Everyday knowledge for you
การดำเนินชีวิต
23/03/2026
• รีส วิเธอร์สปูน นักแสดงฮอลลีวูดและโปรดิวเซอร์ชื่อดัง แนะวัยทำงาน แทนที่จะไล่ตามความฝัน ควรค้นหาและพัฒนาความสามารถที่แท้จริงของตนเองให้ดีที่สุด • ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพ ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน การยึดติดกับ "แพสชัน" มากเกินไปอาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟ และเส้นทางอาชีพที่เหมาะสมควรเกิดจากการจุดร่วมระหว่าง "สิ่งที่เราทำได้ดี สิ่งที่ให้คุณค่า และสิ่งที่เลี้ยงชีพได้" • ความสำเร็จในโลกการทำงานจริง มักมาจากคนที่รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ดี และมุ่งมั่นพัฒนาความสามารถนั้น มากกว่าแค่การวิ่งตามสิ่งที่อยากเป็นหลายคนเติบโตมากับคำแนะนำที่ว่า ถ้าอยากประสบความสำเร็จ ต้องทำตามความฝันของตัวเองให้ได้ แต่ในโลกการทำงานจริง คำพูดนี้อาจไม่ได้ใช้ได้กับทุกคนเสมอไป เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่พยายามไล่ตามสิ่งที่อยากเป็น แต่กลับไม่รู้สึกว่าตัวเองไปได้ไกลอย่างที่หวังรีส วิเธอร์สปูน (Reese Witherspoon) นักแสดงฮอลลีวูดและโปรดิวเซอร์ชื่อดังจากภาพยนตร์เรื่อง Legally Blonde และ Big Little Lies ได้ออกมาแชร์มุมมองการทำงานและเส้นทางอาชีพที่แตกต่างออกไป โดยบอกว่า บางครั้งการไล่ตามความฝันอย่างเดียว อาจไม่ใช่คำแนะนำด้านอาชีพที่ดีที่สุด โดยเฉพาะถ้าคุณยังไม่รู้ว่าตัวเองมีความสามารถอะไรจริงๆเธอเล่าในวิดีโอที่โพสต์ลง Instagram ว่า เคยคุยกับหญิงสาวคนหนึ่งที่ไม่มีความสุขกับงานที่ทำอยู่ และอยากเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นแทน เธอจึงถามวัยทำงานคนนี้ออกไปตรงๆ ว่า “แล้วคุณมีความสามารถอะไรบ้าง” แต่คำถามนี้กลับทำให้อีกฝ่ายตอบไม่ออก ว่าตัวเองเก่งเรื่องอะไรเป็นพิเศษวิเธอร์สปูน บอกว่า ทุกคนมีความฝันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าความฝันนั้นจะกลายเป็นอาชีพที่เหมาะกับเราเสมอไป“ทุกคนมีความฝันได้ แต่ไม่ได้แปลว่าคุณจะได้เป็นแบบนั้น สิ่งที่คุณควรทำ คือหาว่าคุณเก่งอะไร แล้วไปให้สุดทางนั้น” เธอย้ำชัดว่า “อย่าไล่ตามความฝัน ให้ไล่ตามความสามารถของตัวเอง” • เมื่อความหลงใหลอย่างเดียว อาจไม่พอสำหรับการสร้างอาชีพคำแนะนำนี้อาจฟังดูขัดกับสิ่งที่หลายคนเคยเชื่อ แต่ อามีนา อัลไต (Amina AlTai) โค้ชด้านภาวะผู้นำ และผู้เขียนหนังสือ The Ambition Trap ก็เห็นด้วยว่า การยึดติดกับคำว่า “ทำตามแพสชัน” มากเกินไป อาจทำให้วัยทำงานเผชิญภาวะหมดไฟเร็วขึ้นเธออธิบายว่า ความสนใจของคนเราเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และถ้าเอาอาชีพทั้งชีวิตไปผูกกับสิ่งที่เปลี่ยนง่าย ก็อาจทำให้รู้สึกหลงทางได้ในระยะยาว “คุณมีสิทธิ์สนใจหลายอย่างได้ และความสนใจก็เปลี่ยนได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเอาทุกอย่างมาเป็นเป้าหมายชีวิต” โค้ชด้านภาวะผู้นำ ย้ำในทำนองเดียวกัน ซูซี เวลช์ (Suzy Welch) อาจารย์จาก NYU Stern School of Business และผู้เขียนหนังสือ Becoming You บอกว่า สิ่งสำคัญไม่แพ้ความฝัน คือการรู้ว่าตัวเองมีความถนัดอะไรโดยธรรมชาติ เธอเรียกสิ่งนี้ว่า “ap-titudes” หรือ ความสามารถที่ทำให้เราทำบางอย่างได้ดีกว่าคนอื่น ซึ่งมักเป็นตัวชี้ว่าเราควรเดินไปในทางไหนเวลช์อธิบายว่า เส้นทางอาชีพที่เหมาะสม มักอยู่ตรงจุดตัดของสามอย่าง คือ สิ่งที่เราให้คุณค่า สิ่งที่เราทำได้ดี และสิ่งที่ทำแล้วสามารถเลี้ยงตัวเองได้ เธอบอกว่า “ความสามารถที่แท้จริง จะเปิดทางไปสู่งานที่เหมาะกับเรา และช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ” เธอยังเตือนด้วยว่า การหาว่าเราถนัดอะไรไม่ใช่เรื่องง่าย และหลายคนต้องลองผิดลองถูกอยู่นานกว่าจะเจอ • ฝันได้ แต่อย่าลืมว่าคนที่ต้องลงมือทำคือตัวเราเทรซี เอลลิส รอสส์ (Tracee Ellis Ross) นักแสดงอีกคนหนึ่ง ก็เคยพูดในมุมที่ใกล้เคียงกันว่า การฝันเป็นเรื่องดี แต่ต้องไม่ลืมว่าความฝันทุกอย่างต้องใช้แรงผลักดันของตัวเองในการทำให้มันเกิดขึ้น“คนชอบบอกให้ฝันให้ใหญ่ แต่ต้องรู้ด้วยว่า คนที่ต้องทำงานหนักเพื่อให้มันเป็นจริง คือคุณเอง” เธอแนะนำอีกว่า วัยทำงานควรฝันในแบบที่เรารับผิดชอบมันได้ และเดินไปกับมันได้ในโลกความเป็นจริง ไม่ใช่แค่ฝันเพราะอยากเป็นย้อนกลับมาที่คำแนะนำด้านอาชีพของ วิเธอร์สปูน มันอาจฟังดูไม่โรแมนติกเท่า “วิ่งตามอาชีพฝัน” แต่ก็สะท้อนความจริงของโลกการทำงานได้ชัดเจนกว่า เพราะในความเป็นจริง คนที่ไปได้ไกล มักไม่ใช่แค่คนที่อยากเป็นอะไร แต่คือคนที่รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ดี และยอมพัฒนาสิ่งนั้นอย่างจริงจังบางครั้งความสำเร็จจึงไม่ได้มาจากการวิ่งไล่สิ่งที่อยากเป็นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การมองให้ชัดก่อนว่า เรามีความสามารถอะไรอยู่แล้ว และเราใช้มันได้เต็มที่หรือยัง และนั่นอาจเป็นคำแนะนำที่จริงที่สุด แม้จะไม่ใช่คำแนะนำที่หลายคนอยากฟังก็ตามอ้างอิง: CNBC, Reese Witherspoon, Becoming Youแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1225194
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันภัย
23/03/2026
