเรือ ยังเต็มไปด้วยสถานที่น่าแวะเยือน ได้แก่ วัดสมเด็จภูเรือมิ่งเมือง สถาปัตยกรรมงดงามกลางธรรมชาติ, วัดป่าห้วยลาด สงบ ร่มรื่น เหมาะพักจิตใจ, บ้านไฮตาก วิถีชุมชนดั้งเดิมที่ยังคงเสน่ห์ และดงอีมู้ จุดเช็กอินยอดนิยมที่สายธรรมชาติห้ามพลาด ทั้งนี้ อุทยานฯ ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวทุกท่าน ลดการใช้พลาสติก รักษาความสะอาด และดูแลธรรมชาติร่วมกัน เพื่อให้ผืนป่าภูเรือยังคงสวยงามสำหรับทุกคนในวันข้างหน้า"ทะเลหมอกภูเรือ ฤดูฝนนี้ — มีให้เห็นแค่ช่วงนี้เท่านั้น อย่าปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่ได้มา"(ภาพ : เพจ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช)(ภาพ : เพจ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช)(ภาพ : เพจ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช)แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000044059
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
06/05/2026
เอไอเอ ประเทศไทย โดย นายสุวิรัช พงศ์เสาวภาคย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการภายนอก รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจาก พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี และนายกมูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้” ในพิธีเปิดโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 46 ในโอกาสที่เอไอเอ สนับสนุนกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่มแก่เยาวชนและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ภายใต้โครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 46 โดยเอไอเอ ประเทศไทย ได้มอบกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่มต่อเนื่องเป็นรุ่นที่ 6 จำนวน 470 กรมธรรม์ ประกอบด้วยเยาวชน 440 คน และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 30 คน ซึ่งโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเยาวชนที่ด้อยโอกาส และได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา) มาร่วมเรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายของเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม รวมทั้งการใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและ 9 จังหวัดภาคกลาง จำนวน 320 คน และพื้นที่จังหวัดฝั่งทะเลอันดามัน จำนวน 120 คนทั้งนี้เพื่อเป็นการขานรับนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่มีนโยบายเล็งเห็นความสำคัญของการมอบความคุ้มครองขั้นพื้นฐานอย่างประกันอุบัติเหตุให้แก่บุคคลที่มีความจำเป็นและส่งเสริมให้บริษัทประกันภัยเป็นที่พึ่งอย่างยั่งยืนให้แก่ประชาชนทุกระดับ สำหรับกรมธรรม์ที่สนับสนุนนี้จะมีระยะเวลาคุ้มครองนาน 30 วัน ด้วยวงเงินคุ้มครองชีวิตสูงถึง 100,000 บาทต่อกรมธรรม์ กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ พร้อมรับผลประโยชน์ค่าชดเชยรายได้ระหว่างการเข้ารักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน