Everyday knowledge for you
ห้องแสดงนิทรรศการ
22/06/2026
กระทรวงวัฒนธรรม เปิด “เทศกาลศิลปะสงขลา เชื่อมโยงจากรุ่นสู่รุ่น ครั้งที่ 4 ปี 2569” (New Gen Connected Art Fest #4 2026) ชูแนวคิด “Bloom in Uncertainty : เมื่อชีวิตยังผลิบาน” ชวนค้นหาความหวังผ่านงานศิลปะร่วมสมัย สร้างพื้นที่เรียนรู้และศักยภาพศิลปินรุ่นใหม่ทั่วประเทศ ต่อยอดเมืองเก่าสู่พื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานวัฒนธรรมเมื่อเร็ว ๆ นี้ นางเสริมกิจ ชัยมงคล ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิดงานเทศกาลศิลปะสงขลา เชื่อมโยงจากรุ่นสู่รุ่น ครั้งที่ 4 ปี 2569 (New Gen Connected Art Fest #4 2026) โครงการพัฒนาเมืองต้นแบบด้านศิลปวัฒนธรรม: เมืองเก่าสงขลา (Culture Smart City: Songkhla Old Town) โดยมี นายสุรพันธ์ เจริญทรัพย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นายธีรพจน์ จรูญศรี ผู้ก่อตั้งหอศิลป์สงขลาเเละประธานมูลนิธิสงขลาเมืองเก่า นายอำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ ศิลปินเเห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ปี 2563 นางศศิเพ็ญ ละม้ายพันธุ์ วัฒนธรรมจังหวัดสงขลา ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภัณฑารักษ์ ศิลปิน คณาจารย์สถาบันการศึกษา นิสิต นักศึกษา แขกผู้มีเกียรติ เเละสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ หอศิลป์สงขลา ถนนกำแพงเพชร จังหวัดสงขลานางเสริมกิจ กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ให้ความสำคัญกับการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสู่การพัฒนาสังคม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านการสนับสนุนพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และสร้างสรรค์ร่วมกัน โดยจังหวัดสงขลาเป็นพื้นที่ที่มีมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า และได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างพลังทางสังคม เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้เทศกาลศิลปะสงขลากลายเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ทุนทางวัฒนธรรมในการพัฒนาเมืองและชุมชนอย่างต่อเนื่องนางเสริมกิจ กล่าวอีกว่า มูลนิธิสงขลาเมืองเก่า และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้ร่วมกันผลักดันและส่งเสริมงานวัฒนธรรมเชิงพื้นที่จังหวัดสงขลา ผ่านการพัฒนาเมืองต้นแบบด้านศิลปวัฒนธรรม (Culture Smart City) และการจัดเทศกาลศิลปะสงขลา “New Gen Connected Art Fest” อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 จนสามารถพัฒนาให้เป็นพื้นที่สำคัญของการเรียนรู้และการสร้างสรรค์ทางศิลปวัฒนธรรมทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศทั้งนี้ สำหรับปีพ.ศ. 2569 เทศกาลจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Bloom in Uncertainty : เมื่อชีวิตยังผลิบาน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แม้โลกจะกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและความไม่แน่นอนในหลากหลายมิติ ศิลปะและวัฒนธรรมยังคงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงผู้คน สร้างความเข้าใจในความแตกต่าง และเป็นพลังสร้างสรรค์ที่ช่วยให้สังคมมองเห็นความหวังและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทายในปัจจุบันโดยคณะภัณฑารักษ์ของเทศกาล ได้ร่วมกันตั้งคำถามว่า เมื่อโลกเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน คนรุ่นใหม่กำลังมองอนาคตอย่างไร และศิลปะจะช่วยให้เราเข้าใจความหวัง ความกังวล และความหมายของชีวิตในยุคสมัยนี้ได้อย่างไร เทศกาลศิลปะครั้งนี้จึงมุ่งใช้ศิลปะและวัฒนธรรมเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และการตั้งคำถามต่ออนาคต เพื่อสะท้อนศักยภาพของมนุษย์ในการปรับตัว เติบโต และผลิบานท่ามกลางความไม่แน่นอนนอกจากนี้ เทศกาลยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและเปิดพื้นที่แก่ศิลปินรุ่นใหม่จากทั่วประเทศ โดยคัดเลือกผลงานจากทั้ง 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เพื่อร่วมถ่ายทอดมุมมอง ประสบการณ์ และความคิดสร้างสรรค์ผ่านผลงานศิลปะร่วมสมัย พร้อมแสดงศักยภาพบนเวทีสาธารณะ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการกระจายโอกาสทางวัฒนธรรม และการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกันของคนรุ่นใหม่จากทั่วประเทศ ผลงานที่นำมาจัดแสดงล้วนสะท้อนความคิด ความฝัน ความกังวล การค้นหาความหมายของการดำรงอยู่ และมุมมองต่อโลกของคนรุ่นใหม่ในบริบทที่แตกต่างกันของแต่ละภูมิภาค ทำให้เทศกาลครั้งนี้ไม่เพียงเป็นพื้นที่จัดแสดงศิลปะร่วมสมัย แต่ยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และประสบการณ์ร่วมของสังคมไทยในยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง ผ่านพื้นที่จัดแสดงในย่านเมืองเก่าสงขลา โดยเปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน – 16 สิงหาคม 2569“ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา เทศกาลศิลปะสงขลาได้เติบโตขึ้นจากความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และเครือข่ายศิลปิน จนกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองเก่าสงขลาให้เป็นพื้นที่แห่งศิลปวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ สะท้อนพลังของการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาเมืองบนฐานทุนทางวัฒนธรรม ขอชื่นชมมูลนิธิสงขลาเมืองเก่า โรงพยาบาลศิครินทร์ คณะภัณฑารักษ์ ศิลปินทุกท่าน และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนเทศกาลศิลปะสงขลาให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเเละเข้มเเข็ง หวังว่าเทศกาลแห่งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้เห็นถึงพลังของศิลปะและวัฒนธรรมในการพัฒนาเมือง สังคม และชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป” ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวแหล่งที่มาข่าวอละภาพต้นฉบับ ผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000056703