คปภ. จับตาสถานการณ์ตะวันออกกลางใกล้ชิด เผยผลทดสอบ “ภาวะวิกฤต” ในระยะสั้นยังไม่กระทบธุรกิจประกันไทย ชี้รีอินชัวเรอร์อยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางน้อยนายอาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) กล่าวว่า ตั้งแต่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มปะทุขึ้น นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. ได้สั่งการให้สายงานที่เกี่ยวข้องมีการศึกษาเตรียมความพร้อม ความเสี่ยงของบริษัทประกันภัยไทย โดยให้ทำการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) รวบรวมเกี่ยวกับการจัดทำประกันภัยต่อ (รีอินชัวเรอร์) ธุรกรรมประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงภาวะต้นทุนต่าง ๆอาภากร ปานเลิศ“เราได้ทำ Stress Test กำหนดสถานการณ์ภาวะวิกฤตดูแล้ว ในระยะสั้น ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบอะไร ที่จะต้องให้ธุรกิจประกันภัยปรับแผนหรือทำอะไร ภาคธุรกิจประกันจึงยังไม่ต้องทำอะไร อย่างไรก็ดี เราก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยให้บริษัทประกันส่งข้อมูลต่าง ๆ มาให้”นายอาภากรกล่าวว่า ตามปกติภัยสงคราม ธุรกิจประกันไม่ได้คุ้มครองอยู่แล้ว โดยสิ่งที่ห่วงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการลงทุน รวมถึงการประกันภัยต่อที่อยู่ในต่างประเทศ แต่ปรากฏว่าบริษัทประกันภัยต่อที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางมีค่อนข้างน้อย จึงไม่ได้มีผลกระทบอะไร แต่ระยะยาวก็ต้องติดตามสถานการณ์ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างขณะที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายชูฉัตร ประมูลผลเลขาธิการ คปภ. นำคณะผู้บริหารระดับสูง เข้าร่วมการประชุมทวิภาคีกับผู้บริหารระดับสูงของ Financial Services Agency (FSA) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดย FSA ถือเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partner) ที่สำคัญในการพัฒนามาตรฐานการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยของไทย ทั้งในระดับทวิภาคีและเวทีระหว่างประเทศการหารือครั้งนี้เป็นการสานต่อความร่วมมือในประเด็นสำคัญ ได้แก่ การกำกับดูแลกลุ่มธุรกิจประกันภัย (Group-wide Supervision : GWS) และการพัฒนากรอบการกำกับดูแลความเสี่ยงจากภัยพิบัติขนาดใหญ่ (Catastrophe Risk) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบประกันภัยและยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล โดยที่ประชุมได้หารือเชิงลึกเกี่ยวกับความคืบหน้าการบังคับใช้เกณฑ์ความมั่นคงทางการเงินตามมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Value-based Solvency Regime : ESR) ของญี่ปุ่น ซึ่งจะบังคับใช้ในปี 2569สำหรับประเด็นการกำกับดูแลระดับกลุ่ม (Group-wide Supervision : GWS) ทั้งสองหน่วยงานได้แลกเปลี่ยนแนวคิด “Substance over Form” ซึ่งให้ความสำคัญกับการพิจารณาอำนาจควบคุมและความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของกลุ่มธุรกิจ มากกว่ารูปแบบโครงสร้างทางกฎหมาย โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การกำกับดูแลธุรกรรมภายในกลุ่ม ความสามารถในการเคลื่อนย้ายเงินทุน และความเสี่ยงด้านสภาพคล่องในระดับกลุ่ม พร้อมทั้งเห็นพ้องถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความเข้มแข็งของ Supervisory College และความร่วมมือระหว่างผู้กำกับดูแลในระดับภูมิภาค เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยข้ามพรมแดนนอกจากนี้ การหารือยังครอบคลุมถึงความเสี่ยงมหันตภัยและความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Risk) ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่ส่งผลต่อทั้งการรับประกันภัย การลงทุน และเสถียรภาพของระบบการเงินนางสาวกัลยา จุกหอม รองผู้อำนวยการบริหาร สมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ธุรกิจประกันภัยไทยไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากมีเพียงกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลและโลจิสติกส์ หรือมารีน ที่มีการคุ้มครองความเสี่ยงจากสงครามเท่านั้น ส่วนกรมธรรม์อื่น ๆ มีเงื่อนไขยกเว้นภัยสงครามทั้งหมด“บริษัทประกันภัยไทยไม่ต้องทำ Stress Test เพราะไม่ได้คุ้มครองภัยสงคราม บริษัทประกันไม่ต้องจ่ายอะไร แต่ถ้าเป็นพวกภัยธรรมชาติถึงจะต้องทำ Stress Test เพราะบริษัทต้องจ่ายเงิน จ่ายความคุ้มครอง”แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1976557
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
23/03/2026
เมื่อเอ่ยถึง “เมืองช้าง” หลายคนคงนึกถึง “สุรินทร์” จังหวัดเล็ก ๆ ทางอีสานใต้ที่มีความผูกพันกับช้างมาอย่างยาวนาน และหากอยากเข้าใจเรื่องราวของช้างไทยให้ลึกซึ้งมากขึ้น หนึ่งในสถานที่ที่ไม่ควรพลาดคือ “พิพิธภัณฑ์ช้างสุรินทร์” ซึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของ ศูนย์คชศึกษา ณ หมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง อำเภอท่าตูมที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ธรรมดา แต่เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของ “ช้าง” และ “คนเลี้ยงช้าง” ผ่านนิทรรศการที่ผสมผสานทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนผู้เลี้ยงช้างอย่างชาวกูย ซึ่งมีภูมิปัญญาการคล้องและดูแลช้างสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนเรียนรู้เรื่องช้างไทยผ่านนิทรรศการร่วมสมัยภายใน “พิพิธภัณฑ์ช้างสุรินทร์” ได้จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับช้างในหลากหลายมิติ ตั้งแต่กำเนิดของช้างในธรรมชาติ บทบาทของช้างในประวัติศาสตร์ไทย ไปจนถึงความสำคัญของช้างในวิถีชีวิตของชาวสุรินทร์ นิทรรศการถูกออกแบบอย่างทันสมัย ใช้สื่อมัลติมีเดีย ภาพจำลอง และเรื่องเล่าที่เข้าใจง่าย ทำให้ผู้เข้าชมสามารถเรียนรู้เรื่องราวของช้างได้อย่างเพลิดเพลิน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน หรือผู้ใหญ่นอกจากจะได้รู้จักพฤติกรรมและชีววิทยาของช้างแล้ว ผู้มาเยือนยังได้เห็นถึงบทบาทของช้างในอดีต เช่น การใช้ช้างในสงคราม การใช้แรงงานในป่าไม้ และการพัฒนาสู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในปัจจุบันสิ่งที่ทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ทั่วไป