กรณีได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ การสนับสนุนในครั้งนี้จะช่วยให้เยาวชนและครอบครัวของเยาวชนได้มีความอุ่นใจในขณะที่ต้องเดินทางมาทำกิจกรรมและใช้ชีวิตในพื้นที่ต่างภูมิลำเนา สะท้อนถึงพันธกิจของเอไอเอ ประเทศไทย ในการส่งเสริมความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทยในพื้นที่เปราะบาง พร้อมร่วมสร้างสังคมแห่งการเคารพความหลากหลายอย่างเท่าเทียม นำไปสู่สังคมที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน ตอกย้ำนโยบายด้านความยั่งยืน (ESG) ของเอไอเอ ที่มุ่งสนับสนุนให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’ โดยพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณดังกล่าว จัดขึ้น ณ สโมสรทหารบก วิภาวดี
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
การวางแผนทางการเงิน
05/05/2026
นักวางแผนการเงินแนะ 5 แนวทางสร้างรายได้หลังเกษียณ ตั้งแต่สวัสดิการรัฐ บำนาญ ลงทุน 3 ถัง อาชีพเสริม ถึง Reverse Mortgage ชี้ต้องวางแผนล่วงหน้าการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบของประเทศไทย ทำให้ “การวางแผนการเงินหลังเกษียณ” กลายเป็นโจทย์สำคัญที่ไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะในภาวะที่ค่าครองชีพมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ประจำหยุดลง ส่งผลให้การสร้างกระแสเงินสดหลังเกษียณเป็นปัจจัยชี้วัดคุณภาพชีวิตในระยะยาวศุทธวีร์ มงคลสินธุ์ CFP® จากสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ระบุว่า การวางกลยุทธ์สร้างรายได้หลังเกษียณควรเริ่มตั้งแต่ช่วงก่อนเกษียณ โดยต้องประเมินทรัพย์สิน หนี้สิน และกระแสเงินสดอย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เงินออมไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตหนึ่งในแนวทางสำคัญคือการใช้ “สวัสดิการภาครัฐ” เป็นฐานรองรับรายได้ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายพื้นฐาน แม้จะไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตทั้งหมด แต่ถือเป็นกลไกสำคัญในการประคองรายได้ขั้นต่ำขณะที่ “บำนาญ” ทั้งจากภาครัฐ ประกันสังคม และประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นอีกเสาหลักของความมั่นคงทางการเงิน เนื่องจากสามารถสร้างกระแสเงินสดระยะยาว ลดความเสี่ยงจากการมีอายุยืนและเงินออมหมดก่อนเวลาในมิติการลงทุน แนวคิด “เงินสามถัง” (Three-Bucket Strategy) ถูกนำมาใช้บริหารพอร์ตหลังเกษียณอย่างแพร่หลาย โดยแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เงินใช้จ่ายระยะสั้นในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ เงินระยะกลางในสินทรัพย์ที่ให้กระแสเงินสด และเงินระยะยาวในสินทรัพย์เติบโต เช่น หุ้น เพื่อรักษาความสามารถในการสร้างผลตอบแทนในระยะยาวนอกจากนี้ การสร้างรายได้เสริมหลังเกษียณถือเป็นอีกทางเลือกที่มีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ใช้ประสบการณ์ เช่น ที่ปรึกษา