คลังความรู้

Everyday knowledge for you

ประกันชีวิต

คปภ.แจง ฮลุน โซโล่ ทำประกันเดินทาง ทุน 5 ล้าน แต่ถ้าเสียชีวิตจากโรคประจำตัว ไม่ได้เงินประกัน

30/07/2026

คปภ.แจง ฮลุน โซโล่ ทำประกันเดินทาง ทุน 5 ล้าน แต่ถ้าเสียชีวิตจากโรคประจำตัว ไม่ได้เงินประกัน คุ้มครองแค่อุบัติเหตุ-ฆาตกรรมเมื่อวันที่ 30 ก.ค.2569 นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการด้านกฎหมายและตรวจสอบ คปภ. กล่าวในรายการโหนกระแสว่า ฮลุน โซโล่ มีประกันอุบัติเหตุเดินทาง 1 ฉบับ เป็นการเดินทางที่อาจยาวกว่าทริปนี้ ซึ่งทริปจอร์เจียคุ้มครองอยู่ โดยทุนประกัน 5 ล้านบาท หลักการคือ คุ้มครองกรณีอุบัติเหตุ และฆาตกรรมนายอดิศร กล่าวว่า แต่กรณีโรคประจำตัวปกติกรมธรรม์ไม่คุ้มครอง กรณีโรคประจำตัวจะเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตที่เสียชีวิตทุกกรณี ส่วนเคลมได้หรือไม่ได้นั้น ต้องมีใบมรณบัตร ใบความเห็นแพทย์ หรือใบนิติเวช ที่นำประกอบการยื่นเคลม ขณะนี้รอแค่เอกสารเท่านั้น ถ้าหากเป็นอุบัติเหตุหรือฆาตกรรมบริษัทประกันพร้อมจ่ายหนุ่ม กรรชัย ถามว่า หากพิสูจน์แล้วเป็นการใหลเสียชีวิต ทางคปภ.ชี้แจงว่า “ถือว่าเป็นโรค” เมื่อถามต่อว่าหากนำร่างกลับมาแล้วชันสูตรซ้ำ แล้วปรากฎว่า ไม่ใช่การใหลอาจมีเหตุอื่นคปภ.ยืนยันว่า กรณีดังกล่าวต้องรับฟัง เพราะเราไม่แน่ใจว่าการทำงานแต่ละที่เป็นอย่างไร หากนำกลับมาพิสูจน์แล้วว่าเป็นอุบัติเหตุหรือฆาตกรรม ฮลุนมีสิทธิได้รับการคุ้มครองหนุ่ม กรรชัย ถามว่า กรณีได้กลิ่นก๊าซ หรือได้กลิ่นที่ทำให้เสียชีวิต คปภ.ย้ำว่าถือเป็นอุบัติเหตุ เพราะไม่เกี่ยวกับโรค หากญาติมีเอกสารเพิ่มเติมให้รีบส่งมายังคปภ.ช่วยตรวจสอบแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับข่าวสดออนไลน์https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_10342360

