Everyday knowledge for you
ประกันชีวิต
29/04/2024
เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นางสาวรพีพร วงศ์ทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ เป็นตัวแทนเข้ารับรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี 2567 โดยมี พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ผู้บริหาร และข้าราชการ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วม ณ หอประชุมคุรุสกา กระทรวงศึกษาธิการโดยเอไอเอ ประเทศไทยได้รับรางวัลในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ ผ่านหลากหลายกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการสุดยอดโรงเรียนสุขภาพดี (AIA Healthiest Schools) โครงการเพื่อส่งเสริมและพัฒนาศูนย์การเรียนรู้โค้ดดิ้ง (AIA Coding school) โครงการเอไอเอ ฟุตบอล คลินิก รวมไปถึงการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ ให้โรงเรียน คุณครู บุคลากร รวมถึงเด็กนักเรียนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น สอดคล้องกับพันธกิจของเอไอเอที่มุ่งสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา 'Healthier, Longer, Better Lives'
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
01/04/2024
บทความโดย “ศุภชัย จันไพบูลย์” นักวางแผนการเงิน CFP® สมาคมนักวางแผนการเงินไทย วันที่ 1 เมษายน 2567 ภายหลังจากสถานการณ์ COVID-19 เริ่มคลี่คลาย การเดินทางเริ่มสะดวกขึ้น ทำให้รายได้เริ่มกลับมาอีกครั้ง แต่พบว่าค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นมา ผลกระทบทางการเงินยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง จากรายได้ลดลง มีการเพิ่มการกู้ยืมเพื่อการบริโภค ส่งผลกระทบต่อเงินเก็บออม อีกทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ 2.5% (ณ วันที่ 27 ก.ย. 2566) ส่งผลให้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เร่งตัวสูงขึ้น ก่อให้เกิดการชะลอตัวของการบริโภคในระยะสั้น และส่งผลกระทบรายได้ที่เหลือเพื่อการออมเงินด้วย โดยปกติการออมเงินเพื่อกรณีที่ฉุกเฉินควรเก็บเพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 3-6 เดือน ซึ่งการเก็บอาจอยู่ในรูปแบบของบัญชีธนาคาร กองทุนรวมตลาดเงินที่มีสภาพคล่องสูง เงินสดหรือในรูปแบบอื่น ๆ เช่น รูปแบบฉุกเฉินกรณีสุขภาพ ให้ซื้อประกันสุขภาพ โดยพิจารณาประกันสุขภาพให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่อครั้งของการรักษาโรค หรือใช้แบบวงเงินเหมาจ่ายก็สะดวกดี เป็นต้น การสร้างกองทุนฉุกเฉินเป็นแนวคิดของการบริหารจัดการในภาพรวมของเงินที่ครอบคลุมค่าใช้จ่าย 3-6 เดือน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดหลายมิติ ดังนี้ 1. มิติเรื่องของความสบายใจ : ช่วงเวลาที่เราหรือครอบครัวขาดสภาพคล่อง และถ้ามองไม่เห็นในอนาคตว่ารายได้จะมาจากทางไหนอีก ยิ่งจะทำให้เกิดความเครียดมากเพิ่มขึ้นไป คิดแล้วจะวนอยู่วังวนว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร เช่น ในช่วง COVID-19 หากมองเช่นนี้แล้วการเริ่มที่จะหาความสบายใจให้ได้ควรเริ่มสะสมเงินจากรายได้ 2% และเพิ่มขึ้นไปเดือนละ 1% จนไปถึงระดับที่เหมาะสม 2. มิติเรื่องของสภาพคล่อง : การบริหารเงินที่เก็บว่าจะนำไปลงทุนในสินทรัพย์สภาพคล่องสูงหรือการซื้อประกันสุขภาพสำหรับตัวเองและครอบครัว เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาตามบริบทของแต่ละครอบครัวไป เนื่องจากบางครอบครัวมีสวัสดิการที่ทางองค์กรหรือหน่วยงานเป็นคนดูแลให้อยู่แล้ว บางคนอาจไม่มีเลย หลายคนมองว่าสิทธิขั้นพื้นฐานที่มีไม่ว่าจะสิทธิประกันสังคม หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า น่าจะเพียงพอแล้ว แต่อย่าลืมว่าหากต้องการเพิ่มเติมจากส่วนที่เป็นพื้นฐาน ส่วนเกินสิทธิต้องชำระเอง ซึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ คือ การทำประกัน 3. มิติเรื่องของปกป้องพอร์ตลงทุน : เมื่อเริ่มสร้างพอร์ตการลงทุนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ เช่น เป้าหมายเกษียณซึ่งจะบรรลุในอีก 20 ปีข้างหน้า แต่หากว่าในระหว่างนั้นเกิดเหตุการณ์ที่ต้องนำเงินออกมา หรือไม่สามารถนำเก็บเงินก้อนใหม่ได้ สิ่งที่กระทบคือเป้าหมายที่วางไว้ก็จะไม่สำเร็จ หรืออาจจะต้องเลื่อนออกไป ดังนั้นการวางแผนเพื่อปกป้องพอร์ตลงทุน