งานสอน งานเขียน หรือการทำธุรกิจขนาดเล็ก รวมถึงการบริหารทรัพย์สินที่มีอยู่ เช่น ปล่อยเช่าบ้าน ทำเกษตร หรือพัฒนาเป็นโฮมสเตย์ ซึ่งช่วยเพิ่มกระแสเงินสดและลดการพึ่งพาเงินออมเพียงอย่างเดียวอีกเครื่องมือหนึ่งที่เริ่มได้รับความสนใจคือ “Reverse Mortgage” หรือสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งเปิดโอกาสให้นำทรัพย์สิน เช่น บ้าน มาแปลงเป็นรายได้รายงวด โดยไม่ต้องขายทรัพย์สินทันที แม้จะช่วยเพิ่มสภาพคล่อง แต่ต้องพิจารณาเงื่อนไขอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีผลต่อกรรมสิทธิ์ในระยะยาวภาพรวมสะท้อนว่า การสร้างรายได้หลังเกษียณไม่ใช่เพียงเรื่องของการออม แต่เป็นการ “จัดการทรัพยากรทางการเงินทั้งระบบ” ตั้งแต่รายได้ประจำ สวัสดิการ การลงทุน ไปจนถึงการใช้สินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในบริบทของเศรษฐกิจที่ผันผวนและสังคมที่เข้าสู่ยุคสูงวัย การวางแผนล่วงหน้าอย่างเป็นระบบจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “ความจำเป็น” เพื่อให้ชีวิตหลังเกษียณมีความมั่นคง และสามารถดำเนินชีวิตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับฐานเศรษฐกิจhttps://www.thansettakij.com/finance/656780
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันสุขภาพ
05/05/2026
การเลือก “ประกันสุขภาพ” เป็นการตัดสินใจที่มีความสำคัญมาก การเลือกที่ดีและเหมาะสมจะช่วยปกป้องเราและครอบครัวจากความเสี่ยงทางการเงินได้ ในปัจจุบันมีประกันสุขภาพแบบ “เหมาจ่าย” ที่ให้วงเงินค่ารักษาสูงหลักล้านบาทจนถึงหลัก 100 ล้านบาท หากมีประกันเหมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลวงเงินสูงขนาดนี้แล้ว “ประกันค่าชดเชยโรคร้ายแรง” ยังมีความจำเป็นต้องทำเพิ่มอยู่หรือไม่หากมีงบประมาณที่จำกัด ก็ควรจะให้ความสำคัญกับการทำประกันสุขภาพในส่วนค่ารักษาในโรงพยาบาลก่อน ส่วนการเพิ่มค่าชดเชยโรคร้ายแรงเข้าไปในแผนประกันสุขภาพ อาจพิจารณาเพิ่มเติมตามความเหมาะสมและความต้องการทางด้านการเงินของแต่ละบุคคลในลำดับถัดไป หากมีกำลังในการชำระเบี้ย ก็ควรจะมีทั้งสองแบบ โดยข้อดีของค่าชดเชยโรคร้ายแรงมี ดังนี้“มีเงินเพียงพอ” สำหรับค่ารักษาอย่างต่อเนื่อง“ประกันสุขภาพ” จะคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลตามการจ่ายค่ารักษาจริง แต่การรักษาโรคร้ายแรงไม่ได้จบแค่ค่ารักษาที่เกิดขึ้นโรงพยาบาล ยังมีค่าใช้จ่ายในการรักษาส่วนอื่นๆ เพิ่มเข้ามาอีก เช่น ค่าใช้จ่ายอุปกรณ์การแพทย์ช่วงพักฟื้น ค่าตรวจติดตามกรณีรักษาต่อเนื่อง ค่าบำบัดฟื้นฟู ค่าคนดูแล ถ้ามีค่าชดเชยที่เพียงพอก็จะทำให้ได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น“มีเงินก้อน” มาช่วยในการจัดการค่าใช้จ่ายในช่วงที่ขาดรายได้หากตรวจพบว่าป่วยเป็นโรคร้ายแรงก็จะได้ “เงินก้อน” มาไว้กับตัวเอง โดยบริษัทประกันจะจ่ายให้เราโดยตรง เพราะถ้าเกิดเป็นโรคที่ทำให้ความสามารถในการทำงานน้อยลงหรือไม่สามารถสร้างรายได้ได้ในช่วงรักษาตัวแล้ว ก็จะมีเงินก้อนมาช่วยในการบริหารค่าใช้จ่ายได้เอง