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

“ถนนไปสู่แหลมทอง” นิทรรศการภาพถ่ายในรอบ 20 ปีของ ไชยยศ ปิ่นประดับ

30/07/2026

ดังคำกล่าวของ มาร์แซล พรุสต์ (Marcel Proust) นักเขียนชื่อดังชาวฝรั่งเศสที่ว่า “การเดินทางที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การไปยังสถานที่ที่ไม่เคยรู้จัก แต่คือการมองโลกใบเดิมด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป” อดีตช่างภาพและหนึ่งในผู้ก่อตั้งนิตยสาร Phuket Bulletin ผู้กลับมาจับกล้องถ่ายภาพอีกครั้งในรอบเกือบ 20 ปี สมาคมศิลป์ภูเก็จ (Phuket Art Association) ขอเชิญชวนทุกท่านออกเดินทางสู่ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์และพหุวัฒนธรรมใน “ถนนไปสู่แหลมทอง” (The Road to the Golden Peninsula) นิทรรศการภาพถ่ายโดย ไชยยศ ปิ่นประดับศิลปินชวนผู้ชมออกเดินทางผ่านผลงานภาพถ่าย 114 ภาพ ที่ทำหน้าที่เสมือน “สมุดบันทึก” การเดินทางจากปราณบุรีสู่ตากใบ สัมผัสวิถีชีวิต สถาปัตยกรรม และจิตวิญญาณแห่งแหลมทอง (Golden Chersonese) ชื่อที่นักเดินเรือชาวตะวันตกยุคโบราณเรียกคาบสมุทรมลายูและภาคใต้ของไทยมาตั้งแต่ยุคกรีก-โรมัน เรื่องเล่าผ่านเลนส์และมุมมองที่เปลี่ยนไปของชายผู้รักการถ่ายภาพที่หวนกลับมาจับกล้องฟิล์มอีกครั้งในวัยกว่า 70 ปี ที่อยากบอกเล่าเรื่องราวความสวยงามของภาคใต้-บ้านเกิดของเขา ผ่านความยิ่งใหญ่ของภูเขา ทะเล สถาปัตยกรรม ใบหน้าของผู้คน และเสน่ห์ของดินแดนพหุวัฒนธรรมในมิติที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง จัดแสดงวันที่ 28 กรกฎาคม – 9 สิงหาคม 2569 บริเวณผนังโค้งชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)ไชยยศ ปิ่นประดับจากถนนข้ามผ่านคาบสมุทร สู่จุดเริ่มต้นของ “ถนนไปสู่แหลมทอง”ไชยยศ ปิ่นประดับ เป็นชาวภูเก็ตโดยกำเนิด เขาหลงใหลในการถ่ายภาพและกล้องฟิล์ม มากพอ ๆ กับความรักที่มีต่อปักษ์ใต้-บ้านเกิดของเขา หลังห่างหายจากการถ่ายรูปไปนานเกือบสองทศวรรษ กล้องฟิล์มสุดหวงที่เคยสะสมไว้ก็จำหน่ายจ่ายแจกไปจนหมด ก่อนที่สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงก็พัดผ่านเข้ามาในชีวิต ไชยยศหวนนึกถึงการถ่ายภาพที่ร้างลามานานปี เขาตัดสินใจโทร. หาเพื่อนเก่าในกรุงเทพฯ เพื่อจัดหากล้อง Hasselblad Xpan (กล้องฟิล์ม Rangefinder) แล้วเรื่องราวก็ลื่นไหลจากฟิล์ม 50 ม้วน สู่หนังสือและนิทรรศการภาพถ่ายในวัย 74 ปีบางสะพาน ประจวบคีรีขันธ์“ผมก็เหมือนมือสมัครเล่นทั่วไปที่ถ่ายรูปเพราะใจรัก ความที่บ้านเกิดอยู่ภาคใต้ก็เลยเลือกความสะดวกในการทำงานและความเข้าใจในพื้นที่ แต่ผมขายกล้องฟิล์มไปหมดแล้ว เลยต้องไหว้วานให้เพื่อนเก่าอย่างคุณบิ๊ก (ศรีสุภัจจ์ เสถียรศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านห้องมืด ผู้ก่อตั้ง Min Black and White Darkroom) ที่อยู่กรุงเทพฯ จัดหาอุปกรณ์ถ่ายรูปมาให้ ทุกวันหยุดผมจะขับรถตระเวนถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจสภาพดินฟ้าอากาศ เริ่มต้นการทำงานจากปราณบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ ที่หลายคนเรียกว่า “ประตูสู่ภาคใต้” ขับรถสำรวจบ้านเมืองไปเรื่อย ๆ แต่ผมรู้สึกว่ามันมีอะไรน่าสนใจมากกว่าที่คิด ทั้งธรรมชาติ บ้านเรือน สถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์ และวัดวาอาราม ทุกครั้งที่ผมออกไปทำงานก็จะส่งม้วนฟิล์มกลับไปให้คุณบิ๊กล้างขยายและตรวจดูความเรียบร้อยที่กรุงเทพฯ ทำอยู่อย่างนั้นเกือบ 5 เดือน”ประจวบคีรีขันธ์“ถนนไปสู่แหลมทอง” จึงมีจุดเริ่มต้นจากการเดินทางข้ามคาบสมุทรจากฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย ผ่านมุมมองของชายที่เห็นโลกมาแล้วหลายยุคสมัย ตึกเก่าที่คุ้นเคยแต่อาจไม่คุ้นตาสำหรับนักเดินทาง ตลอดหลายเดือนของการเดินทางเพียงลำพังไปกับรถคู่ใจ ทำให้เขาค้นพบความสวยงามของเทือกเขาที่ทอดตัวยาว เรื่องราวระหว่างการเดินทาง และความหลากหลายของพหุวัฒนธรรมที่หลอมรวมอยู่ในดินแดนภาคใต้ จนกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของนิทรรศการภาพถ่ายในครั้งนี้ปากน้ำปราณบุรีช่างภาพและกล้องฟิล์ม บนถนนสายใต้กว่า 150 วันตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 ถึงมกราคม 2568 ไชยยศตระเวนลงพื้นที่ตลอดแนวคาบสมุทร ตั้งแต่เทือกเขาตะนาวศรีที่ประจวบคีรีขันธ์ ไล่เรียงลงไปจนถึงเทือกเขาสันกาลาคีรีที่ชายแดนภาคใต้ โดยมี ‘ปัตตานี’ เป็นศูนย์กลางการทำงาน พร้อมได้รับความช่วยเหลือจาก ‘คุณโมนา ปัตตานี’ ในการเข้าถึงชุมชนท้องถิ่น เกือบทุกภาพในนิทรรศการนี้จึงไม่ได้เกิดจากการกดชัตเตอร์เพียงครั้งเดียว หากแต่เป็นผลจากการเดินทางกลับไปยังสถานที่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึง 2-3 ครั้ง เพื่อรอคอยจังหวะแสงและเวลาที่สมบูรณ์แบบที่สุด สะท้อนความอดทนและความพิถีพิถันแบบช่างภาพฟิล์มที่หาชมได้ยากในปัจจุบันอ่าวมะนาว ประจวบคีรีขันธ์“เราอาจคุ้นเคยกับทะเลจนหลงลืมความยิ่งใหญ่ของภูเขา ระหว่างทางผมรู้สึกเหมือนถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาขนาดใหญ่ บางลูกสูงใหญ่เสียดฟ้าให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม บางลูกโค้งมนอ่อนโยน ความที่ทิ้งการถ่ายภาพมานาน ผมเลยทำฟิล์มเสียหายไป 5 ม้วน พอทำความเข้าใจกับเครื่องมืออีกครั้ง การถ่ายภาพก็สมูทขึ้นท่าเรือ อุทยานแห่งชาติแหลมสน ระนอง“หลายภาพมีคุณค่าต่อจิตใจของผมอย่างมาก ผมได้เห็นวัดวาอารามที่ในชีวิตไม่เคยไปเที่ยวชมมาก่อน ตั้งแต่ปลายนครศรีธรรมราชจรดสงขลา โดยเฉพาะรูปบนปกหนังสือคือ “กุฏิเจ้าอาวาส” วัดชลธาราสิงเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เป็นศิลปะพื้นถิ่นที่ใกล้เคียงกับสกุลช่างสงขลาอย่างมาก คาดไม่ถึงเลยว่าศิลปะเก่าแก่ของช่างฝีมือชั้นสูงยังได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีในวัดวาอารามทางภาคใต้ แม้กระทั่งพลับพลาที่ประทับของรัชกาลที่ 4 หรือที่เรียกว่า “ศาลาพระวิหารแดง” บนเขาตังกวน จังหวัดสงขลา ก็เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปสีแดงที่สวยงามอย่างมาก”เขื่อนรัชชประภา สุราษฎร์ธานีนอกจากความยิ่งใหญ่ของแนวเทือกเขา อีกสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดสายตาของไชยยศมาตลอดการเดินทาง คือ สถาปัตยกรรม ซึ่งสำหรับเขาไม่ได้เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้าง หากเป็นหลักฐานที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และอัตลักษณ์ของผู้คนในแต่ละท้องถิ่น ภาพถ่ายหลายชิ้นจึงให้ความสำคัญกับองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมมากกว่ามุมมหาชน ไชยยศเลือกที่จะหันเลนส์ไปยังมุมธรรมดา ๆ ที่ชาวบ้านพบเห็นในชีวิตประจำวัน แต่กลับซ่อนรายละเอียด แสง เงา และเรื่องราวที่นักท่องเที่ยวอาจไม่เคยสังเกต ภาพถ่ายแต่ละใบจึงชวนให้ผู้ชมมองพื้นที่เดิมด้วยสายตาใหม่ และค้นพบความงามที่ซ่อนอยู่ในความคุ้นชินโรงเรียนวัดพระบรมธาตุไชยา สุราษฎร์ธานีHasselblad Xpan ห้องมืด และงานฝีมือที่อยู่ข้างหลังภาพหัวใจสำคัญของนิทรรศการ คือการเลือกใช้ Hasselblad Xpan กล้องฟิล์มพาโนรามา Rangefinder สัญลักษณ์ของความคลาสสิกและทรงคุณค่า ที่ช่างภาพสายสตรีทและศิลปินทั่วโลกต่างตามหา ด้วยสามารถบันทึกภาพในสัดส่วนพาโนรามา (24×65 มิลลิเมตร) ทำให้ได้มุมมองที่กว้างขวางตระการตาและมีความลึกทางมิติภาพที่ระบบดิจิทัลยากจะเลียนแบบ ศิลปินใช้ฟิล์มกว่า 50 ม้วน ในการสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่าย 114 ภาพ เพื่อถ่ายทอดภูมิทัศน์และบรรยากาศของคาบสมุทรภาคใต้ผ่านภาษาของภาพฟิล์มฐานองค์พระบรมธาตุไชยา สุราษฎร์ธานี“ผมคุยกับคุณบิ๊กไว้ว่า เราน่าจะอัดภาพสีไว้บ้างเพื่อสร้างคอนทราสต์กับภาพขาวดำ เพื่อเป็นจังหวะในการเล่าเรื่องด้วยภาพ และผมอยากให้ผู้ชมสัมผัสความสวยงามของ ‘แหลมทอง’ ชื่อดั้งเดิมของคาบสมุทรภาคใต้ที่หลายคนอาจหลงลืมไป และนำมาใช้เป็นชื่อนิทรรศการ “ถนนไปสู่แหลมทอง” ผมอยากให้ผู้คนรับรู้ถึงคุณค่าของภาคใต้ผ่านภาพถ่ายในมุมมองของสถานที่ต่าง ๆ ที่ไม่จำกัดแค่แลนด์มาร์ก โดยเฉพาะคนใต้ที่ย้ายรกรากไปอยู่กรุงเทพฯ ให้ลูกหลานหันกลับมามองรากเหง้าและเห็นคุณค่าของปักษ์ใต้บ้านเรา ”ตะกั่วป่า พังงาด้วยเหตุนี้ทุกภาพในนิทรรศการจึงผ่านกระบวนการล้างและอัดขยายด้วยห้องมืด (Darkroom) มาตรฐานสากล โดย ศรีสุภัจจ์ เสถียรศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านห้องมืดและเพื่อนสนิทของไชยยศ ที่ร่วมเดินบนเส้นทางสายภาพถ่ายด้วยกันมากว่า 30 ปี ประสบการณ์ที่สั่งสมจากการทำงานร่วมกับช่างภาพมืออาชีพระดับนานาชาติ ถูกถ่ายทอดลงในทุกขั้นตอนของการสร้างภาพ ทำให้ผลงานแต่ละชิ้นไม่เพียงสะท้อนความงามของสถานที่และผู้คน หากยังสะท้อนให้เห็นคุณค่าของงานคราฟต์ ความละเอียดอ่อน และมิตรภาพที่อยู่เบื้องหลังภาพถ่ายบ้านต้นตระกูลวานิช ตะกั่วป่า พังงานิทรรศการ “ถนนไปสู่แหลมทอง” จึงเปรียบเหมือนบทสนทนาระหว่างอดีตและปัจจุบันของแหลมทอง ที่ไม่อาจหาได้จากกล้องดิจิทัล พร้อมเปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม – 9 สิงหาคม 2569 ผนังโค้งชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เวลา 10.00 – 20.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์) ผู้สนใจในศิลปวัฒนธรรมและความสวยงามของธรรมชาติในภาคใต้ สามารถเข้าร่วมชมงานฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายแหลมพรหมเทพ ภูเก็ตหาดในทอน ถลาง ภูเก็ตหาดในทอน ถลาง ภูเก็ตหาดป่าตอง กระทู้ ภูเก็ตหาดราไวย์ เมืองภูเก็ตสถานีรถไฟกันตัง ตรังอุทยานแห่งชาติเจ้าไหม ตรังตลาดทุ่งหว้า สตูลโนรารำถวายเกี้ยวปักดิน ปัตตานีมัสยิดตะโละมาเนาะ บาเจาะ นราธิวาสแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/celebonline/detail/9690000072783

