Everyday knowledge for you
ข่าวการเงิน
30/04/2024
คุณแม่ลูกสามที่เพิ่งหย่าร้างได้เปิดเผยว่าเธอสูญเสียเงินกว่า 100,000 ดอลลาร์ให้กับนักต้มตุ๋นที่เธอพบใน Tinder หลังจากที่เขาโน้มน้าวให้เธอลงทุนในโปรแกรมคริปโตเคอเรนซีปลอม รีเบคก้า ฮอลโลเวย์ สาวใหญ่วัย 42 ปี ที่เพิ่งหย่าร้างหลุดพ้นจากชีวิตแต่งงานครั้งที่ 2 กลับพบกับชะตากรรมที่แสนเศร้าอีกครั้ง เมื่อเธอถูกมิจฉาชีพหลอกลวงต้มตุ๋นิ โดยหลอกเธอว่าเป็นผู้ประกอบการชาวฝรั่งเศสชื่อ “เฟรด” โดยชักชวนเธอให้ร่วมลงทุนเก็งกำไรเหรียญคริปโต ซึ่งโน้มน้าวใจด้วยผลตอบแทนสูง ทำให้เธอหลงเชื่อจนสูญเสียเงินให้กับมิจฉาชีพรายดังกล่าวมากกว่า 100,000 ดอลลาร์ ทั้งนี้ รีเบคก้า ถือว่าเธอเป็นเหยื่อรายที่ 3 แล้วที่ออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับการหลอกลวงอันชั่วร้ายที่เรียกว่า "การฆ่าหมู" ซึ่งมีความถี่เพิ่มมากขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งมิจฉาชีพจะเน้นผู้ที่ตกเป็นเหยื่อที่มีรูปร่าง "อ้วน" ด้วยการสร้างความสัมพันธ์โรแมนติกปลอมๆ ก่อนที่จะถูกชักชวนให้ร่วมลงทุนผ่านคริปโต หรือ สแกมที่สร้างมาเพื่อใช้ลวงการลงทุน ขณะที่เชรียา เดตต้า ผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยี วัย 37 ปี และ Kate แม่เลี้ยงเดี่ยว วัย 41 ปีซึ่งทั้งคู่เคยผ่านประสบการณ์ดังกล่าว ได้ออกมาเปิดเผยว่าพวกเขาสูญเสียเงินไปแล้วกว่า 450,000 ดอลลาร์และ 80,000 ดอลลาร์ตามลำดับ ด้วยความหลงเชื่อในคำลวงที่แสนโรแมนติกของมิจฉาชีพเหล่านั้น ซึ่งโดยรวมแล้ว สาวใหญ่ทั้ง 3 รายเสียเงินกว่าครึ่งล้านดอลลาร์ หรือกว่า 15 ล้านบาทให้กับนักต้มตุ๋น เจ้าหน้าที่กล่าวว่า การหลอกลวงกำลังกลายเป้นปัญหาที่ระบาดหนักในสหรัฐอเมริกา โดยเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับยอมรับว่าพวกเขาเห็นคดีเหล่านี้ “เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก” โดยหน่วยงานมีหน้าที่รับผิดชอบในการ "ปกป้อง" ระบบการเงินและการชำระเงินของอเมริกา และตรวจสอบกรณีการฉ้อโกงที่มีมูลค่าสูงอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ทาง ฮอลโลเวย์กล่าวกับ Dailymail.com โดยเฉพาะว่า “ผู้หญิงโสดในวัยกลางคน มีความเสี่ยงสูงที่จะตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพกลุ่มนี้" ขณะที่ รีเบคก้า ฮอลโลเวย์ รูปภาพได้เปิดเผยว่าเธอสูญเสีย 401(K) ทั้งหมดให้กับนักต้มตุ๋นที่เธอพบใน Tinder ได้อย่างไร หลังจากที่เขาโน้มน้าวให้เธอลงทุนในแผนการปลอมแปลงสกุลเงินดิจิทัล 'เรามีเงิน แต่บางทีเราอาจจะยังไม่เจอคนที่ใช่ และทันใดนั้นหนุ่มหล่อคนนี้ก็เริ่มคุยกับคุณและคุณก็ตื่นเต้นด้วยคำหวานมากมายที่เขามอบให้มา' 'เมื่อมองย้อนกลับไป สัญญาณชัดเจนมาก แต่ในขณะนั้นคุณอยากจะเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง' ฮอลโลเวย์ กล่าวว่า ฉัน รู้สึกสนใจ “เฟรด” ทันทีจากที่เขาบอกว่าเป็นผู้บริหารการตลาดอิสระที่เคยทำงานในวอลล์สตรีท โดยหลังจากได้พูดคุยกับเขา ทำให้ฉันวางใจ เนื่องจากรู้สึกว่าสิ่งที่เขาตอบคำถาม มีความสอดคล้องและแตกต่างจากผู้ชายที่เธอมักจะจับคู่ด้วย เขาอ้างว่าเป็นผู้ประกอบการชาวฝรั่งเศสที่อาศัยอยู่ในฟิลาเดลเฟีย ซึ่งเรียนเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย เขายังบอกด้วยว่าเขามีลูกสาวคนหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งคู่ผูกพันกัน เนื่องจากฮอลโลเวย์มีลูกวัยรุ่นสามคน พวกเขาจับคู่กับ Tinder ในเดือนมีนาคมปีนี้และย้ายไปที่การส่งข้อความอย่างรวดเร็ว โดยที่ 'เฟรด' ก็เริ่มพูดคุยเกี่ยวกับการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลของเขา ซึ่งกระตุ้นความสนใจของ Holloway ในทันที สิ่งที่เขาพูดส่วนใหญ่เป็นความจริง เขาบอกเธอว่าหลังจากการล่มสลายของ Silicon Valley Bank มีเงินจำนวนมากที่จะเคลื่อนย้ายออกไปอยู่บนแพลตฟอร์มทางเลือก ในเวลานั้น สื่อต่างๆ ได้เผยแพร่รายงานที่มีหัวข้อข่าวเช่น “Bitcoin Soars ระหว่างการล่มสลายของธนาคารใน Silicon Valley” ด้วยความทึ่ง เธอคิดว่าเขามีความจริงใจและการชักชวนลงทุนนั้น "ไม่มีอันตราย" ซึ่งจากการรับฟัง Fred และภายใต้คำแนะนำของเขา เธอได้โอนเงิน 1,000 ดอลลาร์ ไปยังสิ่งที่เธอเชื่อว่าเป็นแพลตฟอร์มสกุลเงินดิจิทัลที่แท้จริง แพลตฟอร์มที่เขาเสนอให้เธอนั้นจำลองมาจากเว็บไซต์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่มี URL ที่แตกต่างกันเล็กน้อย เธอเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนในทันที โดยได้รับ $168 จากการเทรดสี่ครั้ง การหลอกลวงแบบ "เชือดหมู" จะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับเหยื่อ โดยนักต้มตุ๋นพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ยาวนานหลายเดือนเพื่อสร้างความไว้วางใจ โดยกระบวนการวางแผนการทำงานของมิจฉาชีพหรือ พวกสแกมเมอร์ มักจะปล่อยให้เหยื่อถอนเงินจากแอปการลงทุนอย่างง่ายดายในตอนแรก แต่เมื่อพวกเขาลงทุนด้วยวงเงินที่เพิ่มมากขึ้น และอย่างหนัก พวกเขาก็จะสูญเสียเงินลงทุนส่วนใหญ่ทั้งหมดไป ซึ่งจากที่ฮอลโลเวย์ถูกหลอกด้วยผลตอบแทนการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในช่วงแรก $168 ซึ่งเธอสามารถถอนเงินดังกล่าวออกได้และโอนกลับไปยังบัญชีธนาคารของเธอ เพื่อสร้างความเชื่อใจว่าเธอจะได้เงินจำนวนมากขึ้น หากลงทุนเพิ่มขึ้น หลังจากนั้นเธอก็แลกเงินออมอีก 6,000 ดอลลาร์เพื่อลงทุน และเฝ้าดูเงินที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันความสัมพันธ์ของเธอกับ 'เฟรด' ก็เบ่งบาน แม้ว่าเขาจะหลีกเลี่ยงการเจอหน้ากัน แต่เขาจะวิดีโอคอลหาเธอขณะที่เขากำลังรับประทานอาหาร แม้ว่าเธอจะบอกว่าเขาอยู่นอกกล้องเป็นส่วนใหญ่ และเธอก็พยายามที่จะมองหน้าเขาเพื่อจดจำหน้าเขา หลังจากนั้นไม่นานนัก เธอได้จ่ายเงินทั้งหมดกว่า 401,000 ดอลลาร์ (ซึ่งเป็นเงินที่อยู่ในแผนการเกษียณอายุในที่ทำงาน) ซึ่งมีมูลค่า 100,000 ดอลลาร์ หลังจากหักภาษีรัฐบาลที่เธอต้องเสียในระหว่างการทำธุรกรรมแล้ว เธอเหลือเงิน 70,000 ดอลลาร์เพื่อลงทุนใหม่ ในขณะที่เธอไปทานอาหารเย็นกับเพื่อน และเล่ารายละเอียดความสัมพันธ์ของเธอกับ 'Fred' ผ่านทางแอปทินเดอร์ให้กับเพื่อนฟัง “เพื่อนของฉันเล่าเรื่องกลโกงการเชือดหมูให้ฉันฟัง แล้วฉันก็รู้ว่าตอนนี้ความเสี่ยงและอันตรายเกิดขึ้นกับฉันแล้ว และอนาคตมันจะเกิดอะไรขึ้น” เธอกล่างงงง 'มันให้ความรู้สึกเหมือนที่เคยดูในหนัง ที่จู่ๆ ทุกสิ่งรอบตัวฉันก็จางหายไป และผิดเพี้ยนไป ฉันไม่ได้พยายามถอนเงินด้วยซ้ำ ฉันคิดว่ามันหายไปในตอนนั้น' เธอเคยสงสัยหลายครั้งว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับ 'เฟรด' บางครั้งก็รู้สึกเหมือนเธอกำลังคุยกับคนอื่น อารมณ์แปรปรวนบ่อย นอกจากนี้เธอยังสังเกตเห็นว่าเขาไม่มีสำเนียงภาษาฝรั่งเศสในวิดีโอที่เขาส่งมา ขณะที่ข้อมูลจากศูนย์ร้องเรียนอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตของเอฟบีไอ (IC3) แสดงให้เห็นว่าการหลอกลวงสกุลเงินดิจิทัลเป็นรูปแบบการฉ้อโกงการลงทุนที่เติบโตเร็วที่สุดิ โดยในทุกกรณี เหยื่อรายงานความสูญเสีย 2.57 พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นมากกว่า 183 เปอร์เซ็นต์จากปี 2564 ในเดือนพฤษภาคม เจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับที่สำนักงานภาคสนามในซานฟรานซิสโกได้จัดงาน “ถามอะไรฉันก็ได้บน Reddit” ซึ่งพวกเขากล่าวว่าตอนนี้การเชือดหมูเป็นหนึ่งในกลโกงที่พบบ่อยที่สุดที่พวกเขาพบเจอ “โดยเฉพาะอย่างยิ่งในซานฟรานซิสโก เรามักจะมุ่งเน้นไปที่กรณีของเหยื่อ เช่น กรณีที่บุคคลหรือบริษัทได้รับผลกระทบ” ร่างกฎหมายระบุในแถลงการณ์ 'ทุกวันนี้ เราเห็นการหลอกลวงการลงทุนแบบโรงฆ่าหมูจำนวนมาก และเราได้ทุ่มเททรัพยากรที่มีอยู่เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเหล่านั้น' และในเดือนกันยายน แอนดรูว์ เฟรย์ นักวิเคราะห์การเงินด้านนิติเวชของหน่วยสืบราชการลับสหรัฐที่สำนักงานภาคสนามในซานฟรานซิสโก บอกกับฟอร์บส์ว่าการเชือดหมูในขณะนี้เป็น “กลโกงขั้นสุดยอด” “พวกเขายกระดับขึ้นมาในแง่ของความซับซ้อนในการสร้างแอพเหล่านี้ด้วยการรับรู้ว่าผู้คนกำลังทำเงิน” เขากล่าว อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ากลุ่มมิจฉาชีพที่ถูกเรียกว่า "ขบวนการโรงเชือดหมู" หลายแห่งดำเนินการโดยกลุ่มอาชญากรซึ่งใช้พื้นที่ในประเทศกัมพูชาเป็นที่ดำเนินการ และมีพนักงานหลายพันคนโดยขบวนการดังกล่าวเชื่อมโยงกับกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ และการพนันออนไลน์ ซึ่งอาศัยช่องโหว่ด้านธุรกรรมระหว่างประเทศในการดำเนินการ ขณะที่จากรายงานของ Vice News และ South China Morning Post เมื่อปีที่ระบุว่า กลุ่มผู้ตกเป็นเหยื่อการค้าแรงงานกลุ่มหนึ่ง ซึ่งถูกกดขี่และถูกปฏิบัติอย่างทารุณ เพราะพวกเขาถูกล่อลวงไปที่นั่นด้วยสัญญาจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย และถูกนายจ้างตามกฏหมายนั้น ขายต่อให้กับกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ดังกล่าว โดยกระบวนการหลอกลวงจะมีการนำเสนอสคริปต์ที่ปรับให้เหมาะกับเหยื่อแต่ละรายเพื่อล่อลวงเหยื่อกลุ่มเป้าหมายบทสนทนาส่วนหนึ่งของมิจฉาชีพในการชักชวนเหยื่อลงทุนคริปโตแหล่งที่มาข่าวต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/stockmarket/detail/9660000055756