จึงควรกันเงินไว้เป็นกองทุนฉุกเฉิน ซึ่งเป็นเงินที่แยกออกมาต่างหาก จะต้องไม่นำเงินก้อนนี้ไปลงทุนกับพอร์ตเพื่อเป้าหมาย วัตถุประสงค์กองทุนฉุกเฉินเพื่อไว้ใช้จ่ายของครอบครัว แม้ว่าพอร์ตที่ว่างเป้าหมายไว้อาจมีความผันผวน แล้วส่งผลให้ขาดทุนก็อย่านำเงินในกองทุนฉุกเฉินเข้าไปซื้อ ถึงแม้ราคาจะปรับลดลง หลายคนได้มีการวางแผนการเงินมาเป็นอย่างดี ทำให้ตนเองและครอบครัวผ่านสถานการณ์มิคาดฝันในชีวิตมาได้ ถือได้ว่ามีการเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี และที่สำคัญต้องหมั่นตรวจสอบกองทุนฉุกเฉินด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่ท้าทายทางความคิดว่า COVID-19 ได้ทำลายความคิดเดิมด้านการเงินหรือไม่ แล้วมีการสร้างแนวความคิดเรื่องการเงินขึ้นมาใหม่หรือเปล่า เพราะสิ่งไม่แน่นอนในช่วงชีวิตยังมีอีกทั้งระดับเล็ก ๆ ที่กระทบแค่คนเดียว เช่น เจ็บป่วยไข้ ตกงาน หรือเป็นผลกระทบระดับกว้าง เช่น สภาพเศรษฐกิจชะลอตัว การเกิดภัยพิบัติ หรือโรคระบาด ดังนั้น คงต้องขึ้นอยู่กับการที่เราต้องย้อนกลับมาพิจารณาตัวเองอย่างจิงจังว่า การเตรียมรับมือกับสถานการณ์ทางการเงินมีมากน้อยแค่ไหน COVID-19 เองก็อาจเป็นตัว Disrupt ความคิดการเงินก็ได้ แหล่งที่มาข่าวต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1533470
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันภัย
29/04/2024
อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกวัน บางคนอาจแค่เฉี่ยวประตูรั้วบ้านก่อนไปทำงาน มีขูดกระถางต้นไม้บ้างเพราะยังตื่นไม่เต็มที่ แต่ถ้าวันไหนไม่เป็นใช่วันของคุณก็อาจจะเผลอชนเสาไฟฟ้าข้างทางไปเลย งานนี้เสียทั้งรถและของหลวง แล้วแบบนี้ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ช่วยเราได้ไหม จะโดนค่าปรับ หรือบทลงโทษอะไรบ้าง หาคำตอบได้ในบทความนี้ขับรถชนเสาไฟฟ้าประกันชั้นไหนรับเคลมการขับรถชนเสาไฟฟ้าถือเป็นอุบัติเหตุแบบไม่มีคู่กรณี แม้ว่าจะเป็นสิ่งของที่อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานภาครัฐก็ตาม แต่สถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่การชนกับยานพาหนะนั่นหมายความว่า มีเพียงประกันรถยนต์ชั้น 1 เท่านั้นที่ครอบคลุมความรับผิดชอบในกรณีดังกล่าว หากเป็นประกันชั้นอื่น ๆ อย่างประกันชั้น 2+, 3+ หรือ 3 ผู้เอาประกันภัยจะต้องเสียค่าปรับทั้งหมดด้วยตัวเองขับรถชนเสาไฟฟ้าโดนปรับเท่าไหร่สำหรับการชนเสาไฟฟ้าจะมีค่าปรับเริ่มต้นที่ 10,000 - 100,000 บาท โดยแบ่งออกเป็นเสาไฟฟ้าแรงต่ำค่าปรับอยู่ระหว่าง 10,000 - 30,000 บาท และเสาไฟฟ้าแรงกลางค่าปรับอยู่ที่ 30,000 - 100,000 บาท โดยมีการคิดค่าแรงในการรื้อถอนและติดตั้งเข้าไปด้วย มากไปกว่านั้นหากคุณแจ็กพอตชนเสาไฟฟ้าอาจทำให้หม้อแปลงไฟฟ้า และชุมสายสื่อสารเสียหาย ก็อาจจะโดนเรียกเก็บค่าเสียหายเพิ่มอีก เบ็ดเสร็จอาจต้องจ่ายค่าปรับเกิน 100,000 บาทได้เลยทีเดียวส่วนค่าปรับของหลวงประเภทอื่นมีค่าปรับคร่าว ๆ ดังนี้ • แบริเออร์กั้นทาง 800 - 15,000 บาท • แผงกั้นจราจร 1,000 - 5,000 บาท • กรวยจราจร 200 - 800 บาท • เสาล้มลุก 800 - 3,500 บาท • ต้นไม้ เริ่มต้น 2,000 บาท ขึ้นอยู่กับพันธุ์ไม้และจำนวนต้นไม้ที่เสียหายขับรถชนเสาไฟฟ้ามีโทษอะไรบ้างอันดับแรก การขับรถชนเสาไฟฟ้า หรือของหลวงประเภทอื่น ๆ มีความผิด มาตรา 360 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ใช้ หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากจงใจไม่เสียค่าปรับอาจต้องระวางโทษตามมาตรา 438 ดังนั้นควรไกล่เกลี่ยการชำระเงินให้ลงตัวเพื่อความบริสุทธิ์ใจ เพราะไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้แน่นอนการขับรถชนสิ่งของไม่ว่าจะเป็นของหลวง หรือของใครก็ตาม แม้ว่าเราจะมีประกันรถยนต์ชั้น 1 แต่ทางบริษัทก็สามารถชดเชยได้ตามวงเงินทุนประกันเท่านั้น โดยที่คุณจะต้องจ่ายค่าส่วนต่างที่เหลือเอง ดังนั้นเราควรใช้สติในการขับรถพยายามสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบข้าง และคำนึงถึงเพื่อนร่วมทางอยู่เสมอ เพื่อสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนและไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อผู้อื่นอีกด้วยแหล่งที่มาข่าวต้นฉบับสยามรัฐออนไลน์https://siamrath.co.th/n/524003
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