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

จอร์เจีย: รอยต่อยุโรป-เอเชีย ดินแดนงามแห่งเทือกเขาคอเคซัส

30/07/2026

Gergeti Church, Kazbegi (Photo: georgia.travel)“จอร์เจีย”ประเทศรอยต่อสองทวีปยุโรป-เอเชีย เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวในฝันของใครหลายคน ด้วยการผสมผสานระหว่างความอลังการของธรรมชาติสุดตระการตา ประวัติศาสตร์โบราณ ศิลปวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ รวมทั้งผู้คนที่เป็นมิตรชวนมารู้จักประเทศแห่งนี้ในมุมด้านการท่องเที่ยวกันให้มากขึ้น(Photo: georgia.travel)ดินแดนแห่งเทือกเขาคอเคซัส“จอร์เจีย” (Georgia) หรือชาวท้องถิ่นเรียกตัวเองว่า “Sakartvelo” เป็นประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ตรงรอยต่อระหว่างยุโรปกับเอเชีย จึงมีความผสมผสานภูมิประเทศอันตระการตา วัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์สูง อารยธรรมโบราณ เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัวประเทศแห่งนี้ตั้งอยู่ในภูมิภาคทรานส์คอเคซัส (Transcaucasia) ทางตะวันออกของทะเลดำ มีพรมแดนติดกับรัสเซียทางทิศเหนือ ตุรกี และอาร์เมเนียทางทิศใต้ อาเซอร์ไบจานทางทิศตะวันออก และมีชายฝั่งทะเลดำทางทิศตะวันตก พื้นที่รวมประมาณ 69,700 ตารางกิโลเมตรซึ่งเต็มไปด้วยความหลากหลายทางภูมิศาสตร์อย่างน่าทึ่งจอร์เจีย นับเป็นหนึ่งในประเทศที่แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียตเมื่อวันที่ 9 เมษายน ค.ศ.1991 ปัจจุบันมีเมืองหลวง คือ “ทบิลิซี” (Tbilisi) ตั้งอยู่ริมแม่น้ำคูร่า (Kura) หรือ มต์กวารี (Mtkvari) ในภาษาถิ่น มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,500 ปี ทั้งยังคงเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวของประเทศ ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวจอร์เจียน โดยมีกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆปะปนอยู่ร่วมกัน เช่น อาเซอร์ไบจาน อาร์เมเนีย และรัสเซียเมืองหลวง กรุงทบิลิซี (Photo: georgia.travel)จุดเด่นอันหลากหลายด้านการท่องเที่ยวสิ่งที่ทำให้จอร์เจียโดดเด่นเรื่องการท่องเที่ยว คือ ความหลากหลาย ครบเครื่องของรูปแบบการท่องเที่ยว ภายในเวลาไม่กี่วัน นักท่องเที่ยวมีโอกาสเปลี่ยนบรรยากาศจากเมืองเก่าย้อนยุค ไปสัมผัสความงามของยอดเขาสูงตระหง่านปกคลุมด้วยหิมะ ชื่นชมสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นมรดกโลกของยูเนสโก แล้วเปลี่ยนไปพักผ่อนริมชายหาดทะเลดำได้ไม่ยากภายในทริปเดียวเหตุผลสำคัญที่ฉายภาพการท่องเที่ยวของจอร์เจียให้น่าจับตา เช่น(Photo: georgia.travel)ภูมิประเทศอันหลากหลาย เทือกเขาคอเคซัสใหญ่ (Greater Caucasus) ทางทิศเหนือมียอดเขาสูงกว่า 5,000 เมตร ขณะที่ชายฝั่งทะเลดำทางตะวันตกมีสภาพอากาศกึ่งร้อนชื้นและหาดทรายดำ ในขณะที่ที่ราบและหุบเขาตรงกลางเต็มไปด้วยไร่องุ่นและโบสถ์โบราณโดยเฉพาะจุดหมายยอดนิยมที่แทบจะเป็นภาพแทนสัญลักษณ์จอร์เจีย คือ โบสถ์เกอร์เกตี้ (Gergeti Trinity Church) ซึ่งมีฉากหลังเป็นภูเขาโอบล้อมสุดอลังการGergeti Church, Kazbegi (Photo: georgia.travel)จุดเด่นอีกด้าน คือ จอร์เจีย ยังเป็นแหล่งกำเนิดไวน์ของโลก โดยมีหลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่าการทำไวน์ในจอร์เจียมีอายุประมาณกว่า 8,000 ปี วิธีหมักไวน์แบบดั้งเดิมในไหดินเผาที่ฝังใต้ดิน เรียกว่า “คเวฟรี” (Qvevri) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก โดย “ภูมิภาคคาเคติ” (Kakheti) ทางตะวันออก ถือเป็นจุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวสายไวน์ไวเนอร์รีที่ Khareba Gnta (Photo: georgia.travel)ในด้านวัฒนธรรมการต้อนรับแขกผู้มาเยือนที่ฝังรากลึกในสังคมจอร์เจียก็เป็นเสน่ห์ที่ใครๆต่างชื่นชม ชาวท้องถิ่นมีชื่อเสียงเรื่องความใจดีและการจัดงานเลี้ยงแบบ “ซูปรา” (Supra) การร่วมมื้ออาหารที่มีการกล่าวอวยพรและดื่มไวน์อย่างเป็นพิธีการ หากใครการได้เข้าร่วมซูปราถือเป็นประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่นักท่องเที่ยวมักจดจำไปตลอดชีวิตเลยทีเดียวนอกจากนี้ ในด้านความปลอดภัย ก็นับว่าเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูง แม้นักท่องเที่ยวบางคนอาจมีประสบการณ์ส่วนตัวที่ไม่ดีบ้าง แต่หากวัดด้วยสถิติที่เป็นข้อมูลทางการ จาก Safety Index by Country โดย สถาบัน Numbeo ในปี 2026 ประเทศจอร์เจีย มีความปลอดภัยสูง ติดอันดับที่ 21 ของโลก (เทียบกับเมืองไทย ซึ่งอยู่ในอันดับ 48)อาหารจอร์เจีย (Photo: georgia.travel)สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังทบิลิซี เมืองหลวงของประเทศจอร์เจีย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง ที่นี่มีย่านเมืองเก่า (Old Town) เต็มไปด้วยบ้านไม้สีสันสดใส ระเบียงไม้ฉลุลาย โบสถ์โบราณ และโรงอาบน้ำที่ใช้น้ำพุร้อนใต้ดินมาตั้งแต่สมัยโบราณ นักท่องเที่ยวนิยมขึ้นรถเคเบิลคาร์ไปชมวิวจากป้อมนาริคาลา (Narikala Fortress) เดินเล่นบนสะพานสันติภาพ (Bridge of Peace) ที่เป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ และเยี่ยมชมวิหารโฮลีทรินิตี้ (Sameba Cathedral)โรงอาบน้ำโบราณ (Photo: georgia.travel)ไม่ไกลจากเมืองหลวง ยังมี “Mtskheta” เมืองหลวงยุคโบราณที่เป็นมรดกโลก มีวิหารสเวติตสโคเวลี (Svetitskhoveli Cathedral) และวัดจวารี (Jvari Monastery) ตั้งอยู่บนยอดเขา มองเห็นจุดบรรจบของแม่น้ำสองสาย เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญของชาวจอร์เจียคาซเบกิ (Kazbegi หรือ Stepantsminda) ทางตอนเหนือ ตื่นตาตื่นใจไปกับโบสถ์เกอร์เกติทรินิตี้ (Gergeti Trinity Church) ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง เบื้องหลังคือยอดเขาคาซเบกJvari Monastery (Photo: georgia.travel)สวาเนติ (Svaneti) โดยเฉพาะเมืองเมสเทีย (Mestia) และอุชกูลี (Ushguli) เป็นพื้นที่ภูเขาสูงที่มีหอคอยหินโบราณกระจายอยู่ทั่วหมู่บ้าน ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เป็นจุดหมายของนักเดินป่าและผู้ที่ต้องการสัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวสวานคาเคติ คือดินแดนแห่งไร่องุ่นและไวน์ เมืองซิกนาคี (Sighnaghi) หรือ “เมืองแห่งความรัก” มีกำแพงเมืองเก่าและวิวหุบเขาอลาซานีอันกว้างไกล ขณะที่เทลาวี (Telavi) เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวไวน์ สามารถเยี่ยมชมโรงกลั่นไวน์แบบครอบครัวและชิมไวน์จากคเวฟรีได้โดยตรงแหล่งผลิตไวน์โบราณ (Photo: georgia.travel)ทางตะวันตก บาตูมี (Batumi) บนชายฝั่งทะเลดำ เป็นเมืองรีสอร์ตที่ผสมผสานอาคารสมัยใหม่ โบสถ์ออร์โธดอกซ์ และคาสิโน มีสวนพฤกษศาสตร์และหาดสำหรับพักผ่อนช่วงฤดูร้อน หรือ บอร์โจมี (Borjomi) ที่มีน้ำแร่ชื่อดังและอุทยานแห่งชาติ และถ้ำโพรมีธีอุส รวมถึงหุบเขาและถ้ำต่าง ๆ ที่เป็นจุดนิยมของนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติทะเลดำที่ Adjara (Photo: georgia.travel)สถานที่โบราณอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ เมืองถ้ำอูพลีสซิเค (Uplistsikhe) ซึ่งเป็นเมืองที่ขุดจากหินมีอายุกว่า 3,000 ปี และอารามวาร์ดเซีย (Vardzia) ที่สร้างเป็นเมืองถ้ำบนหน้าผาในยุคกลาง(Photo: georgia.travel)ข้อมูลท่องเที่ยวเพิ่มเติม- สำหรับชาวไทย สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวและพำนักอยู่ในจอร์เจียได้ถึง 365 วัน (หรือ 1 ปีเต็ม) โดยไม่ต้องขอวีซ่า- การเดินทางจากกรุงเทพฯ นิยมต่อเครื่อง 1 ครั้ง ด้วยสายการบินหลัก เช่น Qatar Airways (แวะที่โดฮา) หรือ Turkish Airlines (แวะที่อิสตันบูล)- เว็บไซต์การท่องเที่ยวจอร์เจีย https://georgia.travelฤดูหนาวใน Bakhmaro (Photo: georgia.travel)แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000074559