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
30/04/2024
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า ตีแผ่ภาพบริษัทใหญ่ ปั้นหุ้นเติบโตเร็วแบบติดจรวดเทียม ลวงด้วยซูเปอร์สต๊อกเทียม แต่งบัญชีหลอก ไซฟอนเงิน โกงเงินจากนักลงทุนในตลาดหุ้นสุดท้ายนักลงทุนที่หลงเข้าไปดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) ได้เผยแพร่บทความในหัวข้อ ‘หุ้นสุดยอด…หายนะ’ โดยระบุว่า ช่วงเร็วๆ นี้เราได้พบเห็นหุ้นที่เคยดีมาก คือราคาเคยขึ้นไปอย่างรวดเร็วและสูงมาก หลายตัวขึ้นไปหลายเท่าในเวลาเพียงไม่กี่เดือนหรือแค่ 1-2 ปี แต่แล้วหลังจากนั้นมันก็ตกลงมาอย่างรวดเร็ว หลายตัวลดลงมา 30-40% ขึ้นไป บางตัวลดลงมาถึง 90% และราคาเหลือแค่เศษสตางค์หรือหมดค่าไปเลยภายในเวลาไม่กี่เดือนหรือแค่ 2-3 ปีคนที่ซื้อหุ้นก่อนที่ราคาจะขึ้นและขายก่อนที่มันจะตกลงมาแรง ทำกำไรได้มโหฬาร พวกเขาคงเรียกมันว่าหุ้นสุดยอด คนที่สังเกตการณ์หรือนักลงทุนในตลาดหุ้นเรียกพวกเขาว่าเซียน ส่วนคนที่เข้าไปซื้อตอนที่หุ้นขึ้นไปสู่จุดสูงสุดและขายตอนที่หุ้นตกลงมาต่ำสุดนั้นคงเรียกว่ามันเป็นหุ้นสุดยอดหายนะ เพราะขาดทุนหุ้นหนักอย่างไรก็ตาม หุ้นตัวนั้นก็ไม่ทำให้พวกเขาล้มละลายหรือต้องเลิกเล่นหุ้นไปเลย พวกเขาก็มักจะ Move on หรือไปหาหุ้นตัวใหม่ที่คิดว่าจะทำกำไรได้รวดเร็วและขายออกไปทัน นักสังเกตการณ์บางคนเรียกพวกเขาว่าเม่า ที่เป็นนักเล่นหุ้นรายย่อยจำนวนมากที่ชอบเล่นหุ้นที่ขึ้น-ลงรวดเร็วที่พวกเขาจะสามารถทำกำไรได้ในช่วงเวลาสั้นๆจากการสังเกตการณ์ของผมเองนั้นพบว่า หุ้นที่มีลักษณะหรืออาการดังกล่าวนั้นมักจะมาจากหุ้นอย่างน้อย 3 กลุ่ม คือกลุ่มที่ผมเรียกว่า Pseudo Growth หรือหุ้นกลุ่มเติบโตเทียม, กลุ่ม Pseudo Super Stock หรือหุ้นซูเปอร์สต๊อกเทียม และกลุ่ม Fraud หรือกลุ่มหุ้นโกง โดยที่หุ้นบางตัวนั้นก็อาจมีลักษณะคาบเกี่ยวกับทั้ง 3 กลุ่มได้ เช่น สร้างภาพว่าเป็นหุ้นโตเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็มีการโกงโดยการแต่งบัญชีอย่างผิดกฎหมายหรือผิดหลักการทางบัญชีด้วย เป็นต้นวิธีจับผิดหุ้นเติบโตเทียมวิธีสังเกตว่าหุ้นตัวไหนอาจเข้าข่ายเป็นหุ้นเติบโตเทียมก็คือ ผู้บริหารมักจะมีโปรเจกต์ใหม่มากมายเป็นสไตล์เจ้าโปรเจกต์ และสิ่งที่ทำมากที่สุดเพราะจะทำให้เห็นผลรวดเร็วก็คือการทำ M&A หรือซื้อกิจการหรือซื้อหุ้นของบริษัทที่ทำกำไรอยู่แล้ว ซึ่งก็จะทำให้กำไรของบริษัทเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นบริษัทโตเร็วหรือหุ้นเติบโต ยิ่งบริษัทที่ซื้อเข้ามาอยู่ในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต ภาพของบริษัทก็ยิ่งดูเติบโตเร็วมากขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทที่ดูไฮเทคหรือเป็นดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จจริงๆ ก็หาซื้อได้ยากและจะต้องจ่ายราคาหุ้นที่แพงมากจนอาจไม่คุ้มดังนั้นธุรกิจหรือหุ้นที่ซื้อมาจึงมักจะไม่ดี และ/หรือแพงเกินไป โดยมักจะเป็นธุรกิจที่มีกำไรดีในตอนที่ซื้อ แต่อนาคตก็มักจะแย่ลงเพราะกำไรนั้นไม่โตหรือไม่ยั่งยืน ตัวอย่างเช่น บริษัทลีสซิ่งหรือปล่อยกู้ส่วนบุคคลรายย่อย หรือไม่ก็เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายเล็ก เป็นต้น ในส่วนของธุรกิจใหม่แห่งอนาคตก็อาจกลายเป็นการลงทุนในเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีหรือการทำเหมืองขุด Bitcoin ในช่วงที่คริปโตกำลังให้ผลตอบแทนที่ดีมาก เป็นต้นหนี้สินที่พอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วก็เป็นอีกอาการหนึ่งของกลุ่มหุ้นเติบโตเทียม เพราะบริษัทต้องใช้เงินจำนวนมากไปซื้อกิจการที่บางทีก็ใหญ่กว่าตัวเอง และนี่ก็เป็นความเสี่ยงสำคัญที่จะทำให้บริษัทมีปัญหา เพราะบริษัทและกิจการที่ซื้อมาอาจประสบปัญหาจากภาวะเศรษฐกิจที่เลวร้ายลง และกิจการขายสินค้าที่เป็นแนวโภคภัณฑ์ที่ยอดขายและกำไรผันผวนสูงมาก ทำให้ฐานะทางการเงินรองรับไม่ได้และกลายเป็นบริษัทที่มีปัญหาในที่สุดหายนะหุ้นซูเปอร์สต๊อกเทียมกลุ่มหุ้นซูเปอร์สต๊อกเทียมนั้นแตกต่างจากหุ้นเติบโตเทียมในแง่ที่ว่าตัวบริษัทเองมีคุณสมบัติที่อาจเป็นซูเปอร์สต๊อกหลายอย่าง เช่น บริษัทมีแบรนด์หรือมียี่ห้อที่โดดเด่นในสินค้าอุปโภคบริโภคที่ทำให้มีความได้เปรียบในการแข่งขันในระดับหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ถึงระดับแบบซูเปอร์สต๊อกบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นเมกะเทรนด์ เช่น อุตสาหกรรมเกี่ยวกับการรับทำโปรแกรมเขียนระบบงานต่างๆ หรือให้บริการเช่นความปลอดภัยหรือการเก็บรักษาข้อมูลดิจิทัล แต่ที่จริงแล้วก็ไม่ได้มีความสามารถในการขยายตัวหรือผูกขาดธุรกิจอะไรเมื่อเทียบกับคู่แข่ง หรือบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรม และ/หรือเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับสุขภาพและความงาม แต่ก็มีปัญหาแบบเดียวกันที่จะต้องแข่งขันและมีข้อจำกัดในการเติบโต ซึ่งรวมถึงการที่ต้องมีบุคลากรและสถานที่ที่ไม่ได้ขยายตัวได้ง่าย หรือพูดง่ายๆ Scalable ยากสรุปก็คือ สิ่งที่ซูเปอร์สต๊อกเทียมขาดนั้นมักจะอยู่ที่ว่าการเติบโตในระยะยาวมีข้อจำกัดมาก เช่นเดียวกับความสามารถในการแข่งขันที่มักจะไม่แข็งแรงพอ แต่การที่ในช่วงแรกเห็นการเติบโตค่อนข้างโดดเด่นนั้น อาจมาจากสถานการณ์พิเศษที่ค่อนข้างเอื้ออำนวย หรือการที่ผลประกอบการโดดเด่นหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ทำให้คนเชื่อได้ง่ายว่าบริษัทเป็นสุดยอดกิจการ อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นไปมากและค่า P/E มักจะสูงลิ่ว ก็ทำให้หุ้นไม่สามารถเป็นซูเปอร์สต๊อก แต่กลายเป็นหุ้นซูเปอร์สต๊อกเทียมที่ทำให้หุ้นตกลงมาเป็นหายนะได้เปิดสารพัดกลโกงหุ้นโกงคือหุ้นที่เจ้าของ และ/หรือผู้บริหารตั้งใจโกงบริษัทและนักลงทุนที่เข้ามาเล่นหุ้น หุ้นบางตัวนั้นเจ้าของและอาจรวมถึงนักลงทุนรายใหญ่หรือเซียนวางแผนตั้งแต่แรกที่จะเข้ามาหาเงินในบริษัทและตลาดหุ้น อาจโดยการเทกโอเวอร์บริษัทเป้าหมายด้วยวิธีการซื้อหุ้นทั้งหมด หรือแลกหุ้นซึ่งไม่ต้องใช้เงินสด จากนั้นก็สร้างสตอรี ปั้นบริษัทให้เป็นหุ้นแบบเติบโตเทียม สร้างกำไรโดยการแต่งบัญชี ไซฟอนเงินจากกิจการโดยตรง ซึ่งก็มักจะทำในบริษัทลูก โดยเฉพาะกิจการที่อยู่ในต่างประเทศ เป็นการโกงเงินจากบริษัท นอกจากนั้นก็ยังโกงเงินจากนักลงทุนในตลาดหุ้น โดยการสร้างราคาหุ้นและชวนนักลงทุนทั้งสถาบันและนักลงทุนส่วนบุคคลเข้าซื้อหุ้นที่ราคาแพงเพราะคิดว่าเป็นหุ้นเติบโตการโกงนั้นถ้าจะพูดแบบกว้างก็คือ มักจะเป็นองค์ประกอบสำคัญส่วนหนึ่งของหุ้นที่ดีสุดยอดก่อนจะถึงหายนะเกือบทุกกลุ่ม แต่ในกรณีแบบนี้จะเป็นการโกงแบบที่จับไม่ได้ และอาจเป็นการโกงที่ไม่รุนแรงแบบกลุ่มหุ้นโกงที่สุดท้ายจะถูกเปิดโปงและคนที่ทำอาจต้องโดนคดีอาญาแผ่นดิน ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารหรือเจ้าของโกงโดยการแต่งบัญชีที่ไม่ผิดกฎหมาย เช่น เปลี่ยนรายจ่ายบางอย่างให้เป็นรายการลงทุน หรือเลื่อนสถานะลูกหนี้ที่ควรจะเป็นหนี้เสียและต้องตั้งสำรองออกไป