29/04/2024
จากตัวอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ออกไปราว 20 กิโลเมตร มีฝายกั้นน้ำขนาดเล็กของชุมชนบ้านปางสวรรค์ ที่เรียกว่า “ฝายกั้นน้ำปางสวรรค์” สถานที่ท่องเที่ยวในชุมชนที่หากมองผิวเผินจากด้านบนอาจดูราบเรียบแทบไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่จุดขายของฝายแห่งนี้ ต้องเดินลงไปด้านล่าง ลุยน้ำไปยังมุมที่สายน้ำด้านบนไหลลงมาราวกับม่านน้ำรอบตัวโดยเฉพาะหากใครมีอุปกรณ์กล้องถ่ายภาพที่ใช้ขาตั้งกล้องคู่กัน ฝายกั้นน้ำแห่งนี้ก็จะกลายเป็นจุดเช็กอินสุดว้าวที่โดนใจคนชอบถ่ายรูปแน่นอนข้อมูลควรรู้ก่อนเดินทางในช่วงฤดูแล้ง ช่วงวันธรรมดา ไม่มีน้ำล้น (แต่สามารถถ่ายภาพได้ตามปกติ) ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีน้ำล้นตามธรรมชาติ เนื่องจากน้ำบางส่วน ต้องเก็บกักไว้ใช้ในด้านการเกษตรเป็นหลัก ส่วนฤดูฝนนั้น มีน้ำมากที่สุดและสวยที่สุดข้อมูลการท่องเที่ยวเพิ่มเติมททท.สำนักงานอุทัยธานี www.facebook.com/TAT.Uthaiโทร.056 514 651ภาพ: ชยวรรศ มานะศิริแหล่งที่มาข่าวต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9670000027940
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
01/04/2024
จากข้อมูลของหน่วยงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา (US Environmental Protection Agency) โรงแรม เป็นผู้ใช้น้ำมากถึง 15% ของปริมาณน้ำทั้งหมดที่ใช้โดยสถานประกอบการและหน่วยงานในประเทศ คิดเป็น 17% ของน้ำประปาที่ใช้ในอเมริกา เมื่อพิจารณาว่า 16% ของการใช้น้ำในโรงแรมเป็นการซักรีด จึงไม่แปลกใจที่เราจะเห็นป้ายเล็กๆ ในห้องน้ำที่รณรงค์ให้แขกช่วยประหยัดน้ำโดยการใช้ผ้าขนหนู หรือผ้าเช็ดตัวซ้ำ แต่การใช้ผ้าเช็ดตัวซ้ำดีจริงหรือแม้การรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวใช้ผ้าเช็ดตัวซ้ำในโรงแรมจะเป็นแนวคิดที่ดูเหมือนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่บทความวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการด้านการบริการธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว (Journal of Hospitality and Tourism Research) ชี้ให้เห็นว่า การปฏิบัตินี้กลับส่งผลเสียต่อทั้งธรรมชาติและสุขภาพของผู้คนผลการศึกษาชี้ว่า การยืดระยะเวลาการซักผ้าเช็ดตัวอาจส่งผลให้คราบสกปรกฝังแน่น ยากแก่การกำจัด ซึ่งนำไปสู่การใช้สารเคมีทำความสะอาดมากขึ้นและการซักนานขึ้น นอกจากนี้ หากคราบดังกล่าวไม่สามารถขจัดออกได้ สุดท้ายแล้วผ้าเช็ดตัวนั้นก็จะถูกทิ้งและแทนที่ด้วยของใหม่ กลายเป็นว่า "ระบบทำความสะอาดแบบรักษ์โลก" นี้กลับส่งผลให้มีการใช้ทรัพยากรมากขึ้น แทนที่จะลดลงอีกทั้ง การสัมผัสกับสารเคมีทำความสะอาดอย่างต่อเนื่องยังส่งผลต่อสุขภาพของพนักงานโรงแรม คุณ Grace N. Sembajwe, DSc. หัวหน้าผู้วิจัย ระบุว่า พนักงานเหล่านี้มักประสบปัญหา "อาการแพ้ทางเดินหายใจจำนวนมาก"การล่าช้าการทำความสะอาดผ้าปูที่นอน พรม และม่าน ยิ่งส่งผลกระทบรุนแรง ไม่เพียงแต่ดูไม่น่ามอง แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพของผู้เข้าพัก และอาจนำไปสู่รีวิวที่ไม่ดีบนเว็บไซต์จองโรงแรม"การเลือกซักผ้าปูที่นอนที่บ้านสัปดาห์ละครั้ง ย่อมแตกต่างจากการที่โรงแรมซักผ้าปูที่นอนสัปดาห์ละครั้ง" คุณ Sembajwe กล่าว "โรงแรมขนาดเล็กจำนวนมากไม่ได้ซักผ้าห่มเลยเกินกว่าปีละหนึ่งหรือสองครั้ง"แทนที่จะเลื่อนการซักผ้า โรงแรมควรลงทุนในเครื่องซักผ้าประหยัดพลังงาน สำหรับการประหยัดพลังงานที่บ้าน ผู้เขียนแนะนำให้ใช้ราวตากผ้าแทนเครื่องอบผ้าขอขอบคุณข้อมูล :apartmenttherapyแหล่งที่มาข่าวต้นฉบับ sanookhttps://www.sanook.com/travel/1447079/
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
30/03/2024