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
22/06/2026
คู่มือเลือกที่นั่งบนเครื่องบินที่ดีที่สุด คำแนะนำสำหรับทุกความต้องการการเดินทางโดยเครื่องบินจะสบายขึ้นอย่างมาก หากคุณเลือกที่นั่งที่เหมาะสมกับความต้องการส่วนตัว ตั้งแต่ตำแหน่งริมหน้าต่างไปจนถึงส่วนที่เงียบที่สุดของเครื่องบิน บทความนี้ได้รวบรวมหลักการและคำแนะนำต่าง ๆ ในการเลือกที่นั่งบนเครื่องบินที่ดีที่สุด เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างง่ายดายและมั่นใจก่อนการเดินทางการเลือกที่นั่งบนเครื่องบินตามตำแหน่งการตัดสินใจเลือกระหว่างริมหน้าต่างและริมทางเดิน ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสบการณ์การบินของคุณ แต่ละตำแหน่งมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าคุณให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากกว่า เช่น การชมวิว หรือความสะดวกในการลุกเข้าออกริมหน้าต่าง • ข้อดี : เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ชอบชมวิวทิวทัศน์ หรือต้องการเอนตัวพิงเพื่อพักผ่อนและนอนหลับ • ข้อเสีย : การลุกไปห้องน้ำจะรบกวนผู้ที่นั่งข้างๆ และอาจมีแสงแดดส่องเข้ามาในช่วงเวลาเดินทางริมทางเดิน • ข้อดี : ลุกเข้าออกไปเข้าห้องน้ำสะดวก เหมาะสำหรับผู้ที่ลุกไปเดินหรือเข้าห้องน้ำบ่อย รวมถึงสามารถลงจากเครื่องได้รวดเร็วกว่า • ข้อเสีย : แต่ข้อเสียคืออาจถูกรบกวนบ่อยครั้งจากผู้โดยสารหรือพนักงานที่เดินผ่านตรงกลาง • ข้อดี : เหมาะกับผู้ที่มีเป็นครอบครัว สามารถนั่งด้วยกันได้ทั้งครอบครัว และมีพื้นที่เก็บของใต้เบาะเยอะ • ข้อเสีย : มีพื้นที่จำกัดและอึดอัด ผู้ที่เลือกนั่งตำแหน่งนี้มักเป็นผู้ที่ไม่มีทางเลือกอื่นการเลือกที่นั่งบนเครื่องบินตามส่วนของเครื่องบินส่วนต่างๆ ของเครื่องบินมีผลโดยตรงต่อระดับเสียง ความรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน และความรวดเร็วในการรับบริการ ดังนั้น การเลือกส่วนที่เหมาะสมจึงช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์จากการเดินทางได้มากส่วนหน้า • ข้อดี : เป็นส่วนที่เงียบที่สุดและจะได้รับบริการจากพนักงานเร็วที่สุด นอกจากนี้ยังสามารถลงจากเครื่องบินได้รวดเร็ว • ข้อเสีย : ราคาค่อนข้างสูง และมักจะเต็มตลอดส่วนกลาง (เหนือปีก) • ข้อดี : ที่นั่งบริเวณนี้จะนิ่งที่สุด และรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนน้อยมาก ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เมาเครื่องบิน • ข้อเสีย : ทัศนียภาพภายนอกจะถูกปีกเครื่องบินบัง ทำให้ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดส่วนหลัง (ท้ายเครื่อง) • ข้อดี : มักเป็นที่นั่งที่มีราคาถูกกว่าและมีโอกาสได้ที่นั่งว่างข้างๆ หากเที่ยวบินไม่เต็ม • ข้อเสีย : ส่วนท้ายเครื่องจะเสียงดังที่สุดและวุ่นวาย เนื่องจากอยู่ใกล้ห้องน้ำหรือห้องครัวเคล็ดลับเพิ่มเติมสำหรับความต้องการเฉพาะ • พื้นที่วางขาเยอะ: ควรเลือกที่นั่งใน แถวทางออกฉุกเฉินหรือ แถวแรกของแต่ละโซน ซึ่งจะมีพื้นที่ให้เหยียดขาได้มากกว่าปกติ แต่ที่นั่งเหล่านี้มักมีข้อจำกัดบางประการ • ความเงียบสงบ: เลือกที่นั่งในส่วนหน้าของเครื่องบิน และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้กับห้องน้ำหรือห้องครัว เพราะเป็นจุดที่มีการสัญจรของผู้คนบ่อยที่สุด • ลดอาการเมาเครื่องบิน: ควรเลือกที่นั่งในส่วนกลางเครื่องบินที่อยู่เหนือปีก เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่ตัวเครื่องมีความนิ่งและมีการสั่นสะเทือนน้อยที่สุดตลอดการบินการเลือกที่นั่งบนเครื่องบินที่ดีที่สุด ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการเดินทางและความชอบส่วนตัวของคุณ ก่อนทำการจองทุกครั้ง ควรตรวจสอบแผนผังที่นั่งของเครื่องบินรุ่นที่คุณจะเดินทาง เพื่อให้เห็นภาพรวมของตำแหน่งห้องน้ำ ห้องครัว และพื้นที่วางขาพิเศษ ก่อนตัดสินใจเลือกแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ sanookhttps://www.sanook.com/travel/1453115/
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
22/06/2026