หรือบางทีก็ซื้อของจากบริษัทโดยตัวเองเพื่อสร้างรายได้และกำไรเทียม เป็นต้นแต่จะไม่เหมือนกับการโกงดื้อๆ เพราะบริษัทก็จะพยายามเคลียร์ส่วนที่โกงไว้ในอนาคต โดยอาจค่อยๆ เกลี่ยเงินรายได้และกำไรในอนาคตกลับคืนมาหลังจากที่หุ้นหมดสภาพเป็นหุ้นสุดยอดและกลายเป็นหุ้นหายนะไปแล้ว ด้วยวิธีการนี้คนที่ทำก็ลอยนวลและรวยขึ้นอย่างเหลือเชื่อ สิ่งที่เสียก็เป็นเพียงชื่อเสียงที่ครั้งหนึ่งนักลงทุนคิดว่าเป็นผู้บริหารที่สุดยอดในการสร้างผลงานของบริษัทและนั่นก็นำมาสู่สัญญาณของหุ้นสุดยอด…หายนะ สุดท้ายที่จะพูดถึงนั่นก็คือ ผู้บริหารมักจะเป็นคนดังที่ให้สัมภาษณ์และแถลงข่าวและผลงานถี่ยิบ ไม่ว่าจะสำคัญหรือไม่ พวกเขาชอบที่จะคาดการณ์ผลประกอบการที่สดใสและการเติบโตสุดยอดที่จะตามมาในไม่ช้า พวกเขามั่นใจว่ามูลค่าหุ้นของบริษัทจะโตขึ้นเป็นหลายๆ เท่าในเวลาอาจแค่ 3-4 ปี ที่บริษัทจะมี Market Cap เป็นหมื่นล้านบาทถ้าบริษัทยังเล็กมาก แต่บ่อยครั้งสำหรับบริษัทระดับกลางที่จะมีมูลค่าเป็นแสนล้านบาท หลายคนแสดงความมั่นใจโดยการซื้อหุ้นของบริษัทต่อเนื่องแม้ว่าราคาจะขึ้นสูงมากแล้วแต่ในขณะเดียวกันก็ขายหุ้นล็อตใหญ่ให้กับนักลงทุนรายใหญ่และสถาบันลงทุนที่กำลังอินมากกับสตอรีของบริษัท และราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นต่อเนื่องและมีขนาดที่ใหญ่และสภาพคล่องในการซื้อขายที่เพียงพอสำหรับการลงทุน แต่นั่นก็มักจะเป็นสัญญาณว่าหุ้นจะไม่ขึ้นไปเร็วอีกต่อไป และอาจกำลังตกลงมา บางทีเป็นหายนะแหล่งที่มาข่าวต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/stockmarket/detail/9660000056115
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
30/04/2024
เสี่ยยักษ์-วชิรพงศ์ เซียนหุ้นชื่อดังในตลาดหุ้นไทย โพสต์บทความในแฟนเพจพ่อสอนลูกลงทุน แจ้งเกือบพลาดท่า ซื้อหุ้นโกง หลังเคยถูกชักชวนให้ซื้อหุ้นแถวราคา 3 บาท ชี้เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น “ปล้นกลางแดด” คนใส่สูทโกงคนทั้งตลาด “รายใหญ่-สถาบัน-ธนาคาร-รายย่อย” เจ๊งกันระเนระนาด สงสารคนซื้อหุ้นกู้ที่ไม่รู้เรื่องอะไร วอนตลาดหลักทรัพย์ฯ-ก.ล.ต. ต้องรีบทำอะไรบ้าง พร้อมแจกคาถาเอาตัวรอด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แฟนเพจเฟซบุ๊ก “พ่อสอนลูกลุงทุน” ของเสี่ยยักษ์-วิชัย วชิรพงศ์ เซียหุ้นชื่อดังในตลาดหุ้นไทย ได้โพสต์บทความระบุว่า แล้วเราจะเอาตัวรอดได้อย่างไร ??? – ธุรกิจนี้อยู่ในเมกะเทรนด์ – มีแบรนด์ติดตลาด – ฐานลูกค้ามากมายทั่วโลก – กำไรสุทธิ 10% – Market Cap ขนาดใหญ่ – ชื่อกองทุน สถาบัน รายใหญ่ เข้ามาลงทุน – ผู้สอบบัญชีโดย Big 4 – อื่น ๆ อีก จากเหตุการณ์ “ปล้นกลางแดด” ในช่วง 2 วีกที่ผ่านมา คนใส่สูทโกงคนทั้งตลาด รายใหญ่ สถาบัน ธนาคาร รายย่อย เจ๊งกันระเนระนาด แล้วเราจะเอาตัวรอดได้อย่างไร ตามที่ป๊าเคยเล่าเมื่อสองอาทิตย์ก่อน เขาก็เคยมาชวนป๊าซื้อหุ้นของเขาเหมือนกัน ช่วงนั้นราคาตลาดอยู่แถว ๆ 3 บาท แต่เขาจะลดราคาให้ป๊า 13% คือลดให้ 40 สตางค์ แล้วให้ป๊าช่วยถือหน่อย อย่ารีบขาย ทำไมเขาจิตใจดีขนาดนั้นได้ น่าจะรักป๊ามากขนาดนั้นเลย อยู่ ๆ ก็จะเอาเงินมาให้ ทุนเขาเเค่ 60 สตางค์ และคนที่มาชวนก็จะหา connection กับคนที่รู้จักป๊า บอกขอเข้ามาคุย ไอ้เราก็อยากรู้อยากเห็น เห็นรูเล็ก ๆ คิดว่าตัวเองจะรอดไปได้ แต่ที่ป๊าตัดสินใจปฏิเสธไป เพราะว่าเขาทุนต่ำมาก เขากำไรอยู่แล้ว 300% เขาต้องกำลังออกของ และทีมงานที่มาชวน มีตัวหัวหน้าหน้าตาโหงวเฮ้งโคตรโกง โม้เก่ง บอกเขาเคยปรับโครงสร้างหนี้ โรงพยาบาลพญาไทมาเเล้ว สำเร็จโน่น สำเร็จนี่นั่น ป๊ารอดมาได้เพราะเราใช้จิตวิทยาในการลงทุน รู้จักว่า “ตรงไหนราคาสูง ตรงไหนราคาต่ำ” ถ้าการณ์ใดเราเป็นรองเขาเยอะ เช่น ทุนเขา 60 สตางค์ ราคาตอนนี้ 3 บาท เราจะเหลือกำไรอีกสักเท่าไหร่ ไม่เสี่ยง ไม่โลภดีกว่า หรือถ้าคันอยากตามไป ก็ลงทุนนิดหน่อยพอ แต่เหตุการณ์นี้ มันตั้งใจโกง วางแผนมานาน ตั้งแต่ปี’64 มันลากราคาไปถึง 5 บาท แต่งบัญชีรู้เรื่องกฎระเบียบ รู้วิธีสร้างตัวเลขหลอกผู้ตรวจสอบบัญชี ปลอมแปลงเอกสาร จนผู้สอบบัญชียอมเซ็นงบฯ บริษัทจัดเรตติ้งให้เรต BBB มันเลวมากจริง ๆ กิน “คนเล่นหุ้น” เราไม่ว่ากัน เพราะตอนแรก เขาแจกเงินเราก่อน จนเราไปติดใจเอง แต่มากินคนซื้อหุ้นกู้ ที่เขาหวังกินแค่ดอกเบี้ย แค่ 3.5% และเอาเงินเก็บมาทั้งชีวิตมาลงทุน มันแย่มากจริง ๆ คาถาเอาตัวรอด – รู้จักตรงไหนสูง ตรงไหนต่ำ – Cut loss ให้เป็น ยอมตัดนิ้วให้ได้ เมื่อถึงคราวจำเป็น – ยังไม่เห็นภาพ เอาอีกตัวอย่างหนึ่ง เรากำลังอยู่บนตึกสูงสัก 3 ชั้น ไฟกำลังไหม้ เรากล้ากระโดดไหม ถ้าไฟกำลังมา (อย่าปล่อยให้ขาดทุนมาก ๆ) – ท่องไว้ “ลูกยังเล็ก” เราจะเสี่ยงไม่ได้ – อย่าตามหลังมวลชน คือแห่ตามเขา ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ไอ้คนนำหน้า มันเห็นทหารถือปืนเตรียมยิงอยู่ เขาก้มลงหลบแล้ว ไอ้เราอยู่ข้างหลังมัวเเต่เดินร้องเพลงปลุกใจ – ลุกทีหลัง จ่ายรอบวง – ขบวนการ ต้มกบ – เราจะลงทุนเป็นรอบ ๆ รอจังหวะ ถ้าทางต่ำ (แบบมีความรู้ มีประสบการณ์) เราจะเข้าลงทุน เอาเงินแต่น้อย ๆ ก่อน แต่ป๊ากว่าจะรู้จุดนี้ ป๊าก็เจ็บปานตายไปแล้วเหมือนกัน เหตุการณ์นี้มันเศร้ามาก มันรวมหัวกันโกงคนซื้อหุ้นกู้ที่ไม่รู้เรื่องอะไร แค้นมาก ตลาด ก.ล.ต. ต้องทำอะไรบ้างนะครับ แหล่งที่มาข่าวต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1325295
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันชีวิต
30/04/2024
สมาคมประกันชีวิตไทย ห่วงเกิดผลกระทบ 4 ข้อ กรณีบังคับใช้งบการเงินตาม TFRS17 ดีเดย์ 1 ม.ค. 68 เร่งถกสรรพากรเคลียร์ปมจ่ายภาษี-เอฟเฟ็กต์รับรู้กำไร หวั่นช่วงเปลี่ยนผ่านกระทบส่วนของผู้ถือหุ้นนางสาวจารุวรรณ ลิ้มคุณธรรมโน ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายบัญชีและการเงิน บมจ.กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมการระบบบัญชีและภาษี สมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า การบังคับใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 เรื่องสัญญาประกันภัย (TFRS17) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 จะมีผลกระทบที่มีนัยสำคัญกับธุรกิจประกันชีวิต 4 ประเด็นหลักคือ1. ไม่มีเบี้ยประกันภัยรับและสำรองประกันชีวิตในงบการเงิน แต่มีค่าใช้จ่ายทางการเงินจากการรับประกันภัยแทน ซึ่งแตกต่างจากหลักเกณฑ์ในการคำนวณภาษีในปัจจุบัน ฉะนั้น เรื่องนี้จำเป็นต้องมีการหาข้อสรุปเรื่องการปฏิบัติทางภาษีกับกรมสรรพากรโดยปัจจุบันกรมสรรพากรได้ตั้งคณะทำงานอย่างเป็นทางการแล้วมีทั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)สภาวิชาชีพบัญชี สมาคมประกันชีวิตไทยและสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อประชุม พูดคุย หารือเรื่องนี้กันทุกเดือนตอนนี้อยู่ระหว่างลงรายละเอียดว่ามีวิธีการปรับเปลี่ยนไปอย่างไร หรือมีแนวทางไหนได้บ้าง หากมีผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านจาก TFRS4 มาเป็น TFRS17 แล้วกระทบกับจำนวนเงินภาษีที่เคยชำระไปแล้วในอดีต“เดิมตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร ตีกรอบไว้ว่า การจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานกำไรสุทธิ ซึ่งกำไรของบริษัทประกันชีวิตตาม TFRS4 คือมีเบี้ยประกันและเงินสำรอง แต่ว่าสำรองที่ถือเป็นรายจ่ายได้ตามเกณฑ์กรมสรรพากรต้องไม่เกิน 65% ของเบี้ยประกันแต่เมื่อเป็น TFRS17 ไม่มีเบี้ยประกันภัยรับและสำรองประกันชีวิตในงบการเงิน จึงไม่แน่ใจว่าจะหยิบเกณฑ์ไหนมาใช้ในการจ่ายภาษี คือถ้าจะใช้เกณฑ์เดิมก็คงกระทบ เพราะเหมือนต้องรื้องบการเงินใหม่หมด”จารุวรรณ ลิ้มคุณธรรมโน2. รูปแบบการรับรู้กำไรที่เปลี่ยนแปลงไปจะส่งผลต่อกำไรที่รับรู้ในแต่ละปี ยกตัวอย่างงบกำไรขาดทุน กรณีจ่ายเบี้ยครั้งเดียว คุ้มครองยาว 20 ปี ถ้าตาม TFRS4 เมื่อรับเบี้ยปีแรก สมมติ 5,000 บาท จะบันทึกเป็นรายได้ในงบกำไรขาดทุนปีนั้นทั้งหมดก้อนเดียว แต่ตาม TFRS17 จะให้ทยอยรับรู้รายได้ตลอดระยะเวลาคุ้มครอง 20 ปีโดยแต่ละปีให้รับรู้ตามสัดส่วนความคุ้มครอง และบันทึกอยู่ในรายได้การประกันภัย แต่กำหนดให้แยกค่าใช้จ่ายทางการเงินจากสัญญาประกันภัยสุทธิออกมาให้เห็น