คอลัมน์ : เช้านี้ที่ซอยอารีย์ ผู้เขียน : ดร.พงศ์นคร โภชากรณ์์ (pongnakornp@fpo.go.th) ผมตั้งชื่อเรื่องไว้ว่า “กำลังซื้อ กำลังแย่” วันนี้เรามาวิเคราะห์เรื่องนี้กันว่า จริงอย่างที่ผมว่าไหม ? และเราจะใช้ข้อมูลอะไรมาชี้วัดว่ามันกำลังแย่ ? จริงอยู่ว่าในปี 2566 พระเอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือ การบริโภคภาคเอกชน ซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 59 ใน GDP ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 7.1 ต่อปี สูงสุดในรอบ 11 ปี แต่ก็เป็นผลจากการขยายตัวของการบริโภคในหมวดร้านอาหารและโรงแรมสูงถึงร้อยละ 46.5 ต่อปี หากการท่องเที่ยวกลับเข้าสู่การขยายตัวในระดับปกติ การบริโภคย่อมชะลอตัวลง ประกอบกับข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ออกมา 2 เดือนแรกของปี 2567 ยิ่งทำให้เห็นว่า การบริโภคกำลังอ่อนแรงลงแล้ว เรามาวิเคราะห์เครื่องชี้เศรษฐกิจแต่ละตัวกันครับ 1. รายได้เกษตรกรที่ขจัดเงินเฟ้อออก ครอบคลุมประชากรประมาณ 20 ล้านคน พบว่าหดตัวในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2567 ร้อยละ -0.6 และ -1.7 ต่อปี ปีที่แล้วทั้งปีก็หดตัวร้อยละ -2.1 ต่อปี ดังนั้นกำลังซื้อของเกษตรกรยังคงอ่อนแอต่อเนื่อง ช่วงที่เหลือยังต้องเผชิญกับภัยแล้งน้ำท่วมอีก 2. จำนวนนักท่องเที่ยวชะลอตัว ต่างประเทศเที่ยวไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 24 มีนาคม มีจำนวนกว่า 8 ล้านคน ขยายตัวร้อยละ 44 ต่อปี ชะลอลงมากจากปี 2566 ที่ขยายตัวถึงร้อยละ 154 ต่อปี ส่วนไทยเที่ยวไทยเดือนมกราคม 2567 ขยายตัวร้อยละ 6.8 ต่อปี ชะลอลงมากจากปี 2566 ที่ขยายตัวร้อยละ 23 ต่อปี ดังนั้น รายได้จากนักท่องเที่ยวที่ผันไปเป็นเงินเข้ากระเป๋าชาวบ้าน ร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร สองแถวรับจ้าง ย่อมมีแนวโน้มลดลงตามไปด้วย 3. ยอดรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ปี 2566 ขยายตัวได้ร้อยละ 4.6 ต่อปี แต่เดือนมกราคม และกุมภาพันธ์ 2567 หดตัวร้อยละ -1.8 และ -10.0 ต่อปี ตามลำดับ สะท้อนว่ากำลังซื้อของประชาชนรายได้น้อยก็อ่อนแอเช่นกัน 4. ยอดรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ปี 2566 ขยายตัวร้อยละ 3.6 ต่อปี เดือนมกราคม 2567 ยังขยายตัวได้ที่ร้อยละ 5.4 ต่อปี แต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 กลับมาหดตัวที่ร้อยละ 27.1 ต่อปี ก็บ่งชี้ว่า ประชาชนที่มีรายได้ปานกลางก็ยังมีกำลังซื้อที่เปราะบาง แล้วจะหายเปราะบางเมื่อใด 5. ยอดรถปิกอัพจดทะเบียนใหม่ ปี 2566 หดตัวร้อยละ -27.2 ต่อปี ต่อมาในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2567 หดตัวร้อยละ -31.5 และ -36.4 ต่อปี ตามลำดับ สะท้อนว่า ประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดเล็ก กิจการขนาดเล็กที่ต้องลงทุนซื้อรถปิกอัพไว้ขนส่ง ก็มีกำลังซื้อที่ลดลง 6. ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ปี 2566 หดตัวร้อยละ -3.8 ต่อปี เดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2567 หดตัวร้อยละ -2.9 และ -2.8 ต่อปี ตามลำดับ ซึ่งเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 หมายความว่า โรงงานผลิตของน้อยลง ซึ่งเป็นไปได้ว่ากำลังซื้อของเศรษฐกิจโดยรวมของโรงงาน บริษัท ห้างร้าน ครัวเรือน ยังมีแนวโน้มหดตัว 7. ยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่สะท้อนกิจกรรมของเศรษฐกิจในเดือนมกราคม 2567 ซึ่งเป็นเดือนที่มีมาตรการ Easy e-Receipt จะทำให้มูลค่าการจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น แต่ก็เป็นกำลังซื้อของผู้มีรายได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเท่านั้น 8. หนี้ครัวเรือน ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 91 ของ GDP และมีโอกาสจะเพิ่มขึ้น หนี้เสียจะเพิ่มขึ้น หนี้ที่กำลังจะเสียก็จะเพิ่มเร็วกว่า ทำให้การบริโภคภาคเอกชนจะถูกบั่นทอนด้วยหนี้ครัวเรือน กำลังซื้อก็จะลดลงในระยะยาว ดังนั้น หากมีคนมาถามผมว่า เศรษฐกิจกำลังจะฟื้นตัวแล้วใช่ไหม ? ผมจะตอบว่า “ตอนนี้ ยังครับ” บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิได้ผูกพันเป็นความเห็นขององค์กรที่สังกัด แหล่งที่มาข่าวต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1532870
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
29/04/2024