เอไอเอ ประเทศไทย ประกาศรายชื่อผู้โชคดีจากกิจกรรม “AUTOPAY เฮรับโชค” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ลูกค้าใช้บริการหักบัญชีอัตโนมัติแบบต่อเนื่องผ่านบัตรเครดิต (AUTOPAY) เพื่อชำระเบี้ยประกันภัย โดยได้มีการจับรางวัลรวมทั้งสิ้น 70 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 580,000 บาท เมื่อวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2569 ณ สำนักงานใหญ่ เอไอเอ ประเทศไทย การจับรางวัลครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงของเอไอเอ ประเทศไทย นำโดย คุณสุธนิศร์ สุริโยทัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ และ คุณมอร์แกน ลี หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืนกรมธรรม์ ร่วมเป็นสักขีพยานและดำเนินการจับรางวัล เพื่อความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้าผู้เข้าร่วมกิจกรรมสำหรับรางวัลในกิจกรรม “AUTOPAY เฮรับโชค” ประกอบด้วย• รางวัลที่ 1: iPhone 17 Pro ความจุ 256 GB มูลค่ารางวัลละ 43,022.60 บาท จำนวน 10 รางวัล• รางวัลที่ 2: iPad 11 A16 Wi-Fi ความจุ 128 GB มูลค่ารางวัลละ 12,513.65 บาท จำนวน 5 รางวัล• รางวัลที่ 3: AirPods 4 (2024) มูลค่ารางวัลละ 4,695.16 บาท จำนวน 5 รางวัล• รางวัลที่ 4: Central Gift Card มูลค่า 2,000 บาท จำนวน 20 รางวัล• รางวัลที่ 5: Central Gift Card มูลค่า 1,000 บาท จำนวน 30 รางวัล รวมทั้งสิ้น 70 รางวัล เพื่อแทนคำขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจและเลือกใช้บริการของเอไอเออย่างต่อเนื่องทั้งนี้ ท่านสามารถติดตามรายชื่อผู้โชคดีได้ทางเว็บไซต์ https://aiathailand.info/autopayluckydrawwinners และสามารถติดต่อเพื่อยืนยันสิทธิ์ในการรับรางวัลได้ระหว่างวันที่ 1 – 10 กรกฎาคม 2569 โดยรับรางวัลได้ ณ เอไอเอ ประเทศไทย สำนักงานใหญ่ ถนนสุรวงศ์ หรือดำเนินการรับของรางวัลตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด สำหรับกิจกรรม “AUTOPAY เฮรับโชค” ถือเป็นอีกหนึ่งแคมเปญสำคัญของ เอไอเอ ประเทศไทย ในการส่งเสริมด้านการบริการเพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบาย ผ่านช่องทางการชำระเงินอัตโนมัติ พร้อมยกระดับประสบการณ์ลูกค้าด้วยการมอบสิทธิประโยชน์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และตอบแทนลูกค้าที่มอบความไว้วางใจให้เอไอเอได้ดูแลมาอย่างต่อเนื่อง โดยเอไอเอ พร้อมเดินหน้าพัฒนาโซลูชันด้านการประกันชีวิตและสุขภาพ รวมถึงการบริการ เพื่อสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’หมายเหตุ: รายละเอียดและเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลง ยกเลิก แก้ไขรายละเอียดหรือเงื่อนไขต่างๆ โดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าผ่านช่องทางการสื่อสารของบริษัท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
18/06/2026
บุคคลในภาพ: นายนิคฮิล แอดวานี (กลางบน) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายอีริค ลู (ที่ 7 จากซ้ายแถวบน) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน นางสาวรพีพร วงศ์ทองคำ (ที่ 6 จากซ้ายแถวบน) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ นายราเชนทร์ ขุมนาค (ที่ 4 จากซ้ายแถวบน) ผู้อำนวยการฝ่ายอสังหาริมทรัพย์และงานบริการ นายมนต์ชัย บุณยรัตพันธุ์ (ที่ 5 จากซ้ายแถวบน) ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารตัวแทนภูมิภาค 3 และประธานเจ้าหน้าที่บริหารตัวแทนประจำภูมิภาค 3เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นายนิคฮิล แอดวานี (กลางแถวบน) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วย นายอีริค ลู (ที่ 7 จากซ้ายแถวบน) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน คณะผู้บริหาร และตัวแทนประกันชีวิตเอไอเอ ร่วมพิธีเปิดห้องสมุดโรงเรียนไชยะวิทยา จังหวัดสุโขทัย ซึ่งได้รับการปรับปรุงใหม่หลังได้รับความเสียหายจากวาตภัย โดยมีนายธีรยุทธ สำราญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นผู้แทนรับมอบ พร้อมด้วยนางกรรณิการ์ ชูเชิด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย จังหวัดสุโขทัย ให้เกียรติเข้าร่วมงานสำหรับโครงการปรับปรุงห้องสมุดดังกล่าว เอไอเอได้สนับสนุนงบประมาณมูลค่ากว่า 300,000 บาท เพื่อบูรณะและพัฒนาห้องสมุดให้กลับมาเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สมบูรณ์อีกครั้ง พร้อมมอบหนังสือเสริมทักษะและหนังสืออ่านนอกเวลา เพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สำคัญ เสริมสร้างจินตนาการ และขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนในระยะยาว ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอไอเอในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการคำนึงถึงการสร้างคุณค่าตอบแทนคืนสู่สังคม เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนและชุมชน พร้อมให้ความสำคัญกับการสร้างอนาคตที่ดีให้แก่เยาวชนไทย ซึ่งสอดคล้องกับคำมั่นสัญญา “Healthier, Longer, Better Lives” ที่ต้องการ
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
18/06/2026
"เจาะลึกกับดักจิตวิทยาจิตวิทยา "เสียดายเงินเก่า จนต้องถมเงินใหม่" ช่องโหว่ทางอารมณ์ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้รีดไถเงินล้าน พร้อมเปิดสเตปกลโกงและวิธีคัตลอสทางความคิดก่อนหมดตัว"“พี่โอนมาอีกแค่ 10,000 บาท ก็จะได้เงินทั้งหมดคืนแล้ว" "ลงทุนไป 50,000 บาท ถ้าหยุดตอนนี้ จะเอาเงินออกจากระบบไม่ได้นะ"ประโยคเหล่านี้คือนิทานเรื่องเดิมที่มิจฉาชีพใช้เล่าซ้ำ ๆ ในข่าวอาชญากรรมทางการเงินรายวัน หลายคนฟังข่าวแล้ว อาจจะตั้งคำถามด้วยความไม่เข้าใจว่า “ทำไมเหยื่อถึงยอมโอนเงินเพิ่มทีละเป็นแสนเป็นล้าน ทั้งที่รู้ว่าโดนหลอก?” หรือคิดง่าย ๆ แค่ว่าพวกเขาเหล่านั้นคงโดนความโลภบังตาแต่รู้หรือไม่ ? ในความเป็นจริงของโลกพฤติกรรมศาสตร์ มันมีสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น ที่ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนมือใหม่ หรือแม้แต่คนทั่วไปจำนวนมาก ก็เคยพ่ายแพ้ต่อกลไกจิตวิทยาของตัวเองที่ชื่อว่า "Sunk