หรือเข้าใจง่าย ๆ คือต้องแยกต้นทุนดอกเบี้ยแฝงมาแสดงด้วยส่วนสำรองประกันชีวิต ซึ่งเปลี่ยนไปเรียกเป็นหนี้สินตามสัญญาประกันภัยแทน ซึ่งทำหน้าที่คล้าย ๆ รายได้รับล่วงหน้า หมายความว่าเมื่อรับเบี้ยมาแล้วจะบันทึกเป็นหนี้สินไว้ก่อน และหนี้สินตรงนี้จะลดลงเมื่อถูกทยอยรับรู้เป็นรายได้การประกันภัยในแต่ละปี หรือเมื่อมีการจ่ายเคลมจริงไปแล้ว โดยหนี้สินจะหมดต่อเมื่อภาระผูกพันในการให้บริการหรือความคุ้มครองแก่ลูกค้าหมดไปนอกจากนี้ เพื่อให้ผู้ใช้งบการเงินเข้าใจมากขึ้น ว่าแหล่งที่มาของกำไรของธุรกิจประกันชีวิตแต่ละบริษัทมาจากไหน TFRS17 จึงให้แสดงกำไรจากการรับประกันภัยกับกำไรทางการเงิน (รายได้จากลงทุนลบต้นทุนดอกเบี้ย) ออกจากกันด้วย แต่อย่างไรก็ตาม แม้รูปแบบการรับรู้กำไรในแต่ละปีจะเปลี่ยนแปลงไป แต่สุดท้ายแล้วกำไรตลอดอายุสัญญายังเท่าเดิม3. เดิมส่วนใหญ่ภาคธุรกิจใช้วิธีการคำนวณเงินสำรองประกันชีวิตแบบเบี้ยประกันภัยสุทธิชำระคงที่ (NPV) ซึ่งใช้สมมติฐานตั้งแต่วันที่ออกกรมธรรม์ในการคำนวณเงินสำรองฯ ต่างจาก TFRS17 ซึ่งปรับสมมติฐานที่ใช้ให้เป็นปัจจุบัน ด้วยวิธีการใหม่นี้ส่งผลให้เกิดความผันผวนของเงินสำรองมากขึ้น ดังนั้น การพิจารณาวัดมูลค่าสินทรัพย์ให้สอดคล้องกับหนี้สิน จึงเป็นเรื่องที่บริษัทประกันชีวิตแต่ละแห่งต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน4. ส่วนของผู้ถือหุ้น อาจได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจากการปฏิบัติมาตรฐานการบัญชีเป็นครั้งแรก เนื่องจากการปรับปรุงกำไรสะสมที่เกิดจากความแตกต่างในการรับรู้กำไรในอดีตตาม TFRS4 กับ TFRS17นางสาวจารุวรรณกล่าวต่อว่า ตอนนี้ภาคธุรกิจเหลือเวลาเตรียมความพร้อมประมาณ 1 ปี 5 เดือน โดยปัจจุบันสภาวิชาชีพบัญชีได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว เพื่อให้ TFRS17 มีผลบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค. 2568 และสำนักงาน คปภ.ได้ประกาศแบบงบการเงินใหม่ตามข้อกำหนดของ TFRS17 และ TFRS9 เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดีธุรกิจประกันภัยเป็นธุรกิจเดียวในโลกที่ได้รับการยกเว้นการบังคับใช้ TFRS9 จนกว่า TFRS17 จะมีผลบังคับใช้“ภาคธุรกิจต้องมีการซ้อมจัดทำงบการเงินรายไตรมาสในปี 2567 เพราะต้องเอามาเปรียบเทียบกำไรขาดทุนของปี 2568 เพื่อส่งให้สำนักงาน คปภ. รวมถึงการจัดอบรมความรู้ให้กับบุคลากรในภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง”สำหรับงบแสดงฐานะการเงินของบริษัทประกันชีวิตในฝั่งสินทรัพย์ (หนี้สิน+ทุน) ซึ่งกว่า 90% เป็นสินทรัพย์ลงทุน เช่น พันธบัตรรัฐบาล, หุ้นกู้, หุ้น, กองทุนรวม, เงินให้กู้ยืม และแทบจะทุกบริษัทพอร์ตหลักคือตราสารหนี้เพราะมีความเสี่ยงต่ำ ส่วนหนี้สินสัดส่วนกว่า 90% เป็นหนี้สินตามสัญญาประกันภัย ที่เหลืออีก 10% เป็นหนี้สินอื่น ๆ เช่น ค่าไฟและค่าน้ำค้างจ่าย เป็นต้นทั้งนี้ ฝั่งสินทรัพย์ตาม TFRS4 ธุรกิจประกันชีวิตจะใช้แนวปฏิบัติทางการบัญชี เรื่องเครื่องมือทางการเงินและการเปิดเผยข้อมูลสำหรับธุรกิจประกันชีวิต (FI-Guidance) แต่เมื่อบังคับใช้ TFRS17 จะถูกบังคับใช้มาตรฐาน TFRS9 และฉบับที่ 7 เรื่องการเปิดเผยข้อมูลเครื่องมือทางการเงิน (TFRS7)ซึ่งเป็นหลักที่บังคับใช้ทั่วโลก แต่ปัจจุบันธุรกิจประกันภัยเป็นธุรกิจเดียว ที่ยังได้รับการยกเว้นการบังคับใช้ TFRS9 จนกว่า TRFS17 จะมีผลบังคับใช้แหล่งที่มาข่าวต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1327112
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
30/04/2024
สถิติบอกชัด รายจ่ายต่อเดือนของ “คนไทย” พุ่งสูงถึง 18,000 บาทต่อเดือน สวนทาง ”รายได้” ที่น่าตกใจคือ “ชนชั้นกลาง” เสี่ยงต่อการกลายมาเป็น “คนจน” ด้วยเหตุผลเบื้องหลังที่ชวนคิดวิเคราะห์ รายจ่ายสูง รายได้ไม่โต เงินเดือนเท่าไรถึงจะอยู่ได้ เมื่อ “สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.)” ออกมาบอกถึงอัตราเงินเฟ้อ ที่ทำให้ “ค่าใช้จ่ายต่อเดือนโดยเฉลี่ยของคนไทย” มีถึง 18,023 บาท/เดือน ณ ตอนนี้ค่าแรงขั้นต่ำโดยเฉลี่ยของบ้านเราอยู่ที่ 337 บาท/วัน ถ้าสมมติทำงานเต็มเดือน 30 วัน จะได้เดือนละ 10,110 บาท ส่วนเด็กจบใหม่ปริญญาตรี เริ่มต้นที่ประมาณ 12,000-15,000 บาท/เดือน จากข้อมูลของ สนค.บอกว่า ใน 18,023 บาท นี้ ค่าใช้จ่าย “อันดับ1” คือ ค่าโดยสารสารสาธารณะ ค่าซื้อรถส่วนตัว ค่าน้ำมัน และค่าบริการโทรศัพท์เฉลี่ยอยู่ที่ 4,170 บาท คิดเป็น 23.14% ตามมาด้วย “อันดับ2” ค่าเช่าบ้าน ค่าไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม อยู่ที่ 3,922 บาทคิดเป็น 21.76% ส่วน “อันดับ3” คือ ค่าเนื้อสด ที่ใช้ในการทำอาหาร อยู่ที่ 1,704 บาท เป็น 9.46% จากทั้งหมด ส่วนเหล้ากับบุหรี่ มาเป็น อันดับสุดท้าย หรือ “อันดับ4” เลย คือ 241 บาท เป็นเพียง 1.34% ของรายจ่ายต่อเดือนจั๊ก-รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเฉพาะทาง รัฐสวัสดิการและความเป็นธรรมศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ ม.ธรรมศาสตร์ ช่วยวิเคราะห์ตามคำขอของทีมข่าว ถึงปัญหาตอนนี้ที่ค่าแรงโตไม่ทันรายจ่าย “ผมคิดว่าประเด็นแรกที่ต้องย้ำนะครับ คือว่าค่าจ้างของเรา ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างขึ้นต่ำ หรือว่าค่าจ้างโดยเฉลี่ย มันเติบโตไม่สอดคล้องกัน ทั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งก็จะรวมถึงดัชนีผู้บริโภค อัตราเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ” ตอนนี้ productivity (ประสิทธิภาพของการผลิต การทำงาน) เติบโตอย่างก้าวกระโดด ไม่ว่าจาก ทักษะแรงงาน หรือเทคโนโลยี แต่ค่าจ้างโดยเฉลี่ยกลับไม่ได้เพิ่มตาม โดยรายได้ 80% ของคนส่วนใหญ่ ไม่สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ “ค่าครองชีพพื้นฐาน” หรือให้เรียกว่า “ค่าจ้างที่เราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี” ไม่ใช่แค่การมีเงินเพื่อเลี้ยงชีพไปวันๆ แต่หมายถึงโอกาสที่จะสามารถหาความบันเทิงให้กับชีวิตได้ด้วย“ค่าเดินทาง” แพงแซงทุกอย่าง น่าสนใจที่จากข้อมูล สนค.บอกว่า รายจ่ายส่วนใหญ่ไปกองอยู่ “ขนส่งสาธารณะ ค่าซื้อรถ ค่าน้ำมัน” เมื่อถามจั๊กว่าขนส่งเราแพงเกินไปหรือไม่ ดีหรือเปล่า? จนคนหันไปซื้อรถใช้เอง และยอมแบกภาระนี้ “ใช่ คำว่าไม่ค่อยดีมันก็หลายอย่างนะครับ อย่างคุณภาพในเชิงกายภาพ ที่เราเห็นอันนั้นก็ส่วนหนึ่ง อีกด้านหนึ่งมันเข้าไปไม่ถึง เส้นเลือดฝอยในชีวิตของคนเมือง“ อาจารย์ยังบอกอีกว่า ไม่ใช่แค่ในกรุงเทพฯ ในต่างจังหวัดเอง ขนส่งสาธารณะก็ไม่ได้ถูกออกแบบให้ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่ตอบโจทย์คนทำงาน “อาจจะใช้ได้ในผู้สูงอายุ ไปจ่ายตลาดหรือไปหาหมอในบางครั้ง”[รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี]“สมมติเราต้องนั่งมอเตอร์ไซค์มาปากซอยหน้าบ้าน แล้วเราต้องต่อรถเมล์ เพื่อที่จะไปรถไฟฟ้าอีก มันก็กลายเป็นว่าค่าใช้จ่ายอะไรต่างๆ มันก็สูงมาก คนที่พอมีกำลังส่วนใหญ่ ต้องซื้อรถมอเตอร์ไซค์ หรือไม่ก็รถยนต์ส่วนตัว” ถ้าลองคำนวณการผ่อนรถแบบถูกสุด ตกเดือนละ 5,000 บาท ค่าน้ำมันอีก 1,000-2,000 รวมแล้วคนที่มีรถส่วนตัวต้องจ่าย 6,000-7,000 บาท/เดือน ส่วนคนที่ใช้ขนส่งสาธารณะ เดือนหนึ่งก็ไม่ต่ำกว่า 3,000-4,000 บาท นั้น ก็เป็น 20-30% ของรายได้ต่อเดือนแล้ว “ถ้าเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว แล้วนึกถึงขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุมทั้งหมดเลย มันก็อาจจะประมาณ 4-5% ของค่าจ้างที่เขาได้รับต่อเดือนเท่านั้นเองนะครับ”รายได้ต่ำ แต่ “ค่ากิน” พุ่งจนน่าห่วง!! จากข้อมูลของ สนค.