ธรรมชาติ สร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปินสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างไม่รู้จบ....สัปดาห์นี้ “พี่ม้ามังกร” ขอพาน้องไปเสพศิลปะให้สุนทรีย์ สร้างชีวิตให้มีความรื่นรมย์ ชื่นชมธรรมชาติ ในนิทรรศการศิลปกรรมศิลป์สิรินธร “หลากสีในสวนสวย” (COLOURS IN A GARDEN) ที่ห้องโถงชั้น 1 หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน เปิดให้เข้าชมฟรีถึงวันที่ 26 เม.ย.นี้นิทรรศการนี้ ศูนย์ศิลป์สิรินธรร่วมกับสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาส สมเด็จพระกนิษฐา ธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 69 พรรษา วันที่ 2 เมษายน 2567 และเฉลิมฉลองครบรอบ 31 ปี ศูนย์ศิลป์สิรินธร โรงเรียนศรีสงครามวิทยา อ.วังสะพุง จ.เลยความมุ่งมั่นในการจัดนิทรรศการเปรียบเสมือนการสื่อสารโดยใช้ “ศิลปะ” ที่รังสรรค์โดย “ศิลปิน” เป็นตัวแทนความ รักและกตัญญูต่อ สมเด็จพระ กนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระ เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารี ที่ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ “ศูนย์ศิลป์สิรินธร” ตลอดจนเป็นการแสดงความเคารพของศิษย์ที่มีต่อ นายสังคม ทองมี ครูผู้เป็นต้นแบบแห่งแรงบันดาลใจและเป็นกำลังสำคัญของวงการศิลปศึกษาของประเทศภายในนิทรรศการเต็มไปด้วยผลงานศิลปะที่ทำให้ผู้ชมได้ปลดปล่อยอารมณ์ชมธรรมชาติอย่างอิ่มเอมผ่านงานศิลป์ เหมือนอยู่ท่าม กลางสวนสวยที่อุดมสมบูรณ์อันเป็นที่มาของพันธุ์ไม้งามหลากสีสัน งอกงามและมอบคุณค่าคืนสู่สังคม โดยนำมาจัดแสดง 112 รายการ มีไฮไลต์สำคัญได้แก่ “มังกรบิน” ภาพวาดฝีพระหัตถ์และ “Untitle” ภาพ พิมพ์ฝีพระหัตถ์โลหะร่องลึก สมเด็จ พระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงานศูนย์ศิลป์สิรินธร เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2548 และในปี 2566 ที่ผ่านมาขณะเดียวกันมีผลงานของบรรดาศิษย์เก่าศูนย์ศิลป์สิรินธร จำนวน 16 คน อาทิ Heartful Memories, Colouring Milano Duomo , Thailand's coronation Day parade, A Window View from Monet’s House at Giverny, France, Blooming day @ Central hotel Huahin Home Darden,A midst of Srilankan Forest, Home Garden, Contemplation-Time and Thought, In the Pink Garden, Contemplation-Time and Thought, ดอกผักบุ้ง, สีสันในสวน (ครัว),Axure Dreamweaver, Birth of paradise, Summer day, ความงามเมืองอุดร, Night in the garden, Colors in the garden และ Morning Glory manนอกจากนี้ยังมีผลงานของ 2 ศิลปินแห่งชาติ ได้แก่ นายพิชัย นิรัตน์ ชื่อ “สาระลังกา” 2546, “กล้วยไม้เมืองเหนือ” 2007 และผลงาน “สัม พันธภาพ” ของ นายสุรชัย จันทิมาธร ซึ่งแต่ละผลงานมีความงดงามมีเอกลักษณ์ของศิลปินแต่ละคนเลยครับ.พี่ม้ามังกรแหล่งที่มาข่าวต้นฉบับไทยรัฐออนไลน์https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2772865
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ห้องแสดงนิทรรศการ
30/03/2024
สายเที่ยวต้องรู้! 11 ยาแก้ปวด ห้ามนำเข้าประเทศญี่ปุ่น ช่วงนี้หลายคนเตรียมตัวเดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ดอกซากุระกำลังเริ่มผลิบานในหลายพื้นที่ ด้วยอากาศที่หนาวเย็นกว่าบ้านเรา หลายท่านอาจเกรงว่าจะเป็นไข้ไม่สบาย ต้องการพกยาแก้ไข้แก้ปวดตัวตัวไปด้วย แต่อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจควรเช็กให้ดีว่าเป็นยาแก้ปวดต้องห้ามเหล่านี้หรือไม่ประกาศสำคัญจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโดเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระบุว่า ยาแก้ปวดบางชนิดที่รัฐบาลญี่ปุ่นห้ามนำเข้าประเทศ เนื่องจากยาบางชนิด เป็นยาที่มีส่วนผสมต้องห้ามภายใต้กฎหมายุของญี่ปุ่น โดยทางสถานทูตฯ ขอแจ้งตัวอย่างรายชื่อยา ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายและห้ามนำเข้ามาในญี่ปุ่น ดังนี้ 1. TYLENOL COLD2. NYQUIL3. NYQUIL LIQUICAPS4. ACTIFED5. SUDAFED6. ADVIL COLD & SINUS7. DRISTAN COLD/ "NO DROWSINESS"8. DRISTAN SINUS9. DRIXORAL SINUS10. VICKS INHALER11. LOMOTILสำหรับท่านใดที่เดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นแล้วมีโรคประจำตัวต้องใช้ยาประจำตัวทุกวัน สามารถนำยาติดตัวไปด้วยได้ หากไม่มั่นใจว่าเป็นยาต้องห้ามหรือไม่ อาจติดใบรับรองแพทย์หรือหลักฐานการสั่งจ่ายยา และควรแจ้งมัคคุเทศก์ให้ทราบด้วยเพื่อป้องกันปัญหาขณะเดินทางแหล่งที่มาข่าวต้นฉบับ sanookhttps://www.sanook.com/travel/1447039/
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันภัย
30/03/2024