Cost Fallacy" หรือ "อคติจากต้นทุนจม” กันมานักต่อนักแล้ว เจ็บแต่ไม่จบ ! อคติที่แฝงตัวอยู่ในชีวิตประจำวันคำว่า "ต้นทุนจม" (Sunk Cost) ในทางเศรษฐศาสตร์ อาจหมายถึง เงิน เวลา หรือแรงกายที่จ่ายไปแล้ว และไม่มีวันเรียกคืนกลับมาได้ ซึ่งตามหลักการที่ถูกต้อง ก็ค่อ เราไม่ควรเอาต้นทุนที่เสียไปแล้วนี้ มาคิดในการตัดสินใจอนาคต แต่ความจริงแล้ว “สมองของมนุษย์ของเรา” ไม่ได้เป็นโรบอตที่คิดด้วยเหตุผลร้อยเปอร์เซ็นต์แบบนั้นเสมอไปใครเคยมีพฤติกรรมแบบนี้บ้าง? ลองเช็กดู • กินบุฟเฟต์เอาให้คุ้ม: ทั้งที่อิ่มจนจุกและทรมานร่างกายมากแล้ว แต่ก็ยังตักฝืนกินต่อ เพราะเสียดายเงินค่าหัวที่จ่ายไป • ติดดอยหุ้นไม่เติบโต: ซื้อหุ้นโดยไม่ได้ศึกษาข้อมูลให้ดี พอหุ้นตกฮวบเพราะบริษัทไม่มีอนาคต แทนที่จะตัดขาดทุน (Cut Loss) กลับเลือกที่จะ "ซื้อถัวเฉลี่ย" ไปเรื่อย ๆ เอาเงินใหม่ไปถมทับเงินเสีย เพียงเพราะหวังลึก ๆ ว่าสักวันมันจะกลับมาเท่าทุน ทั้งที่จริง ๆ เป็นการสูญเสียโอกาสที่จะเอาเงินก้อนนั้นไปทำกำไรกับสิ่งอื่นพฤติกรรมข้างต้น เกิดขึ้นเพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” ซึ่งนี่เอง ได้กลายเป็น กับดักช่องโหว่รูเบ้อเริ่ม ที่มิจฉาชีพใช้เป็นอาวุธเข้ามาควบคุมการตัดสินใจของเรา ไม่ว่าจะเป็น คดีหลอกเทรดสินทรัพย์ดิจิทัล ,คดีหลอกลงทุนทองคำ ,คดีหลอกเทรดหุ้นจำลอง และ คดีหลอกลงทุนหุ้นต่างประเทศ สเต็ปกลโกง มิจฉาชีพใช้ Sunk Cost Fallacy สูบเงินเราได้อย่างไร?อ้างอิงข้อมูลวิเคราะห์จาก ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า แก๊งหลอกลงทุนออนไลน์ หรือพวก Romance Scam จะมีกระบวนการทำงานจิตวิทยาที่แยบยลและเป็นขั้นเป็นตอนในการเปลี่ยนอคตินี้ให้เป็นเครื่องมือรีดเงิน ดังนี้ • ขั้นตอนที่ 1: ฝัง "ต้นทุนจม" ก้อนแรก มิจฉาชีพจะเริ่มล่อลวงให้เราโอนเงินจำนวนไม่มากก่อน เช่น ค่าสมัครกลุ่มทำงาน ค่าเปิดพอร์ตลงทุน หรือค่าธรรมเนียมเบื้องต้น แถมบางครั้งยังใจดีให้ผลตอบแทนหรือกำไรกลับมาจริง ๆ ในรอบแรก ๆ เพื่อซื้อความตายใจ ทันทีที่เราโอนเงินก้อนนี้ไป "ต้นทุนจม" ก้อนแรกในจิตใจของเราได้เกิดขึ้นแล้ว • ขั้นตอนที่ 2: สร้าง "ปัญหา" บีบให้หา "ทางออกปลอม" เมื่อเราเริ่มลงเงินเพิ่มขึ้น มิจฉาชีพจะเริ่มระงับระบบแล้วสร้างเงื่อนไขขึ้นมาทันที เช่น "ยอดเงินยังไม่ครบถอนไม่ได้" หรือ "ต้องจ่ายค่าภาษี/ค่าปลดล็อกระบบก่อน" แล้วพวกเขาก็จะเสนอทางออกเดียวให้เรา คือการ "โอนเงินเพิ่ม" • ขั้นตอนที่ 3: จุดที่ระบบเหตุผลล่มสลาย ณ วินาทีนี้ จิตใจของเหยื่อจะเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง ระหว่างความจริงที่ว่าอาจกำลังโดนหลอก กับความกลัวที่จะต้องสูญเสียเงินก้อนแรกไป สมองจะเริ่มหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองว่า "ลงทุนไปตั้ง 50,000 แล้ว ถ้าหยุดตอนนี้เท่ากับเงินหายวับไปเลยนะ แต่ถ้าโอนเพิ่มอีกแค่หมื่นเดียว เราจะได้เงินทั้งหมดคืนพร้อมกำไร" กับดักความเสียดายตรงนี้เองที่บดบังความจริง จนทำให้เรามองว่าการโอนเงินเพิ่มคือหนทางเดียวที่จะรักษาเงินก้อนเก่าเอาไว้ได้ • ขั้นตอนที่ 4: วงจรอุบาทว์ดูดเงินจนหมดตัว เมื่อเรายอมโอนครั้งที่สอง ต้นทุนจมของเราจะยิ่งสูงขึ้นเป็น 60,000 บาท ความเสียดายจะทวีคูณขึ้นเป็นสองเท่า มิจฉาชีพจะใช้เงื่อนไขเดิมสร้างปัญหาใหม่มาเรื่อย ๆ ยิ่งคุณโอนเพิ่ม คุณยิ่งติดหล่มลึกขึ้นจนถอนตัวยาก กลายเป็นความเสียหายหลักแสนหลักล้านในเวลาไม่กี่สัปดาห์เพียงเพราะต้องการชนะในเกมที่ไม่มีวันชนะตั้งแต่แรกเอาชนะ Sunk Cost Fallacy ก่อนหมดตัวสำหรับวิธีดึงสติ หากคุณ หรือคนรอบข้างกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้อง "เติมเงิน" ไปเรื่อย ๆ เพื่อแก้ปัญหาทางการเงิน หรือสงสัยว่าพอร์ตลงทุนกำลังถูกปั่นหัว ให้รีบทำตามสเตปการเยียวยาพฤติกรรมเหล่านี้ทันที1. ยอมรับคำว่า "เสียดาย" อย่างซื่อสัตย์: เข้าใจก่อนว่าความเสียดายคือกลไกปกติของมนุษย์ แต่ต้องยอมรับความจริงเฉพาะหน้าให้ได้ว่า เงินที่โอนไปแล้วคือเสียไปแล้ว อย่าปล่อยให้ความรู้สึกนี้มาลากเงินก้อนใหม่ในกระเป๋าเราให้จมหายตามไปด้วย2. เปลี่ยนคำถามใหม่: แทนที่จะคิดว่า "ทำยังไงถึงจะเอาเงินก้อนเก่าคืนมา" ให้เปลี่ยนคำถามเป็น "ถ้าวันนี้เราต้องควักเงินใหม่อีกก้อนโอนไปให้คน ๆ นี้ เรายังจะยอมโอนอยู่ไหม?" ถ้าคำตอบคือไม่ ก็จงหยุดทันที3. คิดถึงอนาคต ไม่ใช่อดีต: เงินที่โอนไปแล้วคือ "อดีต" ที่เปลี่ยนไม่ได้ การตัดสินใจในตอนนี้ทำเพื่อรักษาเงินที่เหลืออยู่เพื่ออนาคต จำไว้ว่า "การหยุดโอนไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการตัดขาดทุน (Cut Loss) เพื่อรักษาชีวิต"4. หาเสียงที่สองจากคนนอก: นี่คือไม้ตายที่สำคัญที่สุด มิจฉาชีพมักจะบีบให้เราตัดสินใจคนเดียวในเวลาที่จำกัด ลองเดินไปเล่าเรื่องนี้ให้ครอบครัว เพื่อน หรือคนสนิทที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียฟัง สายตาของคนนอกที่มองเข้ามาแบบไร้อารมณ์ร่วม จะเห็นความผิดปกติของสถานการณ์ได้ชัดเจนที่สุด และพวกเขาจะช่วยกระชากสติคุณกลับมาได้ก่อนที่จะสายเกินไปขณะที่ในมิติด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ การป้องกันตนเองจากการเข้าถึงระบบข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบสามารถทำได้ผ่าน 2 แนวทางหลัก ๆ • หลีกเลี่ยงการใช้รหัสผ่านเดียวกันในทุกบัญชีใช้งาน โดยเฉพาะบัญชีอีเมลส่วนตัว บัญชีโมบายแบงก์กิ้ง และบัญชีโซเชียลมีเดีย เพื่อป้องกันการบุกรุกแบบต่อเนื่อง (Cascading Breach) เมื่อมีบัญชีใดบัญชีหนึ่งหลุดรอดไป • กำหนดให้ระบบส่งรหัสผ่านชั่วคราว (One-Time Password - OTP) หรือแอปพลิเคชันยืนยันตัวตนทุกครั้งที่มีการเข้าใช้งานจากอุปกรณ์ใหม่ เพื่อสกัดกั้นการเข้าถึงข้อมูลจากระยะไกลของมิจฉาชีพในโลกของการลงทุนและการใช้ชีวิต การรู้เท่าทันสภาวะจิตวิทยาของตัวเอง สำคัญไม่แพ้การอ่านกราฟหรือการวิเคราะห์งบการเงิน อย่าปล่อยให้อคติความเสียดาย มาเป็นเครื่องมือให้คนอื่นใช้ปล้นเงินในกระเป๋าของเรา ที่มา : ธนาคารกรุงเทพ , Finnomena ,ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ,Krungsriแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ ไทยรัฐhttps://www.thairath.co.th/money/investment/stocks/2936832