คือการนำเสนอเรื่องราวของ “คน” ควบคู่ไปกับ “ช้าง”นิทรรศการหลายส่วนถ่ายทอดวิถีชีวิตของชุมชนผู้เลี้ยงช้างใน หมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง ที่ช้างไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยง แต่เป็นสมาชิกในครอบครัวเรื่องราวเกี่ยวกับพิธีกรรม ความเชื่อ และภูมิปัญญาของชาวกูย เช่น พิธีกรรมก่อนออกคล้องช้าง เครื่องมือที่ใช้ในการดูแลช้าง หรือบทบาทของควาญช้าง ล้วนช่วยให้ผู้เข้าชมเข้าใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนกับช้างนั้นลึกซึ้งเพียงใดการเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ช้างสุรินทร์ มักเป็นเหมือนบทนำก่อนที่นักท่องเที่ยวจะออกไปสัมผัสชีวิตจริงของช้างในพื้นที่ ศูนย์คชศึกษาหลังจากได้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ในพิพิธภัณฑ์แล้ว การได้เห็นช้างตัวจริงที่เดินอยู่ในหมู่บ้านหรือกำลังใช้ชีวิตร่วมกับควาญช้าง ก็ทำให้เรื่องราวที่เพิ่งเรียนรู้มีชีวิตขึ้นมาทันทีมากกว่าพิพิธภัณฑ์ แต่คือเรื่องเล่าของความผูกพันพิพิธภัณฑ์แห่งนี้โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้แรงบันดาลใจจาก “งาช้าง”ดูยิ่งใหญ่สะดุดตา ภายในจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับช้างอย่างครบถ้วน โดยแบ่งออกเป็น 4 โซนหลัก ที่พาผู้เข้าชมเดินทางตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันโซนที่ 1 โลกของช้าง (The World of Elephants) โซนแรกจะพาผู้เข้าชมทำความรู้จักกับช้างในมิติทางธรรมชาติ ตั้งแต่ วิวัฒนาการของช้าง ชนิดของช้างทั่วโลก ลักษณะทางชีววิทยาและพฤติกรรมของช้าง มีสื่อจัดแสดงทั้งโมเดล โครงกระดูกช้าง และสื่อมัลติมีเดียที่ช่วยอธิบายเรื่องราวให้เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่อยากเรียนรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสัตว์ยักษ์ใหญ่ชนิดนี้โซนที่ 2 ช้างกับมนุษย์ (Elephants and Humans)โซนนี้เล่าเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับช้าง ที่มีมายาวนาน โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ใช้ช้างทั้งในการศึกสงคราม การลากซุงในอุตสาหกรรมป่าไม้ พิธีกรรมและวัฒนธรรม ผู้เข้าชมจะได้เห็นเครื่องมือ อุปกรณ์ และเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่าช้างเคยมีบทบาทสำคัญต่อสังคมไทยอย่างไรโซนที่ 3 วิถีคนเลี้ยงช้างสุรินทร์ หนึ่งในโซนที่น่าสนใจที่สุด เพราะถ่ายทอด วิถีชีวิตของชาวกูย กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีชื่อเสียงด้านการคล้องและเลี้ยงช้าง เนื้อหาภายในโซนนี้จะเล่าถึงประเพณีเกี่ยวกับช้าง ความเชื่อและพิธีกรรม ชีวิตประจำวันของครอบครัวควาญช้าง ทำให้ผู้เข้าชมเข้าใจว่าช้างไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยง แต่เป็นเสมือนสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวของชาวสุรินทร์โซนที่ 4 อนาคตของช้าง (Elephant Conservation) โซนสุดท้ายเน้นเรื่อง การอนุรักษ์ช้างในปัจจุบันและอนาคต โดยนำเสนอปัญหาที่ช้างกำลังเผชิญ เช่น การสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง การดูแลช้างในยุคปัจจุบันการมาเยือน พิพิธภัณฑ์ช้างสุรินทร์ จึงเปรียบเสมือนการเดินทางเข้าไปทำความเข้าใจหัวใจของ “เมืองช้าง” และทำให้เราตระหนักว่าช้างไม่ได้เป็นเพียงสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความทรงจำของผู้คนในสุรินทร์ อย่างแท้จริงแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000027289
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
23/03/2026
“1937.12.13 – 1938.1” ตัวเลขที่สลักปรากฏเด่นบนแท่นเสาหิน หาใช่รหัสลับใดๆ แต่เป็นตัวเลขสื่อถึงช่วงวันเวลา 6 สัปดาห์ของเหตุการณ์อันโหดร้ายครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สงครามที่มนุษย์กระทำต่อกัน และเสาหินอิฐสีเทานั้นเป็นสัญลักษณ์ที่ตระหง่านอยู่บริเวณ “อนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงเหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่ที่หนานจิง” ซึ่งนับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแนว “Dark Tourism” ระดับโลกของประเทศจีนแท่นเสาหินสลักช่วงเวลาอันเลวร้าย (ภาพ: ถาวร ปานพรเจริญ)“Dark Tourism” ท่องเที่ยวเพื่อเรียนรู้โศกนาฏกรรม ความตาย และความสูญเสียDark Tourism แปลความหมายตรงตัวได้ว่า “การท่องเที่ยวด้านมืด” ซึ่งเป็นคำที่ Malcolm Foley กับ J. John Lennon แห่งมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ คาเลโดเนียน ประเทศสกอตแลนด์ ริเริ่มใช้เมื่อปี ค.ศ. 1996 ในงาน JFK and dark tourism: a fascination with assassination เพื่อเรียกรูปแบบการท่องเที่ยวในพื้นที่ หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุโศกนาฏกรรมและความตาย โดยไม่มีปัจจัยด้านความกลัวหรือเหตุการณ์เหนือธรรมชาติมาเกี่ยวข้อง (อ้างอิง: พงศ์ปรีดา ลิ้มวัฒนะกุล, วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า)Credit: www.19371213.comจุดหมายการท่องเที่ยวรูปแบบนี้ จึงไม่ใช่สถานที่สร้างความรื่นเริงบันเทิงใจเหมือนแหล่งท่องเที่ยวทั่วไปตามนิยาม หรือภาพจำที่เราคุ้นชิน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นตรงกันข้าม ด้วยการเป็นสถานที่ที่อาจสร้างความรู้สึกหดหู่ เศร้าสลด สะเทือนใจอย่างรุนแรง แต่อย่างไรก็ตาม ในความเศร้าที่ว่า ก็เพื่อจุดมุ่งหมายให้มนุษย์เกิดความ “ตระหนัก” ในเรื่องราวที่เกิดขึ้น เกิดข้อคิดเป็นบทเรียนสอนใจว่า ไม่ควรให้มีเหตุการณ์ลักษณะนั้นเกิดขึ้นอีกบนโลกใบนี้Dark Tourism ที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆของโลก เช่น ค่ายกักกันเอาช์วิทซ์ โปแลนด์, อนุสรณ์สถานและพิพิธภัณฑ์ 