ผู้จัดการกองทุนประกันวินาศภัย ยอมรับ “ถังแตก” เหลือเงินแค่ 3 ล้าน ขณะที่ภาระหนี้ท่วม 5 หมื่นล้าน ยันทำทุกหนทางแต่ยังไร้ทางออก ขณะที่คลังยันมีแนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เผยระยะสั้นจ่อทยอยกู้ 3,000 ล้าน เติมกองทุนไปก่อน ส่วนระยะยาวเล็งดึงภาคธุรกิจประกันร่วมแก้ปัญหานายชนะพล มหาวงษ์ ผู้จัดการกองทุนประกันวินาศภัย (กปว.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากกรณีที่กองทุนประกันวินาศภัยต้องปรับแผนการจ่ายคืนหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามสัญญาประกันภัยนั้น เนื่องจากตอนนี้เหลือเงินอยู่แค่ 3-4 ล้านบาทเท่านั้นโดยรอบต่อไปต้องรอเงินสมทบจากบริษัทประกันภัยที่จะเข้ามาอีกที ในช่วงเดือน ก.ค. 2567 ซึ่งบริษัทประกันนำส่งในอัตรา 0.5% ของเบี้ยประกันที่บริษัทได้รับในรอบเดือน ม.ค.-มิ.ย. 2567 หรือคิดเป็นเงินประมาณ 600-700 ล้านบาท“ตอนนี้เงินเหลือแค่ 3-4 ล้านบาท นั่นจึงเป็นที่มาของกองทุนต้องออกมาบอกกับประชาชน ขอปรับเปลี่ยนการอนุมัติชะลอจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ เพราะเวลานี้แทบไม่มีเงินจากช่องทางอื่นเข้ามาเลย”กองทุนยันทำทุกหนทางแล้วนายชนะพลกล่าวว่า ทั้งนี้ต้องบอกว่า กองทุนประกันวินาศภัย เป็นหน่วยงานของรัฐ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้ ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ที่เกิดจากการเอาประกันภัย ในกรณีที่บริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย เปรียบเป็นหลักประกันให้กับประชาชน ซึ่งต้องจ่ายเงินเยียวยาให้เจ้าหนี้รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท มีลักษณะคล้ายกับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ที่คุ้มครองกรณีธนาคารพาณิชย์ล้มละลาย“ในกรณีที่เงินกองทุนไม่เพียงพอจ่ายหนี้ ข้อกฎหมายกำหนดไว้ว่า สามารถขอรับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล ตามมาตรา 80 (11) ตาม พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย และเนื่องจากหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้สาธารณะ กองทุนจึงได้ขอบรรจุวงเงินกู้ไว้กับ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ไว้จำนวน 3,000 ล้านบาท รวมทั้งได้ดำเนินการเสนอปรับอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุน จาก 0.25% เป็น 0.5% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดแล้วแต่อย่างไรก็ตาม ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบเงินนำส่งของธนาคารพาณิชย์ที่กำหนดไว้ 1% กองทุนจึงคาดหวังว่าหากแก้เกณฑ์ใหม่ปรับขึ้นไปที่ระดับ 1% น่าจะทำให้มีเงินเข้าสู่กองทุนได้ปีละ 2,000-3,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่เงินจะเข้ามาแค่ปีละ 1,200-1,300 ล้านบาท”ที่ผ่านมา กองทุนได้ดำเนินการขอปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพิ่มเงินสมทบเสนอต่อ คณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (บอร์ด คปภ.) ไปแล้ว ส่วนเรื่องเงินกู้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ได้อนุมัติให้ใส่ไว้ในแผนบริหารหนี้แล้วเพียงแต่ตอนนี้ไม่มีใครให้กู้ ส่วนแผนการระดมทุนโดยออกตราสารทางการเงิน อยู่ระหว่างศึกษาและหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อย่างไรก็ดี แนวทางนี้มีข้อจำกัดเรื่องรายได้ของกองทุนขอรัฐจัดสรรงบฯช่วยอุ้มนายชนะพลกล่าวอีกว่า ขณะนี้กองทุนจึงพยายามขอรับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล โดยส่งเรื่องไปยังสำนักงบประมาณแล้ว แต่ก็ไม่มีแผนรองรับการช่วยเหลือเรื่องนี้ เพราะรัฐบาลไม่มีเงิน สะท้อนให้เห็นว่า จากที่พยายามดำเนินการจัดหาเงินมาเกือบ 2 ปี ตอนนี้แทบไม่มีอะไรเคลื่อนไหวเลย มีเพียงแค่เงินสมทบของบริษัทประกันวินาศภัยที่นำส่งเข้ามาเท่านั้นโดยในช่วงปี 2566 ที่ผ่านมา กองทุนเร่งจ่ายหนี้ให้กับประชาชนได้ประมาณ 7,000-8,000 รายต่อเดือน วงเงินอนุมัติจ่าย 300-400 ล้านบาท จนกระทั่งถึงปี 2567 นี้ ได้รับเงินสมทบเข้ามาในเดือน ม.ค. กว่า 600 ล้านบาท เบื้องต้นวางแผนจะแบ่งจ่ายเฉลี่ย เดือนละ 100 ล้านบาท เพื่อรอเงินนำส่งครั้งที่ 2 เข้ามาแต่พิจารณาแล้วอาจจะไม่เหมาะสมที่จะจ่ายลดลงจากเดิมที่มีการจ่ายกว่า 300 ล้านบาทต่อเดือน จึงตัดสินใจจ่ายในเดือน ม.ค.-ก.พ. 2567 ในจำนวนใกล้เคียงกับปี 2566“จึงทำให้ในเดือน มี.ค. 2567 เงินกองทุนหมดหน้าตัก โดยเงินสมทบจะเข้ามาอีกทีในช่วงเดือน ก.