ทั้งพวกค่าใช้จ่ายในครัวเรือนต่างๆ ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เป็นต้น และยังช่วยได้มากในเรื่องของการจัดการกระแสเงินสดในช่วงที่ต้องรักษาตัวอีกด้วยการช่วย “บรรเทาความกังวล”โรคร้ายแรงสร้างผลกระทบไม่ใช่แค่กับผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดความกังวล ความเครียดให้กับครอบครัวได้ หากมี “ค่าชดเชยประกันโรคร้ายแรง” ที่เพียงพอ ก็จะช่วย “บรรเทาความกังวล” ในส่วนค่าใช้จ่ายลงได้บ้างทำ “ประกันค่าชดเชยโรคร้ายแรง” ควรมีความคุ้มครองวงเงินเท่าไรการวางแผนเลือก “วงเงินความคุ้มครอง” ให้มีความเหมาะสมนั้น สำคัญมากต่อการวางแผนอนาคตที่มั่นคงทางการเงินให้กับเราและครอบครัว โดยจำนวนวงเงินความคุ้มครองที่แนะนำในปัจจุบัน ควรมีให้มากพอในระดับ 2 - 3 ล้านบาทขึ้นไป • จะได้จัดการค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ตามมาได้อย่างสบายใจ นอกจากการรักษาตัวเพื่อต่อสู้กับโรคร้ายแรงในโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ตามมาเมื่อกลับมารักษาตัวที่บ้าน รวมถึงค่าใช้จ่ายในช่วงที่ขาดรายได้ ควรมีสำรองไว้ประมาณปีละ 600,000 – 1,000,000 บาท • โรคร้ายแรงมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้สูง ควรมีเงินสำรองเผื่อไว้ให้พร้อมไม่ว่าจะเจ็บป่วยกี่ครั้งก็ตาม หากทำเป็นประกันค่าชดเชยโรคร้ายแรงแบบ “เจอ – จ่าย - จบ”ควรพิจารณาทำประกันดังกล่าวด้วยจำนวนเอาประกันภัยที่มากพอที่จะครอบคลุมการกลับมาเป็นซ้ำ หรืออาจพิจารณาประกันค่าชดเชยโรคร้ายแรง ที่คุ้มครองการจ่ายค่าชดเชยให้อีกหากมีการกลับมาเป็นซ้ำ • ไม่สร้างภาระให้คนข้างหลัง สิ่งที่มักกังวลมากที่สุด คือ ความเป็นอยู่ของคนข้างหลัง โดยเฉพาะกับผู้ที่เป็นเสาหลักของบ้าน แค่เจ็บป่วยเล็กๆ ก็กระทบความเป็นอยู่ของคนในบ้านได้แล้ว ยิ่งเกิดเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรง ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านย่อมตามมา หากมีค่าชดเชยมากพอ ก็จะมาช่วยอุดรอยรั่วของปัญหาเหล่านี้ให้เราและครอบครัวสามารถผ่านวิกฤตนี้ไปได้“การทำ ‘ประกันโรคร้ายแรง’ ควรทำไว้ตั้งแต่ตอนนี้ ในขณะที่ยังมีสุขภาพแข็งแรง เพื่อเป็นแผนสำรองที่อาจเป็นประโยชน์มหาศาลในอนาคต ช่วยให้พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์”“การรักษาโรคร้ายแรง” บางโรค เราก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่หากในระหว่างทางการรักษานั้น มีทั้งกำลังใจจากคนรอบข้าง หมดความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษา ไม่ต้องเป็นภาระแก่คนในครอบครัว ก็จะทำให้มีพลังใจมากขึ้นในการรักษาตัวอย่างแน่นอนแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ wealthythaihttps://www.wealthythai.com/en/updates/wealth-management/wealth-ez/30488
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
05/05/2026