9/11 นิวยอร์กซิตี้ สหรัฐอเมริกา, อนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิม่า ญี่ปุ่น หรือในเมืองไทยก็มีสุสานทหารสัมพันธมิตร-พิพิธภัณฑ์ และช่องเขาขาดในจังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้นสำหรับ Dark Tourism ประเทศจีน สถานที่ที่นับว่ามีชื่อเสียงระดับโลก ต้องยกให้ “อนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงเหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่ที่หนานจิง” หรือ ชื่อทางการว่า “The Memorial Hall of the Victims in Nanjing Massacre by Japanese Invaders” ในเมืองหนานจิง (Nanjing) มณฑลเจียงซูประติมากรรมสื่อถึงความโหดร้ายในสงคราม (ภาพ: ถาวร ปานพรเจริญ)ประติมากรรมสื่อถึงความโหดร้ายในสงคราม (ภาพ: ถาวร ปานพรเจริญ)อนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงเหยื่อจากเหตุการณ์สังหารหมู่ที่หนานจิงแม้ปัจจุบันเมืองหนานจิง ไม่ต่างจากเมืองอื่นในจีนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและทันสมัย แต่ยังมีพื้นที่หนึ่งที่มีความเงียบสงบอย่างทรงพลัง เปรียบดั่งพื้นที่เก็บความทรงจำทางประวัติศาสตร์ว่าด้วยความเจ็บปวด การสูญเสีย และความหวังต่อสันติภาพ นั่นคือ อนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์สังหารหมู่ที่หนานจิงโดยกองทัพญี่ปุ่นสถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณจุดที่เคยพบหลุมศพจำนวนมากของเหยื่อในเหตุการณ์สังหารหมู่ ระหว่างวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1937– มกราคม 1938 ซึ่งระยะเวลาเพียง 6 สัปดาห์ กลายเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจลบเลือน โดยทางการจีนระบุว่า กองทัพญี่ปุ่นสังหารทหารจีน และประชาชนผู้บริสุทธิ์ไปราว 300,000 คน ซึ่งเหตุการณ์อันเลวร้ายครั้งนั้น ยังได้รับการขนานนามว่า “การกระทําชําเราแห่งหนานจิง” (The Rape of Nanking) ด้วยเหตุการณ์สุดเลวร้ายที่ว่ากองทัพญี่ปุ่นข่มขืนกระทำชำเราพลเรือนหญิงชาวจีนแบบไม่เลือกหน้า ไม่เว้นแม้แต่เด็ก คนชรา แม่ชี หรือแม้กระทั่งหญิงมีครรภ์ ก่อนจะสังหารในภายหลังเพื่อเลี่ยงหลักฐานการเอาผิดอนุสรณ์สถานฯ เปิดทำการเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 1985 จึงไม่ใช่เพียงการเปิดพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นการเปิดพื้นที่สำหรับการไว้อาลัย การทบทวนอดีต และให้คนปัจจุบันตระหนักถึงประวัติศาสตร์อย่างจริงจังภาพถ่ายภายในพิพิธภัณฑ์ฯ (ภาพ: ถาวร ปานพรเจริญ)พื้นที่แห่งความทรงจำโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติเมื่อผู้มาเยือนก้าวเข้าสู่พื้นที่กว่า 103,000 ตารางเมตรจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ตั้งใจออกแบบให้กระตุ้นความรู้สึกครุ่นคิด ไม่ว่าจะเป็นลานรูปปั้นสื่อถึงผู้คนที่ถูกพรากชีวิตไป ลานไว้อาลัยอันเงียบสงบ และพื้นที่หลุมฝังศพหมู่หมื่นศพซึ่งทำหน้าที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้ของโศกนาฏกรรมโลกไม่ลืมภายในโซนพิพิธภัณฑ์มีเรื่องราวของนิทรรศการที่เป็นมากกว่าการบอกเล่า หัวใจของอนุสรณ์สถานคือ “นิทรรศการเหตุการณ์สังหารหมู่ที่หนานจิง” ซึ่งไม่เพียงจัดแสดงเอกสาร ภาพถ่าย และวัตถุพยาน แต่ยังเล่าเรื่องผ่านเสียง พื้นที่ และผ่านประสบการณ์ของผู้รอดชีวิต มีนิทรรศการพิเศษ เช่น “ความยุติธรรมจะมีชัย สันติภาพจะมีชัย ประชาชนจะมีชัย” และนิทรรศการเกี่ยวกับ “สตรีบำเรอกาม” ในสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้ผู้ชมเห็นภาพกว้างของสงคราม ไม่ใช่แค่ในฐานะเหตุการณ์ทางทหาร แต่ในฐานะโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติภาพถ่ายชาวหนานจิงในปีนั้น (ภาพ: ถาวร ปานพรเจริญ)แม้สิ่งที่ผู้มาเยือนเต็มไปด้วยความหดหู่ แต่การจัดแสดงเหล่านี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อปลุกความเกลียดชัง แต่เพื่อปลูกฝังความเข้าใจว่า สันติภาพมีคุณค่าเพียงใด และให้มนุษย์ตระหนักเป็นบทเรียนมิให้เกิดขึ้นซ้ำ โดยเนื้อหาที่บรรยายนั้นมีทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาญี่ปุ่นบรรยากาศภายในพิพิธภัณฑ์ฯ (ภาพ: ถาวร ปานพรเจริญ)จากพิพิธภัณฑ์สู่ศูนย์กลางความรู้อนุสรณ์สถานแห่งนี้ เติบโตเป็นศูนย์กลางการวิจัยและการศึกษาด้านประวัติศาสตร์สงคราม โดยมีการก่อตั้งสมาคมวิจัยประวัติศาสตร์เหตุการณ์สังหารหมู่ที่หนานจิง และสถาบันคลังสมองด้านมรดกแห่งชาติและสันติภาพระหว่างประเทศ ทำให้เป็นสถานที่ที่มีบทบาทในเวทีวิชาการ ทั้งในจีน และระดับนานาชาติ วารสาร Journal of Japanese Invasion of China and Nanjing Massacre ที่ตีพิมพ์โดยอนุสรณ์สถาน ยังได้รับการยอมรับในวงวิชาการ และถูกส่งไปยังมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยทั่วโลก ทำให้เรื่องราวของหนานจิงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในจีน แต่กลายเป็นบทเรียนระดับโลกบรรยากาศภายในพิพิธภัณฑ์ฯ (ภาพ: ถาวร ปานพรเจริญ)สำหรับวัฒนธรรมร่วมสมัยในรูปแบบภาพยนตร์มีภาพยนตร์ว่าด้วยเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนั้นให้รับชมมากมาย โดยล่าสุด (มกราคม 2569) ในเมืองไทยกำลังฉายเรื่อง “Dead to Rights (2025): บันทึก หนานจิง” เรื่องราวของการสังหารหมู่ที่หนานจิงในปี ค.ศ. 1937 นอกจากนี้กว่าสิบปีที่แล้วก็มีภาพยนตร์เรื่อง “The Flowers of War (2011): สงครามนานกิง สิ้นแผ่นดินไม่สิ้นเธอ” เรื่องราวว่าด้วยนางโลมผู้เสียสละดั่งวีรชนในสงครามครั้งนั้น ผลงานของผู้กำกับชื่อดัง “จาง อี้โหมว” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักดูหนังประติมากรรมสื่อถึงความโหดร้ายในสงคราม (ภาพ: ถาวร ปานพรเจริญ)ข้อมูลที่ตั้งและการเดินทางอนุสรณ์สถานฯ ตั้งอยู่ในเขตเจี้ยนเย่ เมืองหนานจิง มณฑลเจียงซู ประเทศจีน (เข้าชมฟรี)การเดินทางที่ได้รับความนิยม คือ เดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงจากเมืองเซี่ยงไฮ้ (ใช้เวลาประมาณ 1.5 - 2.5 ชั่วโมง แล้วแต่ประเภทขบวน) จาก Nanjing Railway Station ต่อรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Yunjin Road (Yunjinlu Station)ข้อมูลเพิ่มเติม www.19371213.comแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000007339