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
16/06/2026
ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในทุกอุตสาหกรรม ธุรกิจประกันชีวิตก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ทว่า.. ความท้าทายที่แท้จริงอาจไม่ใช่เรื่องของงบประมาณหรือความล้ำสมัยของเทคโนโลยี แต่กลับเป็นเรื่องของ “การบริหารคน”คุณนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย ได้ให้มุมมองในเรื่องดังกล่าวผ่านการเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษหัวข้อ “Leadership Priorities in Life Insurance: Driving Culture, Embracing Diversity, and Enhancing Workforce Agility” ภายใต้ “โครงการพัฒนาบุคลากรประกันชีวิตนานาชาติ 2569” (ASEAN Life Insurance Leadership Program: ALIP) โดยได้ร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์และแนวทางการบริหารจัดการองค์กรในยุคขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนแปลง มุ่งเน้นการหล่อหลอมวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง การเปิดรับความหลากหลายเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความยืดหยุ่น พร้อมรับมือกับความท้าทายในธุรกิจประกันชีวิตระดับสากล ซึ่งมีประเด็นเชิงลึกเกี่ยวกับจุดตัดระหว่างเทคโนโลยีและมนุษย์ไว้อย่างน่าสนใจนิยามใหม่ของผู้นำ เติมพลังคน ก่อน เติมระบบคุณนุสราได้ให้แนวคิดที่สร้างแรงบันดาลใจว่า หน้าที่สำคัญของผู้นำยุคใหม่คือการเป็น "พันธมิตรในการขับเคลื่อนร่วมกัน" (Execution Partnership) และส่งเสริมให้พนักงานเข้าใจถึงเป้าหมายและวิธีการทำงานอย่างแท้จริง"ระบบเทคโนโลยีที่ดีที่สุด จะแสดงประสิทธิภาพได้สูงสุดก็ต่อเมื่ออยู่ในมือของคนที่พร้อมและเข้าใจ หน้าที่ของผู้นำจึงเป็นการพัฒนาและเตรียมความพร้อมของบุคลากรให้เต็มศักยภาพ เพื่อให้เทคโนโลยีที่ลงทุนไปคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรและลูกค้า"พิมพ์เขียว AI 3 ระดับ พันธมิตรทางกลยุทธ์เพื่อความมั่นคงเทคโนโลยี AI ในมุมมองของคุณนุสราไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมความมั่นคงและแม่นยำให้กับธุรกิจ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ โดยคุณนุสราได้แนะนำกรอบการประยุกต์ใช้ AI ใน3 ระดับ เพื่อให้องค์กรค่อย ๆ เรียนรู้และเติบโตไปทีละสเต็ป• ระดับบุคคล (Generative AI) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดงานประจำ เช่น การสรุปเอกสารและเตรียมงานนำเสนอ ทำให้พนักงานมีเวลาไปสร้างสรรค์งานส่วนอื่น• ระดับแกนหลัก (Predictive AI) ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและคาดการณ์ความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ ทำให้การรับประกันภัยมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น• ระดับขั้นสูง (Agentic AI) การจัดระบบอัตโนมัติแบบครบวงจร (End-to-End) ที่ช่วยก้าวสู่นวัตกรรมใหม่ ๆนอกจากนี้ ยังแนะนำเคล็ดลับเชิงบวกให้องค์กรเริ่มต้นทดลองจากเครื่องมือที่เข้าถึงได้ง่าย เช่น ระบบสำหรับทดลองใช้งานในรูปแบบไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างความคุ้นเคยและมั่นใจให้กับทีมงานก่อนขยับขยายสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ปลุกพลังแห่งการเรียนรู้การขับเคลื่อนองค์กรในยุคนี้เน้นไปที่การสร้าง "วัฒนธรรมแห่งการสนับสนุน (Culture of Support)" และสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิทยา (Psychological Safety) เพื่อให้พนักงานกล้าคิด กล้าทำ และกล้าทดลองสิ่งใหม่ ๆ โดยมีผู้นำที่พร้อมรับฟังและเคียงข้างในทุกความท้าทาย ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยปลดล็อกความมั่นใจและจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ (Growth Mindset) ให้กับบุคลากรได้อย่างดีเยี่ยม4 สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญในการกำกับดูแล เพื่อความอุ่นใจของลูกค้า เพื่อให้การนำ AI มาใช้เป็นไปอย่างราบรื่นและสร้างความเชื่อมั่นสูงสุด คุณนุสราได้มอบแนวทางปฏิบัติ 4 ข้อสำคัญ (Four Governance Priorities)1. รักษาความลับ ปกป้องข้อมูลความเป็นส่วนตัวของลูกค้าอย่างเข้มงวด2. ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ มุ่งเน้นความโปร่งใสและตรวจสอบได้ (Explainability) สอดคล้องกับ PDPA และ ปฏิบัติตามแนวทางของหน่วยงานกำกับ3. Human in the Loop ให้มนุษย์เป็นผู้ดูแลลูกค้าในขั้นตอนสุดท้ายเสมอ โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องใช้ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และความละเอียดอ่อนในบริบทที่ AI ยังไม่สามารถทำได้ดีพอ4. ตรวจสอบความถูกต้อง มีกลไกคอยตรวจสอบซ้ำข้อมูลร่วมกับ AI เพื่อความถูกต้องแม่นยำที่สุดหัวใจที่เทคโนโลยีไม่มีวันแทนที่เป้าหมายที่แท้จริงของการทำ Transformation ในครั้งนี้ ไม่ใช่การลดบทบาทของคน แต่คือ "การเพิ่มศักยภาพให้คนทำงานได้สร้างสรรค์และมีคุณค่ามากขึ้นกว่าเดิม" โดยขับเคลื่อน 3 ปัจจัยร่วมกันเสมอคือ ข้อมูล (Data) ระบบ (System) และ คน (People)คุณนุสราได้ฝากแง่คิดอันลึกซึ้งและอบอุ่นทิ้งท้ายไว้ว่า "ไม่ว่าเทคโนโลยีจะชาญฉลาดเพียงใด แต่ธุรกิจประกันชีวิตเติบโตได้ด้วย 'ความรู้สึก' และ 'ความไว้วางใจ' AI อาจช่วยเสริมประสิทธิภาพให้เราทำงานได้เร็วขึ้น แต่ 'สัมผัสของความเป็นมนุษย์ (Human Touch)' และความเห็นอกเห็นใจ คือสิ่งล้ำค่าที่ไม่มีอะไรมาทดแทนได้ ในอุตสาหกรรมที่ดำรงอยู่เพื่อดูแลและปกป้องชีวิตของผู้คน"แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ ซีเคว้ล ออนไลน์https://www.sequelonline.com/?p=206756
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
16/06/2026
ศรีพันวา ภูเก็ต จัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย “SPACE BETWEEN US” คอลแลปส์สุดพิเศษกับ หนุ่ม – จิตติ จำเนียรไว ศิลปินป๊อปอาร์ตแถวหน้าของไทย เจ้าของคาแรกเตอร์ "ROBOT" หรือหุ่นยนต์หน้าตาซื่อๆ ที่มักเล่าเรื่องราวความรู้สึกของมนุษย์ผ่านมุมมองที่อบอุ่นและน่ารัก ลายเซ็นของเขาคือการใช้สีสันสดใส ภาพความฝัน และการส่งพลังบวก โดยนิทรรศการ “SPACE BETWEEN US” นำเสนอผลงานที่สะท้อนการสำรวจ “พื้นที่ว่าง” ในมิติทางอารมณ์ ความสัมพันธ์ และการเชื่อมโยงระหว่างผู้คน ผ่านภาษาทางศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์ของ JITTI ROBOT พื้นที่ภายในศรีพันวาถูกปรับให้กลายเป็นสเปซจัดแสดงงานศิลปะ เพื่อให้ทุกคนได้ก้าวออกจากความวุ่นวายของโลกภายนอก แล้วเข้ามานั่งปล่อยใจไปกับลายเส้นและสีสันตรงหน้า ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ที่ชวนให้รู้สึกปลอดภัย ผ่อนคลาย และพร้อมเปิดรับพลังงานดีๆ กลับไปอีกครั้งพิมพ์ปวีณ สุนทรธรรมรัต ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ กล่าวว่า นิทรรศการนี้ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ แต่เป็นพื้นที่สำหรับการรับรู้และเชื่อมโยงกับความรู้สึกของตนเอง ผ่านผลงานที่ชวนให้ผู้ชมค่อย ๆ ใช้เวลาอยู่กับความคิด ความฝัน และจินตนาการ ท่ามกลางบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นส่วนตัว ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือน ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสผลงานศิลปะร่วมสมัยควบคู่ไปกับทัศนียภาพอันงดงามของทะเลอันดามัน สะท้อนการบรรจบกันระหว่างศิลปะ ธรรมชาติ และสถาปัตยกรรม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ ของศรีพันวา ภูเก็ตนิทรรศการ SPACE BETWEEN US: SRI PANWA X JITTI ROBOT จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน - 18 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมศรีพันวา ภูเก็ตแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/celebonline/detail/9690000056707
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
16/06/2026
เมื่อคืนที่ผ่านมา (15 มิ.ย. 69 ) ตามเวลาประเทศไทย ฟุตบอลทีมชาติ “หมู่เกาะเคปเวิร์ด” สร้างประวัติศาสตร์สำคัญได้อีกครั้ง หลังจากปีที่แล้ว ทีมจากหมู่เกาะเล็กๆในทวีปแอฟริกา ฝ่าด่านรอบคัดเลือกเข้ามาสู่รอบสุดท้ายของฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรกการประเดิมสนามครั้งแรกของฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ทีมชาติ “หมู่เกาะเคปเวิร์ด” เจอด่านโหดหินที่สุด คือ ทีมสเปน หนึ่งในมหาอำนาจลูกหนังที่มีดีกรีเป็นทั้งแชมป์โลก แชมป์ยุโรป และมีนักเตะระดับสตาร์ล้นทีมกูรูลูกหนัง ล้วนทำนายว่า สเปน น่าจะเก็บสามแต้มได้ไม่ยาก และอาจจะยำใหญ่รับน้องใหม่บอลโลก แต่การแข่งขันจบลงที่ผลเสมอ 0 - 0 ทำให้ประเทศเล็กจิ๋วกลางทะเล ที่เพิ่งมาเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรก ก็สามารถคว้าแต้มแรกในประวัติศาสตร์ได้ทันทีชวนมาทำความรู้จัก “หมู่เกาะเคปเวิร์ด” และการท่องเที่ยว ซึ่งนับเป็นรายได้หลักของประเทศเกาะแห่งภูเขาไฟ Photo: Dominique Josseดินแดนภูเขาไฟกลางมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อกางแผนที่ออกไปทางทิศตะวันตกของทวีปแอฟริกาในผืนน้ำสีครามของมหาสมุทรแอตแลนติก ห่างจากชายฝั่งประเทศเซเนกัลไปราว 570 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของ “หมู่เกาะเคปเวิร์ด” (Cape Verde) หรือที่ในภาษาโปรตุเกสเรียกว่า กาบูเวร์ดี (Cabo Verde)ดินแดนแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดแวะพักของหมู่นกทะเล เส้นทางเดินเรือโบราณ หรือประวัติศาสตร์เรื่องการค้าทาส แต่ความงามเต็มไปด้วยหมู่เกาะภูเขาไฟ ที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟใต้ทะเลลึก ก่อเกิดเป็นเกาะภูเขาขนาดใหญ่ 10 เกาะหลัก โดยมีหาดทรายขาว ทะเลสีครามเข้ม อากาศอบอุ่น จึงนับเป็นจุดหมายปลายทางที่ผสมผสานทั้งความเป็นแอฟริกา ยุโรป และมีกลิ่นอายคล้ายทะเลแคริบเบียนความเป็นยุโรปในหมู่เกาะแอฟริกัน ต้องย้อนไปในศตวรรษที่ 15 เมื่อนักเดินเรือชาวโปรตุเกสได้มาค้นพบเกาะเหล่านี้ ก่อนจะประกาศครอบครองเป็นอาณานิคม พร้อมทิ้งร่องรอยบาดแผลทางประวัติศาสตร์จากการทำให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ของการค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกที่สำคัญในยุคนั้นสตรีทอาร์ตในตัวเมือง Photo: Bruno