บอกว่ารายจ่ายทั้งหมดนี้ เป็น “ค่าอาหาร” ถึง 41.97% ทีมข่าวจึงชวนจั๊กคุยว่า ข้อมูลที่เห็นมันสะท้อนถึงอะไร? “คือจริงๆ ค่าอุปโภคบริโภค มันเกี่ยวกับฐานะของคนนะครับ คือถ้าเราเทียบกัน กลุ่มคนที่รวยที่สุดกับกลุ่มคนที่จนที่สุด ค่าใช้จ่ายเรื่องอุปโภคบริโภคก็จะมีสัดส่วนที่ต่างกัน” กลุ่มคนที่มีสตางค์ 5% บนสุด อาจจะหมดเงินไปกับ การลงทุน ค่าเดินไปเที่ยวหรือทำธุรกิจ แต่ในกลุ่มคนที่รายได้ต่ำ มักจะหมดไปกับ ค่าอาหารการกิน ถึง 70% ของรายได้เลยด้วยซ้ำ “สิ่งหนึ่งที่เราเห็นภาพตรงนี้เนี่ย การที่ค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภคพื้นฐานของค มันสูงมากขึ้น มันสะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มคนไทยชนชั้นกลางกำลังจะหายไป แล้วก็จะมาป่องอยู่ข้างล่าง” ยกตัวอย่างเด็กๆ จบใหม่ ทำงานอย่างหนัก แต่คุณภาพชีวิตไม่ได้แตกต่างกับผู้ใช้แรงงานในโรงงานเมื่อ 30 ปีก่อนเลย ที่ต้องทำหลายงาน ทำงานล่วงเวลา เพื่อคุณภาพชีวิตที่แค่ส่งบ้านส่งรถ เลี้ยงดูพ่อแม่เท่านั้น ซึ่งมันไม่ได้เป็นคุณภาพชีวิตชนชั้นกลางแต่อย่างใด “อันนี้เป็นสัญญานที่น่ากลัวเหมือนกันว่า ชนชั้นกลางของเรากำลังจะหายไป ที่ไปป่องข้างล่างมากขึ้น เพราะทุกคนกำลังกลายเป็นคนจน ต้องเป็นคนปากกัดตีนถีบกันหมด”หรือเพราะทุนที่ผูกขาด? อิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เคยออกมาเขียนบทความ “เกาให้ถูกที่คัน ค่าแรงขั้นต่ำ คือ คำตอบของการแก้ปัญหาค่าครองชีพของแรงงาน จริงหรือ” ว่าด้วยค่าครองชีพที่สูงเหตุมาจาก 1) กลไกผูกขาด ภาครัฐถูกครอบงำโดยทุนใหญ่ 2) การทุจริตคอร์รัปชัน ต้องแก้ปัญหา 2 อย่างนี้และผลักดัน นโยบายสวัสดิการ ถึงจะแก้ได้ สอดคล้องกับความเห็นของ ผอ.ศูนย์วิจัยเฉพาะทาง รัฐสวัสดิการฯ ที่มองว่า กลุ่มทุนที่ผูกขาด เกี่ยวข้องกับปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น และปัญหาค่าแรงที่ต่ำของบ้านเรา “พอกลุ่มทุนผูกขาดที่ เขาได้รับสัมปทานหรือได้รับสิทธิอะไรบางอย่างจากรัฐ มันทำให้เขาไม่จำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงเรื่อง ชีวิตพื้นฐานของประชาชน” ดร.ได้อธิบายต่อว่า ในธุรกิจบางอย่างไม่จำเป็นต้องหากำไรขนาดนั้น แต่กลับมีกลุ่มทุนหลายกลุ่มเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น พลังงาน อาหาร การคมนาคม หรือการรักษาพยาบาล และการศึกษา ที่ตอนนี้เริ่มมีกลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้ามามากขึ้น ในด้านหนึ่งกลุ่มทุนเหล่านี้อาจมีความสามารถและเทคโนโลยี จนให้เติบโต แต่ไม่ได้จากการแข็งขันกันอย่างเสรี ส่วนหนึ่งมาจากการเอื้อประโยชน์จากรัฐ ได้สัมปทานหรือการอนุมัติอะไรบางอย่าง “แต่ว่าเขากลับมีส่วนที่ทำให้ สองอย่างนี้คือ ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของเราสูงมากขึ้น และในขณะเดียวกันก็ พวกเขากมีส่วนสำคัญที่ทำให้ค่าแรงไม่ได้มีการปรับขึ้นเท่าที่ควร เพราะว่ากลุ่มทุนผูกขาดมีอำนาจมาก”เมื่อถาม ดร.จั๊กว่า ปัญหานี้จะสามารถแก้ไขได้ด้วยการ “เพิ่มค่าแรง” จริงหรือเปล่า? หรือต้องทำควบคู่กับไปด้วย? อาจารย์ตอบว่า ยังไงก็ต้องปรับขึ้น เพราะตอนนี้คนอยู่กันไม่ได้แล้ว ส่งผลให้ปัญหาอื่นๆ ตามมา “การปรับค่าแรงขั้นต่ำมันไม่ได้ทำให้ข้าวของแพงขึ้น อันนี้มันเป็นผีที่ถูกข่มขู่มาทุกยุคทุกสมัย จริงๆต้นทุนค้าแรงมันเป็นเพียง 10% เท่าเองของต้นทุนโดยเฉลี่ยเท่านั้น” การขึ้นค่าแรงจะช่วยลดความเลื่อมล้ำได้ แต่จะได้ไม่เต็มที่ ถ้าไม่มีการปรับเรื่องสวัสดิการพื้นฐาน เพื่อให้ค่าแรงที่ได้มาเอาไป ต่อยอดในชีวิตได้จริง ไม่ได้หมายความแค่การลุงทุน แต่รวมถึง การพักผ่อน วางแผนใช้จ่ายและการออมได้ดีขึ้น เพราะค่าแรงสูงขึ้น แต่คุณจะสิ่งเหล่าได้ไม่เต็มที่ ยังต้องห่วงเรื่อง การเลี้ยงลูก ดูแลคนแก่ รักษาพยาบาลหรือเรื่องค่าขนส่งสาธารณ สิ่งเหล่านี้ต้องมีการปรับ อีกอย่างคือนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้น การท่องเที่ยว กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ฝึกทักษะแรงงานรุ่นใหม่ “3 ตัวนี้ต้องทำ เรื่องสวัสดิการและเศรษฐกิจระยะสั้นต้องทำคู่กัน เพื่อให้มันประสิทธิภาพดีที่สุดครับ” แหล่งที่มาข่าวต้นฉบับผู้จัดการออนไลน์https://mgronline.com/live/detail/9660000054093
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันภัย
30/04/2024
จากข่าวตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเกิดเหตุจากไฟไหม้ น้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือภัยอื่นๆ อาจสร้างความกังวลใจให้กับเจ้าของที่อยู่อาศัยหลายท่าน เนื่องจากที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง ทำให้ผู้เสียหายต้องสูญเสียเงินหลักแสนจนถึงหลักล้านบาทที่ต้องนำมาใช้ในการซ่อมแซมให้กลับมาเหมือนเดิมหรือสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ดังนั้น เพื่อความอุ่นใจและบรรเทาความสูญเสียจากอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้น “การทำประกันอัคคีภัย”สำหรับที่อยู่อาศัยจึงเป็นวิธีการที่เหมาะสมในการจัดการกับความเสี่ยงเหล่านั้น ด้วยการโอนความเสี่ยงจากค่าความเสียหายของเจ้าของที่อยู่อาศัยไปยังบริษัทประกันภัย แทนการรับความเสี่ยงด้านค่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเต็มๆ 100% เพียงคนเดียว แต่ก่อนตัดสินใจเลือกทำประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย ควรคำนึงถึงประเด็นเบื้องต้น ดังนี้1. ความคุ้มครองที่เจ้าของที่อยู่อาศัยต้องการโดยทั่วไป การทำประกันอัคคีภัยมักจะรวม 6 ภัยหลักๆ ได้แก่ ไฟไหม้ ฟ้าผ่า การระเบิด ภัยจากยานพาหนะหรือสัตว์พาหนะ (ช้าง ม้า วัว ควาย) ภัยจากอากาศยานหรือวัตถุที่ตกจากอากาศยาน และภัยอันเนื่องจากน้ำ นอกจากนี้ยังมีภัยอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้จากสถานที่ตั้งของที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม แม้ว่าโอกาสการเกิดภัยอาจไม่บ่อยหรือน้อยมาก แต่หากเกิดขึ้นค่าความเสียหายก็สูง เจ้าของที่อยู่อาศัยก็ควรเพิ่มความคุ้มครองในกรณีต่างๆ ด้วย เช่น ภัยน้ำท่วม ภัยลมพายุ ภัยแผ่นดินไหว ภัยโจรกรรม เป็นต้น2. ทรัพย์สินที่สามารถเอาประกันอัคคีภัยได้ได้แก่ บ้าน ทาวน์เฮาส์ บ้านแฝด ตึกแถวสำหรับที่อยู่อาศัย โรงรถ และอาคารย่อย เช่น เรือนคนรับใช้ เรือนครัว รวมทั้งกำแพง รั้ว ประตู ส่วนที่ปรับปรุงหรือต่อเติม เฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่ง และทรัพย์สินอื่นๆ เพื่อการอยู่อาศัย ส่วนทรัพย์สินที่ไม่ได้รวมอยู่ในกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย ยกเว้นว่าจะระบุไว้อย่างชัดเจน เช่น รากฐานของสิ่งปลูกสร้าง ทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ อัญมณี เอกสารสำคัญต่างๆ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า ยานพาหนะ ต้นไม้ การจัดสวน สนามหญ้า เป็นต้น3. การคำนวณเงินทุนประกันอัคคีภัยที่เหมาะสมเจ้าของที่อยู่อาศัยจะต้องแยกราคาที่ดิน ราคาสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินภายในที่อยู่อาศัย เช่น ราคาที่ดิน 1,000,000 บาท ราคาสิ่งปลูกสร้างหรือตัวอาคาร 1,500,000 บาท (ไม่รวมฐานราก) และราคาทรัพย์สินภายในอาคารตกแต่งเพื่อการอยู่อาศัย 1,500,000 บาท ทุนประกันอัคคีภัยที่เหมาะสม คือ 3,000,000 บาท (1,500,000 บาท + 1,500,000 บาท)“ถ้าเจ้าของที่อยู่อาศัยต้องการเพิ่มความคุ้มครองพิเศษในรายการอื่น ๆ ที่มีราคาสูงนอกเหนือจากทรัพย์สินภายในอาคารข้างต้น ก็ควรเก็บใบเสร็จหรือใบราคานั้นๆ เพื่อความสะดวกในการกำหนดวงเงินประกันและเคลม เช่น ตู้เย็น ทีวี อุปกรณ์กอล์ฟ จักรยานที่มีราคาสูง เป็นต้น”4. “การเคลมประกันอัคคีภัย” บริษัทอาจจ่ายค่าสินไหมน้อยกว่า100% ของมูลค่าความเสียหายเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด เจ้าของที่อยู่อาศัยควรทำประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยที่ทุนประกัน “ไม่ต่ำกว่า 70% ของมูลค่าทรัพย์สิน” เช่น มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 3,000,000 บาท ทุนประกันที่ 70 - 100% ของมูลค่าทรัพย์สิน คือ 2,100,000 – 3,000,000 บาท หากเกิดอัคคีภัยที่มีความเสียหายทั้งหมด บริษัทประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็ม 100% ของจำนวนทุนที่ทำไว้แต่ถ้าทำทุนประกันภัยต่ำกว่า 70% ของมูลค่าทรัพย์สิน เช่น ทุนประกันภัยที่ 60% ของมูลค่าทรัพย์สิน 3,000,000 บาท เมื่อเกิดอัคคีภัยและมีความเสียหายทั้งหมด เจ้าของที่อยู่อาศัยจะต้องรับค่าความเสียหายส่วนแรกเอง 1,200,000 บาท (40% x 3,000,000 = 1,200,000) และบริษัทประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหม 60% ของมูลค่าทรัพย์สินที่ทำประกัน คือ 1,800,000 