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ธุรกิจ
20/03/2026
เรามักจะได้ยินอยู่เสมอว่า “คอนเนกชัน” เป็นเรื่องสำคัญของการทำธุรกิจ และเป็นบันไดปีนไปสู่ความสำเร็จ แต่ปัญหาย่อมมีสำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ที่ลงสนามนี้เป็นครั้งแรก ด้วยความที่ไม่รู้จักใครเลย จะมีวิธสร้าง “คอนเนกชัน” ในรูปแบบอะไร ที่ไหนบ้าง เรามาหาคำตอบกันเพราะการสร้างคอนเนกชันในโลกธุรกิจอาจดูท้าทายเมื่อเริ่มต้น แต่มีหลายวิธีที่คุณสามารถใช้เพื่อสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งและเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้:เข้าร่วมงานอีเวนต์และการประชุม: เข้าร่วมงานสัมมนา, งานประชุม, หรือการประชุมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ งานเหล่านี้มักเป็นโอกาสที่ดีในการพบปะกับผู้คนในอุตสาหกรรมเดียวกันและสร้างความสัมพันธ์ใหม่เข้าร่วมกลุ่มออนไลน์: มีหลายแพลตฟอร์มที่คุณสามารถเข้าร่วมกลุ่มออนไลน์หรือฟอรัมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ เช่น LinkedIn, Facebook Groups, หรือ Reddit คุณสามารถสร้างเครือข่ายและแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้คนที่มีความสนใจเดียวกันหาผู้ให้คำปรึกษา (Mentor): การหาผู้ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจเพื่อขอคำปรึกษาสามารถช่วยให้คุณเข้าใจธุรกิจมากขึ้นและเปิดโอกาสในการสร้างคอนเนกชันกับเครือข่ายของผู้ให้คำปรึกษาเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมและการกุศล: การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมหรือการกุศลสามารถช่วยให้คุณพบปะกับผู้คนที่มีความสนใจและค่านิยมเดียวกัน ซึ่งอาจนำไปสู่ความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่มีความหมายสร้างเนื้อหาที่มีคุณค่า: แชร์ความรู้และความเชี่ยวชาญของคุณผ่านบล็อก, บทความ, หรือโพสต์ในโซเชียลมีเดีย การให้ข้อมูลที่มีคุณค่าแก่ผู้อื่นจะช่วยให้คุณเป็นที่รู้จักในวงกว้างและดึงดูดผู้ที่สนใจในสิ่งที่คุณเสนอทำงานร่วมกับธุรกิจอื่น: ค้นหาความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับธุรกิจอื่นในโครงการหรือกิจกรรมพิเศษ การทำงานร่วมกันสามารถเปิดโอกาสให้คุณได้รู้จักและสร้างความสัมพันธ์กับพันธมิตรใหม่ใช้การตลาดปากต่อปาก: ขอให้ลูกค้าหรือคนที่รู้จักแนะนำคุณให้กับคนที่อาจสนใจในบริการหรือผลิตภัณฑ์ของคุณ การแนะนำจากคนรู้จักมักจะมีน้ำหนักมากกว่าอย่างไรก็ตาม ทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และแสดงออกถึงความเชี่ยวชาญของคุณอย่างมั่นใจจะช่วยให้คุณสร้างความประทับใจในคนที่คุณพบ อีกทั้งเมื่อคุณเริ่มสร้างคอนเนกชันแล้ว อย่าลืมที่จะรักษาความสัมพันธ์เหล่านั้นด้วยการติดตาม, ส่งข้อความขอบคุณ, และให้การสนับสนุนซึ่งกันและกันทั้งนี้ การสร้างเครือข่ายอาจต้องใช้เวลาและความพยายาม แต่การมุ่งมั่นและการใช้วิธีการที่หลากหลายจะช่วยให้คุณสร้างความสัมพันธ์ที่มีค่าที่สามารถช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้ในระยะยาวแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับ smartsmehttps://smartsme.co.th/content/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88/
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
20/03/2026
• สอง-จักรพงศ์ สิริริน มือเบสวง Paradox จัดนิทรรศการศิลปะเดี่ยวในชื่อ "How many more butterflies will I see in my lifetime?" • ผลงานเป็นศิลปะนามธรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแบบทดสอบหยดหมึก Rorschach โดยตีความ "ผีเสื้อ" เป็นภาพสะท้อนจิตใจของผู้ชม • นิทรรศการจัดแสดงระหว่างวันที่ 4 – 31 มีนาคม 2569 ณ เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ ถนนเจริญกรุงสอง จักรพงศ์ สิริริน หรือมือเบสวง Paradox จัดนิทรรศการศิลปะ How many more butterflies will I see in my lifetime? ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก แบบทดสอบทางจิตวิทยา Rorschach ที่ใช้ ‘หยดหมึก’ เป็นเครื่องมือในการสำรวจภาวะจิตใต้สำนึกและการตีความส่วนบุคคลสอง Paradox บรรยากาศวันเปิดนิทรรศการฯHow many more butterflies will I see in my lifetime?ศิลปินเปลี่ยนผ่านรูปแบบงานจากกึ่งนามธรรมเข้าสู่ ศิลปะนามธรรมอย่างเต็มตัว ผ่านเทคนิคการย่อขนาดและทับซ้อนของรูปทรงจนดูคล้าย ฝูงผีเสื้อ ที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในทุกจังหวะของสายตา“ผมสนใจว่าถ้าเราไม่จำกัดว่าหมึกหยดต้องมีรูปทรงแค่หนึ่งหรือสองรูป แต่เพิ่มจำนวนมันให้เต็มพื้นที่ทั้งหมด เราจะรู้สึกยังไงเวลามองเห็นมันพร้อมๆ กัน เหมือนตอนที่เราใช้ชีวิตจริง ที่ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน” สอง จักรพงศ์ สิริริน กล่าวศิลปินกล่าวด้วยว่า “ผีเสื้อในงานนี้ไม่ใช่สัตว์ แต่มันคือภาพสะท้อนของใจเรา บางคนเห็นเหมือนกัน บางคนเห็นต่างกัน ผมชอบช่วงเวลาที่คนยืนมองแล้วตีความในแบบของตัวเอง เพราะนั่นคือส่วนที่งานศิลปะมีชีวิต”เบื้องหลังบทบาทความเป็นศิลปินทัศนศิลป์ของ “สอง” คือเขาเติบโตจากพื้นฐานการศึกษาศิลปศึกษา ก่อนเส้นทางดนตรีจะพาเขาห่างจากพู่กันไปหลายปี จนช่วงเวลาที่โลกหยุดนิ่ง เขาจึงกลับมาสานต่อความฝันวัยเด็กอีกครั้ง“คำถามว่าเราจะเห็นผีเสื้ออีกกี่ครั้งในชีวิต มันไม่ใช่เรื่องของเวลาอย่างเดียว แต่มันคือคำถามว่าเราจะยังมองเห็นและตีความตัวเองได้อีกกี่ครั้ง ก่อนที่เราจะเปลี่ยนไป” สอง จักรพงศ์ สิริริน กล่าวทิ้งท้ายต้า Paradox มาให้กำลังใจศิลปินHow many more butterflies will I see in my lifetime?พบกับ นิทรรศการศิลปะ How many more butterflies will I see in my lifetime? ซึ่งเปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 4 – 31 มีนาคม 2569 ณ เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ ถนนเจริญกรุง กรุงเทพฯแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/art-living/1225338