• "มิวเซียมวัดโพธิ์" ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์เดียว แต่เป็นกลุ่มห้องจัดแสดง 5 แห่งที่กระจายตัวอยู่ภายในวัด ทำให้เปรียบเสมือนเป็น "พิกัดลับ" ที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบ • จัดแสดงศิลปวัตถุและโบราณวัตถุล้ำค่ากว่า 1,400 รายการ ที่ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ และผู้มีจิตศรัทธานำมาถวายหลบร้อนไปชมแรร์ไอเท็มในห้องแอร์เย็นๆ ในพิพิธภัณฑ์กันค่ะ‘มิวเซียมวัดโพธิ์’ เป็นแหล่งเรียนรู้ที่เปิดให้ชมกันทุกวันแต่ทำไมเรากลับรู้สึกราวกับเป็นพิพิธภัณฑ์ลับ เหตุผลอาจเกิดจากมีพิพิธภัณฑ์และห้องจัดแสดงที่แทรกตัวอยู่ในเขตพุทธาวาสและสังฆาวาสกระจายอยู่ 5 แห่ง จากประสบการณ์ที่เดินหาจนหลงทางมาแล้ว จึงอยากรวบรวมพิกัด ‘มิวเซียมวัดโพธิ์’ เพื่อให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รับรู้กันโดยทั่วไป‘มิวเซียมวัดโพธิ์’ ประกอบไปด้วยห้องจัดแสดงอยู่ 5 แห่ง ได้แก่ • พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติหกรอบ ร.9 ตั้งอยู่ชั้นใต้ดินอาคารหอสมุดสมเด็จ ว.ผ.ต.ในบริเวณสังฆาวาส เปิดให้เข้าชม 08.30-16.30 น. • ห้องจัดแสดงเครื่องถ้วยและเครื่องแก้ว อยู่ในศาลาพระมณฑปด้านทิศตะวันตกเปิดให้เข้าชม 08.00-18.30 น. • พิพิธภัณฑ์นวดไทย อยู่ภายในพระวิหารขาวและศาลาพระมณฑปด้านทิศใต้ เปิดให้ชม 08.00-17.00 น. • พิพิธภัณฑ์เครื่องมุก อยู่ในพระวิหารทิศใต้ (พระปัญจวัคคีย์) เปิดให้เข้าชม 08.00-17.00 น. • พิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุพระมหาเจดีย์สี่รัชกาล อยู่ในพระวิหารทิศตะวันตก(พระนาคปรก) เปิดให้ชม 08.00 -17.00 น.พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติหกรอบ ร.9เครื่องแก้วเจียระไนเริ่มต้นที่ไหนดี ไม่มีข้อจำกัดสามารถเลือกชมได้ตามความสนใจ แต่ถ้าต้องการเห็นภาพรวมทั้งหมดแนะนำให้ไปที่ พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติหกรอบ ร.9 ในอาคารหอสมุดสมเด็จ ว.ผ.ต.ซึ่งตั้งอยู่ในเขตสังฆาวาสเป็นลำดับแรกหอสมุดแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่สมเด็จพระวันรัต (เผื่อน ติสฺสทตฺโต) อดีตเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ หรือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม จึงมีอักษรย่อว่า ว.ผ.ต. ปัจจุบันนอกจากจะเป็นห้องสมุด ห้องประชุม และสำนักงานแล้ว บริเวณชั้นใต้ดินยังเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุล้ำค่าของวัดโพธิ์ที่ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ และผู้มีจิตศรัทธานำมาถวาย ได้แก่ เครื่องลายคราม เครื่องประดับมุก เครื่องเบญจรงค์ และเครื่องแก้วเจียระไน เป็นต้นฝาบาตรประดับมุกมีลวดลายเป็นตราประจำรัชกาลที่ 5กล่องที่ระลึกในงานพระเมรุสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าศิริราชกุธภัณฑ์พระภาณุพงศ์ ฐานิสฺสรธีโร กรรมการแผนกพิพิธภัณฑ์ วัดโพธิ์ กล่าวถึงพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ว่าเปรียบเสมือนคลังเก็บสมบัติล้ำค่าของวัดที่มีจำนวนมากว่า 1,400 รายการ สำหรับศิลปวัตถุชิ้นสำคัญที่ไม่อยากให้พลาดชมนั้น ได้แก่ ฝาบาตรประดับมุกและเชิงบาตรประดับมุก ศิลปะรัตนโกสินทร์ (พ.