Martinsเกาะซานติอาโก เที่ยวเมืองมรดกโลกการเริ่มต้นรู้จักเคปเวิร์ดที่ดีที่สุด คือ การเริ่มต้นที่ เกาะซานติอาโก (Santiago) เกาะที่ใหญ่ที่สุด อันเป็นที่ตั้งของกรุง ไปรอา (Praia) เมืองหลวงของประเทศ ซึ่งมีวัฒนธรรมแอฟริกันเด่นชัดที่สุดห่างจากเมืองหลวงออกไปราว 15 กิโลเมตร คือ “ซีดาด แวลยา” (Cidade Velha) มรดกโลกแห่งแรก หรือในอดีตชื่อ Ribeira Grande เมืองหลวงเก่าและเป็นเมืองที่ชาวยุโรปสร้างขึ้นเป็นแห่งแรกในเขตร้อน ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การ UNESCOซีดาด แวลยา Photo: Michel Setboun/Corbis via Getty Imagesเกาะซาล และเกาะโบอา วิสตา ความงามกับความหรูเกาะ ซาล (Sal) และ โบอา วิสตา (Boa Vista) ตัวแทนของธรรมชาติอันบริสุทธิ์และการผ่อนคลาย ทั้งสองเกาะนี้มีลักษณะทางธรณีวิทยาที่เก่าแก่ที่สุดในหมู่เกาะ ทำให้ภูเขาไฟโบราณถูกกัดเซาะจนกลายเป็นพื้นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ ซึ่งเมือง ซานตา มาเรีย (Santa Maria) ทางตอนใต้ของเกาะซาล ยังเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลกเป็นที่ตั้งของโรงแรมและรีสอร์ตหรูหรา และเป็นอีกจุดหมายปลายทางยอดนิยมของชาวยุโรปRui Tourag Hotel โรงแรมหรูในเคปเวิร์ด (Photo: Nick Fewings)นอกจากนี้ คำว่า "Sal" ในภาษาโปรตุเกส แปลว่า เกลือ ในอดีตเกาะนี้คือเหมืองเกลือขนาดใหญ่ที่ส่งออกไปยังยุโรปและอเมริกา ปัจจุบัน เหมืองเกลือโบราณจึงได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งตั้งอยู่ในปากปล่องภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้วเหมืองเกลือโบราณ Photo: Bruno Martinsเกาะโฟโก แหล่งไวน์รสเลิศเกาะโฟโก (Fogo) แปลตรงตัวว่า "ไฟ" และเกาะนี้ก็เป็นเช่นนั้น เพราะเป็นภูเขาไฟที่ยังปะทุได้ทุกเมื่อ ยอดภูเขาไฟ ปีโก โด โฟโก (Pico do Fogo) ความสูง 2,829 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล นับเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเคปเวิร์ด การปะทุครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปลายปี ค.ศ. 2014 ถึงต้นปี 2015 สร้างความเสียหายแก่หมู่บ้านและพื้นที่เกษตรกรรมจนหมดสิ้น แต่ดินภูเขาไฟที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุแประกอบกับสภาพอากาศทำให้หุบเขาบนเกาะเป็นแหล่งปลูกองุ่นชั้นยอด ชาวเกาะจึงได้ผลิตไวน์ท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติเกาะ Fogo (Photo: Andia/Universal Images Group via Getty Images)เกาะ ซานตู อันเตา (Santo Antão) สวรรค์นักเดินป่าเกาะนี้เขียวขจีและมีภูมิประเทศที่สูงชัน หน้าผาดิ่งชันตัดตรงลงสู่ทะเลลึก หุบเขาลึกที่เต็มไปด้วยต้นกล้วย ต้นอ้อย และต้นกาแฟ สถานที่ที่เป็นไฮไลต์คือ หุบเขาเปาล์ (Vale de Paúl) เส้นทางเดินป่าที่นี่จะพานักท่องเที่ยวเดินลัดเลาะไปตามไหล่เขา ผ่านหมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนหน้าผา ชาวบ้านยังคงทำเกษตรกรรมแบบขั้นบันได และต้อนรับผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มเกาะ Santo Antao (Photo: Stefan Lippmann/Oneworld Picture/ via Getty Images)การเดินทางนักท่องเที่ยวชาวไทย ต้องขอวีซ่า โดยสามารถทำ E-Visa (Pre-registration) ออนไลน์ล่วงหน้าผ่านระบบของรัฐบาลเคปเวิร์ด หรือขอ Visa on Arrival ได้ที่สนามบินนานาชาติสายการบิน มีเที่ยวบินตรงจากกรุงลิสบอน (โปรตุเกส), ปารีส (ฝรั่งเศส), อัมสเตอร์ดัม (เนเธอร์แลนด์) และโมร็อกโก มายังเกาะซาล หรือเกาะซานติอาโกริมทะเล เคป เวิร์ด Photo: Bruno Martinsแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000057204
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
12/06/2026
• ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมบังคับใช้เกณฑ์ใหม่ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ให้ผู้ที่ฝากเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องชี้แจงแหล่งที่มาของเงิน• มาตรการนี้เป็นการขยายผลจากการคุมเข้มการถอนเงินสดมูลค่าสูงที่เริ่มใช้เมื่อเดือนเมษายน และจะครอบคลุมถึงการแลกเงินมูลค่าสูงด้วย• เป้าหมายหลักของการคุมเข้มธุรกรรมเงินสดทั้งระบบ คือเพื่อสกัดกั้นธุรกิจผิดกฎหมาย การคอร์รัปชัน และผลักดันให้เกิดการทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ตรวจสอบได้แบงก์ชาติเดินหน้านโยบายการกำกับดูแลธุรกรรมเงินสดที่มีมูลค่าสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดธุรกรรมผิดกฎหมาย โดยช่วงเมษายน 2569 ที่ผ่านมา ได้บังคับใช้มาตรการให้ผู้ที่จะถอนเงินสด 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องแจ้งวัตถุประสงค์การใช้อย่างชัดเจน และเพื่อให้ครอบคุมทั้งระบบ เร็วๆ นี้ ได้เตรียมประกาศใช้มาตรการควบคุมการฝากเงินสดมูลค่าสูงด้วยฝากเงินสด 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องแจ้งแหล่งที่มานายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยความคืบหน้ามาตรการจัดระเบียบธุรกรรมเงินสด ว่า ธปท. เตรียมขยายผลมาตรการคุมเข้มเงินสดเพิ่มเติม โดยในอีกประมาณ 2-3 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้เกณฑ์การ "ฝากเงินสด" มูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งผู้ที่นำเงินก้อนใหญ่มาฝากจะต้องระบุและอธิบายให้ได้ว่าเงินดังกล่าวมีแหล่งที่มาอย่างไร สำหรับมาตรการดังกล่าวยังครอบคลุมไปถึงการแลกเงินในมูลค่าสูงด้วย เช่น การนำธนบัตรใบละ 1,000 บาท มูลค่ารวม 5 ล้านบาท มาขอแลกเป็นธนบัตรใบละ 