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่องเที่ยว
20/03/2026
ภูมิปัญญาของชาวฮกเกี้ยน หรือ จีนแคะ ที่ได้สร้างบ้านทรงกลมขนาดใหญ่ สูงราวตึก 5 ชั้น ทำหน้าที่เป็นทั้งป้อมปราการและที่อยู่อาศัย นั่นคือ “บ้านดิน ถู่โหลว” ตั้งอยู่ในเขตหย่งติ้ง เมืองหลงเหยียน มณฑลฝูเจี้ยนทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนภาพ: สำนักข่าวซินหัวบ้านดินถู่โหลวสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่งและหยวน มีการรักษาและสืบทอดจนถึงยุคปัจจุบันรวมอายุกว่า 800 ปี ลักษณะทั่วไปของบ้านดินมีรูปทรงเลขาคณิตที่แปลกตา ทั้งทรงกลมและสี่เหลี่ยม บริเวณตรงกลางเปิดโล่งคล้ายลานอเนกประสงค์บ้านขนาดใหญ่นี้ เป็นที่อยู่อาศัยได้มากถึง 30-40 ครอบครัวในหนึ่งหลัง มีจำนวนห้องราว 100-200 ห้อง มีจำนวนชั้น 3-6 ชั้น ห้องครัวและห้องอาหารอยู่ชั้นแรก ชั้นต่อมาได้แก่ห้องเก็บพืชผลทางการเกษตร ชั้นที่สามและสี่คือห้องนอน สำหรับบ้านในชั้นที่สองส่วนใหญ่เป็นห้องรับแขกภาพ: สำนักข่าวซินหัวภาพ: สำนักข่าวซินหัวนอกจากนั้นยังมีห้องสำหรับจัดพิธีสำคัญๆ ของบ้านเช่น งานแต่งงาน งานมงคลรื่นเริงต่างๆ เรียกได้ว่าเป็นชุมชนเล็กๆ ภายในถู่โหลว แสดงให้เห็นว่าชาวจีนนิยมอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวใหญ่ เป็นสัญลักษณ์การอยู่ร่วมกันของชาวฮากกาบ้านสร้างตามภูมิปัญญาอันชาญฉลาดของชาวจีนโบราณ มีบ่อน้ำตั้งอยู่ตรงกลางตามหลักฮวงจุ้ย ตั้งอยู่ตามแนวภูเขาสูง วัสดุหลักการก่อสร้างมีทั้งใช้ดิน ไม้ หิน และไม้ไผ้ โครงสร้างทนทานต่อแผ่นดินไหว กำแพงของบ้านดินมีความหนากว่า 1 เมตร เพื่อช่วยป้องกันลมพายุรุนแรง และช่วยรักษาอุณหภูมิภายในบ้านดินให้มีอากาศที่อบอุ่นในฤดูหนาว ขณะเดียวกันก็ไม่ร้อนอบอ้าวในฤดูร้อนภาพ: สำนักข่าวซินหัวบ้านดินถู่โหลวดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศมาเยี่ยมชม โดยบ้านดินถู่โหลวแห่งฝูเจี้ยนได้รับยกย่องเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งยูเนสโกในปี ค.ศ.2008 และในปี ค.ศ.2020 บ้านดินแห่งนี้ก็ปรากฏสู่สายตาชาวโลกในฐานะวัฒนธรรมร่วมสมัย ด้วยการเป็นฉากของหมู่บ้านนางเอกในภาพยนตร์เรื่อง Mulan ของค่ายดิสนีย์ภาพ: สำนักข่าวซินหัวภาพ: สำนักข่าวซินหัวแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000026689
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
20/03/2026
เอไอเอ ประเทศไทย คว้า 4 รางวัลอันทรงเกียรติจากเวที “2026 Thailand's Most Admired Brand” และ “2025-2026 Thailand’s Most Admired Company" ซึ่งจัดขึ้นโดยนิตยสาร BrandAge ในปีนี้ เอไอเอ ประเทศไทย ยังคงครอง 4 รางวัลใหญ่อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ รางวัลแบรนด์ที่น่าเชื่อถือที่สุด ในกลุ่มประกันชีวิต 24 ปีซ้อน และกลุ่มประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิต ลิงค์) 7 ปีซ้อน อีกทั้งยังคว้ารางวัลพิเศษ Market Leader Brand Award หมวดธนาคารและบริการทางการเงิน ในกลุ่มประกันชีวิต มาครองเป็นปีที่ 9 อีกด้วย นอกเหนือจากความสำเร็จในด้านแบรนด์แล้ว เอไอเอ ประเทศไทย ยังได้รับความเชื่อมั่นจากคนไทยให้ครองตำแหน่ง บริษัทที่น่าเชื่อถือที่สุด กลุ่มประกันชีวิต ติดต่อกันเป็นเวลา 18 ปี โดยมี คุณรพีพร วงศ์ทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ ร่วมด้วย คุณพีร พนิตพล ผู้อำนวยการฝ่าย Total Wealth Solution เป็นตัวแทนรับรางวัลซึ่งทั้ง 4 รางวัลดังกล่าวถือเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จที่สะท้อนมาจากเสียงของประชาชนทั่วประเทศ ตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเอไอเอที่ได้ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาสู่ปีที่ 88 ด้วยความเป้าหมายที่ต้องการดูแลคนไทยตลอดทุกช่วงของชีวิตผ่านผลิตภัณฑ์และการบริการที่ครบวงจรทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพทางการเงิน ควบคู่กับการตอบแทนคืนสู่สังคมผ่านกิจกรรมด้าน ESG ที่เป็นนโยบายหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อเดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยและสังคมไทยให้เติบโตอย่างแข็งแรงด้วยความยั่งยืน ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
19/03/2026