ศ.2416) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าให้ทำขึ้นเพื่อพระราชทานพระราชาคณะ เมื่อครั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ฝาบาตรประดับมุกมีลวดลายเป็นตราประจำรัชกาลกล่องที่ระลึกในงานพระเมรุสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าศิริราชกุธภัณฑ์ กล่องกระเบื้องที่สั่งทำจากยุโรป ไข่นกกระจอกเทศ ที่ได้รับพระราชทานมาจากรัชกาลที่ 5 ครั้งเสด็จประพาสยุโรปไข่นกกระจอกเทศ“พระองค์ทรงนำมาถวายเจ้าอาวาส ถือว่าเป็นของแปลกของสยามในสมัยนั้น” พระภาณุพงศ์ ฐานิสฺสรธีโร อธิบาย“ส่วนเครื่องแก้วเจียระไนมาจากยุโรปเช่นเดียวกัน ความน่าสนใจ คือ จากที่เคยเป็นเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารในวัฒนธรรมตะวันตก เมื่อมาอยู่ในสังคมไทยได้ปรับเปลี่ยนเครื่องแก้วให้เป็นเครื่องนมัสการ เช่น แก้วทรงกลมใหญ่ หรือ แจกันทรงเตี้ย นำมาใช้เป็นประถางธูป ถ้วยแก้วสำหรับวางไข่ลวกนำมาใช้วางพุ่มเทียน โถใส่ลูกกวาดเรานำมาจัดดอกไม้บูชาพระ อย่างนี้เป็นต้น”เครื่องแก้วเจียระไนจากยุโรปโถแก้วบรรจุน้ำดื่มนอกจากเครื่องแก้วเจียระไนแล้ว ยังมีโถแก้วบรรจุน้ำพร้อมจอกเล็กๆจัดเรียงกันอยู่เป็นจำนวนมาก กรรมการแผนกพิพิธภัณฑ์ กล่าวว่า “เดิมเป็นโถบรรจุน้ำสำหรับพระเวลาสวดมนต์แล้วเกิดกระหายน้ำ มีจอกเล็กๆใช้สำหรับดื่มน้ำ เป็นของที่คนนิยมนำมาถวายวัด ปัจจุบันเวลาพระสวดปาฏิโมกข์ จะมีโถน้ำตั้งอยู่ด้วย”ในส่วนของเครื่องลายครามแบ่งออกเป็นงานประติมากรรม เช่น พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (กวนอิม) เทพเจ้า เซียน งานตกแต่งเครื่องโต๊ะ เช่น ตุ๊กตารูปกวาง กลองจำลอง กระบี่จำลอง รวมไปถึงและเครื่องถ้วยต่างๆจำนวนมากที่สามารถตามไปชมกันต่อได้ที่ ห้องจัดแสดงเครื่องถ้วยและเครื่องแก้ว อยู่ในศาลาพระมณฑปด้านทิศตะวันตกกระบี่ลายครามจำลองเครื่องถ้วยลายครามจัดแสดงที่ศาลาพระมณฑปด้านทิศตะวันตกทั้งหมดนี้เป็นเพียงไฮไลท์ส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ที่ทำให้เราได้เห็นภาพรวมของโบราณวัตถุและศิลปวัตถุของวัดโพธิ์ ที่ชวนให้เราไปตามชมภาคต่อกันได้ในพิพิธภัณฑ์ย่อยอีก 4 แห่ง ที่อยู่ในเขตพุทธาวาสห้องจัดแสดงเครื่องถ้วยและเครื่องแก้ว อยู่ในศาลาพระมณฑปด้านทิศตะวันตกมิวเซียมวัดโพธิ์ทั้ง 5 แห่ง เปิดให้เข้าคนไทยได้เข้าชมฟรี คำแนะนำมีเพียงอย่างเดียว คือ ควรวางแผนเรื่องเวลาให้ดี เพราะแต่ละที่ล้วนแล้วแต่น่าสนใจ รวมทั้งเผื่อเวลาหลงทางไว้ด้วยพิกัดลับเปิดแล้ว ขอให้มิวเซียมวัดโพธิ์เป็นแหล่งเรียนรู้ที่รับทราบกันโดยทั่วกันปักหมุด : วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ท่าเตียน ถนนสนามไชย กทม.เฟซบุ๊ก : Museum Wat Pho – มิวเซียมวัดโพธิ์เครื่องถ้วยเครื่องโต๊ะแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/art-living/1232153
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
29/04/2024
28/08/2024
06/12/2024
24/03/2026
12/04/2024