บาท (60% x 3,000,000 = 1,800,000) ดังนั้น จะได้รับค่าสินไหมเท่ากับ 1,080,000 บาท (60% x 1,800,000 = 1,080,000)“นอกจากการทำทุนประกันภัยที่ควรทำมากกว่า 70% ของมูลค่าทรัพย์สินแล้ว เจ้าของที่อยู่อาศัยต้องทำความเข้าใจเรื่องค่าความรับผิดส่วนแรกของการเคลมประกันอัคคีภัยในแต่ละกรณีด้วย เช่น เจ้าของที่อยู่อาศัยมีทุนประกันภัยอันเนื่องมาจากน้ำ 200,000 บาท บริษัทประกันได้กำหนดค่าความรับผิดส่วนแรกในการเคลม 2,000 บาท ต่อเหตุการณ์ ถ้าที่อยู่อาศัยมีน้ำรั่วซึม มีการประเมินความเสียหายประมาณ 100,000 บาท เจ้าของบ้านสามารถเคลมได้สูงสุด 98,000 บาท (100,000 บาท – 2,000 บาท)”5. การเลือกชำระเบี้ยตามจำนวนปีที่เพิ่มขึ้น เบี้ยประกันเฉลี่ยต่อปีลดลงเจ้าของที่อยู่อาศัยประหยัดเบี้ยประกันได้มากขึ้นกล่าวคือ การเลือกทำประกันภัย 2 ปี บริษัทจะคิดเบี้ยประกันภัย เท่ากับ 175% ของเบี้ยประกันภัย 1 ปี ถ้าเบี้ยประกันภัย 1 ปี 1,000 บาท เบี้ยประกันภัย 2 ปีจะอยู่ที่ 1,750 บาท เบี้ยเฉลี่ยต่อปี 875 บาท ทำให้ประหยัดเงินได้ 250 บาท ถ้าหากเลือกทำประกันภัย 3 ปี บริษัทจะคิดเบี้ยประกันภัย เท่ากับ 250% ของเบี้ยประกันภัย 1 ปี เบี้ยประกันภัย 3 ปีจะอยู่ที่ 2,500 บาท เบี้ยเฉลี่ยต่อปี 833.33 บาท ทำให้ประหยัดเงินได้ 500 บาท ที่ความคุ้มครองเท่าเดิม ทั้งนี้เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี มูลค่าทรัพย์สินอาจเปลี่ยนไปมีค่ามากขึ้น เจ้าของที่อยู่อาศัยจึงควรสำรวจทุนประกันภัยให้เหมาะสมกับมูลค่าทรัพย์สินด้วย“ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ‘การทำประกันอัคคีภัย’ ที่อยู่อาศัยมีความสำคัญไม่น้อย เพราะหากเกิดอัคคีภัยขึ้นจะทำให้มีค่าความเสียหายและค่าใช้จ่ายสูง จากเทคนิคข้างต้นจะช่วยเป็นแนวทางให้เจ้าของที่อยู่อาศัยเลือกทำประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัยในเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง โดยเลือกทำประกันอัคคีภัยหลักที่ตอบโจทย์เรื่องความเสียหายจากไฟไหม้ และเมื่อมีกำลังทรัพย์มากขึ้น มีห่วงภัยด้านต่างๆ มากขึ้น ก็สามารถขยายความคุ้มครองในปีถัดๆ ไปได้ เพื่อจะได้ชำระเบี้ยประกันที่ไม่สูงจนเกินไป แต่ยังคงบรรเทาความเสียหายได้มาก”ทั้งนี้ ไม่ว่าเจ้าของที่อยู่อาศัยจะมีที่อยู่อาศัยแห่งเดียวหรือหลายแห่ง ก็จะสามารถประมาณ “ทุนประกันอัคคีภัย” ของที่อยู่อาศัยแต่ละแห่งได้อย่างเหมาะสม โดยเทียบราคาเบี้ยประกัน รายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขของบริษัทประกันภัยแต่ละบริษัท เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์จากความคุ้มครองอย่างสูงสุดที่มา: www.setinvestnow.com, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแหล่งที่มาข่าวต้นฉบับwealthythaihttps://www.wealthythai.com/en/updates/wealth-management/wealth-ez/12699
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
30/04/2024
KBank Private Banking ชี้ “ผู้จัดการมรดก” คีย์แมนคนสำคัญต่อการบริหารทรัพย์สินครอบครัว เมื่อเกิดการสูญเสียสมาชิกในครอบครัว แจง “ทายาท-ผู้รับมรดก” จำเป็นต้องรู้บทบาท-หน้าที่ของผู้จัดการมรดก วันที่ 15 มิถุนายน 2566 นายพีระพัฒน์ เหรียญประยูร Managing Director, Wealth Planning and Non Capital Market Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เมื่อเกิดการสูญเสียสมาชิกในครอบครัว หลังจากที่สมาชิกในครอบครัวต้องแจ้งการเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมงต่อสำนักเขต หรือที่ว่าการอำเภอเพื่อออกใบมรณบัตรแล้ว อีกสิ่งที่จำเป็นต้องทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครอบครัวที่มีทรัพย์สินมาก คือการตั้ง “ผู้จัดการมรดก” เพื่อดำเนินการ 4 เรื่องสำคัญต่อทรัพย์มรดกของผู้เสียชีวิต ได้แก่ 1) รวบรวมทรัพย์สินและหนี้สิน : อสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์สินทางการเงิน เช่น บัญชีเงินฝาก ยานพาหนะ และทรัพย์สินประเภทอื่น ๆ เช่น ทองคำ เครื่องประดับ 2) จัดการทรัพย์มรดก : ดูแล รักษา หรือจัดการทรัพย์มรดกตามที่จำเป็น หรือที่ระบุไว้ในพินัยกรรม 3) จัดแบ่งทรัพย์มรดก : แบ่งสินสมรส (ถ้ามี) และแบ่งทรัพย์มรดกให้ทายาท/ผู้รับพินัยกรรม 4) ยื่นภาษีเงินได้ : ในปีแรกที่เสียชีวิต ให้ยื่นภาษีเงินได้ในนามผู้ตาย และในปีถัดจากปีที่เสียชีวิต หากยังไม่ดำเนินการแบ่งทรัพย์สินให้ทายาท ให้ยื่นภาษีเงินได้ในนามกองมรดก (ต้องขอเลขผู้เสียภาษีต่างหาก) ขั้นตอนในการตั้งผู้จัดการมรดก ให้ทายาท หรือผู้ร้อง (อาจเป็นผู้มีส่วนได้เสีย เช่น เจ้าหนี้) ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ดำเนินการตั้งผู้จัดการมรดกโดยแบ่งออกเป็น 2 กรณีคือ 1. กรณีที่ไม่มีพินัยกรรม อาจขอให้ตั้งทายาท/คู่สมรส คนใดคนหนึ่ง หรือร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดก หรือตั้งบุคคลอื่นที่ไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามกฎหมาย 2. กรณีที่มีพินัยกรรมและมีการระบุผู้จัดการมรดกไว้แล้ว ให้ตั้งบุคคลที่ระบุไว้ในพินัยกรรมเป็นผู้จัดการมรดก หลังจากศาลได้ประกาศเพื่อให้ทายาทคัดค้าน และไต่สวนคุณสมบัติผู้ร้อง หากไม่มีการคัดค้าน ศาลจะมีคำสั่งให้ตั้งผู้จัดการมรดก ภายในระยะเวลา 2-3 เดือน จากนั้นผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายใน 15 วัน และต้องเสร็จภายใน 1 เดือน หรือตามระยะเวลาที่ศาลขยายให้ รวมทั้งจะต้องดำเนินการทำรายงานแสดงบัญชีการจัดการและแบ่งปันมรดกภายใน 1 ปี หรือตามระยะเวลาที่ทายาท/ศาล กำหนดไว้ด้วย หากผู้จัดการมรดกไม่ทำตามหน้าที่/ทุจริต ทายาท ผู้รับพินัยกรรม หรือผู้มีส่วนได้เสียในมรดก สามารถดำเนินการกับผู้จัดการมรดกได้ เช่น ถอนผู้จัดการมรดก ทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดกสามารถยื่นร้องต่อศาลขอให้ถอนผู้จัดการมรดกคนเดิม และตั้งคนใหม่ได้ หากผู้จัดการมรดกไม่ทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ไม่เริ่มทำบัญชีทรัพย์มรดกภายใน 15 วัน หรือไม่แบ่งทรัพย์สินให้ทายาทให้เสร็จสิ้น และไม่ทำรายงานบัญชีแบ่งทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลภายใน 1 เดือน ตามที่กฎหมายกำหนด ฟ้องให้แบ่งทรัพย์มรดก มักเกิดขึ้นในกรณีที่ทายาทขอให้ผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์มรดกให้ทายาท แต่ผู้จัดการมรดกไม่ยอมแบ่งทรัพย์มรดกให้ทายาทตามที่กฎหมายกำหนด เช่น อ้างว่าเป็นทรัพย์กงสีห้ามแบ่ง หรือผัดผ่อนการแบ่งไปเรื่อย ๆ หรือปฏิเสธไม่แบ่งด้วยเหตุผลอื่น ทายาทสามารถฟ้องให้แบ่งทรัพย์มรดกได้ ฟ้องเพิกถอนการโอนมรดก ในกรณีที่ผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกไม่เป็นไปตามราคาท้องตลาด ขายทรัพย์มรดกโดยไม่นำเงินมาแบ่งทายาท โอนทรัพย์มรดกให้บุคคลอื่นโดยไม่มีค่าตอบแทน รับโอนทรัพย์มรดกมาเป็นของตนเองคนเดียวไม่แบ่งทายาทคนอื่น ดำเนินคดีอาญาความผิดฐานยักยอก ในกรณีที่ผู้จัดการมรดก โอนทรัพย์มรดกให้ตนเองคนเดียว ไม่แบ่งทายาทอื่น หรือแสดงเจตนาว่าจะเอาทรัพย์มรดกไว้คนเดียว ไม่แบ่งทายาทอื่น โอนทรัพย์มรดกให้ทายาทคนหนึ่ง แต่ไม่แบ่งให้คนอื่น ทั้งที่มีทายาทหลายคน จงใจขายทรัพย์มรดกในราคาที่ต่ำเกินสมควร ในลักษณะสมรู้ร่วมคิดกับผู้ซื้อ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่ควรได้ ในกรณีนี้ต้องชัดเจนว่าผู้จัดการมรดกกระทำการโดยไม่สุจริต ยักย้ายถ่ายเทหรือโอนทรัพย์มรดก ทำให้เกิความเสียหายแก่ทายาท ต้องแจ้งความภายใน 3 เดือน นับแต่รู้เรื่องการกระทำความผิด และรู้ตัวผู้กระทำความผิด “จะเห็นได้ว่าผู้จัดการมรดก มีหน้าที่ในการจัดการมรดกโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น การรวบรวมทรัพย์มรดก เพื่อแบ่งให้ทายาท ตลอดจนชำระหนี้สินของเจ้ามรดกแก่เจ้าหนี้ ทำบัญชีทรัพย์มรดกและรายการแสดงบัญชีการจัดการ ซึ่งหากผู้จัดการมรดกไม่ใช่ทายาท หรือผู้รับพินัยกรรมของเจ้าของมรดก ผู้จัดการมรดกก็จะไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดก จึงถือว่าไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก” นายพีระพัฒน์กล่าว นอกจากนี้ หากผู้จัดการมรดกไม่ดำเนินการตามหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือทำการทุจริตต่อทรัพย์มรดก อาจถูกดำเนินการทางกฎหมายด้วย ผู้จัดการมรดกจึงถือเป็นคีย์แมน หรือบุคคลสำคัญในการบริหารจัดการและดำเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับมรดก ทั้งทรัพย์สินที่ต้องส่งต่อแก่ทายาท หรือการจัดการเรื่องหนี้สิน โดยหากเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมไว้ ผู้จัดการมรดกก็สามารถจัดการสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น แต่หากไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ต้องดำเนินการต่าง ๆ ตามขั้นตอน “ดังนั้น การทำพินัยกรรมกำหนดผู้จัดการมรดกที่มีความเป็นกลางหรือที่ทายาททุกคนยอมรับไว้ตั้งแต่ต้น อาจไม่ใช่บุคคลที่เป็นทายาทก็ได้ อาจช่วยลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้” นายพีระพัฒน์กล่าวแหล่งที่มาข่าวต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1322175