ฮ่องกง, มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เพิ่มขึ้นร้อยละ 15; กำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (OPAT) เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 ต่อหุ้น; ส่วนที่เพิ่มขึ้นของเงินกองทุนส่วนเกิน (UFSG) เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 ต่อหุ้น; ยอดเงินปันผลรวมต่อหุ้น เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 และโครงการซื้อหุ้นคืนใหม่ มูลค่า 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ19 มีนาคม 2569 – คณะกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทเอไอเอ (“บริษัท”) มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะประกาศผลประกอบการของกลุ่มบริษัทเอไอเอ สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 อัตราการเติบโตรายงานจากอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น: ผลประกอบการของธุรกิจใหม่และมูลค่าพื้นฐานของกิจการ • มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เติบโตขึ้นร้อยละ 15 เป็น 5,516 ล้านเหรียญสหรัฐ • อัตราผลตอบแทนจากการดำเนินงานบนมูลค่าธุรกิจประกันภัย อยู่ที่ร้อยละ 15.8 เพิ่มขึ้น 90 จุด • ส่วนทุนตามมูลค่าธุรกิจประกันภัยอยู่ที่ 79.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ต่อหุ้น คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนจริงผลประกอบการตามมาตรฐานรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (IFRS) • กำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (OPAT) อยู่ที่ 7,136 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 ต่อหุ้น • มีความเชื่อมั่นว่ากำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (OPAT) ต่อหุ้น จะบรรลุเป้าหมายอัตราการเติบโตแบบทบต้นต่อปี (CAGR) จากร้อยละ 9 เป็นร้อยละ 11 ตั้งแต่ปี 2566 ถึงปี 2569(1) • อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ร้อยละ 15.5 เพิ่มขึ้นมา 70 จุดเงินกองทุนส่วนเกิน และเงินทุน • มูลค่าที่เพิ่มขึ้นของเงินกองทุนส่วนเกิน (UFSG) อยู่ที่ 6,765 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 ต่อหุ้น • เงินกองทุนส่วนเกินสุทธิ (net FSG) เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ต่อหุ้น เป็น 4,451 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังการลงทุนในธุรกิจใหม่ • อัตราส่วนทุนของผู้ถือหุ้น อยู่ที่ร้อยละ 221 ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568เงินปันผลและโครงการซื้อหุ้นคืน • เงินปันผลประจำปีเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 คิดเป็น 144.08 เซนต์ฮ่องกงต่อหุ้น • ยอดเงินปันผลรวมต่อหุ้น มูลค่า 193.08 เซนต์ฮ่องกงต่อหุ้น เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 • โครงการซื้อหุ้นคืนใหม่ มูลค่า 1.7 ล้านเหรียญสหรัฐ(2)นายหลี่ หยวน ซยอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทเอไอเอ กล่าวว่า “เอไอเอ สร้างผลการดำเนินงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 ด้วยการเติบโตระดับสองหลักในตัวชี้วัดทางการเงินหลักของเรา ทั้งมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ผลกำไร และการสร้างกระแสเงินสด การเติบโตในวงกว้างทั่วทั้งธุรกิจส่งผลให้มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความแข็งแกร่งและความหลากหลายของโครงสร้างธุรกิจของเรา ส่วนทุนตามมูลค่าประกันภัย (EV Equity) เติบโตอย่างแข็งแกร่งอยู่ที่ร้อยละ 14 ต่อหุ้น(3) สู่ระดับ 79.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนให้แก่ผู้ถือหุ้น การดำเนินกลยุทธ์การเติบโตอย่างมีวินัยและสม่ำเสมอของเรายังคงส่งเสริมให้อัตราผลตอบแทนจากการดำเนินงาน (ROEV) และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROV) เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15.8 และร้อยละ 15.5 ตามลำดับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจใหม่ที่มีคุณภาพสูงช่วยสนับสนุนให้กำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (OPAT) ต่อหุ้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 และส่วนที่เพิ่มขึ้นของเงินกองทุนส่วนเกิน (UFSG) ต่อหุ้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 ขณะเดียวกัน หลังการลงทุนในธุรกิจใหม่ เงินกองทุนส่วนเกินสุทธิ(net FSG) ต่อหุ้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 สู่ระดับ 4,451 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตของมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของเงินกองทุนส่วนเกิน (UFSG) และการปรับพอร์ตผลิตภัณฑ์เชิงรุกไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เงินทุนต่ำลง”“ภายใต้นโยบายการจ่ายเงินปันผลที่รอบคอบ ยั่งยืน และเติบโตอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการบริษัทมีมติเสนอให้เพิ่มเงินปันผลประจำปีขึ้นร้อยละ 10 เป็น 144.08 เซนต์ฮ่องกงต่อหุ้น ส่งผลให้เงินปันผลรวมทั้งหมดอยู่ที่ 193.08 เซนต์ฮ่องกงต่อหุ้น เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปี 2567 สะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน คณะกรรมการยังได้อนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนใหม่(2) มูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นไปตามนโยบายการบริหารเงินทุนของกลุ่มบริษัท ซึ่งรวมถึงวงเงิน 0.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอัตราการจ่ายผลตอบแทนที่ร้อยละ 75 ของกำไรสุทธิ FSG ประจำปี และวงเงินเพิ่มเติมอีก 1.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการทบทวนสถานะเงินทุนของกลุ่มบริษัทอย่างรอบคอบ”“เอเชียถือเป็นภูมิภาคที่มีโอกาสการเติบโตที่โดดเด่นที่สุดสำหรับธุรกิจประกันชีวิตและสุขภาพ โดยมีปัจจัยเชิงโครงสร้างที่แข็งแกร่งสนับสนุนความต้องการด้านความคุ้มครองและการออมระยะยาวอย่างยั่งยืน แม้จะยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และภาวะเศรษฐกิจมหภาคอย่างต่อเนื่อง เอไอเอ อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบและมีความพร้อมในการคว้าโอกาสเหล่านี้ ด้วยการดำเนินธุรกิจที่ครอบคลุมและหยั่งรากลึกในทั่วทั้งภูมิภาค ควบคู่กับการมุ่งมั่นเดินหน้าตามกลยุทธ์หลักของบริษัท ซึ่งช่วยเสริมความได้เปรียบทางการแข่งขันให้เราแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในระยะยาว”“กลยุทธ์ของเอไอเอ ยังคงมุ่งพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องไปกับความต้องการของลูกค้า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และโอกาสทางการตลาด โดยเป็นกลยุทธ์ที่ถูกออกแบบให้สามารถสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งตลอดวัฏจักรของตลาด ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากผลประกอบการที่ยอดเยี่ยมของเราในปี 2568 เราได้ก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยแรงส่งทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง และผมมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของเอไอเอ ในการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว”
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
17/03/2026
วิกฤติราคาน้ำมันพุ่ง 40% จุดกระแสนักลงทุนกังวล ภาวะ ‘เงินเฟ้อ‘ หรือ Stagflation เขย่าเศรษฐกิจโลก โจทย์ใหญ่ของเฟด โบรกแนะลงทุนบอนด์ รับมือเศรษฐกิจวูบขณะนี้นักลงทุนในตลาดพันธบัตรกำลังจับตามองว่า ความตึงเครียดจากสงครามอิหร่านจะส่งผลกระทบในทิศทางใด ระหว่าง "ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น" หรือ "เศรษฐกิจที่อาจชะลอตัว" เนื่องจากราคาน้ำมันดิบได้ดีดตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 ซึ่งเพิ่มขึ้น 40% จากสิ้นเดือนกุมพาพันธ์ • น้ำมันพุ่ง จุดกระแส Stagflationแม้ในช่วงแรกตลาดจะกังวลเรื่องเงินเฟ้อ แต่เริ่มมีเสียงเตือนว่าราคาน้ำมันที่สูงค้างฟ้าอาจกลายเป็นตัวทำลาย “ความต้องการบริโภค” (Demand Destruction) ดาริโอ เพอร์กินส์ จาก TS Lombard ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า แม้วิกฤติราคาน้ำมันจะไม่ได้นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเสมอไป แต่หากย้อนดูประวัติศาสตร์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ที่สุดของสหรัฐมักมีจุดเริ่มต้นมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันแบบนี้เสมอ ดังที่เคยเกิดขึ้นในปี 1974, 1981, 1990, 2001 และ 2008 ซึ่งสอดคล้องกับสัญญาณความอ่อนแอในตลาดแรงงานและการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เริ่มปรากฏให้เห็นในปัจจุบันเอ็ดเวิร์ด แฮร์ริสัน นักกลยุทธ์ด้านเศรษฐกิจมหภาคจาก Bloomberg วิเคราะห์ใน Markets Live ว่า หากตลาดน้ำมันจะฟื้นตัวจากภาวะขาดแคลน (Supply Disruption) ได้นั้น ราคาน้ำมันจำเป็นต้องพุ่งสูงขึ้นไปจนถึงจุดที่ "แพงเกินไป" จนทำให้ความต้องการใช้ลดลง (Demand Destruction) ซึ่งกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวและตัวเลขการเติบโตลดลงเท่านั้นสถานการณ์นี้คือภาพสะท้อนของภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อพุ่งสูงอย่างชัดเจน โดยสิ่งที่นักลงทุนยังไม่แน่ใจในขณะนี้คือ "ปัจจัยใดจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก" ระหว่างความกังวลว่าเศรษฐกิจจะโตช้าลง หรือความกังวลว่าเงินเฟ้อจะยิ่งรุนแรงขึ้น • จับตาการประชุม 'เฟด'การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันอย่างรวดเร็วทำให้ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดตกที่นั่งลำบาก เนื่องจากที่ผ่านมา เฟดพยายามกดเงินเฟ้อให้ลงไปแตะเป้าหมายที่ 2% มานานกว่า 5 ปีแต่ยังไม่สำเร็จ สถานการณ์นี้จึงกลายเป็นอุปสรรคในการควบคุมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจนักกลยุทธ์จาก Barclays Plc ให้ความเห็นว่า ในขณะนี้ตลาดมัวแต่กังวลเรื่องเงินเฟ้อจนอาจ "มองข้ามความเสี่ยงด้านการเติบโตของเศรษฐกิจ" ที่กำลังอ่อนแอลง Barclays จึงแนะนำให้รุกเข้าซื้อพันธบัตรหลายประเภท รวมถึงการซื้อสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของเดือน ธันวาคม 2027 เพื่อทำกำไรจากการที่ เฟดอาจต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง "แรงกว่าและมากกว่า" ที่คนส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ด้าน เจมส์ เอธีย์ จาก Marlborough Investment Management ได้ตัดสินใจเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรสหรัฐทันทีหลังจากราคาพันธบัตรปรับตัวลดลงเขามองว่า แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะทำให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดต้องล่าช้าออกไปบ้าง แต่คงไม่ถึงขั้นถูกยกเลิกไปเสียทีเดียวนอกจากนี้ เอธีย์ยังให้ความเห็นว่าในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤติราคาน้ำมันที่เลวร้ายลง ตลาดไม่ควรให้น้ำหนักเพียงแค่เรื่องเงินเฟ้อเท่านั้น แต่ควรหันมากังวลเรื่องความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่เขามองว่าตลาดกำลังประเมินผลกระทบในด้านนี้ต่ำเกินไปท่ามกลางการเทขายพันธบัตรในเดือนมีนาคมจนราคาดิ่งลง นักวิเคราะห์มองว่าเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ โดย ปรียา มิสรา จาก JPMorgan Asset Management ระบุว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ระยะ 10 ปีที่ระดับ 4.25% เพิ่มจาก 3.94% ในเดือนกุมภาพันธ์เริ่มมีความน่าสนใจ เพราะเชื่อว่าหลังจากภาวะเงินเฟ้อผ่านไป ตลาดจะต้องรับมือกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งจะบีบให้เฟดต้องกลับมาลดดอกเบี้ยในที่สุดขณะที่นักกลยุทธ์จาก Barclays และ Natixis มองว่าตลาดกำลังประเมินความเสี่ยงด้านการเติบโตต่ำเกินไป โดยเฉพาะเมื่ออัตราการว่างงานเริ่มสูงขึ้น จึงแนะนำให้สะสมพันธบัตรระยะสั้น อายุ 2 ปี ที่ให้ผลตอบแทนราว 3.7% เพื่อเตรียมรับมือกับภาวะเศรษฐกิจขาลงที่อาจมาเร็วกว่าคาดอ้างอิง Bloomberg แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับกรุงเทพธุรกิจhttps://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1225303
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
01/10/2025
25/06/2025
01/08/2024
17/10/2025
19/09/2025