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ธุรกิจที่อยู่ตรงกลาง อาจกำลังเหนื่อยที่สุด

23/07/2026

คอลัมน์ : Smart Smesผู้เขียน : ดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์ กรุงศรี SMEท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญคำถามเดียวกันว่า ยอดขายที่ชะลอลงเกิดจากกำลังซื้อที่ลดลง หรือเกิดจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนไปหนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจซึ่งมีการนำเสนอในงาน Krungsri Business Talk โดยคุณจามร ฉัตรเสถียรพงศ์ Head of Data Analytics จาก The 1, Central Group ได้สะท้อนภาพพฤติกรรมผู้บริโภคไทยจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่น่าคิดอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ในวันนี้ โดยข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคไทยไม่ได้หยุดใช้จ่าย แต่กำลังเลือกใช้จ่ายอย่างมีเหตุผลมากขึ้นกว่าเดิม และหากต้องสรุปการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดออกมาเป็นประโยคเดียวดิฉันคิดว่าอาจเป็นประโยคนี้ “ธุรกิจที่อยู่ตรงกลาง กำลังเหนื่อยที่สุด”ที่ผ่านมา หลายธุรกิจเติบโตได้ดีจากการวางตำแหน่งอยู่ตรงกลางของตลาด สินค้ามีคุณภาพในระดับที่ลูกค้ายอมรับได้ ราคาไม่สูงจนเกินไป และสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ในวงกว้าง แต่ในวันที่ผู้บริโภคเริ่มคิดมากขึ้นก่อนตัดสินใจใช้จ่าย พื้นที่ตรงกลางที่เคยปลอดภัยกลับกำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งสองด้านด้านหนึ่งคือกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อและยังพร้อมจ่าย หากมองเห็นคุณค่าที่แตกต่างอย่างชัดเจน พวกเขาไม่ได้เลือกซื้อเพราะราคาถูก แต่เลือกซื้อเพราะเชื่อว่าสินค้าหรือบริการนั้นดีกว่า มีคุณภาพสูงกว่า หรือช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริง ส่วนอีกด้านหนึ่งคือกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้นพวกเขาเปรียบเทียบมากขึ้น เลือกมากขึ้น และพร้อมเปลี่ยนแบรนด์หากพบทางเลือกที่ตอบโจทย์ในราคาที่เหมาะสมกว่าเมื่อผู้บริโภคเคลื่อนตัวออกไปคนละทิศ คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจึงไม่ใช่ธุรกิจระดับบนหรือระดับล่าง แต่คือธุรกิจที่ไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าตนเองแตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร ซึ่งในมุมของ SMEs นี่อาจเป็นสัญญาณสำคัญที่ต้องกลับมาทบทวนตำแหน่งทางธุรกิจของตนเองอีกครั้ง ว่าเราแข่งขันด้วยอะไร เราเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในเรื่องใด และเหตุผลที่ลูกค้าเลือกเราวันนี้ ยังเป็นเหตุผลเดียวกับเมื่อ 3-5 ปีก่อนหรือไม่ คำถามเหล่านี้อาจดูเรียบง่าย แต่กลับมีความสำคัญมากกว่าที่เคย เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนเร็วกว่าที่หลายธุรกิจคาดคิดอีกประเด็นที่น่าสนใจจากข้อมูลดังกล่าว คือแม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขายอมลดคุณภาพชีวิตลงเสมอไป ในหลายหมวดสินค้า ผู้บริโภคยังคงเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ เพียงแต่ต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนมากขึ้นในการตัดสินใจ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “นิยามของคุณค่า”โดยในอดีตการสื่อสารว่าสินค้ามีคุณภาพ หรือดีต่อสุขภาพ อาจเพียงพอที่จะสร้างความสนใจ แต่ในปัจจุบันผู้บริโภคต้องการมากกว่านั้น พวกเขาต้องการเข้าใจว่าสินค้าหรือบริการนั้นช่วยแก้ปัญหาอะไร ทำให้ชีวิตดีขึ้นอย่างไร หรือแตกต่างจากทางเลือกอื่นในตลาดตรงไหน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงสินค้า แต่กำลังมองหาเหตุผลในการตัดสินใจซื้อ นี่คือเหตุผลที่หลายธุรกิจลงทุนด้านการตลาดเพิ่มขึ้น แต่กลับไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง เพราะสิ่งที่ขาดอาจไม่ใช่การสื่อสารที่ดังขึ้น แต่เป็นการสื่อสารที่ชัดขึ้นในโลกที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากมาย การบอกว่าธุรกิจของเราดี อาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องอธิบายให้ได้ว่าดีกว่าอย่างไร และเหมาะกับใคร ขณะเดียวกันอีกหนึ่งบทเรียนที่น่าสนใจคือความแตกต่างระหว่าง “กระแส” และ “พฤติกรรม” โดยพบว่าหลายธุรกิจประสบความสำเร็จจากการเกาะกระแสที่กำลังได้รับความนิยม แต่ไม่ใช่ทุกกระแสจะสามารถสร้างการเติบโตได้ในระยะยาว บางสินค้าได้รับความสนใจอย่างรวดเร็วจากความแปลกใหม่ แต่เมื่อกระแสผ่านไปความต้องการก็ลดลงตามไปด้วย ในทางกลับกัน ธุรกิจที่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันลูกค้า มักมีโอกาสเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากกว่าดังนั้น แทนที่จะถามว่าเทรนด์อะไรจะมาแรงในปีนี้ ผู้ประกอบการอาจต้องถามตัวเองว่า สิ่งที่เรากำลังนำเสนอสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมของลูกค้าได้หรือไม่ เพราะในระยะยาว ธุรกิจที่แข็งแรงไม่ได้เติบโตจากการวิ่งตามทุกกระแส แต่เติบโตจากการเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง และกล้าปรับตัวเมื่อเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลง เพราะในวันที่ผู้บริโภคเลือกมากขึ้น ธุรกิจก็ต้องเลือกให้ชัดขึ้นเช่นกัน และในวันที่ตลาดไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องราคา ความชัดเจนของจุดยืนทางธุรกิจ อาจกลายเป็นความได้เปรียบที่สำคัญที่สุดสำหรับ SMEs ในการเติบโตต่อไปในอนาคตแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-2033626

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันภัย

สรุปเทคนิคซื้อประกันอัคคีภัย “บ้าน - ร้านอาหาร” เกิดไฟไหม้-น้ำท่วม-สารพัดเรื่องต้องเคลมได้!