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันภัย
30/04/2024
ที่อยู่อาศัย หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า “บ้าน” เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ใฝ่ฝัน หรือฝ่าฟันอยากจะมี ซึ่งการดูแลรักษาทรัพย์สินเหล่านี้นั้นไม่ง่ายเลย เพราะว่าต้องต่อสู้กับภัยต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นภัยจากธรรมชาติ อย่างเช่น น้ำท่วม หรือภัยที่มาจากฝีมือมนุษย์ด้วยกันเอง ภัยเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ที่อยู่อาศัย ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียเงินทองจำนวนมหาศาลในการซ่อมแซม แต่ทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ และทางออกของสถานการณ์นี้ก็คือ “การทำประกันภัยสำหรับเจ้าบ้าน”“ประกันภัยสำหรับเจ้าบ้าน” มีจุดประสงค์หลักเพื่อให้ความคุ้มครองเจ้าของอาคาร ประเภทที่อยู่อาศัย เช่น บ้านเดี่ยว สำนักงานในบ้าน หรือคอนโดมิเนียม โดยสามารถแบ่งความคุ้มครองได้ 5 หมวดหมวดที่ 1 ความคุ้มครองต่ออาคารบริษัทประกันจะชดใช้ค่าเสียหาย (ค่าสินไหมทดแทน) ให้ในกรณีที่อาคารได้รับความเสียหายจากภัยเหล่านี้ • อัคคีภัย แผ่นดินไหว ฟ้าผ่า น้ำท่วม การไหลล้นหรือการระเบิดของแท้งค์น้ำ พายุเฮอริเคน พายุไซโคลน พายุใต้ฝุ่น หรือลมพายุ • การระเบิด • อุปกรณ์ส่วนควบของแท้งค์น้ำหรือท่อน้ำ • อากาศยาน หรือสิ่งของจากอากาศยาน หล่นใส่อาคาร • การถูกชนจากพาหนะทางบก เช่น รถยนต์ ม้า หรือปศุสัตว์ต่างๆ ซึ่งผู้เอาประกันภัย หรือสมาชิกในครอบครัวที่อยู่ด้วยกัน ไม่ได้เป็นเจ้าของหรือดูแลอยู่ • การชิงทรัพย์ การปล้นทรัพย์ หรือความพยายามการลักทรัพย์โดยใช้กำลังรุนแรงเพื่อเข้าไป หรือออกจากอาคารหมวดที่ 2 ความคุ้มครองต่อทรัพย์สินในอาคารบริษัทประกันจะชดใช้ค่าเสียหาย (ค่าสินไหมทดแทน) ให้ในกรณีที่ทรัพย์สินภายในอาคารของเราได้รับความเสียหายจากภัยเหล่านี้ • อัคคีภัย แผ่นดินไหว ฟ้าผ่า น้ำท่วม การไหลล้นหรือการระเบิดของแท้งค์น้ำ พายุเฮอริเคน พายุไซโคลน พายุใต้ฝุ่น หรือลมพายุ • การระเบิด • อุปกรณ์ส่วนควบของแท้งค์น้ำหรือท่อน้ำ • อากาศยาน หรือสิ่งของจากอากาศยาน หล่นใส่อาคาร • การถูกชนจากพาหนะทางบก เช่น รถยนต์ ม้า หรือปศุสัตว์ต่างๆ ซึ่งผู้เอาประกันภัย หรือสมาชิกในครอบครัวที่อยู่ด้วยกัน ไม่ได้เป็นเจ้าของหรือดูแลอยู่ • การชิงทรัพย์ การปล้นทรัพย์ หรือความพยายามการลักทรัพย์โดยใช้กำลังรุนแรงเพื่อเข้าไป หรือออกจากอาคารหมวดที่ 3 ความคุ้มครองค่าใช้จ่ายสำหรับค่าเช่าที่พักอาศัยชั่วคราวและการสูญเสียค่าเช่าหากอาคารที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายจากภัยที่ได้กล่าวมาข้างต้น จนไม่สามารถพักอาศัยได้ ทางบริษัทประกันจะดำเนินการหาที่พักชั่วคราว หรือจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้เอาประกันภัยเพื่อนำไปเช่าที่พักอาศัยอยู่จนกว่าอาคารนั้นจะซ่อมเสร็จหมวดที่ 4 คุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกหากที่อยู่อาศัยของเราสร้างความเสียหายให้แก่บุคคลภายนอก บริษัทประกันจะชดเชยค่าสินไหมแทนเรา (ผู้เอาประกันภัย) โดยแบ่งความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกได้ 2 กรณี ดังนี้ • ความรับผิดต่อร่างกายของบุคคลภายนอก เช่น การเสียชีวิต ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ความบาดเจ็บต่อร่างกาย ตัวอย่างเช่น นายเอเดินชนเสาบ้าน(เรา) จนถึงแก่ชีวิต บริษัทประกันก็จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ครอบครัวของนายเอแทนเรา • ความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกที่มีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในอาคาร หรือเกี่ยวข้องกับอาคารตัวอย่างเช่น รถยนต์ของนายเอโดนเสาบ้าน(เรา) หล่นใส่จนต้องนำไปซ่อม บริษัทประกันก็จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายเอเพื่อนำเงินส่วนนี้ไปใช้ในการซ่อมแซมรถหมวดที่ 5 ความคุ้มครองสำหรับเงินชดเชยการเสียชีวิตของผู้เอาประกันภัยหากเรา(ผู้เอาประกันภัย) ประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิตทันที หรือได้รับบาดเจ็บจากจากภัยซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ประกันคุ้มครอง ซึ่งส่งผลให้เสียชีวิตภายใน 180 วัน นับจากวันเกิดอุบัติเหตุขณะที่อยู่ภายในอาคารที่ทำประกันภัยไว้ บริษัทประกันจะจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุชื่อไว้ในกรมธรรม์ ตัวอย่างเช่น เกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลัน เราไม่สามารถหนีออกจากบ้านที่ทำประกันไว้ได้ทันทำให้จมน้ำเสียชีวิตทันที ทางบริษัทก็จะจ่ายเงินสินไหมชดเชยให้แก่ผู้รับผลโยชน์ที่เราระบุไว้ในกรมธรรม์ขอบคุณแหล่งที่มาสำนักงานคณะกรรมกากำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)แหล่งที่มาข่าวต้นฉบับแหล่งที่มาข่าว noonhttps://www.noon.in.th/blog/good-point-of-house-insurance/
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
30/04/2024
บทความโดย “วิไล รักต้นตระกูล” นักวางแผนการเงิน CFP® สมาคมนักวางแผนการเงินไทย วันที่ 12 มิถุนายน 2566 สมสมร คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว สาวใหญ่วัย 53 ปี ผู้ซึ่งเป็นมนุษย์เงินเดือนมาตลอด 30 ปี ตั้งแต่เรียนจบ สมสมรก็ได้เข้าทำงานในองค์กรใหญ่ และก้าวหน้าในอาชีพการงาน เป็นเสาหลักของครอบครัว เป็นคนมีระเบียบวินัยในการใช้เงิน มีเงินเก็บเงินออมไว้ให้ตัวเองสำหรับปั้นปลายชีวิตอยู่หนึ่งก้อนใหญ่ แต่ยิ่งใกล้วันที่จะต้องเกษียณอายุเข้ามาจริง ๆ สมสมรก็มีความกังวลใจว่าเงินก้อนที่สะสมมานั้นจะเพียงพอใช้จ่ายไปจนถึงบั้นปลายชีวิตจริง ๆ ไหม เพราะค่าครองชีพก็สูงมากขึ้นทุกวัน ๆ ข้าวของแพงขึ้นในทุก ๆ ปี เพื่อคลายความกังวลใจ สมสมรจึงศึกษาหาความรู้ในเรื่องการบริหารการจัดการเงินเพื่อการเกษียณและได้พบกับ “อิสระ” นักวางแผนการเงิน ผู้มีสโลแกนประจำตัวว่าเป็น “นักสร้างอิสรภาพทางการเงินมืออาชีพ” ที่บูทของสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ในงาน SET IN THE CITY เธอจึงนัดเพื่อขอรับคำปรึกษาในทันที ข้อมูลทางการเงินเบื้องต้นของสมสมร ปัจจุบันสมสมรมีเงินก้อนเตรียมไว้ 15 ล้านบาท สำหรับเกษียณ มีแผนจะเกษียณเมื่ออายุ 55 ปี ไม่มีหนี้สิน ไม่มีภาระใด ๆ มีลูกชาย 1 คน ซึ่งจะเรียนจบปริญญาตรีในปีที่สมสมรเกษียณอายุพอดี สมสมรมีแผนการใช้จ่ายเมื่อเกษียณอายุ ดังนี้ 1. กินอยู่ใช้จ่ายเดือนละ 30,000 บาท ไปจนถึงอายุ 99 ปี 2. ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล สมสมรกลัวค่าใช้จ่ายในเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่แพงหูฉี่ จากประสบการณ์ที่เห็นค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของเพื่อน ๆ รุ่นราวคราวเดียวกันที่เวียนเข้าโรงพยาบาล ตกครั้งละเป็นหลักแสนเลยทีเดียว จึงได้เตรียมทำประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายไว้เพื่อใช้ในยามเกษียณ ประกันเล่มนี้ต้องชำระเบี้ยประกันทั้งสิ้นประมาณ 2 ล้านบาท ซึ่งเธอได้เตรียมเงินอีกก้อนไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจากข้อมูลที่ได้มา อิสระคำนวณเงินที่ต้องการใช้หลังเกษียณออกมาได้เป็นจำนวนเงินที่ต้องเตรียมคือ 13,757,893 บาท โดยตั้งสมมติฐานการลงทุนหลังเกษียณที่ผลตอบแทน 4% ต่อปี เงินเฟ้อ 3% ต่อปี และเบิกใช้เดือนละ 30,000 บาท เป็นเวลา 44 ปี จนถึงอายุ 99 ปี ดังนั้น จากการคำนวณเบื้องต้นสินทรัพย์ของสมสมร 15 ล้านบาทนั้น ก็มีเพียงพอในการดำรงชีวิตหลังเกษียณด้วยการนำเงินไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนปีละ 4% แต่สมสมรเองนั้นก็ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนเลย ที่เคยลงทุนก็คือการซื้อกองทุนไว้เพื่อลดหย่อนภาษีเท่านั้น ดังนั้น เธอจึงมีความกังวลในเรื่องของการที่จะจัดสรรเงินลงทุน เพราะเงินก้อนนี้เป็นเงินก้อนสุดท้ายที่สำคัญในชีวิต ซึ่งเธอไม่สามารถรับภาวะขาดทุนหนัก ๆ จากการลงทุนได้ อิสระเข้าใจจึงได้อธิบายหลักการวางแผนการลงทุน และการบริหารเงินหลังเกษียณเพื่อลดความเสี่ยงของการขาดทุนจากการลงทุน เพื่อคลายความกังวลของสมสมร แนะนำให้แบ่งเงินก้อนใหญ่ออกมาเป็น 3 ส่วน หรือกลยุทธ์ที่เรียกว่า 3 Buckets ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่นิยมในการบริหารเงินวัยเกษียณดังนี้ ซึ่งการลงทุนด้วยกลยุทธ์ 3 Buckets นี้มีหลักการสำคัญคือ การ “รินกำไรใส่ถังล่าง” เมื่อ Bucket ที่ 2 มีกระแสเงินสด ก็ให้นำมาใส่ Bucket ที่ 1 และเมื่อ Bucket ที่ 3 มีกำไรจากการลงทุนก็ให้ขายกำไรออกเพื่อมาใส่ใน Bucket ที่ 2 เพื่อเก็บกำไรไว้สม่ำเสมอ โดยตั้งเป้าหมายเมื่อ Bucket ที่ 3 มีกำไรในระดับ 20% ก็จะขายส่วนกำไรมาเข้าใน Bucket ที่ 2 และจะย้ายเงินจาก Bucket ที่ 2 มาอยู่ Bucket ที่ 1 ทุกต้นปีตามจำนวนของค่าใช้จ่ายในปีนั้น ๆ กลยุทธ์ 3 Buckets นี้มีข้อดีคือ ความอุ่นใจ ว่าจะไม่ขาดทุนหนัก เนื่องจากเงินส่วนใหญ่ประมาณ 80% จะอยู่ในสินทรัพย์ปลอดภัย และแบ่งเงินส่วนน้อย ประมาณ 20% ลงทุนในพอร์ตเสี่ยงสูง เพื่อสร้างผลตอบแทนให้เงินเติบโตเพียงพอใช้จ่าย และรักษาเงินต้นไม่ให้หายไปในวันที่ตลาดหุ้นตกหนัก ๆ เพราะเป็นกลยุทธ์การลงทุนแบบระยะยาวที่สามารถมีเวลารอจนตลาดฟื้นตัวขึ้นมาได้ในที่สุดสมสมรได้ฟังกลยุทธ์ 3 Buckets แล้วก็เข้าใจและคลายกังวล และอยากจะเริ่มเปิดพอร์ตตามหลักการ 3 Backets ในทันที ภาพการบริหารเงินให้เกษียณอย่างเกษมของสมสมร ก็แจ่มชัดขึ้นสดใส ขอบคุณน้องอิสระ “นักสร้างอิสรภาพทางการเงินมืออาชีพ” ที่มาช่วยวางแผนบริหารเงินยามเกษียณให้พี่สมสมรนะคะ แหล่งที่มาข่าวต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์https://www.prachachat.net/finance/news-1318347
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ข่าวการเงิน
30/04/2024
ธนาคารแห่งประเทศ แนะ 4 ข้อสังเกตก่อนกู้เงินออนไลน์ ก่อนตกเป็นเหยื่อ หวั่นมิจฉาชีพ-กู้นอกระบบคิดดอกเบี้ย/ตามหนี้โหด หวังปิดช่องโหว่เพื่อป้องกันภัยการเงิน วันที่ 11 มิถุนายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การกู้เงินในยุคปัจจุบันทำได้ง่ายและรวดเร็วผ่านมือถือโดยไม่ต้องออกจากบ้านให้ยุ่งยาก แต่สิ่งที่ยากสำหรับผู้กู้คือ จะรู้ได้อย่างไรว่าใครคือผู้ให้กู้ที่ไม่คิดดอกเบี้ยหรือทวงถามหนี้โหด หรือไม่ใช่มิจฉาชีพที่จะมาหลอกเอาเงินเราไป และยิ่งหากได้รับ “SMS” หรือมีคน “โทรศัพท์” หรือ “แอดไลน์” (add Line) มาแล้วอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร หรือหน่วยงานภาครัฐ หรือบริษัทที่จะให้เงินกู้หรือให้เงินช่วยเหลือ อย่ารีบกดลิงก์หรือกรอกข้อมูล ควรเช็กให้ชัวร์ก่อน จะได้ไม่ถูกเอาเปรียบหรือหลอกลวง โดยมีวิธีสังเกต ดังนี้ 1. แยกแยะผู้ให้เงินกู้ ลองมาดูว่าผู้ให้บริการ 3 แห่งด้านล่างนี้ ใครคือผู้ให้กู้ในระบบ ผู้ให้กู้นอกระบบ และมิจฉาชีพ • ผู้ให้กู้ในระบบหรือผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต (แอป A) จะให้เงินกู้เราเต็มจำนวน และอัตราดอกเบี้ยไม่เกินที่ทางการกำหนด • ผู้ให้กู้นอกระบบ (แอป B) มักให้เงินกู้ไม่เต็มจำนวน ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมก่อน แต่เมื่อคืนเงินกู้ต้องจ่ายเต็มจำนวนบวกกับดอกเบี้ยหรือค่าปรับที่สูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด หากจ่ายช้าจะถูกข่มขู่ หรือไปทวงกับบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ในโทรศัพท์ของผู้กู้ ทำให้อับอาย เพราะผู้ให้กู้นอกระบบบางรายจะให้ผู้กู้ดาวน์โหลดแอปซึ่งให้คลิกอนุญาตเข้าถึงข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ • แอปเงินกู้ปลอม ที่ไม่ได้ให้เงินกู้ (แอป C) โดยจะใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น โฆษณาบนเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย ส่ง SMS หรือแม้แต่โทร.หาโดยตรง หากผู้ที่ได้รับการติดต่อสนใจ มิจฉาชีพก็จะส่ง SMS มาให้คลิกลิงก์เพื่อดาวน์โหลดแอป หรือให้แอดไลน์คุยกัน จากนั้นจะสอบถามข้อมูลส่วนตัว ให้ทำสัญญาเงินกู้ และขอเอกสาร เช่น สำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน สมุดบัญชีเงินฝาก คล้ายกับการขอกู้ที่ธนาคาร ทำให้เหยื่อเริ่มเชื่อใจ จากนั้นจะโน้มน้าวให้โอนเงินเป็นค่าค้ำประกัน โดยบอกว่าจะคืนให้พร้อมกับเงินกู้ หากหลงกลก็จะหลอกล่อให้โอนเพิ่มอีกเรื่อย ๆ เช่น อ้างว่าโอนเงินไม่ได้เพราะเหยื่อกรอกเลขที่บัญชีผิด มีค่าใช้จ่ายในการแก้ไขเอกสารเพื่อปลดล็อก หรือต้องจ่ายค่าลัดคิวจึงจะได้เงินเร็วขึ้น หากเหยื่อเริ่มรู้ทันก็จะถูกบล็อก ทำให้ไม่สามารถติดต่อได้อีก 2. ไม่แน่ใจ อย่าเพิ่งคลิก หากลองแยกแยะแล้ว ยังไม่แน่ใจว่าจะใช่ผู้ให้กู้ในระบบหรือเปล่า ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนใช้บริการ ดังนี้ • ตรวจสอบรายชื่อแอปและชื่อผู้ให้บริการ นำข้อมูลชื่อแอปและชื่อผู้ให้บริการไปเทียบกับรายชื่อผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต โดยสามารถหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย ในหัวข้อ “เช็กแอปเงินกู้” ที่รวบรวมรายชื่อผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตในส่วนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำกับดูแล และยังมีลิงก์ไปยังเว็บไซต์กระทรวงการคลัง ซึ่งรวบรวมรายชื่อผู้ให้บริการสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ไว้ในที่เดียว • ติดต่อสอบถามตามที่อยู่/เบอร์โทรศัพท์ที่ได้จากข้อ 1) เพราะบางครั้งมิจฉาชีพหรือแอปเงินกู้นอกระบบจะตั้งชื่อแอปคล้ายคลึงกับผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต หรือสวมรอยเป็นผู้ได้รับอนุญาต เราจึงควรสอบถามหรือหาข้อมูลด้วยตัวเองจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ว่าเป็นแอปของผู้ให้บริการจริงหรือไม่ 3. เลือกแหล่งดาวน์โหลดแอปที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และไม่ใช้โทรศัพท์มือถือที่ถูก jail break ในการทำธุรกรรมทางการเงิน เพื่อป้องกันภัยจากมัลแวร์ 4. อย่าลืมอ่านเงื่อนไขก่อนกู้ ไม่รีบกู้จนลืมดูรายละเอียดที่จำเป็น เช่น อัตราดอกเบี้ย ระยะเวลา และจำนวนเงินที่ต้องจ่ายคืน ที่สำคัญ ต้องคำนึงถึงความสามารถในการผ่อนชำระของเราโดยควรกู้เท่าที่จำเป็น และรวมภาระผ่อนชำระหนี้ทุกก้อนของเราต่อเดือนไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือน เพื่อไม่เกินกว่าที่เราจ่ายคืนได้ การปราบปรามและควบคุมดูแลเงินกู้นอกระบบและมิจฉาชีพเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการปิดช่องโหว่เพื่อป้องกันภัยการเงิน ขณะเดียวกันการป้องกันตนเองที่ดีที่สุดคือการติดตามข่าวสารการเตือนภัยสม่ำเสมอเพื่อให้รู้เท่าทัน เช่น เพจเตือนภัยออนไลน์ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่สำคัญต้องไตร่ตรองด้วยเหตุและผล หากไม่แน่ใจให้สอบถามข้อมูลจากหน่วยงานทางการที่เกี่ยวข้องก่อน ก็จะช่วยให้เราใช้บริการออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย หากโอนเงินไปให้มิจฉาชีพแล้ว ให้รีบไปแจ้งความที่สถานีตำรวจหรือแจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.comแหล่งที่มาข่าวต้นฉบับประชาชาติธุรกิจออนไลน์ https://www.prachachat.net/finance/news-1318187
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
29/04/2024
30/04/2024
11/09/2024
06/01/2025
21/02/2025