ค. 2567 ระหว่างนี้กองทุนจะตรวจสอบรับรองมูลหนี้ให้เจ้าหนี้ และรอเงินเข้ามาแล้ว กองทุนจะอนุมัติจ่าย แต่อย่างไรก็ตาม คงจะจ่ายเงินให้ได้เฉพาะการอนุมัติของรอบเดือน มี.ค.-เม.ย. 2567 เท่านั้น เพราะเงินหมด ดังนั้นจะติดค้างไปอีก โดยตอนนี้มีหนี้ค้างจ่ายอยู่ 5 หมื่นล้านบาท กับเจ้าหนี้ทั้งหมด 6 แสนราย”นายชนะพลกล่าวว่า ตอนนี้ขึ้นกับนโยบายของภาครัฐแล้ว ทั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กระทรวงการคลัง และรัฐบาล ว่าจะจัดการหรือดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร หากไม่ทำอะไรก็ต้องใช้เวลาร่วม 80 ปี จึงจะจ่ายหนี้หมด กองทุนพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เนื่องจากเป็นเรื่องหลักประกันของผู้ใช้บริการสถาบันการเงินที่รัฐมีให้ จะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือทั้งในและต่างประเทศแก้ปัญหา “สินมั่นคง” ค้างเติ่งแหล่งข่าวจากสำนักงาน คปภ.กล่าวว่า ปัญหากองทุนประกันวินาศภัยที่ผ่านมา รัฐบาลบอกทำนองว่าจะให้ทยอยกู้เงินเป็นงวด ๆ งวดละ 3,000 ล้านบาท โดยในช่วงต้นเดือน เม.ย. 2567 จะมีการประชุมคณะกรรมการจัดหาแหล่งเงินของกองทุนประกันวินาศภัย ซึ่งน่าจะต้องมีการพูดคุยเรื่องนี้กันส่วนความคืบหน้าการเพิกถอนใบอนุญาต บริษัท สินมั่นคงประกันภัย ขณะนี้เรื่องอยู่ที่กระทรวงการคลัง ซึ่งเวลาที่ทอดยาวออกไป คงเป็นเรื่องที่คลังกำลังคิดพิจารณาให้รอบคอบ เพราะอาจจะกระทบต่อภาระหนี้กองทุนประกันวินาศภัยที่ผ่านมา คปภ.เคยเรียกสินมั่นคงฯ เข้ามาพูดคุยหลายรอบ เพื่อทราบถึงแนวทางดำเนินการฟื้นฟูกิจการของตัวเอง แต่ยังไม่มีแผนการที่มีความเป็นไปได้ ซึ่งเบื้องต้นตามกฎหมายไม่มีกำหนดเดดไลน์ แต่ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจพิจารณาดูว่าตรงไหนที่จะเหมาะสม ซึ่งปัจจุบัน คปภ.สั่งให้สินมั่นคงฯ หยุดรับประกันชั่วคราวไป และตอนนี้เข้าไปควบคุมการจ่ายเงินออก ที่เหลือก็รอเพิกถอน ทำอะไรไม่ได้แล้วคลังยันมีทางออก-ไม่ใช้งบฯอุ้มนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง กล่าวว่า ล่าสุดมีการประชุมร่วมกันเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา ถึงกรณีกองทุนประกันวินาศภัยมีปัญหาขาดสภาพคล่องต้องชะลอการจ่ายหนี้ และการแก้ปัญหา สินมั่นคงประกันภัย อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่า การแก้ปัญหาจะได้ข้อสรุปเมื่อใด“กําลังดำเนินการอยู่ เรายังไม่มีข้อสรุปที่ออกมาพูดได้ตอนนี้ ต้องรอให้ชัด ๆ กว่านี้ ถ้าได้ข้อสรุปแล้วจะมีการแถลง เดี๋ยวรอคําตอบก่อน”ขณะที่ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รมช.คลัง กล่าวว่า คงต้องไปดูฐานอํานาจทางกฎหมายของกองทุนประกันวินาศภัยก่อน ว่าจะสามารถทําอะไรได้บ้าง โดยมองว่าหากจะไปเก็บเงินเพิ่มจากบริษัทประกัน อาจจะไม่ถูกต้อง“คงต้องไปดูวิธีการหาเงินของเขา เพราะว่ากฎหมายเขาก็มีอํานาจอยู่ค่อนข้างจํากัดอยู่พอสมควร”ส่วนกรณีกองทุนประกันวินาศภัยได้เสนอแผนขอบรรจุวงเงินในแผนบริหารหนี้สาธารณะ ในวงเงิน 3,000 ล้านบาทนั้น ก็ต้องดูว่ารัฐบาลค้ำได้ไหม หากกองทุนมีอํานาจกู้ได้เอง ก็ต้องดูว่าจะเป็นหนี้สาธารณะหรือเปล่า ก็ต้องให้ทาง สบน.เข้าไปดูสำหรับกรณีหากมีการเสนอขอใช้งบประมาณในการแก้ไขปัญหา ก็ต้องพิจารณาว่ากองทุนประกันวินาศภัย เป็นหน่วยงานที่จะขอรับงบประมาณตามกฎหมายได้หรือไม่ หากเป็นหน่วยงานที่สามารถรับงบประมาณได้ ก็ต้องไปเข้ากฎหมายงบประมาณอีกที ซึ่งมองว่าอาจจะนานไป เพราะงบประมาณปี 2568 ขอไม่ทันแล้วด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังพอจะมีแนวทางออกที่เตรียมไว้แล้ว เพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างยั่งยืน ทั้งกรณีกองทุนประกันวินาศภัยที่ไม่มีเงินเหลือ กับกรณี บมจ.สินมั่นคงฯ โดยจะไม่ใช้งบประมาณ เพราะจะสร้างภาระทางการคลังจำนวนมาก ซึ่งจะขัดกฎหมายวินัยการเงินการคลัง อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ต้องรอให้มีการแถลงอย่างเป็นทางการอีกที“กองทุนอยากบีบให้คลังออกเงิน แต่ทำไม่ได้ เพราะจะผิดกฎหมาย ดังนั้นอาจจะต้องให้ภาคธุรกิจประกันมีส่วนร่วม แต่ก็ต้องมีแรงจูงใจให้เขาด้วย” แหล่งข่าวกล่าวแหล่งข่าวกล่าวว่า ในระยะสั้นน่าจะมีการกู้เงินที่วางกรอบไว้ 3,000 ล้านบาทก่อน ในเดือน มิ.ย.นี้ โดยกองทุนประกันวินาศภัยถือเป็นนิติบุคคล สามารถกู้ตรงได้เอง ซึ่งกระทรวงการคลังจะช่วยดูเรื่องตลาดให้แหล่งที่มาข่าวต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1532866