23/07/2026

ประกันอัคคีภัยให้ความคุ้มครองครอบคลุมถึงภัยจากฟ้าผ่า การระเบิด ภัยธรรมชาติ ลมพายุ น้ำท่วม และความเสียหายต่อทรัพย์สินภายในอาคาร • สาเหตุหลักที่ทำให้เคลมไม่ได้เต็มจำนวนเกิดจากการใช้งานผิดประเภท การตั้งทุนประกันต่ำกว่ามูลค่าจริง และการไม่ตรวจสอบข้อยกเว้นในกรมธรรม์ • ผู้เอาประกันควรประเมินมูลค่าทรัพย์สินให้เหมาะสมและตรวจสอบวงเงินคุ้มครองในแต่ละหมวดหมู่ โดยสามารถใช้เครื่องมือคำนวณจากเว็บไซต์ของ คปภ. • การทำประกันสำหรับร้านค้าหรือสถานประกอบการต้องระบุประเภทให้ชัดเจนและครอบคลุมถึงความรับผิดต่อบุคคลภายนอกและสต็อกสินค้า • ควรศึกษาเงื่อนไขและข้อยกเว้นในกรมธรรม์อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับความคุ้มครองที่ตรงกับความต้องการและไม่เสียผลประโยชน์หลังจากเกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ในย่านลาดพร้าว ทำให้หลายคนหันมาสนใจเรื่อง "ประกันอัคคีภัย" กันมากขึ้น แต่จะเลือกซื้อยังไงให้ครอบคลุมความเสี่ยง หรือเคลมได้จริงเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด Thairath Money สรุปข้อมูลที่น่าสนใจไว้ที่นี่แล้วรู้จักประกันอัคคีภัยแม้ชื่อของประกันอัคคีภัย อาจทำให้หลายคนเข้าใจว่าคุ้มครองภัยไฟไหม้อย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วมีอีกหลายอย่าง เช่น • ไฟไหม้ ฟ้าผ่า ระเบิด และรวมถึงความเสียหายจากเครื่องใช้ไฟฟ้าลัดวงจรที่เกิดจากฟ้าผ่า • ภัยเนื่องจากน้ำ ตั้งแต่น้ำรั่ว, น้ำล้นจากท่อ, น้ำฝนเข้าบ้าน • ภัยจากยวดยานพาหนะ ภัยจากอากาศยาน รวมถึงวัตถุตกจากฟ้า • ภัยธรรมชาติ เช่น ลมพายุ, น้ำท่วม, แผ่นดินไหว, ลูกเห็บแน่นอนว่าเมื่อเกิดความเสียหายประกันอัคคีภัย มักจะคุ้มครอง “ทรัพย์สิน” เช่น ตัวอาคาร โรงรถ เฟอร์นิเจอร์ หรือข้าวของภายในอาคารที่ซื้อไว้ แต่เราสามารถซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมได้ เช่น ความรับผิดบุคคลภายนอก ฯลฯ ซึ่งประกันอัคคีภัยเราจะซื้อไว้คุ้มครองบ้าน หรือกิจการร้านค้า โรงงาน ฯลฯ ขึ้นอยู่กับผู้เอาประกันสาเหตุที่คนมักเคลมไม่ได้เต็ม 100%เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด หลายคนคิดว่ามีประกันภัยแล้วต้องเคลม (เรียกร้องสินไหมทดแทน) ได้ทุกบาทตามความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่กลับมีหลายสาเหตุที่ทำให้คนมีประกันฯ อาจเคลมไม่ได้เต็ม 100% ได้แก่ • ใช้งานผิดประเภท เช่น ซื้อประกันสำหรับบ้านพักอาศัย แต่นำไปเปิดเป็นร้านอาหาร หรือเก็บสต็อกสินค้า เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นอาจเคลมไม่ได้  • ทุนประกันต่ำกว่ามูลค่าจริง หลายคนเลือกซื้อทุนประกันต่ำๆ เพื่อประหยัดค่าเบี้ยประกัน ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้นก็เคลมได้น้อยกว่าที่คิด รวมถึงประกันอัคคีภัยมักกำหนดวงเงินความคุ้มครองอย่างชัดเจน ว่า หมวดไหนคุ้มครองเท่าไร เช่น ภัยธรรมชาติอาจอยู่ที่ไม่เกิน 20,000 บาท ถ้าอยากได้ความคุ้มครองเพิ่มต้องซื้อประกันแยกต่างหาก • เงื่อนไขยกเว้น นี่คือข้อที่คนซื้อประกันภัย ต้องอ่านให้ดี เพราะบางกรมธรรม์อาจไม่คุ้มครองสินทรัพย์มีค่า เช่น เงินสด, ทองคำ ฯลฯ ต้องอ่านให้ละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อเช็กลิสต์ต้องรู้ก่อนซื้อประกัน "บ้าน"สำหรับบ้านที่พักอาศัย แม้จะมีแบบประกันขายมากมาย แต่เราต้องเลือกให้เหมาะสมกับตัวเอง และให้มีความคุ้มครองที่ครอบคลุม สิ่งที่ต้องดูเช่น  • ทุนประกันภัยเหมาะสมตามความเสี่ยง และมูลค่าทรัพย์สิน เบื้องต้นอาจใช้ราคาประเมินตัวบ้านที่มีอยู่ หรือใช้โปรแกรมช่วยคำนวนจากเว็บไซต์ของ คปภ. https://smart.oic.or.th/eservice/Menu10  • เช็กความคุ้มครองและวงเงินแต่ละประภท เช่น ความคุ้มครองภัยธรรมชาติมักจะระบุว่า ครอบคลุมภัยแบบไหนบ้างในวงเงินเท่าไร  • การคุ้มครองทรัพย์สินภายในบ้าน เมื่อเกิดไฟไหม้ไม่ใช่แค่อาคารที่เสียหาย แต่เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าก็อาจพังไปด้วย ดังนั้นต้องเช็กก่อนว่า เราอยากซื้อความคุ้มครองความเสียหายเหล่านี้ไหม"ร้านอาหาร" ซื้อประกันอัคคีภัยต้องดูอะไรบ้างเมื่อทำธุรกิจ เช่น ร้านอาหาร มีกิจกรรมหลายอย่างและความเสี่ยงมักสูงกว่าบ้านพักอาศัย ดังนั้นยิ่งต้องเลือกความคุ้มครองให้รัดกุม • เลือกประเภทกรมธรรม์ให้ถูกต้อง ต้องระบุชัดเจนว่าเป็นสถานประกอบการร้านอาหาร ห้ามใช้ประกันบ้านเด็ดขาด แม้เบี้ยฯ อาจสูงกว่า แต่ถ้าเกิดเหตุขึ้นแล้วจะสามารถเคลมได้ตามภัยที่เกิดขึ้น • ความคุ้มครองสต็อกสินค้าและอุปกรณ์ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุนประกันครอบคลุมไปถึงวัตถุดิบ เครื่องจักร และอุปกรณ์ในครัวทั้งหมด • ประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ไม่ใช่แค่ของ แต่ต้องคุ้มครองกรณีสร้างผลกระทบต่อคนอีกด้วย เช่น ความคุ้มครองกรณีเกิดเหตุกับลูกค้า เช่น อุบัติเหตุในร้าน หรือความเสียหายจากไฟไหม้ที่ลุกลามไปยังบุคคลอื่นสุดท้ายแล้วก่อนตัดสินใจซื้อประกันทุกครั้ง ผู้เอาประกันควรสำรวจความต้องการและประเมินความเสี่ยงของตนเองให้ดี อย่าลืมอ่านเงื่อนไขและข้อยกเว้นในกรมธรรม์อย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เราจะได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่และไม่เสียผลประโยชน์ที่มาข้อมูล คปภ., สมาคมประกันวินาศภัยไทยแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับไทยรัฐhttps://www.thairath.co.th/money/personal_finance/insurance/2946243

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ห้องแสดงนิทรรศการ

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชวนชมนิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม ปี 2569

23/07/2026

ชวนชมนิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยมปี 2569 ผลงานจากสถาบันอุดมศึกษา 47 แห่งทั่วประเทศ รวม 177 ชิ้น ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถหอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขอเชิญชมนิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยมปี 2569 ซึ่งรวบรวมผลงานศิลปนิพนธ์ของนิสิต นักศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ชั้นปีสุดท้ายของปีการศึกษา 2568 จากสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนด้านศิลปะ 47 แห่งทั่วประเทศ รวม 177 ชิ้น มาจัดแสดงร่วมกันตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม – 2 สิงหาคม 2569จากเจตนารมณ์ที่ต้องการส่งเสริมและสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ ให้ได้มีพื้นที่ในการแสดงผลงานศิลปกรรม นิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม เป็นนิทรรศการที่หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีความภาคภูมิใจที่ได้ริเริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี 2552 และยังคงจัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เนื่องด้วยเป็นนิทรรศการที่มีผู้ชมรู้จัก และให้ความสนใจติดตามเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จากสถาบันระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศมาโดยตลอดสำหรับในปีนี้ มีสถาบันตอบรับเข้าร่วมแสดงรวม 47 แห่ง โดยคณาจารย์ของแต่ละสถาบันได้คัดเลือกผลงาน ของนักศึกษาระดับปริญญาโท สถาบันละ 2 คน และระดับปริญญาตรี สถาบันละ 3 คน ส่งผลงานมาร่วมแสดงคนละ 1 ชิ้น รวมผลงานที่จัดแสดง 177 ชิ้น ประกอบด้วยผลงานหลากหลายเทคนิค อาทิ ผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม สื่อผสม และงานจัดวาง นิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม มิเพียงแต่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของสถาบันการศึกษา และเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคนิคทางศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นการแนะนำนิสิต นักศึกษา ให้เป็นที่รู้จักแก่สาธารณชน และสร้างความพร้อมที่จะก้าวไปสู่การเป็นศิลปินอาชีพในอนาคตผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม ปี 2569 ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนินกลาง โดยเปิดให้เข้าชมทุกวัน (ปิดวันพุธ) เวลา 10.00 – 19.00 น. เพื่อร่วมเสริมสร้างกำลังใจและสนับสนุนให้นิสิต นักศึกษา ได้สร้างสรรค์ผลงานคุณภาพออกเผยแพร่แก่สาธารณชนต่อไป.แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2940408

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ท่องเที่ยว

ตื่นตา! “ฝูงเป็ดลาย” อพยพเยือน “บึงบอระเพ็ด” บึงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในไทย

23/07/2026

“​บึงบอระเพ็ด” จ.นครสวรรค์ พื้นที่ชุ่มน้ำที่ใหญ่ที่สุดในไทย ได้ให้การต้อนรับ ”ฝูงเป็ดลาย” จำนวนมากที่พากันบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาพักพิง ใครเป็นสายส่องนกหรือชอบดูความน่ารักของสัตว์ป่า บอกเลยว่าช่วงนี้ฟินแน่นอนภาพโดย : นายสุทธิพร คล่ำเงิน หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าเนินระฆัง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์เฟซบุ๊กเพจ PR กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้โพสต์ภาพฝูงเป็ดลายจำนวนมากที่บินอพยพมาพักพิงอยู่ที่บึงบอระเพ็ด พร้อมให้ข้อมูลว่า​เป็ดลายเป็นนกไซส์มินิถึงขนาดกลาง ความยาวประมาณ 40-41 ซม. ที่มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนมากตัวผู้ เข้มสะดุดตาด้วยหัวสีน้ำตาลเข้ม มี "คิ้วสีขาว" โฉบเฉี่ยว ขนช่วงไหล่มีลายแถบยาวสีขาวสลับดำ ส่วนท้องสีขาวสว่างตัดกับหน้าอกสีน้ำตาลเข้มอย่างลงตัวภาพโดย : นายสุทธิพร คล่ำเงิน หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าเนินระฆัง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ส่วนตัวเมีย สีขนลตัวโทนสีน้ำตาลและมีคิ้วขาวเช่นกัน แต่มีจุดสังเกตตรงที่จงอยปากจะมีจุดกลมเล็กๆ สีขาว โดยเฉพาะตรงโคนปาก ส่วนบริเวณคาง คอหอย และท้องเป็นสีขาวสะอาดตา​พฤติกรรมสุดชิลของ คือ กลางวันมักจะรวมฝูงลอยคอพักผ่อนสบายใจเฉิบอยู่กลางน้ำหรือหลบตามชายน้ำ แต่ถ้าหิวก็อาจมีแอบหาอาหารบ้าง พอตกกลางคืนเมื่อไหร่ นั่นแหละครับคือเวลาทองของการออกหาอาหารอย่างจริงจังภาพโดย : นายสุทธิพร คล่ำเงิน หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าเนินระฆัง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์​อาหารสุดโปรดโปรด มีตั้งแต่ปลา กุ้ง หอย สาหร่าย แหน ดีปลีน้ำ ไปจนถึงเมล็ดธัญพืชต่างๆ เรียกว่าบึงบอระเพ็ดเปรียบเสมือนร้านบุฟเฟต์ชั้นเลิศของเหล่าเป็ดลายเลยทีเดียวเป็ดลายเป็น "นกอพยพ" ที่เดินทางไกลมาพักพิงในบ้านเราตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่ และมีสถานะเป็น "สัตว์ป่าคุ้มครอง" ด้วยนะครับ ใครแวะไปชื่นชมความน่ารัก ก็ฝากดูด้วยตาหรือผ่านกล้องส่องนก รักษาระยะห่างเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนฝูงน้องๆ กันนะครับภาพโดย : นายสุทธิพร คล่ำเงิน หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าเนินระฆัง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์​ภาพโดย : นายสุทธิพร คล่ำเงิน หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าเนินระฆัง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ที่มาข้อมูล : เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 นครสวรรค์ภาพโดย : นายสุทธิพร คล่ำเงิน หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าเนินระฆัง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์แหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/travel/detail/9690000071415

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

กลุ่มบริษัทเอไอเอ ครองแชมป์บริษัทที่มีสมาชิก MDRT มากที่สุดในโลก ต่อเนื่องปีที่ 12 ขณะที่ เอไอเอ ประเทศไทย คว้าอันดับ 1 ของประเทศ และอันดับ 2 ของโลก ด้วยสมาชิก 3,498 MDRT พร้อมสร้างผลงานโดดเด่นบนเวทีระดับโลก

22/07/2026

กลุ่มบริษัทเอไอเอ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการสร้างที่ปรึกษาประกันชีวิตคุณภาพระดับโลก ด้วยการครองตำแหน่งบริษัทที่มีจำนวนสมาชิก Million Dollar Round Table (MDRT) มากที่สุดในโลก ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 ด้วยจำนวนสมาชิก MDRT สูงถึง 16,228 คน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงิน ในการส่งมอบคุณค่าผ่านการให้คำแนะนำด้านการวางแผนการเงินอย่างมืออาชีพสำหรับ เอไอเอ ประเทศไทย ยังคงสร้างผลงานอย่างโดดเด่น ด้วยจำนวนสมาชิก MDRT 3,498 คน ครองอันดับ 1 ในประเทศไทย และอันดับ 2 ของโลก พร้อมสร้างความสำเร็จในหลากหลายด้านบนเวทีระดับโลก ได้แก่ อันดับ 2 ของโลกด้านจำนวนสมาชิก MDRT สุภาพสตรี, อันดับ 5 ของโลกด้านจำนวนสมาชิก Court of the Table (COT), อันดับ 10 ของโลกด้านจำนวนสมาชิก Top of the Table (TOT), อันดับ 2 ของโลกด้านการรักษาจำนวนผู้พิชิต MDRT 2025 ให้สามารถพิชิต MDRT 2026 ได้สำเร็จ และครองอันดับ 1 ของโลกที่มีจำนวนสมาชิกพิชิตคุณวุฒิ MDRT 5–9 ปี มากที่สุด ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงการยกระดับมาตรฐานการให้บริการของตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงินของเอไอเอ ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลนางอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต กล่าวแสดงความยินดีกับความสำเร็จของกลุ่มบริษัทเอไอเอ ในการครองตำแหน่งบริษัทที่มีจำนวนสมาชิก MDRT มากที่สุดในโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 พร้อมย้ำว่า “สำหรับเอไอเอ ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้วัดเพียงจำนวนสมาชิก MDRT แต่คือการที่พลังตัวแทนสามารถส่งต่อความคุ้มครอง ความมั่นคงทางการเงิน และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปสู่ผู้คน ครอบครัว และสังคมในวงกว้าง สอดคล้องกับความมุ่งมั่นในการสร้างคุณค่าให้แก่สังคมไทยผ่านการวางแผนความคุ้มครองอย่างรอบด้านด้วยความจริงใจและความเป็นมืออาชีพ“ทั้งนี้ เอไอเอ ประเทศไทย เรามีเป้าหมายไปสู่การมีสมาชิก MDRT เพิ่มเป็น 7,500 คนภายใน 3 ปี ซึ่งเราจะเดินไปถึงเป้าหมายได้นั้นมาจากพลังความร่วมมือร่วมใจของพลังตัวแทนทุกคน เพื่อรักษาความเป็นผู้นำของเอไอเอในฐานะบริษัทที่มีจำนวนสมาชิก MDRT มากที่สุดในโลกต่อไป” นางอลิสา กล่าวทิ้งท้าย

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ข่าวการเงิน

เศรษฐกิจแย่ คนไทยงดติดแกลม ลดของหรู เลี่ยงรพ.เอกชน เน้นผ่อนถ้าผ่อนได้

20/07/2026

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ที่เผชิญความไม่แน่นอนทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับลดลงต่อเนื่องได้ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการใช้จ่าย โดยผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่องและความคุ้มค่าในการใช้จ่ายมากขึ้น กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ซึ่งดำเนินธุรกิจให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลผ่านผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ บัตรเครดิตกรุงศรี บัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ บัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน และบัตรเครดิตโลตัส เปิดเผยผลประกอบการปี 2568 ว่ายังคงเติบโตได้ดีกว่าตลาด แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะชะลอตัวในปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าใหม่ได้ 574,000 บัญชี มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรรวม 396,000 ล้านบาท และปล่อยสินเชื่อใหม่รวม 94,000 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดสินเชื่อคงค้างรวมอยู่ที่ 143,000 ล้านบาท สะท้อนการเติบโตทั้งในมิติของปริมาณธุรกรรมและขนาดพอร์ตสินเชื่อในด้านคุณภาพสินทรัพย์ บริษัทสามารถควบคุมความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอัตราส่วนหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน (NPL) อยู่ที่ 1.2% สำหรับพอร์ตบัตรเครดิต และ 2.3% สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อผ่อนชำระ ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของกระบวนการอนุมัติสินเชื่อ การติดตามคุณภาพลูกหนี้ และการบริหารพอร์ตสินเชื่อโดยรวม ขณะที่ผลประกอบการโดยรวมเติบโต “เล็กน้อย” เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ยังถือว่าเหนือกว่าทิศทางตลาดในช่วงเดียวกันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน เน้น “คุ้มค่า ตอบโจทย์ และสะดวก”ข้อมูลจากสายงานยุทธศาสตร์ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเชิงลึกของกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้บริโภคในปี 2568 ปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้แรงกดดันจากเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนในอนาคต โดยให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ “ความคุ้มค่า ความตอบโจทย์ความต้องการครบถ้วน และความสะดวกในการใช้จ่าย”ในเชิงพฤติกรรม ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างเห็นได้ชัด โดยยอดใช้จ่ายในหมวดร้านอาหารระดับพรีเมียมหรือ Fine Dining ปรับตัวลดลง ขณะที่ร้านอาหารจานด่วน (Fast Food) กลับเติบโตถึง 9% สะท้อนการปรับตัวไปสู่การบริโภคที่ประหยัดและเข้าถึงง่ายมากขึ้น เช่นเดียวกับหมวดสินค้าแฟชั่นระดับหรู (Luxury Fashion) ที่ยอดใช้จ่ายลดลง ในขณะที่สินค้าแฟชั่นกระแส (Fast Fashion) ยังคงอยู่ในระดับทรงตัว ไม่เติบโตแต่ไม่หดตัว แสดงให้เห็นถึงการเลือกใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้นด้านบริการสุขภาพพบแนวโน้มที่สอดคล้องกัน โดยยอดใช้จ่ายในโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ลดลง ขณะที่โรงพยาบาลรัฐบาลกลับมีการเติบโตของยอดใช้จ่ายถึง 7% สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองหาทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำลง แต่ยังสามารถตอบโจทย์ความจำเป็นพื้นฐานได้ ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพรวมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากกว่าการบริโภคเชิงสถานะหรือความหรูหราเทรนด์ “ผ่อนชำระ” โตต่อเนื่อง สะท้อนการบริหารสภาพคล่องเชิงรุกอีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญที่โดดเด่นในปี 2568 คือการเติบโตของยอดใช้จ่ายผ่านแผนผ่อนชำระสินค้า โดยข้อมูลระบุว่าผู้ถือบัตรเครดิตและสินเชื่อเพื่อการผ่อนชำระมีแนวโน้มเลือกใช้การแบ่งจ่ายมากกว่าการชำระเต็มจำนวนในครั้งเดียวพฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนการบริหารสภาพคล่องทางการเงินของผู้บริโภคในเชิงรุกมากขึ้น กล่าวคือ แม้ยังคงมีความต้องการใช้จ่ายสินค้าและบริการ แต่ผู้บริโภคเลือกกระจายภาระค่าใช้จ่ายออกไปในระยะยาว เพื่อลดแรงกดดันต่อกระแสเงินสดในระยะสั้น แนวโน้มนี้ยังสะท้อนถึงความสำคัญของผลิตภัณฑ์สินเชื่อผ่อนชำระในฐานะเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้บริโภคในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวในมุมของผู้ประกอบการ การเติบโตของแผนผ่อนชำระถือเป็นทั้งโอกาสในการขยายพอร์ตสินเชื่อ และความท้าทายในการบริหารความเสี่ยง เนื่องจากต้องรักษาสมดุลระหว่างการตอบโจทย์ลูกค้าและการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกลยุทธ์ “0% OUTLET” ขยายอีโคซิสเต็มการใช้จ่ายในแอปเดียวเพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่าและความสะดวก กรุงศรี คอนซูมเมอร์ได้เร่งพัฒนาโซลูชันทางการเงินและโปรโมชันที่สอดคล้องกับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยเน้นหมวดสินค้าจำเป็น เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต และการเติมน้ำมัน ควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์การใช้งานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัวฟีเจอร์ “0% OUTLET” บนแอปพลิเคชัน UCHOOSE ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มหลักของบริษัท โดยฟีเจอร์ดังกล่าวนำเสนอแผนผ่อนชำระ 0% ครอบคลุมสินค้าทุกชิ้น ทุกหมวดหมู่ มากกว่า 3,000 รายการ จากพันธมิตรแบรนด์ชั้นนำ ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าและบริการได้อย่างยืดหยุ่นและบริหารค่าใช้จ่ายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นหมวดสินค้าที่ครอบคลุมภายใต้ “0% OUTLET” มีความหลากหลาย ตั้งแต่ทองคำและเครื่องประดับ โทรศัพท์มือถือและสินค้าไอที เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน สินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ แพ็กเกจท่องเที่ยว ไปจนถึงสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ รวมถึงสินค้าและบริการด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ผู้บริโภคสามารถทำรายการผ่อนชำระได้อย่างสะดวกผ่านแอปพลิเคชัน โดยเพียงเลือกสินค้าและกดทำรายการได้ทันที ทุกที่ ทุกเวลาการพัฒนาแพลตฟอร์มดังกล่าวสะท้อนทิศทางการแข่งขันในธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ “ecosystem-based lending” ซึ่งผู้ให้บริการไม่ได้แข่งขันกันเพียงอัตราดอกเบี้ยหรือวงเงิน แต่รวมถึงความสามารถในการผสานสินค้า บริการ และประสบการณ์การใช้งานเข้าด้วยกันในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการทั้งความคุ้มค่า ความสะดวก และความยืดหยุ่นในการใช้จ่ายอย่างครบวงจรแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับamarintvhttps://www.amarintv.com/spotlight/economy/542111

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกันชีวิต

บทเรียนจากโน้ส อุดม : คุณค่าของประกันชีวิตที่มักถูกมองข้าม

20/07/2026

ผู้เขียน : อาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน)อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทยช่วงนี้สังคมกำลังให้ความสนใจกับกรณีของ “โน้ส อุดม” ที่ออกมาเล่าถึงการถูกคนใกล้ตัวโกงเงินไปจำนวนมาก เรื่องนี้ได้รับความสนใจไม่ใช่เพียงเพราะจำนวนเงินที่ถูกพูดถึง แต่เพราะสะท้อนบทเรียนสำคัญเรื่องการเงินที่หลายคนอาจมองข้าม นั่นคือ เมื่อเรามีเงิน เงินก้อนนั้นควรถูกวางไว้ที่ไหน ใครเป็นผู้ดูแล ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และเจ้าของเงินสามารถตรวจสอบได้จากระบบต้นทางหรือไม่ประเด็นนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับคนมีชื่อเสียงหรือผู้ที่มีทรัพย์สินจำนวนมากเท่านั้น แต่เป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคน เพราะในชีวิตจริง เรามักให้ความสำคัญกับการหาเงิน การเก็บเงิน และการลงทุน แต่อาจให้ความสำคัญน้อยเกินไปกับ “ระบบ” ที่ใช้ดูแลเงินก้อนนั้น ทั้งที่บางครั้ง ระบบอาจเป็นสิ่งที่ช่วยรักษาเงินได้มากกว่าผลตอบแทนเสียอีกคำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ลงทุนอะไรดีเวลาพูดถึงการเงิน คนจำนวนมากมักเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “ควรลงทุนอะไรดี” “ผลตอบแทนเท่าไร” หรือ “สินทรัพย์ไหนมีโอกาสเพิ่มมูลค่า” คำถามเหล่านี้สำคัญ แต่ยังมีคำถามพื้นฐานอีกชุดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม และในบางสถานการณ์อาจสำคัญยิ่งกว่า นั่นคือ เงินของเราอยู่ที่ไหน ใครเป็นผู้ถือครอง ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และเราสามารถตรวจสอบข้อมูลจากระบบต้นทางได้จริงหรือไม่เมื่อพูดถึงทรัพย์สิน คนเรามักสนใจเรื่องมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าการลงทุน มูลค่าตลาด หรือราคาที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต แต่ทรัพย์สินที่ดีไม่ควรมีเพียง “ราคา” เท่านั้น ควรมี “ระบบ” รองรับด้วย ระบบในที่นี้หมายถึงกลไกที่ทำให้สินทรัพย์นั้นปลอดภัย ตรวจสอบได้ มีหลักฐานชัดเจน และสะท้อนความเป็นเจ้าของได้อย่างแท้จริงจากการวางใจคนสู่การวางเงินไว้ในระบบหากคิดให้ลึกขึ้น เงินที่ฝากไว้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ตัว ญาติสนิท หรือคนที่ไว้วางใจมากเพียงใด สุดท้ายแล้วยังเป็นการฝากความหวังไว้กับ “ตัวบุคคล” มากกว่าการฝากไว้กับ “ระบบ” ปัญหาคือ เมื่อเงินไม่ได้อยู่ภายใต้โครงสร้างที่ตรวจสอบได้ เงินก้อนนั้นอาจกลายเป็นเพียงคำสัญญาที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน ไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่มีผู้รับรอง และเมื่อเกิดปัญหาขึ้น อาจไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาช่วยตรวจสอบหรือคุ้มครองได้อย่างแท้จริงในทางกลับกัน หากเงินถูกนำเข้าสู่ระบบที่มีโครงสร้าง เช่น ระบบสัญญา ระบบบัญชี ระบบทะเบียน หรือระบบกำกับดูแล เงินก้อนเดียวกันจะเปลี่ยนสถานะจากการ “วางใจคน” ไปสู่การ “อยู่ในระบบ” มีหลักฐาน มีเลขอ้างอิง มีเงื่อนไขชัดเจน มีผู้รับผิดชอบ และเจ้าของเงินสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลาบทเรียนจากกรณีของโน้ส อุดม จึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีรายได้มากกว่าใคร หรือใครประสบความสำเร็จมากกว่าใคร แต่อยู่ที่คำถามสำคัญกว่า คือ เงินที่หามาได้นั้น ถูกนำไปวางไว้ในระบบที่ปลอดภัยเพียงพอหรือไม่ทรัพย์สินที่มั่นคง เริ่มจากระบบที่ชัดเจนเมื่อเรายอมรับว่า “ระบบ” เป็นสิ่งสำคัญในการดูแลเงิน คำถามต่อมาคือ สินทรัพย์ที่เราเลือกถือครองนั้น มีระบบรองรับมากเพียงใด มีหลักฐานยืนยันสิทธิชัดเจนหรือไม่ในยุคที่มีสินทรัพย์ให้เลือกมากมาย ตั้งแต่หุ้น กองทุน ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงสินทรัพย์ดิจิทัล คนมักให้ความสำคัญกับผลตอบแทนหรือโอกาสเพิ่มมูลค่า แต่ในวันที่เกิดปัญหา สิ่งที่สำคัญกว่าอาจเป็นหลักฐาน สัญญา และระบบที่ช่วยยืนยันว่าเงินหรือทรัพย์สินนั้นเป็นของใครสินทรัพย์บางประเภท เช่น บัญชีธนาคาร พันธบัตร หรือประกันชีวิต เป็นสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้สัญญา ระบบ และการกำกับดูแล โดยเฉพาะประกันชีวิต หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงค่าใช้จ่ายหรือเบี้ยที่ต้องจ่ายเป็นประจำ แต่ในความเป็นจริง ประกันชีวิตเป็นสัญญาทางการเงินที่มีผู้รับผลประโยชน์ชัดเจน มีเงื่อนไขการจ่ายเงินตามกรมธรรม์ มีบริษัทประกันชีวิตเป็นผู้รับผิดชอบตามสัญญา และมีระบบกำกับดูแลรองรับดังนั้น ประกันชีวิตจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงคุ้มครองความเสี่ยงเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือหนึ่งในการจัดระเบียบทรัพย์สิน วางแผนให้เงินถูกส่งต่อไปยังคนที่เราต้องการ และลดความไม่แน่นอนให้กับครอบครัวในวันที่เจ้าของเงินไม่สามารถจัดการเองได้อีกต่อไปท้ายที่สุด บทเรียนจากเรื่องนี้อาจไม่ใช่เพียงการระวังว่าเราจะไว้ใจใคร แต่คือการกลับมาถามว่า เงินและทรัพย์สินของเราถูกวางไว้ในระบบที่ปลอดภัย ตรวจสอบได้ และมีผู้รับผิดชอบชัดเจนหรือไม่ เพราะความไว้วางใจเป็นเรื่องสำคัญ แต่เมื่อเป็นเรื่องของเงินความไว้วางใจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ประกันชีวิตจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้เงินถูกจัดวางอย่างเป็นระบบ มีเงื่อนไขชัดเจน และสามารถส่งต่อไปยังคนที่เราต้องการดูแลได้อย่างมั่นใจแหล่งที่มาข่าวและภาพต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-2033966

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

X