500 บาท ผู้ขอแลกจะต้องแจ้งวัตถุประสงค์และแหล่งที่มาของเงินเช่นกัน โดยธนาคารพาณิชย์จะมีหน้าที่ตรวจสอบและรายงานธุรกรรมเหล่านี้มาตรการ "คุมถอนเงินสด" ได้ผล ยอดวูบทันที 30%ผู้ว่าฯ ธปท. ระบุว่า มาตรการควบคุมการถอนเงินสดครั้งละ 5 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับในเชิงบวกและเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)โดยจากข้อมูลในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ยอดจำนวนครั้งในการถอนเงินสดมูลค่าสูงลดลงประมาณ 28% และมูลค่ารวมลดลงประมาณ 25% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) ขณะที่ในเดือนพฤษภาคม แนวโน้มการใช้เงินสดยังคงลดลงต่อเนื่องอีกประมาณ 25-30% สาเหตุส่วนหนึ่งอาจมาจากปัจจัยช่วงหลังการเลือกตั้ง แต่อีกส่วนสำคัญคือมาตรการนี้ได้ผลักดันให้ผู้ที่ทำธุรกรรมปกติหันไปใช้ช่องทางอื่นที่ตรวจสอบได้มากกว่า คุมเข้มเงินสดทั้งระบบ สกัดคอร์รัปชัน-ธุรกิจสีเทาผู้ว่าฯ ธปท. ย้ำว่า ธุรกรรมที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการคอร์รัปชันหรือธุรกิจผิดกฎหมายมักจะใช้ "เงินสด" เป็นหลัก เนื่องจากไม่มีร่องรอยให้ติดตาม การเข้มงวดทั้งขาฝาก ขาถอน และขาแลกเงิน จะช่วยลดโอกาสในการทำธุรกิจสีเทาและการทุจริตในระยะยาว ขณะเดียวกัน เจตนารมณ์สำคัญของ ธปท. ในการออกเกณฑ์นี้คือการผลักดันธุรกรรมเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินหรือการใช้แคชเชียร์เช็ค เพื่อให้ทุกธุรกรรมสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้"ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ทุกอย่างควรจะโอนได้หรือใช้เครื่องมือทางการเงินอื่นแทนเงินสดได้ มาตรการนี้จะช่วยให้ประเทศดีขึ้น โดยทำให้ธุรกรรมที่น่าสงสัยทำได้ยากขึ้น" ทั้งนี้ ธปท. ยอมรับว่ามาตรการนี้อาจสร้างภาระให้กับธนาคารพาณิชย์บ้างในเรื่องของระบบการติดตาม (Tracking) เนื่องจากต้องตรวจสอบกรณีการกระจายถอนเงินจากหลายสาขาในชื่อบัญชีเดียวกัน แต่เชื่อมั่นว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องเพื่อความมั่นคงของระบบการเงินประเทศแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับฐานเศรษฐกิจhttps://www.thansettakij.com/economy/660556
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
สุขภาพ
12/06/2026
สาวช็อก เจอป่วย มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ในวัย 21 ปี เผยอาการเริ่มต้น ซึ่งมันผิดปกติ แถมนอนยังไงก็ไม่พอ ก่อนคลำคอ รีบไปตรวจชิ้นเนื้อ พบไวรักษาหายไว ตอนนี้จบแล้ววันที่ 10 มิ.ย.69 สมาชิก TikTok @tree069 โพสต์คลิปเป็นวิทยาทาน หลังพบว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในวัย 21 ปี โดยระบุข้อความว่า “อันนี้คืออาการของเจเบื้องต้นก่อนการตรวจนะคะ เจทำคลิปเพื่อเป็นแนวทางให้เราสังเกตตัวเอง เพื่อที่จะได้ลดความกังวลใส่ใจตัวเองมากขึ้นและรักษาได้เร็วค่ะ”อาหารเริ่มต้นก่อนที่จะตรวจเจอมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในวัย 21 ปี คือคันโดยไม่มีสาเหตุ คันชนิดที่ว่า คันที่หู ที่ตา ที่จมูก แม้แต่ในกระพุ้งแก้ม รวมทั้งแขนขา แม้ไม่มีผื่นขึ้นให้เห็นแต่กลับคันโดยไม่มีสาเหตุพอไปหาหมอตรวจเลือดก็พบว่าปกติดี ได้ยาแก้แพ้มากิน ซึ่งมันก็ไม่ได้ดีขึ้น และช่วงนั้นผิวแห้งมากๆ แห้งเป็นขุยๆ ทาครีมแล้วก็ยังแห้งอยู่ และในรูหูก็แห้ง แล้วรู้สึกแสบบริเวณหางตา คันและระคายเคืองที่ตาด้วยช่วงนั้นรู้สึกอ่อนเพลียมาก ต่อให้นอนมากแค่ไหนก็ยังเพลียอยู่ เจนอน 4 ทุ่มครึ่ง ตื่น 6 โมงครึ่งเพื่อไปเรียน ก็ยังง่วง พอเรียนก็กลับบ้านมานอนเลย จากปกติที่เรียนเสร็จก็ไปยิมไปออกกำลังกาย แต่ช่วงนั้นเจออกกำลังกายไม่ไหวเลย คืนนอนตั้งแต่ 4 โมงเย็น แล้วตื่นอีกที 6 โมงเช้า เป็นแบบนี้อยู่เดือนกว่าๆนอกจากนี้ช่วงนั้นเจเหงื่อออกตอนกลางคืน ขนาดปรับแอร์ให้เหลือ 19-20 แล้วก็ยังร้อน จึงคิดว่าไม่น่าจะใช่ร้อนแล้ว แต่กลับกันตอนกลางวันไปเรียน เจหนาวมาก ช่วงนั้นรู้สึกตัวเองหน้าคล้ำๆ ผิวหมองๆ แล้วถ้าจับที่คอคือเจอก้อนที่คอ มันไม่ใช่ก้อนกลมๆ พอจับแล้วรู้สึกเหมือนองุ่น ลักษณะเป็นพวงๆ แต่มันแข็งและขยับไม่ได้แม่เลยพาไปหาหมอ พอหมอเอ็กซเรย์ก็บอกว่า อันนี้คือต่อมน้ำเหลือง ไม่ใช่ไทรอยด์ หมอก็เลยส่งไปตรวจชิ้นเนื้อ ครั้งแรกยังไม่เจอว่าเป็นอะไร ครั้งที่สองก็เลยไปเจาะตัดชิ้นเนื้อออกมา สรุปคือเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน ดีที่มันเป็นชนิดดี แล้วก็รักษาด้วยการให้คีโม 12 เข็ม แล้วก็ตอบสนองด้วยดี ตอนนี้การรักษาจบแล้ว อยากจะบอกว่าใครมีอาการภูมิตกเหมือนเจ ให้ลองคลำที่คอ รักแร้ แล้วก็ตามขาหนีบดู ถ้าเจอก้อนอะไรแปลกๆ อยากให้รีบไปตรวจ อยากปล่อยไว้สำหรับ “มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน (Hodgkin Lymphoma)” เป็นมะเร็งระบบน้ำเหลืองที่เกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ มีลักษณะเฉพาะคือการพบเซลล์มะเร็งขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Reed-Sternberg Cell มักเริ่มจากต่อมน้ำเหลืองบริเวณส่วนบนของร่างกาย เช่น คอ หน้าอก หรือรักแร้ และสามารถแพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่นได้แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับข่าวสดออนไลน์https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_10277608
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
24/02/2026
30/04/2024
14/05/2025
04/02/2025
01/12/2025