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
29/04/2024
โรเบิร์ต คิโยซากิ นักแนะนำการลงทุน เจ้าของหนังสือขายดี "Rich Dad Poor Dad หรือ พ่อรวยสอนลูก" ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่นานได้ออกมาเตือนนักลงทุนว่าตลาดหุ้นกำลังตกต่ำเข้าสู่วัฏจักรขาลง โดยกลุ่มคนรุ่น Baby Boomer ซึ่งมีบทบาทมากในสังคมปัจจุบันนี้ จะกลายเป็นเหยื่อที่เสียหายมากที่สุดจากหายนะครั้งนี้ finbold กล่าวถึงบทวิจารณ์ของ โรเบิร์ต คิโยซากิ โดยเขาชี้ให้เห็นว่าผลพวงของสัญญาณล่มสลายของตลาดหุ้น เริ่มมีสัญญาณสะท้อนออกมาแล้ว “ธนาคารยักษ์ใหญ่อีกแห่งในจีนล้มละลาย” และสิ่งเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา “เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ โดยเฉพาะอาคารสำนักงานหลายแห่งกำลังล้มละลาย และมันคือวิกฤติครั้งสำคัญ” ตามโพสต์ใน X ที่เขาเผยแพร่เมื่อวันที่ 29 เดือนมีนาคม เงินบำนาญคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ กับความหวังหลังเกษียณ แต่สลายหายไปในตลาดหุ้น นอกจากนี้ เขาชี้ให้เห็นว่าคนรุ่น Baby Boomer มีความเสี่ยงเป็นพิเศษเนื่องจากแผนการเกษียณอายุของพวกเขาที่มี "สินทรัพย์ปลอม" ผ่านกองทรัสต์เพื่อการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ (REIT) หรือที่เรียกว่า Mutual Fund ETFs สำหรับอสังหาริมทรัพย์ และ "การเกษียณอายุของ Baby Boomer กำลังจะทยอยพังทลายลงอย่างช้าๆ เมื่อทรัพย์สินเสมือนในรูปสัญญากระดาษพังทลายลง”เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น เขาแนะนำให้ผู้ติดตามของเขาว่า “ออกไปจากสินทรัพย์ปลอม รวมถึงสกุลเงินดอลลาร์ และซื้อทองคำ โลหะเงิน และบิทคอยน์ Bitcoins โดยไม่ต้องรอวันเกษียณอายุและเอาเงินบำนาญมาลงทุน "ผมไม่เชื่อว่าสินทรัพย์อะไรก็ตามที่พิมพ์ออกมาในรูปของกระดาษได้ (ดอลล่าร์ พันธบัตร สัญญาการถือครอง หรือสินทรัพย์ในรูปแบบกระดาษ) จะเชื่อถือได้ พวกคุณต้องไปสัมผัสของจริง เรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์จริงด้วยตัวเอง" โรเบิร์ต คิโยซากิ อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ว่าคนรุ่นของเขา กำลังจะเสียหายอย่างมากจากผลกระทบของ “การล่มสลายของตลาดหุ้นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” ที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากแบงก์ชาติสหรัฐ ซึ่งเป็นธนาคารกลางของประเทศ มีการพิมพ์ธนบัตรหรือเงินกระดาษมากเกินไป โดยไม่มีสินทรัพย์หลักใดเป็นเครื่องการันตีค้ำประกันหนุนหลังดอลล่าร์ นอกจากนี้ โรเบิร์ต คิโยซากิ ยังคงย้ำจุดยืนมาอย่างต่อเนื่องว่าวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันตัวเองจากผลกระทบจากอุบัติเหตุครั้งใหญ่ครั้งนี้ คือการมุ่งเน้นไปที่การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์และทรัพยากรเป็นการลงทุนที่เหนือกว่าในปี 2567 รวมถึงการเลือกลงทุนประเภทความเสี่ยงต่ำ ที่เป็นหลุมหลบภัยเช่น โลหะมีค่า เช่น ทองคำและโลหะเงิน หรือแม้กระทั่งวัวเนื้อวากิว ที่มีราคาสูง และสกุลเงินดิจิทัลเช่นบิทคอยน์เป็นต้น ขณะที่ดังที่กล่าวไว้ ไมค์ แมคโกลน ผู้เชี่ยวชาญการลงทุน และนักวิเคราะห์อาวุโสของ Bloomberg ได้ออกมาเตือนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่าสินค้าโภคภัณฑ์อาจประสบปัญหา โดยนักลงทุนควรต้องเตรียมพร้อมสำหรับความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้น โดยมีความเสี่ยงถึง 30% อย่างไรก็ดีภายใต้อิทธิพลของหุ้นที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ลดลงในประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้บริโภคสินค้าโภคภัณฑ์อันดับต้น ๆ ของโลก ทำให้เกิดผลกระทบเป็นระลอกคลื่นในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งนี้คนรุ่น Baby Boomer คือคนรุ่นที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2489 - 2507 (ค.ศ. 1946 - 1964) และจัดเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก และมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและทิศทางสังคมในปัจจุบัน แหล่งที่มาข่าวต้นฉบับผู้จัดออนไลน์https://mgronline.com/stockmarket/detail/9670000027877?tbref=hp
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม